นั่งรถไฟไปเที่ยวเวียงจันทน์ p3

วันที่สองของการเดินทาง
สถานีรถไฟหนองคาย



ใน ที่สุดขบวนรถไฟที่ 69 กรุงเทพ-หนองคาย ก็พาเราชาวwww.idotravellers.comสองชีวิตเดินทางมาถึงยังสถานีรถไฟหนองคาย เมื่อเวลา08.00 น. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 12 ชั่วโมง เราสองคนจัดแจงขนสัมภาระลงจากรถไฟหลังจากนั้นจึงหันมาปฎิบัติภาระกิจส่วน ตัวที่ห้องน้ำของสถานีรถไฟจนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงกลับมานั่งพักผ่อนกันที่บริเวณชานชลาของสถานีรถไฟหนองคายเพื่อรอ เวลา09.00 น.ซึ่งเป็นเวลาที่ขบวนรถไฟจะออกเดินทางจากสถานีรถไฟหนองคายมุ่งหน้าสู่สถานี รถไฟท่านาแล้งในนครเวียงจันต่อไป สำหรับประวัติความเป็นมาของเส้นทางรถไฟระหว่างประเทศสายนี้ผมจะเล่าให้ผู้ อ่านฟังดังนี้น่ะครับ



เส้น ทางรถไฟระหว่างประเทศสายนี้สร้างขึ้นตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจระหว่างประเทศของ ไทย-ลาว เพื่อใช้ในการขนส่งสินค้า และผู้โดยสารที่จะเดินทางเข้าออกระหว่างสองประเทศ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงเป็นประธานในพิธีเปิดการเดินรถไฟระหว่างไทย - ลาว เป็นครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2552



ปัจจุบัน มีการเดินรถวันละ 4 เที่ยว และในอนาคตอันใกล้นี้จะมีการขยายเส้นทางออกไปอีก 9 กม.นักท่องเที่ยวจะสามารถเดินทางโดยทางรถไฟข้ามสะพานมิตรภาพจากหนองคายไป ถึงยังใจกลางของนครเวียงจันได้โดยสะดวกยิ่งขึ้นอีกด้วย ครับ


นอก จากนี้ปัจจุบันทางรัฐบาลจีนได้เริ่มโครงการที่จะก่อสร้างเส้นทางรถไฟความสูง จากชายแดนจีนด่านบ่อหานที่อยู่ติดกับด่านบ่อแตนของสปป.ลาวในแขวงหลวงน้ำทา โดยจะทำการสร้างอุโมงค์ลอดภูเขาจำนวน 200 ลูกผ่านเมืองหลวงพระบาง - อุดมไชย – วังเวียง –นครหลวงเวียงจันโดยให้มาเชื่อมต่อกันกับสถานีรถไฟท่านาแล้งข้ามสะพาน มิตรภาพ เข้าสู่ประเทศไทยจากนั้นต่อไปยังประเทศมาเลเซียและไปสิ้นสุดเส้นทางรถไฟสาย นี้ที่ประเทศสิงค์โปร์โดยใช้งบประมาณถึง 7,000 ล้านดอลล่าร์สหรัฐโดยรัฐบาลจีนจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างเส้นทาง รถไฟสายนี้ให้กับลาว ซึ่งจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่วันที่ 25 กันยายน 2554และจะแล้วเสร็จในปี พ.ศ2558 รวมระยะเวลาในการก่อสร้างนาน4ปีเป็นอย่างไงบ้างครับเห็นความยิ่งใหญ่ของลูก พี่ใหญ่จีนไหมครับเงินเยอะคนแยะจะทำอะไรก็ได้ครับ และเมื่อวันนั้นมาถึงนักท่องเที่ยวอย่างเราๆท่านๆสามารถนั่งรถไฟความเร็วสูง ไปเที่ยวหลวงพระบางเมืองมรดกโลกได้อย่างสบายหรือจะเดินทางไปเที่ยวยังเมือง ท่องเที่ยวหลายๆเมืองในประเทศจีน เช่น เมืองเชียงรุ้งและเมืองคุนหมิงได้โดยสะดวกส่วนคนจีนและคนลาวก็จะสามารถ โดยสารรถไฟความเร็วสูงเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศไทยล่องใต้ต่อไปท่อง เที่ยวยังประเทศมาเลเซียและสิงค์โปร์ได้โดยสะดวกสบายเช่นกันครับ



และ แล้วเวลา 08.15 น. รถไฟขบวนที่ 913 หนองคาย – ท่านาแล้งเริ่มเคลื่อนขบวนเข้าเทียบชานชลาของสถานีรถไฟหนองคาย เราสองคนไม่รอช้าจัดการตีตั๋วขบวนรถไฟระหว่างประเทศซึ่งมีให้บริการถึงสาม ชั้นด้วยกันคือ ชั้น3ราคา20 บาท , ชั้น2 ราคา 30 บาท, ชั้นปรับอากาศราคา 50 บาท โดยมีขบวนรถไฟแล่นให้บริการถึงวันละ 4 เที่ยวด้วยกันโดยเที่ยวแรกเริ่มให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00 น. เที่ยวที่สองเวลา 11.45 น. เที่ยวที่สามเวลา 14.45น. และเที่ยวสุดท้ายเวลา 17.00 น.(ดูตามภาพ) เราสองคนใช้บริการของรถไฟชั้น 2 ราคาค่าโดยสารคนละ 30 บาท



หลัง จากจองตั๋วโดยสารรถไฟพร้อมจัดการตรวจสอบเอกสารพร้อมประทับตราพลาสปอรต์ขอ อนุญาตเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทยจากด่านตรวจคนเข้าเมืองของไทยที่ตั้งอยู่ บริเวณชานชลาสถานีรถไฟหนองคายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเราสองคนจึงขนสัมภาระขึ้นรถไฟสายระหว่างประเทศ



และ เพียงไม่กี่นาทีเสียงระฆังจากนายสถานีรถไฟก็ดังกังวานขึ้นจากนั้นขบวนรถไฟ ระหว่างประเทศสายนี้ก็เริ่มเคลื่อนขบวนออกจากสถานีรถไฟหนองคายเดินทางข้าม สะพานมิตรภาพไทย – ลาว มุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟท่านาแล้งในนครเวียงจันในทันที



เรา สองคนนั่งชมวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงในขณะที่ขบวนรถไฟแล่นข้ามสะพาน มิตรภาพไทย – ลาว สะพานแห่งนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขงจากอำเภอเมืองหนองคายไปยังเมืองท่า เดื่อ ของ สปป.ลาว ซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองเวียงจันทน์ประมาณ 20 กิโลเมตร สะพานแห่งนี้ใช้เวลาก่อสร้างนานถึง 3 ปี จนแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2537 ด้วยความร่วมมือระหว่างประเทศไทย – ลาว - ออสเตรเลีย และญี่ปุ่น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินมาเป็นองค์ประธานเปิดสะพาน แห่งนี้ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี และทางฝ่ายสปป.ลาวภายใต้การนำของท่านหนูฮัก พูมสะหวันอดีตประธานประเทศแห่งสปป.ลาว เมื่อวันที่4 เม.ย. 2537 หลังจากเสร็จพระราชพิธี พระองค์ทรงเสด็จฯมาประทับแรม ณ หอคำ ซึ่งในอดีตเคยเป็นพระบรมมหาราชวังของเจ้ามหาชีวิตหรือกษัตริย์ลาวเป็นเวลา หนึ่ง คืน ก่อนที่จะเสด็จพระราชดำเนินกลับสู่กรุงเทพมหานครในเวลาต่อมา ชาว อีสานบ้านเฮาและชาวลาวเรียกสะพานแห่งนี้ว่า “ขัวมิดตะพาบ” (ขัวหมายถึงสะพาน) สะพานมีความกว้าง12.7 เมตรและความยาวประมาณ 1,137 เมตร โดยสร้างเชื่อมระหว่างบ้านจอมมณี ต. มีชัย อ. เมืองจ.หนองคาย เรื่อยมายังบริเวณท่านาแล้ง ในแขวงนครเวียงจันทน์ โดยมีทางเดินรถสองช่องทางด้วยกันในช่วงกลางของสะพานได้ถูกออกแบบไว้



สำหรับ เส้นทางรถไฟและในอนาคตอันใกล้นี้จะมีโครงการ ขยายเส้นทางรถไฟจากสถานีหนองคายมาจนถึงยังนครเวียงจันครับ และในช่วงยามเย็นดวงอาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าทัศนียภาพของแม่น้ำโขงจะสวย งามน่าชมมากครับ สำหรับสะพานแห่งนี้เปิดให้ใช้บริการตั้งแต่เวลา 05.00-20.00 น. และที่บริเวณเชิงสะพานทางฝั่ง ท่าเดื่อของสปป.ลาวจะเป็นที่ตั้งของด่านตรวจคนเข้าเมืองของ ลาวอีกด้วยครับ.



ขบวน รถไฟใช้เวลาในการเดินทางเพียง 15นาทีก็เดินทางมาถึงสถานีรถไฟท่านาแล้งซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยนักท่อง เที่ยวต่างชาติที่มาใช้บริการกันอย่างคับคั่ง


สำหรับ สถานีรถไฟท่านาแล้ง ตั้งอยู่บ้านดงโพสี หาดทรายฟอง นครหลวงเวียงจัน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นสถานีรถไฟแห่งแรกของประเทศลาวสถานีรถไฟท่านาแล้ง ตั้งอยู่ห่างจากจุดกึ่งกลางของสะพานมิตรภาพ ไทย-ลาว แห่งที่ 1 เป็นระยะทาง 3.50 กิโลเมตรและตั้งอยู่ห่างจากนครเวียงจันทน์ระยะทางประมาณ 20 กม.
สาย ตาของเราสองคนมองหาพี่กฤษดาเพื่อนรุ่นพี่ที่เราสองคนได้นัดหมายไว้สำหรับพี่ กฤษดาเป็นนักธุรกิจชาวไทยที่เดินทางมาทำมาหากินตั้งหลักปักฐานอยู่ในนคร เวียงจันมานาน20 กว่าปีแล้วตั้งแต่ลาวเริ่มเปิดประเทศใหม่ๆจนกระทั่งมีภรรยาเป็นชาวลาว ปัจจุบันพี่กฤษดาประกอบอาชีพทางการทำธุรกิจโรงแรมอยู่ในนครหลวงเวียงจันมี ชื่อว่า โรงแรมไชยสมบูรณ์ โดยตั้งอยู่บนถนนขุนบรม ติดกับกรมป่าไม้ลาวใกล้กับสถานทูตอเมริกันใจกลางนครหลวงเวียงจันโดยมีห้อง พักจำนวน ทั้งหมด 80 ห้องถามรถสามล้อที่บริเวณด่านต.ม ลาวทุกคันจะรู้จักโรงแรมไชยสมบูรณ์ เป็นอย่างดีครับ
หลังจากเราสองคนทัก ทายปราศัยกับพี่กฤษดาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นพี่กฤษดาก็ชักชวนเราสองคน ขึ้นรถเก๋งส่วนตัวออกเดินทางออกจากสถานีรถไฟทุ่งนาหน้าแล้งมุ่งหน้าเข้าสู่ นครหลวงเวียงจันในทันที และระหว่างเส้นทางเข้าสู่นครหลวงเวียงจันบนถนนหมายเลข 13ใต้พี่กฤษดาขับรถพาเราสองคนแวะเข้าไปเที่ยวยังวัดเชียงควนตั้งอยู่ริมถนน หมายเลข 13 ใต้ ห่างจากสถานีรถไฟท่านาแล้งและสะพานมิตรภาพไทย – ลาวระยะทางไม่ไกลเท่าใดนัก



สำหรับ นักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์จะเข้าไปเที่ยวชมภายในวัดเชียงควนจะต้องเสีย ค่าบัตรผ่านประตู คนละ 5,000กีบ (20บาท) สะพายกล้องเข้าไปด้วย ก็เก็บอีก 3,000กีบ (12บาท)ถ้าเอารถไปจอดเสียค่าจอดอีก 3,000 รวมทั้งหมดก็เป็นเงิน 11,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 44 บาท เราสามคนเดินเท้าเข้ามาถึง ปากทางเข้าด้านซ้ายมือก็จะเป็นร้านขายของที่ระลึก



ส่วน ทางด้านขวามือจะเป็นสนามหญ้าขนาดใหญ่ใช้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปาง ไสยาสน์ขนาดใหญ่ ตลอดจนรูปปั้นก่ออิฐถือปูนเรื่องราวต่างๆในพระพุทธศาสนาและศาสนาฮินดูโดยมี รูปปั้นของพระศิวะ,พระวิษณุ,พระพิฆเนศตลอดจนรูปปั้นขนาดใหญ่กว่าความเป็น จริงจำนวนมากและเมื่อนำมารวมกันเข้ากับสถาปัตยกรรมสิ่งก่อสร้างแปลกๆรูป ศีรษะยักษ์ยิ่งทำให้บรรยากาศภายในวัดเชียงควนแห่งนี้เหมือนกับจินตนาการ แห่งความฝันอย่างไงอย่างงั้นเลยครับ



นอก จากนี้ยังมีอาคารรูปทรงแปลกประหลาดขนาดใหญ่คล้ายผลฟักทองภายในถูกแบ่งเป็น ห้องต่างๆหลายห้อง นอกจากนั้นภายในอาคารรูปทรงแปลกประหลาดแห่งนี้ยังมีบันไดวนสามารถเดินเท้า ขึ้นไปจนถึงยอดซึ่งเป็นจุดชมวิวอีกด้วย
ตอนแรกที่เราทั้งสามคนเดินเท้า เข้ามาภายในวัดเชียงควนและยืนมองอยู่ด้านนอกเราทั้งสามคนไม่เข้าใจว่าอาคาร แห่งนี้ ต้องการสื่อความหมายถึงอะไรถามพี่กฤษดาคนที่อยู่ในลาวมานาน 20 กว่าปี ก็ให้ความกระจ่างไม่ได้แต่เมื่อเราทั้งสามคนแหงนหน้ามองขึ้นไปยังด้านบนของ อาคารรูปทรงแปลกประหลาดแห่งนี้ เห็นบรรดานักท่องเที่ยวทั้งไทย-ลาว-ฝรั่ง ขึ้นไปอยู่บนยอดบนสุดกันหลายคน เราสองคนจึงขอตัวพี่กฤษดาลองเดินขึ้นไปดูด้านในบ้างจากนั้นเราสองคนจึงได้พบ คำตอบซึ่งเมื่อนำมาวิเคราะห์เอาจากความรู้ที่เราสองคนมีอยู่อย่างงูๆปลาๆ อ่านหนังสือมาบ้าง จากนั้นนำมาปะติปะต่อกับภาพลักษณ์ที่เห็นภายนอก ยอดบนสุดของอาคารรูปทรงแปลกประหลาดแห่งนี้มีลักษณะเป็นหน้าพรหม 4 หน้า ภายในอาคารนี้ถูกแบ่งออกเป็น 3 ชั้นด้วยกัน แต่ละชั้นก็จะมีรูปปั้นเรื่องราวแตกต่างกันไป แต่จากการดู ศิลปกรรมทั้งภายนอกและภายในทั้งหมดแล้ว ก็พอสรุปได้ว่า อาคารรูปทรงแปลกประหลาดแห่งนี้ คือแบบจำลองแนวความคิดเกี่ยวกับจักรวาลในทางพระพุทธศาสนา ยอดสูงสุดนั้นเห็นเป็นหน้าพรหมสี่หน้า แสดงสัญลักษณ์ของสวรรค์ชั้นพรหม อันแสดงถึงความเชื่อทางศาสนาฮินดูดั้งเดิมเกี่ยวกับเรื่องของพระพรหมเป็นผู้ สร้างโลก ในส่วนที่ลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆนั่นก็คือสวรรค์ชั้นต่าง ๆ ทั้ง 7 ตามความเชื่อที่เรา ๆ ท่าน ๆ ได้เคยเรียนรู้มากันบ้างแล้วนั่นแหล่ะครับ ภาย ในอาคารรูปทรงแปลกประหลาดแห่งนี้ถูกแบ่งออกเป็นสาม ชั้น เมื่อมองจากรูปปั้นทั้งหมดที่ปรากฏอยู่ในอาคารหลังนี้ สามารถประมวลได้ว่า ทั้ง สามชั้นที่เห็นนี้ จากบนลงล่างแบ่งเป็น โลกสวรรค์, โลกมนุษย์ ,และโลกบาดาล(นรก) ลดหลั่นกันลงมาตามลำดับชั้นนั่นเองครับ



สำหรับ ยอดแกนกลางสูงเสียดฟ้านั้น เป็นสัญลักษณ์แทนยอดเขาพระสุเมรุ และตรงบริเวณฐานเหนืออาคารทำเป็นภูเขาเล็ก ๆ รายล้อม ซึ่งเราสองคนเดาเอาว่าเป็นยอดเขาสัตตบริภัณฑ์ ชั้นบนสุดมีรูปปั้นเทวดาและนางฟ้าซึ่งดูไม่ค่อยจะเหมือนเทวดานางฟ้าสักเท่า ไหร่ ออกจะไปเป็นเงือกงูซะมากกว่า มองดูคล้าย ๆ สัตว์หิมพานต์ส่วนหนึ่ง เทพครึ่งนก (กินนรหรือ กินรี) เทพครึ่งนาคส่วนหนึ่ง แต่ถ้าเปรียบเทียบกับภาพรวมทั้งหมด ส่วนนี้ก็น่าจะเรียกได้ว่าสวรรค์ ส่วนที่เรียกว่าเชิงเขาไกรลาศ ที่เป็นที่อยู่ของพวกสัตว์หิมพานต์



สำหรับ วัดเชียงควนนี้ เป็นวัดที่ตั้งอยู่ห่างออกจากตัวเมืองเวียงจันทน์ไปทางตะวันออกเฉียงใต้ราว 25 กิโลเมตร เป็นวัดที่มีความหลากหลายทางความเชื่อในทางศาสนายิ่งนัก เท่าที่เราสองคนสังเกตุดูสถาปัตยกรรมในวัดเชียงควนแห่งนี้ ซึ่งชาวลาวเรียกกันว่าสวนพระพุทธรูป สะท้อนลักษณะทางความเชื่อไปในทิศทางของศาสนาพุทธและศาสนาฮินดู



สำหรับ ผู้สร้างสวนแห่งนี้คือชาวลาวมีชื่อว่า อาจารย์บุญเหลือ สุริทัต โดยสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1958 หรือเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2501 และได้ก่อตั้งลัทธิขึ้นมาลัทธิหนึ่ง โดยนำเอาหลักศาสนาพุทธและศาสนาฮินดูมารวมเข้าด้วยกันจนมีชาวบ้านเลื่อมใส ศรัทธาเป็นจำนวนมาก ทั้งในลาวและภาคอีสานของไทยและเท่าที่ทราบมาอาจารย์บุญเหลือได้สร้างสวน วัฒนธรรม หรือวัดเชียงควนแห่งนี้ก่อน แล้วจึงเดินทางข้ามโขงไปสร้างศาลาแก้วกู่ที่ในจังหวัดหนองคายอีกแห่งหนึ่ง ด้วยซึ่งภายในมีศิลปคล้ายๆกัน เพราะฉะนั้นวัดเชียงควนจึงเป็นวัดแห่งแรกที่อาจารย์บุญเหลือสร้างขึ้น



เรา สองคนได้มีโอกาสไปเที่ยวชมวัดทั้งสองแห่งเมื่อหลายปีที่ผ่านมาบริเวณพื้นที่ ของวัดเชียงควนแห่งนี้จะมีเนื้อที่แคบกว่าเพราะมีพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขง ปัจจุบันวัดเชียงควนได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมาก ส่วนบริเวณด้านหลังของวัดเชียงควนอยู่ติดกับแม่น้ำโขงสามารถมองเห็นวิว ทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงซึ่งฝั่งตรงข้ามคืออำเภอเมืองจังหวัดหนองคายเราทั้ง สามคนเดินเที่ยวชมศิลปรูปปั้นภายในวัดเชียงควนจนสมควรแก่เวลาจากนั้นพี่กฤษ ดาก็ขับรถพาเราทั้งสองคนเดินทางย้อนกลับมาบนถนนหมายเลข 13 ใต้มุ่งหน้าสู่นครเวียงจันระยะทางห่างจากสะพานมิตรภาพไทย – ลาวประมาณ 22 กม.



ตลอด สองข้างทางถนนลาดยางสองเลนซึ่งนอกจากจะเห็นวิวทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาอัน เขียวชอุ่มสุดสายตาแล้วยังเป็นที่ตั้งของโรงงานอุตสหกรรมต่างๆอาทิเช่นเช่น โรงงานทอผ้า,โรงงานน้ำอัดลมและโรงงานเบียร์ลาวเบียร์ที่ขายดีอันดับหนึ่งของ ลาวนักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเรียกกันว่า”เขยลาว“



และ ในที่สุดพี่กฤษดาก็ขับรถพาเราทั้งสองคนเดินทางมาถึงยังตัวเมืองนครเวียงจัน ถนนหนทางในปัจจุบันกว้างขวางสะอาดสะอ้านกว่าในอดีตที่ผ่านมาหลายเท่าตึกราม บ้านช่องตลอดจนห้างสรรพสินค้าอันทันสมัยหลายแห่งกำลังเร่งก่อสร้างบางแห่ง เสร็จเรียบร้อยปัจจุบันเริ่มเปิดให้บริการแล้วก็มี ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการที่ลาวเป็นเจ้าภาพกีฬาซีเกมส์ในครั้งที่ผ่านมาทำให้ นักท่องเที่ยวต่างชาติเริ่มรู้จักประเทศลาวมากขึ้นพากันเดินทางมาท่องเที่ยว ลาวกันป็นจำนวนสร้างเสริมรายได้ให้กับธุรกิจหลายๆอย่างอาทิเช่นธุรกิจ โรงแรม,ร้านอาหารที่กำลังผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดปัจจุบันช่วยทำให้เศรษฐกิจของ ลาวเจริญขึ้นเป็นเงาตามตัวรวมทั้งกลุ่มนักธุรกิจชาวจีนที่พาเหรดกันเดินทาง เข้ามาทำมาค้าขายและประกอบธุรกิจการก่อสร้างกับรัฐบาลลาวในโครงการใหญ่ๆหลาย โครงการอาทิเช่นโครงการรถไฟความเร็วสูงจีน-ลาวระยะทาง 421 กม.จากชายแดนจีนทางตอนเหนือสุดบริเวณแขวงหลวงน้ำทาของประเทศลาวเจาะภูเขา หลายร้อยลูกผ่านหลวงพระบางเมืองมรดกโลก,อุดมไช,วังเวียงจนมาเชื่อมต่อกันกับ สถานีรถไฟท่านาแล้งที่นครหลวงเวียงจันโดยจะเริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างใน เดือนเมษายนพ.ศ 2554นี้และกำหนดแล้วเสร็จในปีพ.ศ2558รวมระยะเวลาในการก่อสร้างประมาณ 4 ปีเห็นไหมครับว่าในอนาคตประเทศลาวเพื่อนบ้านของเราไม่ธรรมดาเสียแล้วครับ ท่านมีรถไฟความเร็วสูงใช้กันแล้วในขณะที่ประเทศสยามเมืองยิ้มของเรายังมัว แต่ทะเลาะกันไม่เลิกอยู่เลยครับท่านพี่กฤษดาขับรถพาเราสองคนเดินทางเข้ามา ถึงนครหลวงเวียงจันผ่านถนนสามเสนไทอันเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์เจ้าฟ้างุ้ม กษัตริย์องค์ที่24 แห่งอาณาจักรล้านช้าง(พ.ศ.1896-1916) ซึ่งตรงกับรัชสมัยสมเด็จพระรามาธิบดีที่1 แห่งกรุงศรีอยุธยาเจ้าฟ้างุ้มเป็นผู้รวบรวมอาณาจักรล้านช้างให้เป็นปึกแผ่น ตราบเท่าทุกวันนี้จนได้รับการขนานนามให้เป็นมหาราชของชนชาติลาว



อนุสาวรีย์ เจ้าฟ้างุ้มหันหน้าไปทางทิศตะวันตกซึ่งเป็นทิศที่ตั้งของประเทศไทย และจากอนุสาวรีย์เจ้าฟ้างุ้มพี่กฤษดาขับรถพาเราไปตามถนนหมายเลข13 เหนือ(ท13)ออกไปยังชานเมืองบนเส้นทางถนนสู่หลวงพระบาง จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าไปยังสนามบินนานาชาติวัดไตเราสองคนตกกะใจนึกว่าพี่กฤษ ดาจะพาเราสองคนมาส่งขึ้นเครื่องบินกลับกรุงเทพฯทั้งๆที่พึ่งมาถึงนครหลวง เวียงจันเพียงไม่กี่ชั่วโมงมานี้เองจะส่งเราสองคนกลับบ้านเสียแล้ว



แฮ่ะๆ...ไม่ ใช่หรอกครับ..พี่กฤษดาจะพาเราสองคนมาเลี้ยงต้อนรับกินอาหารกลางวันกันนั่น เอง หลังจากหาที่จอดรถบริเวณด้านหน้าสนามบินนานาชาติวัดไตได้แล้วจากนั้นพี่กฤษ ดาก็พาเราทั้งสองคนเดินเท้ามายังอาคารที่พักผู้โดยสาร


ซึ่งภายใน อาคารที่พักผู้โดยสารเป็นที่ตั้งของร้านอาหารบุฟเฟ่ต์นานาชาติติดแอร์คอนดิ ชั่นเย็นฉ่ำทั้งอาคารมีอาหารบุปเฟ่ต์นานาชาติให้เลือกรับประทานมากมายหลาก หลายชนิดอาทิเช่นอาหาร ไทย,จีน,ฝรั่ง,ญี่ปุ่นและอาหารลาวพร้อมเบียร์ลาว,ไวน์แดง,ไวน์ขาวเสริฟกัน แบบไม่อั้นในราคาคนละ6 USD ราคานี้แค่กินไวน์อย่างเดียวก็คุ้มแล้วครับท่านแถมยังได้ชมวิวทิวทัศน์ของ สนามบินนานาชาติวัดไตแบบสุดสายตาพานอราม่าอีกด้วย



สำหรับ สนามบินวัดไตเป็นการช่วยเหลือจากรัฐบาลไทยแก่รัฐบาลลาวในการก่อสร้างสนามบิน แห่งนี้ สนามบินนานาชาติวัดไตมีเที่ยวบินภายในประเทศบินให้บริการไปทั่วทุกแขวงใน ประเทศลาวที่มีสนามบินนอกจากนี้ยังมีสายการบินจากต่างประเทศบินขึ้นๆลงๆทุกๆ 30 นาที ซึ่งรวมทั้งสายการบินไทยด้วยครับ


สำหรับ คนลาวที่มีความประสงค์จะเดินทางมายังกรุงเทพฯโดยทางเครื่องบินนิยมเดินทางมา ที่สนามบินอุดรธานีใช้บริการของสายการบิน Low Coast ของไทยมากกว่า เพราะมีราคาค่าโดยสารถูกกว่าที่สนามบินนานาชาติวัดไตมากอีกทั้งยังไม่ต้อง เสียภาษีสนามบินคนละ10 USD อีกด้วยครับ



หลัง จากอิ่มอร่อยกับอาหารบุปเฟต์นานาชาติที่สนามบินวัดไตเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นพี่กฤษดาก็ขับรถพาเราสองคนเดินทางไปยังโรงแรมไชยสมบูรณ์ที่พักของเรา ในนครเวียงจัน
จากสนามบินนานาชาติวัดไตพี่กฤษดาขับรถประมาณ 10 นาทีก็พาเราสองคนเดินทางมาถึงยังโรงแรมไชยสมบูรณ์ซึ่งตั้งอยู่บนถนนขุนบรม ติดกับกรมป่าไม้ใจกลางของนครหลวงเวียงจัน



สำหรับ โรงแรมไชยสมบูรณ์เป็นกิจการของพี่กฤษดาและภรรยาชาวลาวโดยมีห้องพักทั้งหมด 80 ห้อง ทุกห้องติดแอร์คอนดิชั่นเย็นฉ่ำพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน เช่น ทีวีซึ่งสามารถรับชมทีวีช่อง 3,5,7,9,11 และช่องทรูวิชั่นได้อีกด้วยครับ



ดัง นั้นจึงไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้รับทราบข่าวสารจากไทย อีกทั้งยังอยู่ใกล้กับแหล่งช้อบปิ้งและสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญเช่นหอคำ, หอพระแก้ว, วัดสีสะเกด,ตลาดจีน อีกด้วย ราคาห้องพักเริ่มต้นที่ 650 -1250 บาทต่อคืนรวมอาหารเช้าสำหรับท่านผู้อ่านที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังนครหลวง เวียงจันสามารถข้อทราบรายละเอียดและติดต่อสำรองห้องพักได้ที่โทรศัพท์ (85621)216233,(85621)252929หรือที่ e-mail This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. หรือคลิ๊กเข้าไปชมรายละเอียดได้ที่ www.xaysombounbonhotel.com



หลัง จากทักทายกับภรรยาของพี่กฤษดาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงcheck in เข้าห้องพักพร้อมกับเปิดม่านหน้าต่างของห้องพักสำหรับสิ่งแรกที่เราสองคน เห็นก็คือ องค์พระธาตุดำตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหน้า สำหรับองค์พระธาตุดำโบราณสถานที่เก่าแก่ใจกลางนครหลวงเวียงจันแห่งนี้มี ลักษณะเป็นรูปเจดีย์ทรงดอกบัวหกเหลี่ยมตามตำนานโบราณของลาวเล่าสืบต่อกันมา ว่าใต้องค์พระธาตุดำแห่งนี้คือปากปล่องที่อยู่ของพญานาคเจ็ดเศียรอาศัย อยู่ภายใต้องค์พระธาตุคอยทำหน้าที่รักษานครเวียงจันให้รอดพ้นจากการโจมตี ของข้าศึกศัตรูที่มารุกราน



ถือ ว่าเป็นโชคดีของเราสองคนที่ได้ห้องพักที่มีวิวทิวทัศน์เป็นโบราณสถานที่ สำคัญเช่นนี้ ส่วนชั้นที่หกอันเป็นชั้นบนสุดของโรงแรมสามารถขึ้นไปชมวิวทิวทัศน์ของนคร เวียงจันได้อย่างสวยงามแบบสุดสายตาพานอราม่าอีกด้วย จากนั้นเราสองคนหันมาปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเมื่อทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อย แล้วจึงเดินลงมายังล็อบบี้ชั้นล่างของโรงแรมพร้อมกับพูดคุยกับพี่กฤษดาพร้อม กับวางแผนการท่องเที่ยวนครเวียงจันในช่วงบ่ายด้วยตนเองสองคน ส่วนพี่กฤษดาคงจะติดตามไปท่องเที่ยวกับเราสองคนไม่ได้เพราะจะต้องคอยให้ บริการต้อนรับแขกที่เดินทางมาเข้าพักในโรงแรมไชยสมบูรณ์
เราสองคนขอ แผนที่แหล่งท่องเที่ยวภายในนครเวียงจันทน์จากพี่กฤษดาซึ่งมองดูจากแผนที่ แล้วนครเวียงจันทน์เป็นเมืองเล็กๆสามารถขี่จักรยานหรือเดินเท้าเที่ยวเล่น ได้โดยสะดวกเพราะแหล่งท่องเที่ยวในนครเวียงจันทน์อยู่ห่างไกลจากกันไม่มาก นัก แต่ถ้าท่านผู้อ่านขี้เกียจเดินมีรถสามล้อเครื่องรับจ้างจอดให้บริการอยู่ ด้านหน้าของโรงแรมทุกแห่งในราคาค่าบริการครึ่งวัน 500 บาท เต็มวัน 800 บาท นอกจากนี้ยังมีจักรยานให้เช่าในราคาวันละ 80-100 บาท อีกด้วย จากนั้นเราสองคนจึงเดินออกจากโรงแรมจากนั้นเลี้ยวขวาไปตามถนนขุนบรมผ่านที่ ทำการไปรษณีย์ลาวจากนั้นเลี้ยวขวาอีกครั้งหนึ่งเข้าสู่ถนนลานช้างอันเป็นถนน สายหลักของลาวคล้ายกับถนนราชดำเนินบ้านเรามีความยาวหลายกิโลเมตรโดยเริ่มต้น จากหอคำยาวเหยียดตรงไปสิ้นสุดยังประตูไชย เราสองคนเดินผ่านหน้าสถานทูตอเมริกันจากนั้นจึงเดินเท้าไปจนสุดถนนลานช้างก็ คือทำเนียบประธานประเทศหรือที่ชาวลาวนิยมเรียกกันว่า “หอคำ”



สำหรับ ตึกรูปทรงสวยงามเรียบง่ายตั้งอยู่ปลายสุดของถนนล้านช้างแห่งนี้ จำลองแบบมาจากพระราชวังแวร์ซายแห่งกรุงปารีสในอดีตก่อนลาวจะเปลี่ยนแปลงการ ปกครอง


พระราชวัง แห่งนี้เคยถูกใช้ที่ประทับของสมเด็จเจ้ามหาชีวิตของลาว แต่หลังจากที่ลาวเปลี่ยนแปลงการปกครองทำเนียบประธานประเทศแห่งนี้จึงถูกดัด แปลงเปลี่ยนมาเป็นที่พักรับรองบุคคลสำคัญของประเทศต่างๆ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9ของไทยเคยทรงเสด็จมาประทับยังทำเนียบประธานประเทศหรือหอคำแห่งนี้เนื่องใน วโรกาสเสด็จพระราชดำเนิน มาเยี่ยมเยียนประเทศลาวหลังจากเสร็จสิ้นพระราชพิธีเปิดสะพานมิตรภาพ ไทย – ลาวเมื่อปี พ.ศ. 2537



สำหรับ ทำเนียบประธานประเทศหรือหอคำแห่งนี้หากมองลงมาจากชั้นบนสุดของประตู ไชยในยามเช้าวันที่ท้องฟ้าแจ่มใสปราศจากเฆกหมอกแล้วจะเป็นภาพที่สวยงามน่า ชม เป็นอย่างยิ่งครับ คล้ายมองลงมาจากประตูไชยในกรุงปารีสเห็นถนนซองอลิเซ่ย์เป็นเส้นตรงยาวจนสุด สายตาไปจนถึงทำเนียบประธานประเทศหรือหอคำเป็นภาพที่สวยงามมากครับ จากทำเนียบประธานประเทศเราสองคนเดินเท้าต่อมายังวัดพระแก้วหรือที่ชาวลาว เรียกว่าหอพระแก้วซึ่งมีรั้วติดกับทำเนียบประธานประเทศถัดมาประมาณ 100 เมตร เท่านั้น



เราสองคนจัดการซื้อบัตรเข้าชมภายในวัดพระแก้วในราคาค่าเข้าชมคน ละ5000 กีบ(20บาท)จากนั้นจึงเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในวัด



สำหรับ วัดพระแก้วแห่งนี้ไม่มีพระภิกษุสามเณรอาศัยอยู่เหมือนวัดทั่วๆไปในนคร เวียงจัน แต่เดิมหอพระแก้วนั้นเคยเป็นวัดหลวงประจำราชวงศ์ของลาว พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช ทรงมีพระราชประสงค์ให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2108 เพื่อใช้เป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตที่ได้อัญเชิญมาจากนครเชียงใหม่ อาณาจักรล้านนา เมื่อต้องเสด็จกลับมาครองราชบัลลังก์ล้านช้างหลังจากที่พระราชบิดาคือพระ เจ้าโพธิสารสิ้นพระชนม์ลง



ใน การทำศึกสงครามกับประเทศสยาม เมื่อปี พ.ศ. 2322 สมัยพระเจ้าไชยเชษฐาธิราชที่ 3 นครเวียงจันถูกกองทัพสยาม ภายใต้การสมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก (รัชกาลที่ 1) ตีแตก จากนั้นกองทัพสยามจึงได้อัญเชิญองค์พระแก้วมรกต พระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของนครเวียงจันมาด้วย พร้อมทั้งกวาดต้อนราชวงศ์ชาวลาวกลับมายังกรุงเทพฯมากมาย สำหรับหอพระแก้วที่นักท่องเที่ยวเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ถูกบูรณะขึ้นใหม่ เกือบทั้งหมด ในปี พ.ศ. 2480 - 2483 ภายใต้การควบคุมดูแลการก่อสร้างของ เจ้าสุวรรณภูมา ผู้ที่จบการศึกษาทางด้านวิศวกรรมศาสตร์จากกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส และต่อมายังได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจากได้รับเอกราชอีกด้วย แม้หอพระแก้วปัจจุบันจะไม่ใช่วัดอีกต่อไปแล้ว แต่นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังนครเวียงจันก็ยังเดินทางมา กราบไหว้สักการะบูชากันเป็นจำนวนมาก



สำหรับ ด้านในของพิพิธภัณฑ์นั้นจัดแสดง พระแท่นบัลลังก์ปิดทองจารึกพระไตรปิฏก ภาษาขอมและกลองสำริดประจำราชวงศ์ลาว สำหรับประตูใหญ่ทั้งสองเป็นของเก่าที่หลงเหลือมาแต่เดิม บานประตูจำหลักเป็นรูปองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บริเวณโดยรอบของหอพระแก้วเงียบสงบร่มเย็นมีไหขนาดกลางจากทุ่งไหหิน ในแขวงเชียงขวางวางตั้งอยู่ หนึ่งใบ อาณาบริเวณรอบๆ หอพระแก้วเคยถูกใช้เป็นศูนย์กลางของหน่วยงานปกครองของฝรั่งเศสสมัยอาณานิคม มาก่อน



หอ พระแก้วแห่งนี้ จึงเป็นสถานท่องเที่ยวสำคัญสำหรับคนไทยที่เดินทางมานครเวียงจันเพราะเกี่ยว ข้องกับประวัติศาสตร์ไทยสมัยกรุงธนบุรี และกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น และเคยเป็นที่ประดิษฐานพระแก้วมรกตอยู่นานถึง 214 ปี (ประดิษฐานอยู่ที่หลวงพระบาง 12 ปี พ.ศ.2096-2108 รวมระยะเวลาประดิษฐานอยู่ที่หลวงพระบาง และเวียงจันเป็นระยะเวลายาวนานถึง 226 ปี) หลังจากนั้นวัดพระแก้วก็เริ่มทรุดโทรมลงเรื่อยๆ ต่อมาในปัจจุบันวัดพระแก้วได้รับการบูรณะซ่อมแซมใหม่แต่ก็ยังคงรูปทรงตลอดจน ศิลปะลาวแบบเดิมไว้ทุกประการเช่นลายสลักไม้ที่บานประตูทางเข้าพระอุโบสถตลอด จนพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ปางต่างๆที่มีอายุนานนับร้อยปี และเป็นเรื่องที่น่าแปลกไปกว่านั้นที่เห็นพระพุทธรูปอันล้ำค่าสมัยล้านช้าง และหลักศิลาเก่าแก่ซึ่งมีอายุหลายร้อยปี ที่ตั้งอยู่รอบระเบียง โดยไม่กลัวหาย ไม่กลัวถูกขโมยแต่อย่างใด



เป็น คำถามที่อยู่ในใจของคนไทยเกือบทุกคนที่ได้มาเห็น ซึ่งคำถามนี้สะท้อนให้เห็นถึงจิตใจของชาวลาวทุกคนได้เป็นอย่างดี ชาวลาวทุกคนมีความเลื่อมใสไม่ได้มีจิตใจที่คิดจะขโมยของมีค่าเหล่านี้ไปขาย หรือว่าเป็นของตนเอง ต่างกับคนไทยที่เป็นสังคมหวาดระแวง ไม่ปลอดภัย กลัวหาย กลัวถูกขโมย ซึ่งของเก่าแก่ล้ำค่าตามโบราณสถานและตามวัดต่างๆก็ถูกโจรกรรมมามากต่อมาก แล้ว เรื่องนี้เรื่องเดียว ก็น่าจะสะท้อนความแตกต่างของจิตใจระหว่างคนลาว และ คนไทยได้เป็นอย่างดีน่ะครับ และเมื่อเราสองคนเดินเข้ามาในพื้นที่บริเวณหอพระแก้วก็จะแลเห็นวิหาร หรือหอพระแก้วสวยงามโดดเด่นแต่ไกล มีบรรยากาศที่ดูเงียบสงบและโดยรอบหอพระแก้วไม่มีการตกแต่งหรือประดับ ประดากระจกสี สะท้อนแสงแต่อย่างใด



หอ พระแก้วจึงดูสวยงามแลเรียบง่ายซึ่งแสดงถึงวิถีชีวิตของคนลาวที่ใช้ชีวิต อย่างเรียบง่ายไม่มีการปรุงแต่งใดๆ ของเดิมเป็นอย่างใดปัจจุบันก็ยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์เดิมอย่างนั้น ให้ความรู้สึกที่เรียบง่ายแต่ ดูมีเสน่ห์เป็นอย่างยิ่งครับ



จาก หอพระ แก้วเราสองคนเดินข้ามถนนมายังฝั่งตรงข้ามหอพระแก้วนั่นก็คือวัดสีสะเกด จัดการชำระค่าธรรมเนียมเข้าชมคนละ 5000 กีบ(20บาท)จากนั้นจึงเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในวัดแต่ก่อนที่จะเดิน เข้าไปเที่ยวชมภายในวัดผมขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของวัดสีสะเกดแห่งนี้ ให้ท่านผู้อ่านได้ฟังดังต่อไปนี้น่ะครับ



วัด สีสะเกด (Wat Sisaket) เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นเป็นแห่งแรกในนครเวียงจันในสมัยเจ้าอนุวงศ์มี อายุเก่าแก่กว่า 200 ปี วัดสีสะเกดหรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดสะตะสะหัสสาราม (วัดแสน) ในอดีตที่ผ่านมาใช้เป็นที่ประทับของสมเด็จพระสังฆราชลาว ศักดิ์ของวัดนี้จึงเทียบเท่ากับวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม (วัดโพธิ์ฯ ท่าเตียน ของไทย)



ส่วน เหตุที่ได้ชื่อว่าวัดแสนก็เพราะว่า พระเจ้าไชยเชษฐาธิราชและพุทธศาสนิกชนชาวลาวในอดีต ทรงสร้างพระพุทธรูปทั้งองค์เล็กและองค์ใหญ่ประดิษฐานไว้ทั่ววัด 100,000 องค์ ดังนั้นจึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า วัดแสน วัดสีสะเกดแห่งนี้จึงกลายเป็นวัดที่มีพระพุทธรูปมากที่สุดในนครหลวงเวียงจัน



ใน ปี พ.ศ. 2321 เจ้าพระยาจักรี (รัชกาลที่1 ) ได้รับพระราชบัญชาจากสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีให้ยกทัพไปทวงถาม เครื่องราชบรรณาการจากเจ้าอนุวงศ์ เมื่อเจ้าอนุวงศ์ปฎิเสธการถวายเครื่องราชบรรณาการจึงได้เกิดสงครามสู้รบกัน เจ้าอนุวงศ์รบแพ้เพราะไม่เจนศึกเท่ากองทัพสยาม ในฐานะที่เจ้าพระยาจักรีเป็นนักรบผู้ทรงธรรมและเคยบวชเรียนหลายพรรษา เมื่อชนะศึกแล้วจึงนำพากองทัพสยามทำการบูรณะซ่อมแซมวัดแห่งนี้ก่อนที่จะเดิน ทางกลับกรุงธนบุรีในปี พ.ศ. 2322 และเพื่อเป็นพุทธบูชาอุทิศส่วนกุศลให้ทหารทั้งสองประเทศที่เสียชีวิตในการ ศึกสงคราม เนื่องจากรบกันโดยไม่มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน



สถาปัตยกรรม วัดนี้เกือบทั้งหมดจึงเป็นสถาปัตยกรรมไทย และเมื่อเจ้าอนุวงศ์ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์ลาวเมื่อ ปี พ.ศ. 2348 ก่อนหน้านั้นพระองค์เคยเสด็จมาช่วยไทยรบกับพม่า 2 ครั้ง ก็ได้ทรงโปรดให้บูรณะและสร้างวัดนี้ต่อด้วยสถาปัตยกรรมไทย วัดนี้จึงเป็นวัดที่เป็นศูนย์รวมจิตใจของทหารและชาวพุทธสองประเทศมาแต่โบราณ เพราะเป็นวัดที่ทหารของทั้งสองประเทศช่วยกันบูรณะ



ต่อ มาในปี พ.ศ. 2369 ได้เกิดกรณีพิพาทสยาม – ลาว (ไทยเรียกเหตุการณ์นี้ว่ากบถเจ้าอนุวงศ์) ศึกครั้งนั้นกองทัพสยามมีความโกรธแค้นลาวมาก จึงทำการทำลายเมืองเวียงจันโดยการเผาเมืองเกือบทั้งหมดยกเว้นวัดนี้กับหอพระ แก้วเพราะเป็นวัดที่กองทัพสยามใช้พักกองทัพ และในปี พ.ศ. 2370 ก่อนกองทัพสยามเดินทางกลับประเทศ ได้ทำการบูรณะซ่อมแซมและฌาปนกิจศพทหารที่เสียชีวิตที่วัดแห่งนี้



จาก เหตุการณ์เผาเวียงจันนี่แหละครับ ชาวลาวบางคนที่รู้ถึงเรื่องประวัติศาสตร์ที่ผ่านมาจึงพากันโกรธแค้นไทยไม่ หาย เมื่อคนไทยบางคนพูดว่า “ไทยกับลาวเป็นบ้านพี่เมืองน้องกัน” ชาวลาวรุ่นใหม่จึงไม่ค่อยที่จะยอมรับไทยเป็นญาติ เขามักจะย้อนถามกลับมาว่าแล้ว “ใครเป็นพี่ – ใครเป็นน้อง” เปรียบเสมือนกับคนไทยบางคน แค้นพม่าไม่หายในเหตุการณ์เสียกรุงครั้งที่สองที่พม่าเผากรุงศรีอยุธยาเสีย จนราบเป็นหน้ากลอง คนไทยแค้นพม่าอย่างไรคนลาวบางคน ก็แค้นไทยไม่หายในเหตุการณ์เผาเวียงจัน อย่างไงอย่างงั้นเหมือนกันเลยครับ



แถม ในสมัยสงครามอินโดจีนพี่ไทยก็อนุญาติให้อเมริกาเข้ามาตั้งฐานทัพในภาคอีสาน ของไทยส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดแบบB52 บินข้ามแม่น้ำโขงมาทิ้งระเบิดปูพรมทางภาคเหนือของลาวเช่นที่แขวงเชียงขวาง และหัวพันจนพื้นที่ทำนาทำไร่พรุนไปด้วยลูกระเบิดจนป่านนี้สงครามสิ้นสุดมาก ว่า 30 ปีแล้วแต่ระเบิดก็ยังถูกกู้ขึ้นมาไม่หมดวันร้ายคืนร้ายชาวนาลาวทำไร่ไถนา อยู่ดีๆระเบิดตูมขึ้นมาตายคาคันไถ เด็กๆบางคนวิ่งเล่นอยู่เจอะลูกระเบิดตกอยู่บนพื้นนึกว่าเป็นของเล่นนำมาแกะ เล่นระเบิดตูมตายไปก็มี แล้วจะไม่ให้โกรธเคืองพี่ไทยได้อย่างไงเล่าครับแต่อดีตที่ผ่านมาแล้วก็คือ อดีตสิ่งเลวร้ายต่างๆที่ผ่านมาลืมกันได้ก็ลืมกันไปแต่ถ้ายังไม่ลืมประวัติ ศาตร์เรื่องราวที่ผ่านมาพูดถึงเมื่อไหร่ก็จะทำให้โกรธเคืองกันขึ้นมาเมื่อ นั้นเรื่องเลวร้ายต่างๆที่ผ่านมาลืมมันให้หมดเสียเถอะครับ มาเข้าเรื่องของเรากันต่อดีกว่าครับ



ปัจจุบัน วัดสีสะเกดแห่งนี้มีส่วนที่เป็นที่ดินของวัดอยู่เพียงเล็กน้อยเท่า นั้นเพื่อใช้ปลูกสร้างกุฎิที่พักอาศัยสำหรับพระภิกษุสามเณรได้ใช้จำพรรษา สำหรับที่ดินส่วนใหญ่ถูกตัดแบ่งออกไปเป็นส่วนราชการจนหมด



ส่วน ที่เป็นพระอุโบสถวัดสีสะเกดถูก กระทรวงวัฒนธรรมเข้ามาดูแล หอพระแก้วที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นพื้นที่ส่วนหนึ่งของวัดสีสะเกด ทางราชการก็เข้ามาดูแลแทนวัดเช่นกัน โดยมีถนนไชยเชษฐาธิราชซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปีค.ศ 1963 ตัดผ่านกลาง ทำให้หอพระแก้วและวัดสีสะเกดจำเป็นต้องอยู่แยกกันโดยปริยาย



ส่วน บรรดา วิญญาณทหารของกองทัพสยามที่สิงสถิตย์อยู่ในบริเวณวัดแห่งนี้มานานหลายร้อยปี จึงอาภัพเพราะไม่ค่อยมีคนไทยข้ามมาทำบุญอุทิศส่วนกุศลตรวจน้ำไปให้เพราะคน ไทยที่มาท่องเที่ยวก็ไม่รู้ ส่วนคนลาวบางคนก็ไม่ทำบุญกรวดน้ำไปให้เพราะยังไม่หายแค้นไทย ไอ้การที่จะทำบุญอุทิศส่วนกุศลจากเมืองไทยส่งไปให้ก็ไม่ค่อยจะถึง คงจะตกหล่นอยู่กลางทาง หรือกลางแม่น้ำโขง เพราะอยู่ห่างไกลคนละประเทศ หากอยากที่จทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้ ก็ต้องมาทำบุญกรวดน้ำให้ที่วัดสีสะเกดแห่งนี้ครับ เราสองคนจัดการทำบุญตรวจน้ำอุทิศส่วนกุศลไปให้ทหารไทยที่มาเสียชีวิตที่นี่
จาก นั้นเราสองคนออกจากวัดสีสะเกดขี่จักรยานไปตามถนนไชยเชษฐาธิราชอันร่มรื่นไป ด้วยต้นมาฮอคกานีขนาดใหญ่ที่มีอายุหลายร้อยปีต่อมายังวัดสีเมือง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากวัดสีสะเกดมากนัก



วัด นี้มีคนลาวมาทำบุญกันมาก ต่างจากวัดสีสะเกดที่ไม่ค่อยเห็นคนลาวมาทำบุญกันสักเท่าไหร่ สำหรับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังประเทศลาวในวันสำคัญทางพุทธศาสนา ทำให้มีโอกาสได้เห็นความศรัทธาของคนลาวที่มีต่อพระพุทธศาสนาอย่างฝังรากลึก คนลาวให้ความสำคัญต่องานบุญเป็นอย่างมาก ถือได้ว่าเป็นหน้าที่ของทุกคนที่ต้องพึงกระทำกันเป็นกิจวัตรประจำวัน แม้จะไม่ใช่วันสำคัญทางพระพุทธศาสนา



ถึง แม้ว่าในปัจจุบันนี้ประเทศลาวจะปกครองในระบอบคอมมิวนิสต์ก็ตาม คนลาวมีความเชื่อกันว่าวัดคือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ การเข้าวัดทำบุญจึงกระทำกันด้วยจิตใจอันบริสุทธิ์ตั้งแต่ออกจากบ้าน เช่นจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าผ้าซิ่นที่สวยงามเป็นพิเศษ การใส่เสื้อผ้าชุดใหม่เข้าวัดถือว่าเป็นสิริมงคลสำหรับตนเอง



ท่าน ผู้อ่านมีโอกาสเดินทางมาเที่ยวเวียงจันหรือเที่ยวลาวในวันธรรมดา อาจจะไม่ได้เห็นบรรยากาศของงานบุญ ถ้าหากเป็นไปได้ก็ควรหาโอกาสมาท่องเที่ยวในวันที่ตรงกับวันสำคัญทางศาสนา เช่น วัดอาสหฬบูชา,มาฆบูชา,วันสงกรานต์ ท่านผู้อ่านจะได้เห็นและเปรียบเทียบได้ว่าระหว่างสังคมลาวกับสังคมไทยนั้นมี ความแตก ต่างกันอย่างไรบ้าง


ลาว กับไทยแม้จะตั้งอยู่ห่างกันแค่เพียงแม่น้ำโขงกั้นกลาง แต่จิตใจ และสภาพสังคมแตกต่างกับไทยเป็นอย่างมาก สังคมในลาวมีแต่ความสงบร่มเย็น อยู่กันแบบพอเพียงไม่มีการทะเลาะเบาะแว้งและแตกแยกเป็นสีโน่นสีนี้เหมือนกับ สังคมไทย รัฐบาลลาวก็ปกครองประเทศด้วยระบอบคอมมิวนิสต์มาด้วยดี แม้ว่าอาจจะมีปัญหาคอรัปชั่นกันอยู่บ้างก็ตาม แต่ก็ไม่รุนแรงถึงขนาดโกงบ้านโกงเมืองเหมือนกับเมืองไทยของเราครับ ส่วนผู้แทนราษฏรของไทยบางคนเวลาเปิดเวทีอภิปรายทีก็ได้แต่ตีหน้าเศร้าเล่า ความเท็จให้ประชาชนฟัง ประเทศลาวไม่มีพรรคการเมืองเยอะแยะให้วุ่นวายเหมือนกับเมืองไทยครับ มีอยู่เพียงพรรคเดียวก็คือพรรคคอมมิวนิสต์แห่งชาติลาวเท่านั้นเองเราสองคน ซื้อดอกไม้ธูปเทียนที่บริเวณหน้ามีร้านค้าจำหน่ายดอกไม้ธูปเทียนหลายร้าน



จาก นั้นเราสองคนเดินเข้าไปภายในพระอุโบสถของวัดสีเมืองพร้อมนำดอกเทียนไปไหว้ พระ ต้นดอกเทียนจะต้องวางบนถาดที่เจ้าหน้าที่จัดไว้ให้ ธูป 3 ดอก และเทียน 2 เล่ม จุดและนำไปปักลงบนถาด จากนั้นก็นำถาดที่มีต้นดอกเทียน วางไว้ด้านหน้าพระพุทธรูป กราบพระสามครั้งพร้อมตั้งนะโม 3 จบ ไหว้พระและอธิฐานขอพรตามแต่ใจจะปรารถนาครับเราสองคนเห็นชาวลาวเอาของมาไหว้ พระกันเป็นถาด ๆ ภายในถาด มีมะพร้าว, กล้วย, ดอกไม้ ธูปเทียนพร้อมกับขอพรกันเป็นจำนวนมาก



หลัง จากเสร็จจากการไหว้พระแล้ว เราสองคนใช้เวลาที่เหลือเดินเที่ยวชมบรรยากาศภายในบริเวณวัดสีเมือง สำหรับวัดสีเมืองเป็นวัดเก่าแก่ในนครเวียงจัน และมีความสำคัญกับชีวิตความเป็นอยู่และความเชื่อของชาวลาวมาก ชาวลาวที่เดินทางมาทำบุญยังวัดสีเมืองเล่าให้เราสองคนฟังว่าเวลาจะเปิดงาน บุญนมัสการองค์พระธาตุหลวงซึ่งจะจัดขึ้นทุกๆปีจะต้องมีการทำพิธีกันที่วัดสี เมืองก่อนโดยจะมีเหล่าข้าราชการทหาร ตำรวจและ พี่น้องประชาชนชาวลาวจำนวนมาก ภายใต้การนำพาของเจ้าเมืองนครหลวงเวียงจันทน์จะแห่ปราสาทผึ้งมาถวายบูชากัน ที่วัดสีเมืองในวันขึ้น 13 ค่ำ ก่อนจะมีการแห่ปราสาทผึ้งไปบูชายังองค์พระธาตุหลวงในวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ นอกจากนี้วัดสีเมืองแห่งนี้ยังเป็นที่ตั้งของศาลหลักเมืองนครเวียงจัน



ภายใน วัดสีเมืองแห่งนี้บริเวณด้านกลังพระอุโบสถของวัดยังเป็นที่ตั้งของสถูป เจดีย์เจ้าแม่สีเมืองอีกด้วย โดยมีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าในตอนที่จะมีพิธีลงเสาหลักเมือง มีแม่หญิงสาวชาวลาวนางหนึ่งได้มายืนร่วมพิธีด้วย สุดท้ายเธอตัดสินใจกระโดดลงไปในหลุมลึกที่มีเสาหลักเมืองตั้งอยู่ เป็นการเสียสละชีวิตอันยิ่งใหญ่และ กลายเป็นตำนานศาลเจ้าแม่สีเมืองเล่าสืบต่อกันมาจนบัดนี้



และ ทางบริเวณด้านหน้าของวัดแห่งนี้จะมีสวนหย่อมขนาดเล็กและเป็นที่ตั้ง ของอนุสรณ์สถานของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ ซึ่งคนไทยหลายคนเล่ากันว่าเป็นคุณปู่ของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของไทยไม่ทราบว่าจะจริงเท็จ แค่ไหนไม่มีใครทราบได้ แต่เมื่อเราสองคนแหงนหน้าขึ้นไปมองดูรูปปั้นของท่านเจ้ามหาชีวิตศรี สว่างวงศ์ ที่ตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า รูปทรงองค์เอวรูปปั้นของเจ้ามหาชีวิตศรี สว่างวงศ์มีลักษณะใกล้เคียงกันกับพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยเรา อย่างกับปู่กะหลานไม่มีผิดเพี้ยนเลยครับท่าน สำหรับอนุสรณ์สถานของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์ กำลังยืนอยู่ในท่าถือสมุดใบลาน ซึ่งเป็นประมวลกฎหมายฉบับแรกของลาวเอาไว้ในมือขวาส่วนมือซ้ายอยู่ในลักษณะยก มือขึ้นเมือนกับพระปางห้ามญาติ



บ่าย คล้อยแล้วดวง อาทิตย์ใกล้จะลาลับขอบฟ้าจากวัดสีเมืองเราสองคนเดินเท้าลัดเลาะไปตามถนนเจ้า ฟ้างุ้มซึ่งเป็นถนนสายหลักเลียบไปตามแม่น้ำโขงแลเห็นชาวลาวกำลังเหวี่ยงแห จับปลา บางคนกมายกยอหาปลากันในแม่น้ำโขงที่กำลังเริ่มแห้งขอดเมื่อยามฤดูเริ่ม ย่างกรายมาถึง



และ เมื่อยามแดดร่มลมตกอากาศเริ่มเย็นสบายบรรดาชาวลาวมักจะหอบลูกจูง หลานเดินทางมานั่งพักผ่อนหย่อนใจในยามเย็นกันที่บริเวณริมโขงบางคนก็พาครอบ ครัวมา นั่งรับประทานอาหารเย็นกันซึ่งบริเวณริมโขงมีร้านอาหารประเภทปิ้ง-ย่างเปิด ให้บริการกันเป็นจำนวนมาก บางคนก็มาเต้นอาโรบิคออกกำลังกายกันที่บริเวณริมโขงกันซึ่งรวมทั้งนักท่อง เที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาชมความสวยงามของดวงอาทิตย์ที่กำลังจะลาลับขอบฟ้า ที่ริมโขง



ปัจจุบัน บริเวณพื้นที่ริมโขงในนครเวียงจันกำลังได้รับการปรับปรุงพัฒนาให้ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจของชาวลาวและนักท่องเที่ยวต่างชาติในนครเวียงจันโดย การสร้างเขื่อนตลอดแนวแม่น้ำโขงคู่ขนานไปกับถนนเจ้าฟ้างุ้มปัจจุบันนครหลวง เวียงจันกำลังได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ก้าวหน้าและทันสมัยทัดเทียมประเทศ เพื่อนบ้านโดยได้รับเงินช่วยเหลือจากประเทศจีนและเกาหลี



เรา สองคนโทรศัพท์หาพี่กฤษดาจากนั้นนัดแนะมาพบกันที่ร้านกินดื่มแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงเพื่อรับประทานอาหารค่ำเมื่อจัดการนัดแนะกับพี่กฤษ ดาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงเดินเท้าไปต่อไปตามถนนเจ้าฟ้างุ้ม มองเห็นโรงแรมดอนจันพาเลสโรงแรมระดับห้าดาวสูงหลายสิบชั้นในนครเวียงจันตั้ง เด่นเป็นสง่าอยู่ริมฝั่งโขง



จาก นั้นเดินเที่ยวชมวิถีชีวิตชาวลาวริมฝั่ง โขงอยู่สักครู่ใหญ่ในที่สุดเราสองคนก็เดินเท้ามาถึงร้านกินดื่มแห่งหนึ่ง ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งโขงภายในร้านเราสองคนเห็นพี่กฤษดามานั่งดื่มเบียร์ลาว รอ เราอยู่ที่ริมระเบียงนอกชานภายในร้าน พี่กฤษดาช่างเลือกโต๊ะนั่งได้เหมาะสมดีจริงๆรับประทานอาหารไปนั่งชมพระ อาทิตย์ตกไปช่างเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนักสำหรับฝั่งตรงข้ามโขงก็คืออำเภอศรีเชียงใหม่ในจังหวัดหนองคายของไทยบางคนเข้าใจผิดคิดว่าเป็นอำเภอเมือง หนองคาย



พี่ กฤษดาสั่งเบียร์ลาวมาให้เราสองคนดื่มแบบไม่อั้น เบียร์ลาวหรือที่นักท่องเที่ยวชาวไทยเรียกว่า “เขยลาว” เบียร์ที่ขายดีเป็นอันดับหนึ่งของลาวรสชาติกลมกล่อมนุ่มนวลไม่รุนแรงเหมือน ช้างถีบหรือสิงห์ขย้ำเหมือนเบียร์ช้างและเบียร์สิงห์ของไทยและที่สำคัญราคา ถูกกว่าเบียร์ไทย เบียร์ลาวราคาขวดละ 8,000 กีบประมาณ 30-35 บาท



จาก นั้นพี่กฤษดาจัดการสั่งกับแกล้มและอาหารลาวซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารปลาที่ หาได้จากแม่น้ำโขงเช่นลาบปลาคัง,ต้มยำปลาแคร่,ปลาคังลวกจิ้มมารับประทาน อย่างเอร็ดอร่อยถ้าท่านผู้อ่านไม่เชื่อเชิญชมเมนูอาหารได้ตามภาพว่า น่ารับประทานขนาดไหน



นั่ง รับประทานอาหารไปชิมวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำโขงยามดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบ ฟ้าพระจันทร์ดวงโตกำลังโผล่ขึ้นมาแทนที่ช่างเป็นบรรยากาศแสนที่สุดแสนจะ โรแมนติกเสียนี่กระไร ทำให้นึกถึงเพลง “เดือนหงายที่ริมโขง” ของราชาเพลงลูกทุ่งสุรพล สมบัติเจริญ ผู้ล่วงลับไปแล้วช่างไพเราะน่าฟังจริงๆครับเวลาจะผ่านล่วงเลยมานานสี่ สิบกว่าปีแล้วแต่ก็ยังคงความไพเราะไว้ไม่เสื่อมคลาย ในร้านนี้นอกจากเราทั้งสามคนแล้วยังมีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติมานั่งรับ ประทานอาหารค่ำพร้อมกับเราอีกด้วยบรรยากาศจึงแลดูอินเตอร์ขึ้นแม้จะเป็น ฝรั่งประเภทแบกเป้ก็ตาม



เรา สามคนนั่งกินเบียร์ลาวกันเป็นที่เพลิดเพลินจนรู้สึกว่าลิ้นไก่เริ่มสั้น ตาเริ่มจะกลับจากตาดำกลายมาเป็นตาขาวจากนั้นจึงเดินทางกลับสู่โรงแรมที่พัก พร้อมกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์เวียงจัน”

หน้าต่อไป