ป้ายโฆษณา
วันเดียวเที่ยวสมุทรสงคราม

จังหวัดสมุทรสงคราม เป็นจังหวัดขนาดเล็กที่สุดในประเทศไทยอยู่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯมหานครมากนักระยะทาง 72 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงก็ถึงหากท่านชอบการท่องเที่ยววัฒนธรรมและวิถีชีวิตแบบดั่งเดิมเช่นการทำสวนผลไม้  การเคี่ยวน้ำตาลมะพร้าวหรือเที่ยวชมตลาดน้ำอัมพวาที่ยังคงสภาพตลาดนัดแบบชาวบ้านชาวสวนของชุมชนริมคลอง  นอกจากนี้แล้วจังหวัดสมุทรสงครามยังมีแหล่งท่องเที่ยวที่มีความสำคัญเกี่ยวข้องกับประวัติศาตร์ชาติไทยในสมัยกรุงศรีอยุธยาถึงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เช่นอุทยานร.๒วัดอัมพวันเจติยาราม,ค่ยบางกุ้งฯลฯ นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเดินทางไปได้โดยสะดวก จากนี้ไปผมจะขออาสาพาทุกท่านเดินทางไปท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวภายในจังหวัดสมุทรสงครามกันโดย ผมจะเริ่มต้นออกเดินทางโดยใช้ทางหลวงหมายเลข 35(สายธนบุรี-ปากท่อ)พอถึงกิโลเมตรที่63 เข้าสู่ตัวเมืองสมุทรสงครามผ่านตัวเมืองจากนั้นใช้ทางหลวงหมายเลข 325  (สมุทรสงคราม-บางแพ) บริเวณกิโลเมตรที่ 36-37มีทางแยกเข้าไปอีกหนึ่งกิโลเมตรก็จะถึง อุทยาน ร. ๒ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาตร์ที่สำคัญในจังหวัดสมุทรสงครามที่จะพาท่านเข้าเยี่ยมชมก่อนเป็นอันดับแรกน่ะครับ
อุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย(อุทยาน ร.๒)
สำหรับอุทยาน ร.๒ หรือมีชื่อเต็มว่าอุทยานพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย เพื่อเป็นการสนองพระมหากรุณาธิคุณที่ได้ พระราชทานศิลปวัฒนธรรมอันงดงามไว้เป็นมรดกของชาติจนได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกจากองค์การศึกษาวิทยาศาตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(unesco) บริเวณที่ก่อสร้างอุทยานร.๒ แห่งนี้



พระราชสมุทรเมธีเจ้าอาวาสวัดอัมพวันเจติยารามเป็นผู้น้อมเกล้าฯที่ดินประมาณ 11ไร่ โดยพื่นที่บริเวณนี้มีความสำคัญเพราะเป็นสถานที่พระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒)ซึ่งภายในอุทยานร๒ มีสิ่งที่น่าสนใจดังนี้ ภายในพิพิธภัณฑ์แบ่งเป็นอาคารทรงไทย สี่หลังโดยแบ่งออกเป็นส่วนต่างๆเช่นหอกลาง ภายในประดิษฐานพระบรมรูปรัชกาลที่๒และจัดแสดงศิลปะโบราณวัตถุสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เช่นเครื่องเบญจรงค์ เครื่องถ้วย หัวโขนและห้องชายห้องหญิงแสดงถึงความเป็นอยู่ของชายไทยหญิงไทยในสมัยโบราณ  โดยมีโต๊ะเครื่องแป้ง คันฉ่อง ชานเรือน เครื่องหุงต้ม ถ้วยชามฯและห้องน้ำของชนชั้นกลาง นอกจากนี้ยังมีโรงละครกลางแจ้ง สวนพฤกษชาติเป็นสวนพรรณไม้ในวรรณคดีนานาชนิด อุทยานร๒เป็นสถานที่ร่มรื่นเหมาะสำหรับการเข้าไปเยี่ยมชมแบบไทยที่ยังคงอนุรักษ์ไว้โดยเปิดให้เข้าชมทุกวัน เวลา 09.00-18.00นอัตราค่าเข้าชมเด็ก 5 บาท ผู้ใหญ่ 20 บาทส่วนพิพิธภัณฑ์เปิดเวลา 09.00-17.00นสอบถามข้อมูลได้ที่ 0 3475 1666
วัดอัมพวันเจติยาราม   จากอุทยาน ร.๒ถัดไปอีกเล็กน้อยเป็นที่ตั้งของวัดอัมพวันเจติยารามเป็นวัดของตระกูลบางช้างสันนิษฐานว่าสร้างในสมัยรัชกาลที่หนึ่ง หลังวัดแห่งนี้เคยเป็นนิวาสถานเก่าของหลวงยกกระบัตร (พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก)และคุณนาค(สมเด็จพระอัมรินทรามาตย์พระบรมราชินีในรัชกาลที่หนึ่ง)และเป็นสถานที่พระราชสมภพของรัชกาลที่๒  โดยเชื่อกันว่าบริเวณพระปรางค์เดิมเป็นเรือนที่คุณนาคใช้เป็นที่คลอดคุณฉิมบุตรชายซึ่งต่อมาคือพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย 


วัดอัมพวันเจติการามได้รับการบูรณะปฎิสังขรณ์โดยรัชกาลที่ ๓ รัชกาลที่๔ รัชกาลที่๕ ปัจจุบันเป็นพระอารามหลวงชั้นโท  พระอุโบสถตลอดจนถาวรวัต๔ในวัดนี้เป็นศิลปะและสถาปัตยกรรมในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้นซึ่งนับว่าเป็นพระอุโบสถที่มีความงดงาม นอกจากนี้ยังมีพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยประดิษฐานอยู่สำหรับการเดินทางใช้ทางลวงหมายเลข 35 (ธนบุรี-ปากท่อ)ถึงกม.ที่63เข้าตัวเมืองสมุทรสงครามและออกไปอีกประมาณ 6 กม.ให้เลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 325มีทางแยกซ้ายมือเข้าไปอีก หนึ่งกิโลเมตรก็จะถึงวัดอัมพวันเจติยาราม
ตลาดน้ำอัมพวา วัดอัมพวันเจติยารามผมขอพาท่านเดินทางมายังตลาดน้ำอัมพวาตั้งอยู่บริเวณปากคลองอัมพวาใกล้กับวัดอัมพวันเจติยารามบริเวณเดียวกันกับที่เคยเป็นตลาดน้ำดั่งเดิมซึ่งได้สูญหายไปเมื่อหลายสิบปีก่อนจนกระทั่งเทศบาลตำบลอัมพวันได้ร่วมมือร่วมใจกันปลุกฟื้นคืนชีวิตตลาดน้ำอัมพวาให้หวลกลับคืนมามีชีวิตขึ้นอีกครั้งหนึ่ง



โดยจัดให้เป็นตลาดน้ำทุกวันเสาร์ อาทิตย์โดย มีชาวบ้านชาวสวนพายเรือนำอาหาร ขนม ผักสด ผลไม้ ลงเรือพายมาขายให้กับนักท่องเที่ยวให้พวกเราและนักท่องเที่ยวทั่วไปได้เลือกซื้อเลือกชิมกันเป็นที่สนุกสนานตลอดจนอาหารนานาชนิดให้เลือกรับประทานกันมากมายรวมทั้งมีบริการเรือหางยาวนำเที่ยวชมวิวทิวทัศน์ตลอดสองฟากฝั่งคลองอัมพวาและแม่นำเจ้าพระยาในอัตราค่าบริการคนละ  50 บาท



นอกจากนี้ยังมีบริการนวดแผนไทยและบ้านพักแบบโฮมสเตย์ไว้บริการให้แก่นักท่องเที่ยวอีกด้วยสอบถามรายละเอียดได้ที่ศูนย์ท่องเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาโทรศัพท์0 34725576  0 3475 1141
ค่ายบางกุ้ง   จากตลาดน้ำอัมพวา ผมขอพาท่านเดินทางต่อไปยังค่ายบางกุ้งซึ่งอยู่ในบริเวณเดียวกันกับวัดบางกุ้งตั้งอยู่บนเส้นทางสายสมุทรสงครามบางนกแขวก(เส้นทางเดียวกับอุทยาน ร๒)เมื่อเราเดินทางมาถึงค่ายบางกู้งจะมองเห็นแนวกำแพงจำลองสร้างไว้เพื่อเป็นอนุสรณ์ในการสู้รบ  ค่ายนี้เป็นค่ายของทหารเรือไทยที่มีความสำคัญในประวัติศาตร์หลังจากเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2 เมื่อปี พ.ศ. 2310 สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช
ได้โปรดยกกองทัพเรือมาตั้งค่ายที่ตำบลบางกุ้ง เรียกว่า ค่ายบางกุ้ง



เนื่องจากเมืองแม่กลองเป็นเส้นทางที่กองทัพพม่าใช้ในการเดินทัพโดยสร้างกำแพงล้อมวัดบางกุ้งให้อยู่กลางค่ายเพื่อใช้เป็นที่ยีดเหนี่ยวจิตใจและเป็นที่เคารพบูชาของทหารสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชได้โปรดเกล้าให้คนจีนจากระยอง ชลบุรี ราชบุรี และกาญจนบุรี รวบรวมผู้คนมาตั้งเป็นกองทหารรักษาค่ายค่ายนี้จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “ ค่ายจีนบางกุ้ง”  ในปี พ.ศ. 2311 พระเจ้ากรุงอังวะทรงยกทัพผ่านกาญจนบุรีมาล้อมค่ายจีนบางกุ้งสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและพระมหามนตรี(บุญมา)ร่วมรบขับไล่กองทัพพม่าทำให้ข้าศึกแตกพ่ายไปนับเป็นค่ายทหารไทยที่สร้างความเกรงขามให้กับกองทัพพม่าสร้างขวัญและกำลังใจให้กับคนไทยกลับคืนมาและเป็นสงครามครั้งแรกที่ไทยรบกับพม่า



หลังจากที่สมเด็จพระเจ้าตากสินทรงสถาปนากรุงธนบุรีเป็นราชธานี  สำหรับค่ายบางกุ้งแห่งนี้ถูกปล่อยให้รกร้างอยู่เป็นเวลานานกว่า 200 ปีจนมาถึงปี พ.ศ. 2510 กระทรวงศึกษาธิการจึงได้ตั้งเป็นค่ายลูกเสือฃึ้นเพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติ์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและได้สร้างศาลของพระองค์ไว้เป็นอนุสรณ์สถานโดยทำพิธียกศาลเมื่อวันที่ 20 มิถุนายน พ.ศ 2511 ซึ่งภายในบริเวณค่ายยังมีโบสถ์ที่สร้างตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานีชาวบ้านเรียกว่า “โบสถ์หลวงพ่อดำ”



โดยมีลักษณะพิเศษคือโบสถ์ถูกปกคลุมด้วยต้นไม้ถึง 4 ชนิด คือต้นโพธิ์ ,ต้นไทร,ต้นไกร,ต้นกร่าง ชาวบ้านเรียกว่าโบสถ์ปรกโพธิ์ และไม่ไกลจากโบสถ์แห่งนี้เท่าใดนักเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 0 3476 1631
ปิ่นสุวรรณเบญจรงค์   หลังจากเลือกชิมเลือกซื้อจนอิ่มหนำสำราญแล้วจากนั้นจากนั้นจึงเดินทางยังปิ่นสุวรรณเบญจรงค์ (บ้านเบญจรงค์ ) ซึ่งตั้งอยู่ในตำบลบางช้าง อำเภออัมพวาบนเส้นทางหลวงหมายเลข 325 (สมุทรสงคราม-บางแพ)ตรงข้ามวัดจุฬามณีจะมีป้ายบอกทางเข้าไปประมาณ 300 เมตร ก็จะพบกับปิ่นสุวรรณเบญจรงค์ซึ่งเป็นแหล่งผลิตเครื่องเบญจรงค์ อาทิเช่น ถ้วย  ชาม จาน ชุดกาแฟ โถชนิดต่างๆ ฯลฯ



โดยมีเอกลักษณ์คือมีลวดลายและสีสันแบบโบราณสมัยอยุธยาและสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น มีทั้งรับสั่งทำและจำหน่ายหน้าร้านเป็นที่นิยมทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศดำเนินกิจการมานานกว่า 25ปีผลงานที่สร้างความภาคภูมิใจเมื่อปี พ.ศ. 2546 ได้รับการคัดเลือกจากคณะรัฐบาลให้เป็นผู้จัดทำชุดอาหาร “สายวิชาเยนทร์”เพื่อมอบเป็นของที่ระลึกให้แก่ผู้นำเขตเศรษฐกิจที่มาประชุม APECโดยมีสัญลักษณ์ตรงกลางจาน 12 นิ้วเป็นอักษรย่อของชื่อผู้นำและมีดอกไม้ในลายที่ลงสีประจำวันเกิดของผู้นำแต่ละประเทศ

  

สำหรับการผลิตและจัดจำหน่ายมีทั้งจำหน่ายหน้าร้านและรับสั่งทำโดยมีตัวอย่างลวดลายแสดงอยู่ในห้องโชว์สินค้าภายในร้านโดยรับสั่งทำตั้งแต่หนึ่งชิ้นขึ้นไปมัดจำ 10 %สำหรับลูกค้าที่อยู่ในกรุงเทพฯบริการนำส่งให้ลูกค้า โดยเปิดบริการทุกวันตั้งแต่ 08.00-19.00 น.



แต่ถ้าสนใจอยากจะเข้าชมสาธิตการเขียนลวดลายเบญจรงค์ เปิดให้เข้าชมวันจันทร์ถึงวันเสาร์08.00-17.00นวันอาทิตย์ 08.00-12.00 น. ติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่ โทรฯ 034-751322 พวกเราเดินเที่ยวชมเครื่องเบญจรงค์ ด้วยความเพลิดเพลินจนสมควรแก่เวลา  จากนั้นจึงออกเดินทางไปยัง
บ้านแมวไทยโบราณ
เป็นสถานที่อนุรักษ์พันธุ์แมวไทยโบราณตั้งอยู่ใน ต.แควอ้อม  อ. อัมพวา บ้านแมวไทยโบราณเกิดจากแนวความคิดของ กำนัน ปรีชา พุคคะบุตรและการรวมตัวกันของผู้ที่นิยมเลี้ยงแมวไทยในอำเภออัมพวาเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการอนุรักษ์แมวไทยให้คงอยู่คู่กับประเทศไทยเป็นสมบัติของชาติตลอดไปและเพื่อเผยแพร่ความรู้เรื่องคุณสมบัติและลักษณะที่ถูกต้องของแมวไทย สำหรับบ้านแมวไทยโบราณมีแมวไทยหลายพันธุ์ทั้งพันธุ์สีสวาด ศุภลักษณ์ฯลฯโดยมีเรือนเพาะเลี้ยงแมวไทยแบ่งเป็นกรงเลี้ยงแมวไทยประเภทต่างๆ



บ้านแมวไทยจึงเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่น่าสนใจสำหรับคนรักแมวไทยโบราณเป็นสถานที่ที่เหมาะแก่การศึกษาหาความรู้เรื่องแมวไทยพันธุ์แท้นักท่องเที่ยวสนใจที่จะเข้าเยี่ยมชมสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์   034 733284 สำหรับการเดินทางไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข  325 (ถนนสมุทรสงคราม-บางเพ) จากนั้นเลี้ยวซ้ายข้ามสะพานพระศรีสุริเยนทร์  เลี้ยวขวาไปตามทางหลวงหมายเลข  3062  ข้ามคลองประชาชมชื่นผ่านวัดภุมรินทร์กุฎิทอง วัดบางแคใหญ่  จะเห็นป้ายบ้านแมวไทยโบราณ.อยู่ข้างทาง
การทำซออู้บ้านพญาซอ
ซอเป็นเครื่องดนตรีไทยพื้นบ้านทางภาคกลาง   สำหรับบ้านพญาซอเป็นบ้านช่างซออู้  ที่นำศิลปะการเล่นดนตรีไทยมาผนวกกับการแกะสลักซอเป็นลวดลายที่งดงาม


โดยการนำลูกมะพร้าวที่ใช้ทำซอซึ่งมีลักษณะพิเศษนำมาแกะสลักเป็นลวดลายต่างๆ เช่น ลายตัวละคร ลายพุดตาน ลายนามย่อ ลายนามปีนักษัตร  เช่น ชวด ฉลู ปัจจุบันหาชมศิลปะการแกะสลัก เช่นนี้ได้ยากนักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมศิลปะการแกะสลักซอและเรียนรู้การใช้ซอได้ที่  บ้านคุณสมพร  เกตุแก้ว ใน ต. บางพรหม อ. บางคนที  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  034  761949  
การเดินทางจากตัวเมืองสมุทรสงครามไปตามทางหลวงหมายเลข  325 (สมุทรสงคราม- บางแพ)  กม.ที่ 36-37มีทางแยกซ้ายไปอุทยานฯ ร .๒บ้านพญาซออยู่เลยอุทยาน ร.๒ไปประมาณ 3 กม

เจดีย์ไห 100 ปี (วัดช่องลม)
สร้างโดยหลวงพ่อบ่าย มีความประสงค์จะสร้างพระพุทธฉาย (ถ้ำไห) โดยบอกบุญเรี่ยไรจากชาวบ้านขอไหต่างๆเพื่อสร้างพระพุทธฉาย



และได้ทำาการก่อสร้างโดยใช้แรงงานทาสและพระสงฆ์ในวัดโดยได้ขอร้องให้จางวางสอน (หลวงประดิษฐ์ไพเราะ) เป็นผู้ออกแบบ ส่วนผู้ก่อสร้าง คือครูถม เจริญผล และได้สร้างแพะไว้หน้าถ้ำ 1 ตัว มีชื่อว่า "บู๊"  ซึ่งเป็นสัญญลักษณ์ปีเกิดของหลวงพ่อบ่าย

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา