|
ท่องเที่ยวโครงการสุดทางรถไฟฝั่งอันดามันที่จังหวัดตรัง จังหวัดตรังหรือ “เมืองทับเที่ยง “ในอดีตเคยเป็นเมืองท่าค้าขายกับต่างประเทศเป็นเมืองแรกที่มีต้นยางพาราโดยพระยารัษฎานุประดิษฐมหิศรภักดีโดยนำพันธ์จากประเทศมาเลเซียมาปลูกเป็นแห่งแรกในจังหวัดตรังเมื่อปีพ.ศ.2442 และถือว่าเป็นพืชเศรษฐกิจของไทยในเวลาต่อมา จังหวัดตรังมีแม่น้ำที่สำคัญ คือแม่น้ำตรัง โดยมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาหลวง และแม่น้ำปะเหลียนมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาบรรทัด จังหวัดตรังเป็นจังหวัดชายฝั่งมหาสมุทรอินเดียโดยมีฝั่งทะเลทางด้านทิศตะวันตกยาวประมาณ 119 กม.ประกอบด้วยหมู่เกาะในทะเลอันดามันที่อยู่ในการปกครองกว่า 46 เกาะภายในพื้นที่อำเภอกันตัง12 เกาะอำเภอปะเหลียน 13 เกาะอำเภอสิเกา21 เกาะสำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมกับการท่องเที่ยวอยู่ในระหว่างเดือน ตุลาคมถึงเดือนพฤษภาคมของทุกปี


การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานตรังได้จัด “โครงการสุดทางรถไฟฝั่งอันดามัน”ขึ้นโดยจัดขบวนรถไฟสายกรุงเทพ-กันตังเริ่มต้นจากสถานีรถไฟหัวลำโพง มุ่งหน้าสู่อำเภอกันตังในจังหวัดตรังระยะทาง 845 กม.โดยใช้เวลาเดินทางประมาณ 13-14 ชั่วโมง ก็จะถึงสถานีรถไฟอำเภอกันตังซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองตรังระยะทาง 24 กม. สำหรับประวัติความเป็นมาของสถานีรถไฟอำเภอกันตังแห่งนี้


เริ่มขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2452 ในสมัยรัชกาลที่5ทรงมีโครงการที่จะก่อสร้างทางรถไฟสายใต้เพิ่มเติมจากจังหวัดเพชรบุรีลงใต้โดยมีเส้นทางแยกที่ ทุ่งสง-กันตัง หาดใหญ่-สงขลา ส่วนสายแยกสายอื่นจะตามมาภายหลังแม้จะสิ้นสุดรัชกาลเสียก่อนแต่โครงการนี้ได้ลงมือทำต่อมาในรัชกาลที่6จนเสร็จสิ้นเรียบร้อยและขยายเส้นทางไปจนถึงสหพันธรัฐมลายู หรือมาเลเซีย สำหรับสถานีรถไฟตรังสร้างจากท่าเรือกันตังขึ้นไปทางทุ่งสงเพราะเครื่องมือและอุปกรณ์จากต่างประเทศจะมาขึ้นที่ท่าเรือกันตังด้วยเหตุผลเดียวกันนี้สถานีกันตังและสถานีสงขลาจึงเป็นที่ตั้งของโรงงานชั่วคราวประกอบหัวรถจักรและล้อเลื่อนไปพร้อมๆกันเสร็จแล้วจากนั้นจึงนำไปใช้งานในที่ต่างๆต่อไป เพียง3ปีต่อมาก็สามารถเปิดการเดินรถไฟได้เป็นครั้งแรกในวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2456
ต่อมาปลายปีพ.ศ. 2456 ก็ทำการเปิดเส้นทางรถไฟสายหัวยยอด-ทุ่งสง ก่อนสงครามโลกครั้งที่สองรัฐบาลมีโครงการที่จะสร้างทางรถไฟจากกรุงเทพฯไปภูเก็ตแต่ติดขัดเรื่องสงครามจึงสร้างเสร็จและเปิดใช้งานได้จนถึงคีรีรัฐนิคมจังหวัดสุราษฎร์ธานีเท่านั้น ต่อมาในปีพ.ศ.2499 มีเอกสารจดหมายเหตุแสดงถึงการเดินทางมาของข้าราชการและการขนส่งพัสดุภัณฑ์ต่างๆระหว่างสถานีรถไฟกับท่าเรือกันตัง เรือจากภูเก็ต, พังงา,กระบี่ จะเดินทางเข้ามารับส่งผู้โดยสารและสินค้าทำให้อำเภอกันตังเป็นศูนย์กลางของการคมนาคมทางทะเลฝั่งตะวันตกและเมืองท่าที่มีชื่อเสียงถูกบรรจุอยู่ในแผนที่โลกมาจนตราบเท่าทุกวันนี้และในคราวที่รัชกาลที่ 6ทรงเสด็จประพาสจังหวัดตรังเมื่อปีพ.ศ. 2458และพ.ศ. 2460ได้ทรงเสด็จกลับโดยทางรถไฟจากสถานีรถไฟกันตังเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ 2456ทรงเสด็จโดยรถไฟเที่ยวพิเศษจากเมืองตรังไปยังจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยในวันนั้นมีการพระราชทานธงประจำกองลูกเสือมณฑลภูเก็ตและพระราชทานพระแสงราชศาสตราประจำเมืองตรังกลับคืนแก่ผู้ว่าราชการจังหวัดตามโบราณราชประเพณี ณ สถานีรถไฟกันตัง

สำรับสถานีรถไฟกันตังเป็นอาคารไม้ชั้นเดียวเป็นสีเหลืองสลับเทาหลังคาทรงปั้นหยาด้านหน้ามีมุขยื่นออกมา มุมเสาถูกตกแต่งด้วยลวดลายไม้ฉลุเป็นรูปแบบเดิมที่ยืนยงอยู่มาจนตราบเท่าทุกวันนี้ซึ่งเป็นเครื่องยืนยันถึงประวัติศาตร์ความเป็นมาของสถานีรถไฟกันตังได้เป็นอย่างดี กรมศิลปากรได้ ขึ้นทะเบียนอาคารสถานีรถไฟเป็นโบราณสถานลงประกาศในราชกิจจานุเบกษาฉบับประกาศทั่วไปเล่ม 113 ตอนพิเศษ50งวันที่ 18 ธ.ค.2539 ในอดีตที่ผ่านมารถไฟกันตังเคลื่อนที่ด้วยแรงไอน้ำโดยมีเครื่องกลับหัวรถจักรแบบหมุนได้อยู่ในรางที่4ไม่ต้องใช้วิธีสับรางตอนนี้ได้เลิกใช้ไปแล้ว แต่ยังมีบ่อน้ำ หอถังและเครื่องกลับหัวรถจักรตั้งอยู่ภายในบริเวณสถานี
 ปัจจุบันสถานีรถไฟกันตังมีรางรถไฟสามรางใช้ในการกลับหัวรถจักรการสลับรางหรือเปลี่ยนรางรถไฟใช้เวลาประมาณ 30นาทีซึ่งในอนาคตการรถไฟฯมีแผนปรับปรุงพื้นที่โดยนำตัวอย่างหัวรถจักรมาวางบนเครื่องกลับหัวรถจักรแบบเก่าเพื่อย้อนอดีตความเป็นมาของรถไฟกันตังให้อนุชนคนรุ่นหลังได้เรียนรู้ต่อไป นักเดินทางที่หลงมนต์เสน่ห์ของชีวิตริมทางรถไฟไม่ควรพลาดที่จะเดินทางมายังอำเภอกันตังโดยทางรถไฟสายกรุงเทพฯ-กันตัง สอบถามรายละเอียดได้ที่ สถานีรถไฟกันตัง โทรศัพท์ 075 25-1715 จากสถานีรถไฟกันตังไปตามถนนค่ายพิทักษ์ห่างจากเทศบาลเมืองกันตังระยะทางประมาณ 200เมตรบนถนนสายค่ายพิทักษ์เป็นที่ตั้งของ


พิพิธภัณฑ์พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศณภักดีเป็นที่ตั้งของสถานที่ทางประวัติศาตร์ที่สำคัญคือ “จวนเก่าเจ้าเมืองตรัง”หรืออดีตบ้านพักของเจ้าเมืองตรังคือพระยารัชดานุประดิษฐ์มหิศรภักดี(คอซิมบี้ ณ ระนอง)โดยมีลักษณะเป็นบ้านไม้สองชั้นและเมื่อย่างเท้าเข้าสู่ประตูบ้านจะพบหุ่นขี้ผึ้งของพระยารัชดาฯกำลังนั่งกินน้ำชารอเวลาออกตรวจราชการเหนือขึ้นไปเป็นพระบรมรูปของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชซึ่งได้ทรงพระราชทานไว้


นอกจากนั้นในแต่ละห้องยังมีเครื่องมือเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันของพระยารัชดาฯในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่จัดแสดงไว้อย่างครบถ้วนรวมทั้งรูปภาพบางส่วนเพื่อสร้างเสริมประวัติศาตร์ให้สมบูรณ์ขึ้น บ้านหลังนี้อยู่ในความดูแลรักษาโดยทายาทตระกูล ณ ระนอง เปิดให้เข้าชมทุกวันตั้งแต่วันอังคาร-อาทิตย์ตั้งแต่เวลา 09.00-16.30 น. โดยไม่เสียค่าเข้าชม

จากพิพิธภัณฑ์พระยารัชดาฯริมถนนตรังคภูมิก่อนเข้าสู่ตัวเมืองกันตังหน้าสหกรณ์การเกษตรกันตังเป็นที่ตั้งของต้นยางพาราต้นแรกของประเทศไทยเป็นต้นยางรุ่นแรกที่พระยารัชดาฯเจ้าเมืองตรังได้นำมาปลูกไว้เพื่อบุกเบิกอาชีพการทำสวนยางพาราของชาวตรัง


และบนถนนสายเดียวกันเป็นที่ตั้งของวัดตรังภูมิพุทธาวาสเป็นวัดประจำเมืองเมื่อแรกตั้งเมืองที่กันตังพระยารัษฎาฯได้นิมนต์พระธมมสุวณโณ (ลบ ทวีสุวรรณ) จากวัดควนธานีมาก่อตั้งวัดที่เชิงควนตรงข้ามคอกวัวชื่อวัดกันตัง

ต่อมาเมื่อเห็นว่าบริเวณนั้นไม่เหมาะสมจึงจัดหาที่ใหม่ที่บ้านนาในต่อมาเมื่อปีพ.ศ. 2455 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรสเสด็จตรวจการคณะสงฆ์ในส่วนภูมิภาคและประทับที่วัดกันตังได้ประทานนามใหม่ว่า วัดตรังคภูมิพุทธวาส สำหรับอุโบสถของวัดสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.2476ตรงบานประตูและหน้าต่างมีภาพเขียนฝีมือช่างท้องถิ่นจากบ้านหลังวัดชื่อว่า “ช่างมัน ทองชนะ” กล่าวกันว่าเป็นช่างตกแต่งพระอุโบสถวัดท่าส้มน่าเสียดายที่ถูกรื้อทิ้งไปนานแล้วซึ่งหากจะดูงานศิลปะช่างท้องถิ่นลักษณะนี้คงจะมีแต่ที่วัดตรังคภูมิเท่านั้นสำหรับอุโบสถของวัดตรังคภูมิฯได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นโบราณไว้เป็นมรดกทางวัฒนธรรมสถานตามประกาศในราชกิจจานุเบกษาเล่ม118 ตอนพิเศษ33ง ลงวันที่ 9 เมษายน พ.ศ.2544 และเมื่อวันที่ 4 ก.ค 2458 มีพิธีพระราชทานพระแสงราชศาตราประจำเมืองตรังโดยรัชกาลที่6ณ บริเวณวัดส่วนชั้นบนของกุฎหลังนี้เป็นไม้ซึ่งหลงเหลือจากการรื้อพระอุโบสถหลังเก่านับว่าเป็นอนุสรณ์ชิ้นเดียวที่หลงเหลืออยู่

ส่วนพระประธานในพระอุโบสถ ปางมารวิชัยขัดสมาธิเพชรพระเพลา 49 นิ้วทำด้วยหินอ่อนชาวบ้านเรียกว่าหลวงพ่อขาว พระยารัษฎาฯอัญเชิญมาจากประเทศพม่าพร้อมกับอัครสาวกซ้ายขวา ช้าง สิงห์อย่างละคู่และพระพุทธรูปองค์เล็กอีกหนึ่งองค์และเมื่อได้มีโอกาสเดินทางมากราบนมัสการพระพุทธรูปหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตรังถือว่าเป็นมงคลแก่ชีวิตโอกาสเข้ามาท่องเที่ยวยังวัดตรังคภูมิและได้กราบนมัสการพระพุทธรูปหินอ่อนที่ใหญ่ที่สุดในจังหวัดตรัง

ถือว่าเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต และบริเวณด้านข้างของหอระฆังเป็นที่ตั้งรูปหล่อของหลวงปู่ลบเล่ากันว่าหลวงปู่ลบเป็นพระผู้มีตะบะแก่กล้าสามารถดูลักษณะคนได้อย่างแม่นยำ แม้หลวงปู่ลบจะมรณภาพไปนานแล้วแต่ก็ยังเป็นที่เคารพศรัทธาของประชาชนไม่เสื่อมคลายทางวัดจึงได้สร้างรูปหล่อจำลองไว้สักการะบูชาอยู่ในศาลาข้างหอระฆัง

ซึ่งภายหลังมีรูปหล่อของอดีตเจ้าอาวาสรูปต่อมาได้แก่ พระวินัยธรและพระครูวิศาลศีลคุณ ซึ่งในวันสงกรานต์จะมีพิธีสรงน้ำพระและฉลองรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาสทั้งสามเป็นประจำทุกปี สำหรับบริเวณด้านหน้าทางเข้าวัดมีพระพุทธรูปแกะสลักหินทรายปางลีลาประทานพรคือมีสองปางอยู่ในองค์เดียวกันไว้ให้ประชาชนได้กราบสักการะบูชาสำหรับประวัติที่มาของพระพุทธรูปองค์นี้อ่านได้จากศิลาจารึกที่ประดิษฐานอยู่คู่กัน



จากนั้นเดินทางเข้าไปยังอำเภอเมืองตรังกราบนมัสการพระนอนทรงเครื่องโนราวัดภูเขาทองประดิษฐานอยู่ที่วัดภูเขาทองหมู่ที่1 ตำบลน้ำผุดห่างจากตัวเมืองตรังระยะทางประมาณ 20 กม.ตามทางหลวงหมายเลข4123เป็นพระพุทธรูปโบราณปางปรินิพานสร้างในสมัยศรีวิชัยสำหรับลักษณะเด่นของพระพุทธรูปองค์นี้คือพระเศียรทรงเทริดมโนราตามศิลปะของภาคใต้โดยเชื่อกันว่าเทริดเป็นเครื่องประดับที่ศักดิ์สิทธิ์และเป็นของสูงกรมศิลปากรจดทะเบียนให้เป็นโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดตรัง และจากภูเขาทองเดินทางไปยังถ้ำเลเขากอบตั้งอยู่ในอำเภอห้วยยอดห่างจากตัวเมืองตรังระยะทางประมาณ28 กม.ไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข4(ตรัง-กระบี่)ผ่านอำเภอห้วยยอดไปประมาณ9 กม.จากนั้นเลี้ยวซ้ายไปตามถนน รพช ประมาณ700 เมตรก็จะถึงที่ทำการองค์การบริหารส่วนตำบลเขากอบและศูนย์บริการนักท่องเที่ยวพร้อมท่าเรือซึ่งภายในภูเขาหินปูนอันโดดเด่นที่โอบล้อมด้วยสายน้ำ ทุ่งนาและสวนป่ายาง



ซึ่งภายในถ้ำปรากฏหินงอกหินย้อยสวยงามตระการตาบ้างย้อยลงมาจนแทบจรดผืนน้ำบ้างก็เป็นหลอดเล็กๆย้อยลงมาจากผนังถ้ำซึ่งถ้าจะว่าไปแล้วความโดดเด่นของหินงอกหินย้อย ที่มีให้เห็นอยู่ทั่วไปภายในถ้ำต่างๆของถ้ำเลเขากอบแห่งนี้เช่น ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำรากไทร ถ้ำเจ้าสาว ถ้ำเจ้าบ่าว ถ้ำสวรรค์ ถ้ำท้องพระโรง ถ้ำโคลน ถ้ำเพชร ถ้ำพลอย ฯลฯและหลอดหินงอกหินย้อยจำนวนมากในถ้ำเลเขากอบจึงนับได้ว่าเป็นลักษณะโดดเด่นของถ้ำแห่งนี้นอกเหนือจากการที่เป็นถ้ำที่มีน้ำไหลตลอดปี





นักท่องเที่ยวจะตื่นตาตื่นใจกับความมหัศจรรย์ภายในถ้ำเลเขากอบตลอดเวลาที่ล่องเรือเข้ามาสัมผัสภายในถ้ำเลเขากอบ ปัจจุบันภายในถ้ำเลเขากอบแห่งนี้ได้ทำการปรับปรุงแสงสว่างและทางเดินภายในถ้ำเพื่ออำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวได้เข้าไปชมความสวยงามของถ้ำเลเขากอบกันได้อย่างเต็มที่ซึ่งเปิดให้เที่ยวชมภายในถ้ำตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.ทุกวัน สำหรับราคาค่าบริการในการล่องเรือชมความสวยงามภายในถ้ำเรือหนึ่งลำพร้อมคนนำทางสองคนราคาลำละ 200บาทรองรับนักท่องเที่ยวได้ไม่เกิน 6 คนท่านที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวองค์การบริหารส่วนตำบลเขากอบ สนใจติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่ องค์การบริหารส่วนตำบลเขากอบอำเภอห้วยยอดจังหวัดตรังโทรศัพท์ 075 -500088 , 500117

บริเวณใกล้กับถ้ำเขากอบบนเส้นทางหลวงหมายเลข 4 ถนนสายตรัง-กระบี่เป็นแหล่งแกะสลักไม้เทพทาโรซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นไม้มงคลนำมาแกะสลักเป็นผลิตภัณฑ์ไม้แกะสลักของที่ระลึกต่างๆเช่น พระพุทธรูป เจ้าแม่กวนอิม ปลาพะยูนฯลฯ เป็นต้น


ตลอดจนเครื่องจักรสานและผ้าทอลวดลายต่างๆ นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถแวะเข้าไปเที่ยวชมได้ทุกวัน จากอำเภอห้วยยอดออกเดินทางต่อบนเส้นทางหลวงหมายเลข 404 สู่แหลมตาเสะในอำเภอปะเหลียนซึ่งอยู่ห่างจากตัวเมืองตรังระยะทางประมาณ60 กม.จากนั้นจึงมุ่งหน้าสู่ท่าเรือแหลมตาเสะเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะสุกรและจากท่าเรือแหลมตาเสะนั่งเรือหางยาวระยะทางประมาณ 3 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 20-30 นาทีมาขึ้นที่บริเวณท่าเรือเสียมไหมบนเกาะสุกร




จากนั้นจึงนั่งรถมอเตอร์ไซด์รับจ้างระยะทางประมาณ3กม เข้าสู่บ้านพักที่สุกรคาบาน่ารีสอร์ท สำหรับเกาะสุกรคาบาน่ารีสอร์ทตั้งอยู่บนอ่าวโล๊ะหินขาวทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของเกาะสุกรสามารถมองเห็นหมู่เกาะเภตราเกาะเหลาเหลียงและเกาะลิบงได้อย่างชัดเจนและเป็นจุดที่สามารถชมพระอาทิตย์ตกที่สวยงามแห่งหนึ่งบนเกาะสุกรอีกด้วย.

สำหรับสุกรคาบาน่ารีสอร์ทมีบ้านพักจำนวน 17 หลัง พร้อมแอร์คอนดิชั่นในราคาที่เริ่มต้นตั้งแต่ 500- 2500บาทราคาจะถูกกว่านี้ขึ้นอยู่กับฤดูกาลท่องเที่ยว ดำเนินงานโดยคุณ อารี วาดี หนุ่มใหญ่อัธยาศัยดีสนใจอยากทราบรายละเอียดติดต่อได้ที่ เกาะสุกรคาบาน่ารีสอร์ท โทรศัพท์ 075-225894 ,089-724-2326 e-mail:
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
www.sukorncabana.com

สำหรับประวัติความเป็นมาของเกาะสุกรเป็นตำบลหนึ่งในอำเภอปะเหลียนจังหวัดตรังเป็นเกาะใหญ่อันดับสองรองจากเกาะลิบงตั้งอยู่ห่างจากแหลมตาเสะระยะทางประมาณ3 กม.บนเกาะสุกรมีหมู่บ้านอยู่4 หมู่บ้านคือหมู่ที่1บ้านหาดทรายทอง หมู่ที่2 บ้านเสียมไหมหมู่ที่3 บ้านทุ่งหมู่ที่4บ้านแหลมมีประชากรอยู่ประมาณ 3,000 คนนับถือศาสนาอิสลามประมาณ 90%


ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางการทำประมงเป็นอาชีพหลัก การทำสวนยางและเกษตรกรรมเป็นอาชีพรองพื้นที่ส่วนใหญ่บนเกาะสุกรเป็นที่ราบลุ่มจึงเหมาะสำหรับทำนาข้าวปลูกพืชผักผลไม้และเลี้ยงสัตว์เช่นโค กระบือบนเกาะสุกรมีผลไม้ทีขึ้นชื่อรสชาติอร่อยคือแตงโมเนื้อทรายรสชาติหวานและอร่อยมีชื่อเสียงที่สุดในจังหวัดตรังซึ่ง จะมีมากในช่วงเดือนกุมภาพันธุ์-เมษายน สำหรับสาเหตุที่เกาะนี้เป็นเกาะทีมีชาวบ้านนับถือศาสนาอิสลามเป็นจำนวนมากแต่มีชื่อว่าเกาะสุกรหรือเกาะหมูก็เพราะว่าในอดีตเมื่อหลายสิบปีที่ผ่านมาเกาะสุกรแห่งนี้เป็นที่อาศัยของหมูป่าเป็นจำนวนมากต่อมาชาวบ้านบนฝั่งได้ลงเรือมาล่าหมูป่าบนเกาะนำมาทำเป็นอาหารจนหมูป่าหมดเกาะและตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมามีชาวไทยที่นับถือศาสนาอิสลามอพยพโยกย้ายถิ่นฐานลงมาอาศัยอยู่บนเกาะเป็นจำนวนมากจนถึงปัจจุบันนี้



ดังนั้นเกาะสุกรจึงเป็นเกาะที่มีชื่อเป็นหมูแต่ไม่มีหมูบนเกาะแม้แต่สักตัวเดียวตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา บนเกาะสุกรมีอ่าวที่เป็นจุดสนใจและน่าท่องเที่ยวอยู่3 อ่าวคืออ่าวโล๊ะใหญ่ (คำว่าโล๊ะในภาษามลายูแปลว่า อ่าว)ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของตัวเกาะเป็นอ่าวที่สวยงามและยาวที่สุดบนเกาะสุกรคือมีความยาวประมาณ 2 กม.เป็นที่ตั้งของสุกรรีสอร์ทและสุกรอันดามัน

อ่าวโล๊ะหญ้าคาเป็นที่ตั้งของสุกรบีชรีสอร์ทและอ่าวโล๊ะหินขาวเป็นที่ตั้งของสุกรคาบาน่ารีสอร์ทที่พักของพวกเราบนเกาะสุกรแห่งนี้ ชาวบ้านบนเกาะสุกรมีอัธยาศัยไมตรีดียิ่งกับนักท่องเที่ยวปราศจากโจรผู้ร้ายและมิจฉาชีพบนเกาะนักท่องเที่ยวสามารถเดินทางท่องเที่ยวบนเกาะสุกรได้ด้วยความปลอดภัยไร้กังวลและบนเกาะสุกรมีถนนคอนกรีตนักท่องเที่ยวสามารถเช่ารถมอเตอร์ไซด์หรือจักรยานขับท่องเที่ยวได้รอบเกาะสุกรชมวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านบนเกาะสุกรที่ดำรงชีวิตอยู่อย่างเรียบง่ายพึ่งพิงธรรมชาติเป็นหลักพร้อมน้อมนำแนวทางพระราชดำรัสเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมาปฎิบัติใช้ในชีวิตประจำวันตราบจนทุกวันนี้




โดยเฉพาะในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมทุ่งนาข้าวบนเกาะกำลังออกรวงเหลืองอร่ามทั่วทั้งเกาะสุกรเป็นที่ตื่นตาตื่นใจของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยียนเป็นอย่างยิ่ง นอกจากนั้นบริเวณรอบเกาะสุกรยังมีป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ไปด้วยสัตว์น้ำนานาชนิดและสิ่งที่เป็นจุดสนใจและไฮไลท์ของเกาะสุกรคือการที่ได้มีโอกาสนั่งเรือหางยาวชมฝูงปลาโลมาอิรวดีและโลมาหัวขวดที่ว่ายวนเวียนหาอาหารอยู่โดยรอบเกาะสุกรซึ่งสามารถแลเห็นได้ง่ายเป็นประจำทุกวันซึ่งแต่ละรีสอร์ทมีบริการเรือหางยาวพานักท่องเที่ยวทัวร์ชมปลาโลมาและป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์รอบเกาะสุกรอีกด้วย



และหากนักท่องเที่ยวมีความประสงค์จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังหมู่เกาะต่างๆที่อยู่ใกล้กับเกาะสุกรสามารถติดต่อขอบริการได้ตามรีสอร์ทที่ท่านเดินทางเข้าพักได้ในราคาย่อมเยาอีกด้วย สำหรับช่วงเวลาในการเดินทางมาท่องเที่ยวเกาะสุกรสามารถเดินทางมาท่องเที่ยวได้ตลอดทั้งปี แต่ช่วงเวลาที่เหมะสมที่สุดจะอยู่ในช่วงเวลาที่ทะเลปลอดจากลมมรสุมซึ่งจะอยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายน – เมษายนเป็นเวลาที่คลื่นลมในทะเลสงบปราศจากลมมรสุมท้องฟ้าสวยน้ำทะเลใส ข้าวในทุ่งนาบนเกาะสุกรเหลืองอร่าม แตงโมเนื้อหวานอร่อยชวนเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นยิ่งนัก
การเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะสุกร นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางโดยรถประจำทางสายตรัง-ปะเหลียนหรือรถตู้ปรับอากาศบริเวณสถานีรถไฟจังหวัดตรังมายังท่าเรือแหลมตาเสะระยะทางประมาณ55 กม.ค่าโดยสารประมาณคนละ 50-60 บาทจากนั้นนั่งเรือหางยาวจากแหลมตาเสะระยะทาง 3 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ20-30นาทีมาขึ้นฝั่งทีบริเวณท่าเรือเสียมไหมบนเกาะสุกรค่าโดยสารคนละ 30บาท(จำนวน5คนขึ้นไป)ถ้ามีเพียง 2 คนค่าเช่าเหมาเรือหางยาวลำละ 200 บาท เรือหางยาวมีบริการตลอด24 ชั่วโมงแต่ถ้าหลังจากเวลา 17.00 -06.00 น ค่าเช่าเหมาเรือหางยาวเดินทางมายังเกาะสุกรหรือกลับสู่ท่าเรือแหลมตาเสะจะต้องจ่ายเพิ่มเป็น 250-300 บาทต่อเที่ยว แต่ถ้าเดินทางมาท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะต้องการความสะดวกสบายในการเดินทางจากตัวเมืองตรังเดินทางมายังเกาะสุกรสามารถติดต่อขอรายระเอียดและเช่าเหมารถเรือและจองรีสอร์ทบ้านพักที่เกาะสุกรคาบาน่ารีสอร์ท ในราคาย่อมเยาได้ที่ คุณอารี วาที เกาะสุกร คาบาน่ารีสอร์ท โทรศัพท์ 089-7242326 e-mail
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน


ก่อนจะเดินทางกลับแวะซื้อสินค้าของฝากจากเมืองตรังที่ศูนย์จำหน่ายสินค้าotopตั้งอยู่บนถนนพระรามหกตำบลทับเที่ยงในตัวเมืองตรังซึ่งจำหน่ายสินค้าของฝากจากเมืองตรังแล้วยังจำหน่ายสินค้าของฝากจากจังหวัดใกล้เคียงเช่น สตูล นราธิวาส ยะลา ปัตตานี

นอกจากนั้น ยังจำหน่ายสินค้าของประเทศเพื่อนบ้านเช่น มาเลเซียและอินโดเซียอีกด้วยจนเป็นที่นิยมของบรรดานักท่องเที่ยวและบรรดากรุ๊ปทัวร์ที่ได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดตรังเพราะมีสินค้าให้เลือกมากมายหลากหลายชนิดทั้งยังจำหน่ายในราคาย่อมเยาอีกด้วยเรียกว่ามาที่นี่แห่งเดียวแล้วไม่ต้องไปหาซื้อที่อื่นให้เสียเวลาเพราะที่ศูนย์OTOP แห่งนี้มีสินค้าของฝากให้เลือกตั้งแต่สากกระเบือยันเรือรบกันเลยทีเดียวครับ





สำหรับผู้จัดการศูนย์ otop คือคุณอาณัติ ชินมุข โทรศัพท์ 075-218 356 ,086-882 3116 เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 09.00-20.00น. สนใจรายละเอียดโครงการสุดทางรถไฟฝั่งอันดามัน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยสำนักงานตรัง โทรศัพท์ 075-215 867 075 -211 085 e-mail:
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
|