ป้ายโฆษณา

สักการะ 9 สิ่งศักดิ์สิทธ์ เที่ยวทั่วทิศบูรพา
เส้นทางนครนายก-ปราจีนบุรี-สระแก้ว

   
วัดศรีกะอาง
               สร้างเมื่อปี พ.ศ.2515 โดยหลวงพ่อจำรัส ฐิติจาโค (อินทรกำแหง) ซึ่งเป็นพระธุดงค์ผ่านมาทางบริเวณน้ำตกกะอาง และได้พักแรม ณ บริเวณที่ตั้งวัดในปัจจุบัน "ได้เห็นถึงความสงบเงียบที่จะใช้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมต่อไป



จึงได้สร้างเป็นสถานที่ปฏิบัติธรรมขึ้น ต่อมามีชาวบ้านใกล้เคียงที่มีจิตศรัทธาได้ร่วมกันก่อสร้างเป็นวัดขึ้นมา 
ภายในวัดมีวิหารเจ้าแม่กวนอิมปางประทานพร และพระพุทธรูปสำคัญ เป็นพระพุทธชินราช
ที่สร้างขึ้นเพื่อถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เชื่อกันว่าเป็นองค์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย

 


                                                
ต่อมาได้รับพระราชทานชื่อพระพุทธรูปนี้ว่า "พระสัมพุทธสักยมุนีโลกนาถ" พระอุโบสถของวัดศรีกะอางตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากวัดประมาณ 385 เมตร (รถยนต์สามารถขึ้นได้)
และเป็นจุดชมวิวที่สวยงาม อุโบสถของวัดศรีกะอางเป็นสถาปัตยกรรมผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมไทยและจีน จุดเด่นของพระอุโบสถ คือ ขอบประตู หน้าต่าง ประดับตกแต่งด้วยถ้วยชามสมัยโบราณที่ชาวบ้านมอบให้ ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางพิชิตมาร ซึ่งมีพระนามของสมเด็จพระสังฆราช (ยสส) จารึกไว้ สมเด็จพระสังฆราช พระญาณสังวรได้พระราชทานนามพระประธานในพระอุโบสถ


วัดใหญ่ทักขิณาราม



 ตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านใหญ่ ริมแม่น้ำนครนายก จากตัวเมืองเดินทางตามทางหลวงหมายเลข 3049  แล้วเลี้ยวขวาเข้าบ้านใหญ่ วัดใหญ่ทักขิณารามเป็นวัดเก่าแก่กล่าวกันว่าชาวเวียงจันทน์ได้อพยพมาเมื่อครั้งเกิดสงครามลาวกับฝรั่งเศส ชาวเวียงจันทน์แพ้สงครามจึงอพยพลงมาทางใต้ และมีกลุ่มหนึ่งมาตั้งหลักแหล่งอยู่ในเขตอำเภอเมืองนครนายก เรียกว่า “บ้านใหญ่ลาว” และได้สร้างวัดขึ้นในปี พ.ศ. 2323 เรียกว่า “วัดใหญ่ลาว”  ในปี 2484 ได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดใหญ่ทักขิณาราม



 สิ่งที่สำคัญในวัดคือ พระอุโบสถซึ่งมีขนาดกว้าง 1 เมตร ยาว 10.15เมตร สูง 10 เมตร มีกำแพงแก้วล้อมรอบ สร้างโดยช่างชาวเวียงจันทน์  ลักษณะพระอุโบสถเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ก่ออิฐถือปูน บานประตูเป็นไม้แกะสลักกรอบด้านขวามือเป็นรูปยักษ์ถือกระบองชูขึ้น และเท้าบั้นเอว หน้าบันเป็นไม้แกะสลักรูปเทพพนม  กำแพงแก้วมีซุ้มประตูโค้งเลียนแบบศิลปะตะวันออก มีทหารสวมหมวกแต่งกายแบบยุโรปถือกระบองเป็นทวารบาลด้านละสองคน ปกติโบสถ์ไม่เปิดถ้าประสงค์จะเข้าชมติดต่อขออนุญาตได้ที่เจ้าอาวาส


วัดคีรีวัน 


         
         สังกัดคณะสงฆ์มหานิกาย  ตั้งเมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2435  เดิมชื่อวัดสว่าง  ตั้งอยู่บ้านท่าเดื่อ  ตำบลหนองโพธิ์  ต่อมาได้เป็นวัดร้าง จากนั้น นายทาและนายเฟืองชาวบ้านคีรีวันได้บริจาคที่นาจำนวน 16 ไร่  ให้สร้างวัดขึ้นมาใหม่ที่ตำบลศรีนาวา   ตั้งชื่อว่า วัดคีรีวงค์กฎ  และต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดคีรีวันได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา  เมื่อ พ.ศ.2456    ปัจจุบันวัดตั้งอยู่บนเนื้อที่ 19 ไร่   มีอาคารเสนาสนะประกอบด้วย  อุโบสถ  สร้างเมื่อ พ.ศ.2524  ศาลาการเปรียญ   สร้างเมื่อ พ.ศ.2533 วิหาร สร้างเมื่อ พ.ศ.2537 สำหรับประดิษฐานพระแก้วมรกตจำลองประดิษฐานอยู่ในพระวิหารบนยอดเขาวัดคีรีวัน ตำบลหินตั้ง ห่างจากตัวเมืองประมาณ 9 กิโลเมตร องค์พระแก้วจำลองมีเนื้อเป็นเรซิ่น ขนาดหน้าตักกว้าง 49 นิ้ว สูง 32.9 นิ้ว หนัก 1 ตัน และมีเครื่องทรงครบทั้ง 3 ฤดู ประดับตกแต่งด้วยเพชรแท้ 7 กะรัต พลอยแท้ 2,000 กว่าเม็ด และทับทิม



 สำหรับศาลาอเนกประสงค์  สร้างเมื่อ พ.ศ.2500 ปูชนียวัตถุ มีพระแก้วมรกตจำลอง  นอกจากนี้ยังมีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกธรรมเปิดสอนเมื่อ พ.ศ.2475   ปัจจุบันมีพระสุรศักดิ์ ธรรมะสโร เป็นเจ้าอาวาสวัด
      สำหรับการเดินทาง  ตามเส้นทางนครนายก-ท่าด่าน ห่างจากตัวจังหวัด 9 กิโลเมตร

อุทยานพระพิฆเณศ


             
               อุทยานพระพิฆเณศ องค์ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยและอาคารพิพิธภัณฑ์ที่รวบรวมองค์พระพิฆเณศจำนวน 108 ปาง ที่ครบสมบูรณ์อีกแห่งหนึ่งของเมืองไทยสร้างขึ้นโดยพระเดชพระคุณพระราชพิพัฒน์โกศล เจ้าอาวาสวัดศรีสุดารามวรวิหาร เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานครพร้อมด้วย คณะศิษย์ที่มีความเคารนับถือในองค์พระพิฆเณศ  (เทพเจ้าแห่งปัญญาและความสำเร็จ )ได้ดำเนินการจัดสร้างอุทยานพระพิฆเณศ



สำหรับพระพิฆเณศ เป็นมหาเทพฮินดูที่มีผู้เคารพนับถือมาก ท่านผู้นี้เป็นโอรสของ    พระศิวะ (พระอิศวร)และพระแม่อุมาเทวี ท่านมีเศียรเป็นช้างมีงาข้างเดียว หูยานมี 4 มือ ถือบ่วง ขอช้างวัชระ และศูล บางคราวก็ถือ จักร สังข์ คฑา และดอกบัว พระพิฆเณศ เป็นเจ้าแห่งปัญญาได้แต่งคัมภีร์อันเป็นคำสอนของพระศิวะผู้เป็นบิดาไปจำนวนมาก ซึ่งเรียกว่าไศวศาสตร์ แปลว่าตำราพระศิวะซึ่งคนไทยเรียกตำรานี้ว่าไสยศาสตร์พระพิฆเณศผิดกับเทพองค์อื่น ๆ ตรงที่ท่านเป็นพระผู้เป็นเจ้าอารมณ์ดีมีเศียรเป็นช้างร่างกายเหมือนทารกอ้วนที่น่ารักมีหนูเป็นพาหนะชอบร้องทำเพลงประวัติการกำเนิดของพระพิฆเณศ มีหลายตำนานแต่ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้มาจากหนังสือท่องแดนสวรรค์ เรีบยเรียงโดย
อาจารย์อังคาร ปัญญาศิลป์ ได้เขียนไว้ว่า "ด้วยพระนางอุมาได้สร้างเทพบุตร(ต่อมาคือพระพิฆเณศ) จากคราบไคลของพระนาง



 เมื่อสร้างขึ้นมาแล้วก็มีบัญชาให้บุตรนั้นเฝ้าพระทวารไว้ไม่ให้ผู้ชายใดเข้ามาในห้อง เมื่อพระอิศวรเสด็จกลับมาจากบำเพ็ญพรต ณ หิมาลัย ก็พบเด็กซึ่งพระอุมาสร้างขึ้น เด็กน้นห้ามไม่ให้เข้าไปหาจึงเกิดการสู้รบจนเศียรขาดสิ้นชีวิตไป (บางตำนานเล่าว่าสู้รบกับยักษ์ปรสุ) ในที่สุดก็ได้เศียรช้างมาต่อให้ฟื้น ชีพแล้ว พระอิศวรก็รับพระพิฆเณศ ที่มีหัวช้างเป็นบุตรของพระองค์พระพิฆเณศ เป็นเทพผู้ประสานโชคลาภและขจัดอุปสรรคต่าง ๆ ท่านเป็นที่นับถือของทุกวรรณะไม่ว่าจะเป็นเด็กผู้ใหญ่ คนยากจน คนมีบุญ คนบาป คนต่ำต้อย จนวรรณะสูง และเป็นที่เคารพนับถือ ของปราชญ์อีกด้วย เราสามารถกราบไหว้บูชาพระพิฆเณศได้ด้วยตนเอง โดยถวายดอกไม้ ผลไม้ กล้วย อ้อย และขนมหวานทุกชนิด รวมทั้งนมด้วย



อุทยานพระพิฆเณศตั้งอยู่เลขที่ 24/4 หมู่ที่ 11 ถ.นครนายก-น้ำตกสาริกา  (สี่แยกประชาเกษม) ต.สาริกา อ.เมือง จ.นครนายก จากตัวเมืองนครนายกไปทางถนนสาริกา-นางรอง ถึงสี่แยกประชาเกาม เลี้ยวซ้ายไปทางน้ำตกลานรัก ถึงสี่แยกประชาเกษม จากนั้นให้เลี้ยวซ้ายไปทางน้ำตกลานรัก ประมาณ 200 เมตร อุทยานพระพิฆเณศตั้งอยู่ซ้ายมือ
            สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมที่อุทยานพระพิฆเณศ  หมู่ที่ 11 ถนนนครนายก-น้ำตกสาริกา(สี่แยกประชาเกษม)ตำบลสาริกาอำเภอเมืองจังหวัดนครนายก โทร. 081-906-6974 

       
วัดแก้วพิจิตร

           วัดแก้วพิจิตร เป็นวัดเก่าแก่ที่สร้างขึ้นมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2422 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ตั้งอยู่ในเขตหมู่ ๔4ตำบลบางบริบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี บนริมฝั่งขวาของแม่น้ำปราจีนบุรี ห่างจากตัวเมือง ไปทางทิศตะวันออก ประมาณ 2 กิโลเมตร สร้างขึ้นโดยนางประมูลโภคา หรือนางแก้ว ประสังสิต เพื่อใช้ใน การทำบุญตักบาตร ถือศีลฟังธรรมโดยมีผู้ร่วมกัน บริจาคที่ดิน แรงงานและทุนทรัพย์ ในการก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างในระยะแรก ประกอบด้วย ศาลาการเปรียญ หอสวดมนต์ กุฎี พระอุโบสถ ศาลาท่าน้ำและเรือนแพ ภายในพระอุโบสถแต่เดิมประดิษฐานรอยพระพุทธจำลอง



 เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้อพยพครอบครัวจากเมืองพระตะบองมาอยู่ที่ปราจีนบุรี ท่านก็ได้อุปถัมภ์วัดนี้ โดยการบูรณะปฎิสังขรณ์ ตลอดจนการสร้างเสนาสนะทั้งที่สร้างขึ้นใหม่และสร้างทดแทนของเก่าเช่น ในปี พ.ศ. 2451 ได้สร้างศาลาธรรมสังเวช และเมรุเผาศพ อย่างละหนึ่งหลังต่อมาในปี พ.ศ. 2457เมื่อเจ้าพระยาอภัยภูเบศรสร้างโรงเรียน ศาลาเมรุจึงได้ถูกรื้อไปจนหมดสิ้น ในปี พ.ศ. 2475เจ้าพระยาอภัยภูเบศรได้รื้อ อาคารโรงเรียนหนังสือไทยหลังเดิม แล้วสร้าง โรงเรียนบาลีธรรมวินัยและหนังสือไทยเป็นอาคาร ตามแบบสถาปัตยกรรมตะวันตก โรงเรียนแห่งนี้ จัดได้ว่าเป็นโรงเรียนปริยัติธรรมแห่งแรกของจังหวัดปราจีนบุรี และภายหลัง จึงได้รับพระราชทานนาม โรงเรียนว่าโรงเรียนอภัยพิทยาคาร



ในปี พ.ศ. 2461 เจ้าพระยาภูเบศรได้รื้อพระอุโบสถหลังเก่าซึ่งชำรุดแล้วสร้างพระอุโบสถ หลังใหม่ขึ้นแทนที่ พระอุโบสถหลังใหม่นี้มีลักษณะสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานกันระหว่างศิลปะไทย จีน เขมร และตะวันตก ที่มีความงดงาม หาดูได้ยากยิ่ง พระอุโบสถหลังนี้เป็นอาคารเครื่องก่อ ขนาด 5 ห้อง มีเฉลียงรอบ หลังคามุงกระเบื้อง มีหลังคามุขประเจิด และหลังคาเฉลียงรอบสองชั้น เครื่องลำยอง เป็นปูนลงรักประดับหน้าบันปูนปั้นเขียนสี มีลายปูนปั้นเป็นภาพวิมานพระอินทร์กลางลายพันธ์พฤกษา ขอบล่างของหน้าบันเป็นลายกระจังลายสาหร่ายรวงผึ้ง เสาหน้ามุขประเจิดเป็นลายปูนปั้นรูปมังกรข้างละหนึ่งตัวผนังพระอุโบสถ ฉาบปูนเรียบที่ซุ้มประตูหน้าต่างทำเป็นลายก้านขด ระหว่างประตูเข้าด้านหน้าและด้านหลังทำเป็นลาย ปูนปั้นเล่าเรื่องรามเกียรติ์ ผนังตอนบนใต้ชายคาเป็นภาพจิตรกรรมแบบตะวันตก เป็นลายเครื่องแขวน มีภาพเหมือนบุคคลหญิงชายชาวต่างประเทศครึ่งตัวอยู่ในครึ่งวงกลม เฉลียงรอบพระอุโบสถมีเสา รองรับชายคา เป็นเสากลมเซาะร่องลูกพูกโดยรอบ หัวเสาใบผักกาดตามแบบตะวันตก รอบพระอุโบสถ มีซุ้มเสมาและกำแพงแก้วล้อมรอบ ผนังกำแพงเป็น ลายดอกไม้ในวงกลมหัวเสากำแพงตั้งกระถางต้นไม้ กึ่งกลางระหว่างกำแพงแก้ว มีซุ้มประตู ยอดซุ้มประดับลายปูนปั้นรูปหน้ากาก ดอกไม้ และนาฬิกา ที่ผนังภายในพระอุโบสถมีพระพุทธรูปปูนปั้นประทับยืนติดอยู่ที่ผนังด้านตะวันตก พระพุทธรูปองค์ เจ้าพระยาอภัยภูเบศร ได้รวบรวมชิ้นส่วนของพระประธานในโบสถ์เดิมมาดัดแปลงขึ้นใหม่ ส่วนพระ ประธานองค์ใหม่เป็นพระพุทธรูปนั่งทำปางลักษณะค่อนข้างแปลก เรียกว่าปางประทานพระอภัย ทางด้านทิศตะวันตกเฉียงใต้พระอุโบสถเป็นหอไตร เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น สร้างเชื่อมกันกับหอระฆัง หลังคาปีกนกประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ส่วนหอระฆัง เป็นหลังคาทรงมณฑปหลังจากที่เจ้าพระยาอภัยภูเบศรถึงอสัญกรรมแล้ว วัดนั้นได้รับ การบูรณะปฏิสังขรณ์ก่อสร้างเสนาสนะเพิ่มเติมอีกหลายครั้งและมีการ ปรับปรุงและพัฒนาวัดนี้ นอกเหนือจากความสำคัญทางด้านประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและสิ่งก่อสร้างแล้ว การที่วัดแก้วพิจิตรเป็นวัดฝ่ายธรรมยุตินิกายวัดแรก ของจังหวัดปราจีนบุรี จึงปรากฎหลักฐานเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินมายังวัดนี้ ของพระมหากษัตริย์ และพระบรมวงศานุวงศ์ทั้งฝ่ายคฤหัสถ์และฝ่ายฆราวาสหลายพระองค์ ด้วยความสำคัญของวัดนี้ทางด้านศิลปกรรม ประวัติศาสตร์ ความเป็นมาและการเป็นศูนย์กลางของพระพุทธศาสนาที่สำคัญของจังหวัดปราจีนบุรี



กรมศิลปากรจึงได้ขึ้นทะเบียน วัดนี้เป็นโบราณสถาน ของชาติ ในปี พ.ศ. 2533และในปี พ.ศ.2535 จังหวัดปราจีนบุรีจึงได้ดำเนินการบูรณะวัดนี้อีกครั้ง โดยใช้รูปแบบวิธีการบูรณะของ กรมศิลปากร ที่วัดแก้วพิจิตร แม้ว่าในปัจจุบันโรงเรียนอภัยพิทยาคาร จะไม่ได้ใช้เป็นโรงเรียนหอไตร จะมีตำรับตำราและคัมภีร์ที่ไร้คนอ่าน คนสนใจ ตลอดจนจำนวนพระในวัดจะลดน้อยลงไปจากเดิม แต่วัดแก้วพิจิตรยังคงเป็นแหล่งความรู้ ซึ่งอุดมไปด้วยร่องรอยทาง ประวัติศาสตร์และโบราณคดี เป็นที่พึ่งทางจิตใจ และสอนจิตใจด้วยพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธองค์ เป็นแหล่งเผยแพร่ พระพุทธศาสนา และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญของจังหวัดซึ่งแสดงให้เห็นการปรับตัวของวัดแก้วพิจิตรให้สอดคล้องกับกระแส การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน

กลุ่มโบราณสถานสระมรกต
กลุ่มโบราณสถานสระมรกต ความจริงแล้ว สระมรกตนี้อยู่ในกลุ่มโบราณสถานสระมรกต  เป็นกลุ่มโบราณสถานทางพุทธศาสนาขนาดใหญ่ ที่สร้างซ้อนทับกันหลายสมัย เริ่มตั้งแต่ก่อนพุทธศตวรรษที่ 14 เป็นต้นมาจนถึงพุทธศตวรรษที่ 18 ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างศิลาแลง และอิฐ ส่วนใหญ่คงเหลือเฉพาะรากฐานอาคารเท่านั้น ระหว่างการขุดแต่งได้ค้นพบรอยพระพุทธบาท คู่สลักอยู่บนศิลาแลง ที่ฝ่าพระบาทสลักรูปธรรมจักรนูนทั้งสองข้าง นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่ใหญ่ และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย ใกล้กันมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวน มากภายในบ่อ



สำหรับโบราณสถานสรมรกต  ปราจีนบุรี ตั้งอยู่ที่วัดสระมรกต บริเวณดงศรีมหาโพธิ  ต.โคกไทย อำเภอศรีมโหสถ  จ.ปราจีนบุรี  ห่างจากตัวเมืองไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ราว 3 กิโลเมตร   เป็นชุมชนโบราณขนาดใหญ่ที่เป็นแหล่งอยู่อาศัยของมนุษย์เมื่อกว่าพันปีมาแล้ว        เคย เป็นศาสนสถานของพุทธศาสนาลัทธิมหายานที่สร้างซ้อนทับกันหลายสมัย   ตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 14 สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7  ถึง พุทธศตวรรษที่ 18 สมัยทวารวดี    สร้างด้วยศิลาแลงและอิฐ ส่วนใหญ่คงเหลือเฉพาะรากฐานอาคารเท่านั้น ระหว่างการขุดแต่งของกรมศิลปากรตั้งแต่พ.ศ. 2528 ได้ค้นพบพระพุทธรูป เทวรูปทั้งนั่งและยืน  มีรอยพระพุทธบาทคู่สลักอยู่บนศิลาแลงธรรมชาติ   ที่ฝ่าพระบาทสลักรูปธรรมจักรนูนทั้งสองข้าง ฝีมือโบราณ ราว พ.ศ. 900-1100 สมัยต้นทวารวดี ถึงสมัยลพบุรี   นับเป็นรอยพระพุทธบาทที่ใหญ่ และเก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย



 ใกล้กันมีบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งพบพระพุทธรูปและโบราณวัตถุเป็นจำนวน มากภายในบ่อ



นอกจากนี้ยังมีสระมรกต เป็นสระน้ำโบราณกว้างประมาณ 115 เมตร ยาว 214 เมตร ลึก 3.00 เมตร  พื้นที่ราว 25 ไร่ ด้วย



         โบราณสถาน สระมรกต ตั้งอยู่ที่วัดสระมรกต ตำบลโคกไทย อำเภอศรีมโหสถ จากตัวเมืองปราจีนบุรีไปตามถนนสุวินทวงศ์ ทางหลวงหมายเลข 319 ระยะทางประมาณ 23 กม. แล้วเลี้ยวซ้ายอีกประมาณ 500 เมตรก็จะถึงโบราณสถานสระมรกต

ต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์

           ตั้งอยู่ในเขตวัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ์ ตำบลโคกปีบ ภายในวัดมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่ เก่าแก่ที่สุดในประเทศไทย สันนิษฐานว่าเป็นหน่อจากต้นพระศรีมหาโพธิ สถานที่ตรัสรู้จากพุทธคยา ประเทศอินเดีย มีอายุกว่า 2,000 ปี


                                                                                        
 ซึ่งนำเข้ามาปลูกเป็นต้นแรก ลำต้นวัดโดยรอบประมาณ 20 เมตร สูงประมาณ 30 เมตร มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 25 เมตร



         ตามตำนานกล่าวว่า พระเจ้าทวานัมปะยะดิษฐ์ เจ้าครองเมืองศรีมโหสถในสมัยขอมเรืองอำนาจทรงเลื่อมใสในพุทธศาสนา จึงได้ส่งคณะทูตเดินทางไปขอกิ่งต้นโพธิ์ที่พระพุทธเจ้าประทับเมื่อคราวตรัสรู้ จากเจ้าผู้ครองนครปาตุลีบุตร ประเทศอินเดีย แล้วนำกิ่งโพธิ์นั้นมาปลูกที่วัดต้นโพธิ์ศรีมหาโพธิ ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ของจังหวัดปราจีนบุรี ในวันวิสาขบูชาจะมีงานนมัสการต้นพระศรีมหาโพธิ


                               
          การเดินทาง จากตัวเมืองปราจีนบุรีไปตามถนนสุวินทวงศ์ ใช้เส้นทางสายปราจีนบุรี-อำเภอพนมสารคาม ทางหลวงหมายเลข 319 ระยะทางประมาณ 22 กิโลเมตร แล้วแยกซ้ายเข้าไปอีกประมาณ 1 กิโลเมตรก็จะถึงวัดแห่งนี้

วัดสระแก้ว (พระอารามหลวง)



        ตั้งอยู่ที่  เลขที่  122  ถนนสุวรรณศร  ตำบลสระแก้ว  เทศบาลเมืองสระแก้ว  อำเภอเมืองสระแก้ว  จังหวัดสระแก้ว  บันเป็นวัดสระแก้ว  ถือเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี  ชนิดสามัญ



เดิมวัดสระแก้ว  ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของวัดสระแก้วในปัจจุบัน  ประมาณ500เมตร โดยวัดสระแก้ว ตั้งอยู่ติดกับหนองน้ำด้านทิศตะวันออก  โดยมีเนื้อที่  3  ไร่เศษ  จึงถูกเรียกว่า“วัดหัวหนอง,วัดศาลานอก”(ปัจจุบันหนองน้ำดังกล่าวได้เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว  โดยสันนิษฐานว่า“วัดหัวหนอง” หรือ“วัดสระแก้ว” ในปัจจุบันได้สร้างขึ้นเมื่อประมาณปี  พ.ศ.  2453 ถึงปี  พ.ศ. 2466 หลวงพ่อทองที่ชาวสระแก้วเคารพสักการะ และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ พ.ศ  2466  หลวงพ่อพรหมา  จนฺทสโร   พร้อมด้วยชาวบ้าน    โดยมีขุนประกอบ  วิสัยการ  ปลัดกิ่งอำเภอสระแก้ว นายหยี   นางหร่าย  เป็นกำลังสำคัญในการย้ายวัดจาก  “วัดหัวหนอง”มาตั้งวัดใหม่โดยได้ตั้งชื่อตามตำบลและอำเภอว่า   “วัดสระแก้ว”ณ  ที่ตั้งดังกล่าวในปัจจุบัน  ซึ่งปัจจุบันวัดสระแก้วมีเนื้อที่ประมาณ  90ไร่เศษ



วัดสระแก้วถือว่าเป็นวัดราษฎร์ ที่ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวง  ชั้นตรี  ชนิดสามัญ  เมื่อวันที่  22 มิถุนายน  พ.ศ.2543  และได้รับการยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น และ สำนักเรียนดีเด่นของจังหวัดสระแก้ว



สำหรับหลวงพ่อทอง หรือ พระครูรัตนสราธิคุณ แห่งวัดสระแก้ว อำภอเมือง จังหวัดสระแก้ว มีความรู้ด้านวิชาการแพทย์แผนโบราณ หลวงพ่อได้ใช้ความรู้ด้านการแพทย์ ช่วยเหลือบำบัดรักษาให้แก่ประชาชนผู้เจ็บป่วย และยังเป็นพระนักพัฒนา จึงเป็นที่เลื่อมใสของประชาชนชาวสระแก้ว และจังหวัดใกล้เคียง ที่ได้แวะเวียนมากราบไหว้เสริมสิริมงคลให้แก่ชีวิต


วัดนครธรรม


        วัดนครธรรมนี้ตั้งอยู่ในท่ามกลาง  5  หมู่บ้าน  คือ บ้านสระลพ  บ้านเมือง  บ้านจิก
บ้านพร้าว  และบ้านตลาดวัฒนานคร  หน้าวัดติดกับเทศบาลอำเภอวัฒนานคร และกองพิสูจน์หลักฐาน  กองวิทยาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ  อำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้วห่างจากสถานีรถไฟและถนนสุวรรณศร  ประมาณ  1  กิโลเมตรเศษ



เดิมวัดนี้มีชื่อว่า  “ วัดสระลพ ” มาเปลี่ยนเป็นชื่อว่า  “ วัดนครธรรมนี้เมื่อพ.ศ.2506 เพื่อให้เป็นมงคลแก่พระครูวิวัฒน์นครธรรม  ผู้ซึ่งบุกเบิกสร้างวัดนี้  ในสมัยที่ท่านยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส  สำหรับผู้สร้างวัดนครธรรมนี้  ตามหลักฐานปรากฏว่าไม่มีผู้ใด  เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้างมาแต่สมัยใด  แต่ก็อาศัยบารมีเจ้าอาวาสองค์ก่อนๆ  โดยความร่วมมือร่วมใจ เกิดศรัทธาปสาทะในพระบวรพุทธศาสนา  ของพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ก็ได้ให้การสนับสนุนอุปถัมภ์ด้วยดีเสมอมาจนถึงปัจจุบันนี้
            วัดนี้เป็นวัดโบราณเก่าแก่วัดหนึ่ง  และมีผู้บริหารสืบต่อกันมาเป็นลำดับ ได้สร้างกันมานาและปฏิสังขรณ์สืบต่อเนื่องกันมาหลายสมัยเพื่อให้วัดเป็นวัดที่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ร.121ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ใขณะนั้น ทางวัดนครธรรมจึงได้ดำเนินการให้ทางราชการรับรองสภาพวัด  โดยได้ตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2430 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อพ.ศ.2526 มีเนื้อที่ทั้งหมด29ไร่3งาน14ตารางวา เดิมวัดนครธรรมไม่มีพระพุทธรูปองค์ประธานในอุโบสถ  ทางเจ้าอาวาสจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดร้างที่อยู่บ้านจิก ซึ่งไม่มีผู้ใดดูแลรักษาในสมัยนั้นเป็นพระพุทธรูปโบราณนั่งขัดสมาธิสร้างด้วยปูนได้นำมาประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ  เมื่อปี พ.ศ. 2468   พระพุทธรูปองค์นี้มีชื่อว่า  “ หลวงพ่อปูน “    เข้าใจว่าสร้างด้วยปูนแต่โดยส่วนมากชาวบ้านมักจะเรียกกันว่า “หลวงพ่อขาว” จนถึงปัจจุบันนี้


      
ในการอัญเชิญหลวงพ่อขาวหรือหลวงพ่อปูนมายังวัดนครธรรมได้ใช้ล้อเลื่อนบรรทุกมาใช้เชือกมะนิลาโยงให้ประชาชนได้ช่วยกันฉุดลากไป   ปรากฏว่าวันนั้นเกิดอภินิหารน้ำพระเนตรหลวงพ่อขาวไหลออกมาอย่างเห็นได้ชัด  พร้อมกับมีฝนตกลงมาอย่างหนักโดยที่ไม่มีเมฆฝนตั้งเค้ามาก่อนเลย  ตั้งแต่เริ่มชักลากมาจากวัดบ้านจิก  ตลอดทางจนมาถึงวัดนครธรรม  ชาวบ้านเชื่อถือเป็นนิมิตหมายว่า พระพุทธรูปองค์นี้จะนำความสุขความร่มเย็นมาสู่หมู่บ้านของตนอย่างแน่แท้สำหรับสิ่งสำคัญภายในวัดนครธรรม
1.      หลวงพ่อขาว
2.      พระบรมสารีริกธาตุ
3.      รอยพระพุทธบาทจำลอง
4.      พระสยามเทวาธิราช
นับเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์อย่างหนึ่งหรือจะด้วยสาเหตุใดๆ ไม่ทราบ นับตั้งแต่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ที่วัดนครธรรมเป็นต้นมา  ปกติทางวัดจัดงานปิดทองพระประจำปีเนื่องในงานนมัสการหลวงพ่อขาว หรือหลวงพ่อปูน  เป็นประจำทุกปี  บางปีจัด3วัน4วัน5วัน ตามแต่โอกาส จะอำนวย



 แต่ปี พ.ศ. 2536   ได้จัดเป็นกรณีพิเศษ  คณะกรรมการวัดได้จัดงานสิบวันสิบ คืน และได้มีพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย รวมทั้งคณะทัวร์ทั้งภาคเหนือและภาคใต้ที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศกัมพูชาได้แวะมาพักแรมที่วัดนครธรรม และได้มานมัสการปิดทองหลวงพ่อขาวและนมัสการพระบรมสารีริกธาตุ   ซึ่งในระหว่างงานมีประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธาเดินทางมาปิดทองหลวงพ่อขาวอยู่เสมอๆไม่ขาดสาย.

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา