|
วันแรกของการเดินทาง กรุงเทพฯ-เชียงของ –ห้วยทราย –อุดมไชย

ค่ำคืนวันหนึ่งในช่วงกลางฤดูฝนต้นเดือนกันยายน พ.ศ 2551 บริเวณชานชลาที่ 28 สถานขนส่งหมอชิตใหม่ พวกเราชาว www.idotravellers.com สองชีวิตหลีกหนีความวุ่นวายในเมืองกรุงที่กำลังคลุกกรุ่นไปด้วยกลิ่นอายของความขัดแย้งกันระหว่างรัฐบาลกับฝ่ายพันธมิตรซึ่งยังไม่มีทีท่าว่าจะจะยุติกันได้ง่ายๆออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภอเชียงของในจังหวัดเชียงรายประตูสู่อินโดนจีนสำหรับจุดหมายปลายทางในการเดินทางครั้งนี้ของเราทั้งสองคนก็คือเมืองเดียนเบียนฟูในจังหวัดไลโจว เมืองหลักชายแดนทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศเวียดนามติดกับแขวงพงสาลีในประเทศลาวซึ่งในอดีตที่ผ่านมาเมืองเดียนเบียนฟูแห่งนี้คือสมรภูมิรบอันดุเดีอดระหว่างชาวเวียดนามผู้รักชาติ¬¬กับฝรั่งเศสนักล่าอาณานิคมผู้รุกราน

สำหรับสาเหตุที่พวกเราเลีอกเดินทางด้วยเส้นทางสายนี้ก็เพราะว่าเป็นเส้นทางที่สามารถเดินทาง สู่เมืองเดียนเบียนฟูได้ใกล้ที่สุดเมื่อเดินทางออกจากประเทศไทย ส่วนถนนหนทางจะสะดวกสบายหรือลำบากลำบนขนาดไหนก็ขอเชิญมวลหมู่สมาชิกออกเดินทางไปสำรวจเส้นทางนี้พร้อมกับพวกเราชาวwww.idotravellers.com กันเลยครับ


เราทั้งสองคนใช้บริการรถโดยสารของบริษัทสยามเฟิสท์ทัวร์จำกัดเที่ยวเวลา 19.00 นสายกรุงเทพฯ- เชียงของ แล่นฝ่าความมืดไปบนถนนมิตรภาพมุ่งหน้าสู่อำเภอเชียงของจังหวัดเชียงรายในทันที และด้วยระยะทางประมาณ 900 กิโลเมตรใช้เวลาประมาณ 11-12 ชั่วโมงเช้าของวันรุ่งขึ้นรถทัวร์โดยสารก็พาเราทั้งสองคนเดินทางมาถึงอำเภอเชียงของจังหวัดเชียงรายสุดเขตแผ่นดินสยามประตูสู่อินโดจีน หลังจากขนสัมภาระลงจากรถทัวร์โดยสารแล้วจากนั้นเราทั้งสองจึงหากาแฟและอาหารเช้ารับประทานกันที่บริเวณท่าเรือบั๊กในอำเภอเชียงของเพื่อรอเวลาด่านตรวจคนเข้าเมืองของทั้งสองประเทศเปิดทำการตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ทุกวัน

เราทั้งสองคนใช้เวลารอคอยไม่นานนักด่านทั้งสองประเทศก็เปิดทำการ หลังจากผ่านขั้นตอนการขออนุญาติออกนอกราชอาณาจักรไทยโดยใช้พลาสปอรต์ไทยที่มีอายุการใช้งานก่อนวันหมดอายุหกเดือนประทับตราจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าออกเมืองของไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเราทั้งสองคนจึงใช้บริการของเรือโดยสารข้ามแม่น้ำโขงเดินทางสู่ฝั่งสปป.ลาวในอัตราค่าบริการคนละ 30 บาทและ เนี่องจากในช่วงนี้อยู่ในช่วงกลางฤดูฝนปริมาณของน้ำในแม่น้ำโขงจึงขึ้นสูงกว่าปกติและมีทีท่าว่าจะเอ่อสูงขึ้นอีกเรื่อยๆสำหรับการเดินทางข้ามแม่น้ำโขงบริเวณท่าเรือเชียงของแห่งนี้ทางรัฐบาลของทั้งสองประเทศมีโครงการที่จะสร้างสะพานมิตรภาพไทย-ลาวเหมือนที่จังหวัดหนองคายซึ่งอยู่ห่างจากท่าเรือเชียงของออกไปอีกระยะทางประมาณ10 ก.มคาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างได้ในปี พศ.2553ซึ่งจะทำให้ประชาชนของทั้งสองประเทศเดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยสะดวก

เรือโดยสารใช้เวลาเพียง 5 นาทีก็พาพวกเราข้ามฟากมาส่งยังท่าเรือบั๊ก ในเมืองห้วยทรายแขวงบ่อแก้วและเนื่องจากเป็นเวลาเช้าบริเวณท่าเรือจึงคับคั่งไปด้วยประชาชนทั้งไทยและลาวตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มาขอวีซ่าเดินทางเข้าออกประเทศลาวนักท่องเที่ยวบางคนก็มารอเรือเพื่อเดินทางไปหลวงพระบางระยะทางประมาณ307กม บางคนก็มารอรถประจำทางเดินทางไปยังหลวงน้ำทาระยะทางประมาณ180กม.และเมืองสิงห์แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ สำหรับการเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวยังประเทศลาวในปัจจุบันรัฐบาลของทั้งสองประเทศได้ยกเลิกวีซ่า นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถขอเดินทางเข้าไปท่องเที่ยวในประเทศลาวได้โดยการนำพลาสปอรต์ไปแสดงแก่เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของลาวเพื่อประทับตราขออนุญาติเข้าเมืองสามารถเดินทางท่องเที่ยวอยู่ในประเทศลาวได้หนึ่งเดือน หลังจากประทับตราอนุญาตเข้าเมืองพร้อมชำระเงิน 20บาทเป็นค่าล่วงเวลาในวันหยุด(วันเสาร์)ให้กับเจ้าหน้าที่ของลาวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากนั้นเราทั้งสองคนจึงทำการขนสัมภาระเดินเท้าเข้ามาในตัวเมืองห้วยทรายเพื่อหารถโดยสารเพื่อเดินทางต่อไปยังแขวงอุดมไชย ซึ่งภายในตัวเมืองห้วยทรายมีโรงแรมและเกรทเฮาส์ตลอดจนบริษัททัวร์ให้นักท่องาที่ยวได้ใช้บริการอาทิเช่น เรือนพัก อารีมิตรตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขงในเมืองห้วยทรายของลุงสิงคำ จิตอารีราคาคืนละ 300 บาทพร้อมทีวี น้ำอุ่น นักท่องเที่ยวที่สนใจอยากจะพักค้างแรมที่เมืองห้วยทรายสามารถติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 084211040 มือถือ 020 5611930 และในที่สุดเราทั้งสองคนตกลงที่จะเดินทางกันด้วยรถตู้จากเมืองห้วยทรายไปยังอุดมไชยระยะทางประมาณ 300กม.ในอัตราค่าโดยสารคนละ 500 บาทแต่ถ้าเดินทางไปยังเมืองหลวงน้ำทาระยะทางประมาณ 180 กม ค่าโดยสารคนละ 300 บาท สามารถติดต่อขอซื้อตั๋วโดยสารได้ตามบริษัททัวร์ทั่วไปในเมืองห้วยทราย เราทั้งสองคนเลือกที่จะเดินทางโดยรถตู้มากกว่ารถโดยสารประจำทาง เพราะจากท่าเรือห้วยทรายเดินทางไปยังสถานีขนส่งห้วยทรายซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองบนถนนหมายเลข 3 ระยะทางประมาณ 10 กมซึ่งจะต้องนั่งรถจักรเสียค่าโดยสารอีกคนละ 60 บาทซึ่งเป็นการเสียเวลาและเสียสตังค์เปล่าๆ.เพราะรถตู้สามารถทำเวลาได้ดีกว่ารถโดยสารประจำทางซึ่งหาความแน่นอนไม่ได้เลยทั้งเวลาและจำนวนผู้โดยสารนึกจะจอดที่ไหนก็จอดบรรทุกอะไรก็บรรทุกจนไม่ทราบว่าเป็นรถบรรทุกของหรือรถบรรทุกคนกันแน่เราทั้งสองคนจึงเลือกเดินทางโดยรถตู้เพราะสะดวกและรวดเร็วกว่ากันเยอะเลย พอเวลา 09.30 น รถตู้ก็พาพวกเราเดินทางออกจากเมืองห้วยทรายไปตามถนนหมายเลข 3มุ่งหน้าสู่ แขวงอุดมไชยในทันที ตลอดเส้นทางหมายเลข3 เป็นถนนลาดยางสองเลนอย่างดีลัดเลาะไปตามไหล่เขาอันคดเคี้ยววกวน ถนนสายนี้เป็นถนนที่ใช้ขนส่งสินค้าจากมณฑลยูนานของจีนผ่านประเทศลาวเข้าสู่ประเทศไทยที่เมืองห้วยทรายแขวงบ่อแก้ว และเนื่องจากอยู่ในฤดูฝนถนนบางช่วงจึงได้รับความเสียหายจากดินถล่มและผิวถนนยุบตัวทำให้ต้องใช้เวลาในการเดินทางมากกว่าเดิมและต้องขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ


ในที่สุดรถตู้ก็พาเราทั้งสองคนเดินทางมาถึงเมืองหลวงน้ำทาเมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติก่อนที่จะเดินทางต่อไปยังเมืองสิงห์ รถตู้หยุดแวะพักรถที่บริเวณสถานีขนส่งหลวงน้ำทา เพื่อให้ผู้โดยสารหาอาหารกลางวันรับประทานกัน

เราทั้งสองคนเลือกรับประทานเฝอ อาหารยอดนิยมของชาวลาวราคาชามละ 10,000 กีบซึ่งก็ไม่ถูกสักเท่าไหร่แต่ปริมาณหนึ่งชามเท่ากับเมืองไทยสองชามกินหนึ่งชามก็อิ่มเลยไม่ต้องสั่งเป็นชามที่สองในเรื่องของรสชาติของเฝอลาวรู้สึกจะหนักผงชูรสไปหน่อยเครื่องปรุงรสก็น้อยจึงต้องหันมาพึ่งพาท่านพันท้ายนรสิงห์ที่ติดตัวมาจากเมืองไทยซึ่งช่วยให้รสชาติน่ากินขึ้นบ้าง มาถึงเมืองหลวงน้ำทาทั้งทีแล้วถ้าไม่เล่าถึงประวัติความเป็นมาของเมืองหลวงน้ำทามันก็ออกจะกระไรอยู่ ผมจึงขอเล่าเรื่องราวเล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับเมืองหลวงน้ำทาให้ท่านผู้อ่านฟังดังนี้ เมืองหลวงน้ำทาตั้งอยู่ห่างจากเมืองห้วยทรายในแขวงบ่อแก้วระยะทางประมาณ 180 กม.ในช่วงของสงครามอินโดจีนราวปีคศ. 1955-1975 พื้นที่บริเวณนี้เคยเป็นสมรภูมิรบอันดุเดือดระหว่างฝ่ายขบวนการประเทศลาวซึ่งมีท่านไกรสอนพมวิหานเป็นผู้นำในการต่อสู้กับกลุ่มชาวเขาเผ่าม้งภายใต้การนำของนายพลชาวเขาเผ่าม้งนามว่า นายพลวังเปาที่ได้รับการสนับสนุนอย่างลับๆจาก ซี .ไอ.เอ ของอเมริกาส่งผลให้เมืองหลวงน้ำทาแห่งนี้ถูกทำลายลงอย่างย่อยยับ ทำให้จำเป็นต้องย้ายไปสร้างเมืองใหม่ที่ริมฝั่งของแม่น้ำทาไกลจากสถานที่ตั้งเดิมขึ้นมาทางเหนือ 7 กม. ปัจจุบันหลวงน้ำทาได้ปรับปรุงถนนให้กว้างขวางขึ้น ถ้าเดินทางมาถึงเชิงสะพานในยามเช้าตรู่จะแลเห็นชาวลาวจำนวนมากเดินทางมาจับจ่ายซื้อของกันในช่วงเช้าตรู่และถัดจากอนุสาวรีย์ของท่านไกสอนพมวิหานขึ้นมาทางทิศเหนือและทิศตะวันออกหนึ่งช่วงตึกจะเป็นทีตั้งของร้านประเสริฐสินจำหน่ายผ้าพื้นเมืองตลอดจนเครื่องจักรสาน ออกนอกเมืองมาประมาณ 2 กม.ทางไปเมืองสิงห์เป็นที่ตั้งของ ศูนย์หัตถกรรมหลวงน้ำทา สหภาพยุโรปเป็นผู้ออกเงินสร้างให้เพื่อช่วยเหลือชาวลาวให้นำสินค้าของตนเองมาวางขายในศูนย์ฯแห่งนี้ ส่วนที่ตั้งของเมืองหลวงน้ำทาเก่าทางตอนใต้ของ เมืองใหม่นั้นยังคงมีตลาด วัด สนามบินและท่าเทียบเรือ ปัจจุบันเส้นทางถนนสู่เมืองห้วยทรายในแขวงบ่อแก้วได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นทำให้การสัญจรทางน้ำเสื่อมความนิยมลงแต่ก็ยังมีเรือพานักท่องเที่ยวต่างชาติล่องชมวิวทิวทัศน์ของลำน้ำทาได้แต่จะมีเรือเฉพาะในช่วงฤดูแล้งเท่านั้นแต่ถ้ามุ่งหน้าไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือตามทางหลวงหมายเลข 3ระยะทางประมาณ 60 กม.ผ่านโตรกเขาอันสูงชัน ลำธารอันเชี่ยวกรากก็จะถึงเมืองสิงห์เมืองยอดนิยมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอีกเมืองหนึ่งของลาวซึ่งมีวิวทิวทัศน์อันงดงามธรรมชาติอันบริสุทธิ์ นักท่องเที่ยวต่างชาติชอบเดินทางมาเดินป่าเที่ยวถ้ำและสิ่งจูงใจอีกอย่างหนึ่งรู้แล้วแต่บอกไม่ได้ให้เดินทางไปดูด้วยตาตนเองดีกว่า


บริเวณสถานีขนส่งหลวงน้ำทาแห่งนี้เป็นชุมทางของรถทางภาคเหนือจึงสามารถเดินทางไปยังแขวงต่างๆทางภาคเหนือของลาวได้โดยสะดวกอาทิเช่นเมืองหลวงพระบาง,อุดมไชย,พงสาลีและเวียงจันทน์ตลอดจนมีรถโดยสารประจำทางเดินทางเข้าไปยังเมืองเหมี่ยงล่าในมณฑลยูนานเมืองชายแดนของจีน ระยะทางประมาณ 120 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ 2ชั่วโมงเศษๆสภาพถนนราดยางอย่างดีผ่านด่านบ่อแตนของลาวและบ่อหานของจีนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีความประสงค์ที่จะเดินทางต่อเข้าไปท่องเที่ยวยังประเทศจีนจะต้องขอวีซ่าจากสถานทูตจีนในกรุงเทพฯให้เป็นที่เรียบร้อยเสียก่อนจะเดินทางไป จากสถานีขนส่งหลวงน้ำทาเราทั้งสองเดินทางด้วยรถโดยสารต่อไปยัง แขวงอุดมไชยบนเส้นทางหลวงหมายเลข 3ถึงสามแยกนาเตยซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงน้ำทา 37กม.จากนั้นรถโดยสารก็เลี้ยวขวาเข้าสู่ทางหลวงหมายเลข 1 บนถนนราดยางมุ่งหน้าสู่เมืองอุดมไชยระยะทางประมาณ 80 กม. แต่ถ้าเลี้ยวซ้ายที่สามแยกนาเตยบนเส้นทางราดยางจะไปสิ้นสุดที่บ่อแตนบ่อหานชายแดนลาว-จีนระยะทางประมาณ 18 กม. จากสามแยกนาเตยไปยังอุดมไชยเส้นทางถนนราดยางอาจขรุขระบ้างเป็นบางช่วงสาเหตุเพราะขบวนรถพ่วงคอนวอยจากจีนขนาด 18 ล้อบ้าง24 ล้อบ้างวิ่งขนส่งสินค้าไม่จำกัดน้ำหนักทั้งวันทั้งคืนถนนที่ไหนจะคงทนแบกรับน้ำหนักไหวยิ่งในช่วงฤดูฝนด้วยแล้ว ฝนถล่ม ดินทลายแผ่นดินยุบผู้โดยสารมีสิทธิเจอแจ็คพ็อตนอนค้างแรมแย่งข่าวลิงกินกลางทางก็ได้ ซึ่งเราทั้งสองเคยเจอแจ็คพ็อตมาแล้วบนเส้นทางสายปอยเปต-เสียมเรียบเมี่อหลายปีที่ผ่านมาเมื่อครั้งกัมพูชาเปิดประเทศใหม่ๆ แต่ครั้งนี้เป็นโชดดีของเราทั้งสองคนไม่ต้องเจอแจ็คพ๊อต เหมือนที่ผ่านมา และในที่สุดเราทั้งสองก็เดินทางมาถึงจุดหมายปลายทางของเราในวันนี้คือเมืองอุดมไชยเมื่อจวนเจียนดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้าเมืองลาวโดยใช้เวลาในการเดินทางจากหลวงน้ำทามายังอุดมไชยทั้งสิ้น 3.30ชั่วโมง

พอลงจากรถโดยสารเราทั้งสองคนก็เริ่มต้นเดินเท้าหาที่พักค้างแรมในคืนนี้ เรือนพักสุรินพรตั้งอยู่ห่างจากสถานีขนส่งอุดมไชยประมาณ 100 เมตรคือที่พักค้างแรมของเราในคืนนี้สำหรับราคาค่าห้องพักตกคืนละ 400 บาทพร้อมทีวี แอร์และน้ำอุ่น


สาเหตุที่เราทั้งสองคนเลือกพักที่เรือนพักแห่งนี้ก็เพราะว่าตั้งอยู่ใจกลางเมืองใกล้สถานีขนส่งไม่ต้องแบกสัมภาระไกลและง่ายกับการออกเดินทางต่อไปยังเมืองอื่นๆ หลังจากเก็บสัมภาระเข้าห้องพักพร้อมอาบน้ำชำระล้างร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกมาเดินท่องราตรีหาอาหารค่ำรับประทานกันในเมืองอุดมไชย เราทั้งสองคนเดินเตร็ดเตร่ไปตามถนนในเมืองอุดมไชยจนมาสะดุดเข้าที่ร้านกลิ่นดื่มที่มีชื่อร้านว่า กัลยา เดินเข้าไปในร้าน มองหาที่นั่งจัดการเปิดเมนูอาหารอ่านออกบ้างไม่ออกบ้างเมนูส่วนใหญ่เป็นอาหารปลาแม่น้ำ สั่งอาหารปลามารับประทาน อาทิเช่น ต้มยำปลาคลึง(คนไทยเรียกว่าปลาคลัง)ลาบปลาคลึง,ปลาคลึงทอดกระเทียมพริกไทยฯลฯกินกับข้าวเหนียวแกล้มด้วยเบียร์ลาวเย็นๆคนละขวดช่างม่วนชื่นดีแท้

ร้านกัลยาเป็นร้านกินดื่มที่มีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติของอาหารว่าอร่อยและรสชาติของอาหารโดยเฉพาะอาหารปลาจนเป็นที่ถูกปากคนไทยมากที่สุดในเมืองอุดมไชยบริษัททัวร์ในเมืองไทยนิยมพาลูกทัวร์คนไทยที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางโดยทางรถจากเมืองห้วยทรายแวะมาใช้บริการของร้านกัลยากันเป็นจำนวนมาก ในมื้อเที่ยงก่อนที่จะเดินทางต่อสู่เมืองหลวงพระบางอาหารถูกปากสะอาดแถมราคาก็ไม่แพงอีกด้วย นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยือนเมืองอุดมไชย



อยากลองลิ้มชิมรสชาติของอาหารร้านกัลยาสามารถติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 081 312077 มือถือ 020 5681110,9898419 เราทั้งสองคนรับประทานอาหารมื้อนี้ด้วยความเอร็ดอร่อยจากนั้นก็ออกมาเดินเล่นท่องราตรีกันในเมืองอุดมไชยเพื่อหาข้อมูลเดินทางต่อไปยังเมืองเดียนเบียนฟูในเวียดนาม บรรยากาศยามค่ำคืนในเมืองอุดมไชยเงียบสงบมีแสงสีจากบ่อนรำวงและร้านคาราโอเกะเปิดให้บริการอยู่ไม่กี่ร้าน เราทั้งสองคนเดินเข้าไปยังบริษัทอุดมไชยทัวร์ที่ทำท่าจะปิดอยู่ร่อมรอสอบถามถึงเส้นทางการเดินทางไปยังเมืองเดียนเบียนฟู กับคุณบุญเพ็งเพร็ชเจริญ เจ้าของบริษัทได้ความว่า ช่วงนี้เป็นช่วงฤดูฝนการเดินทางไปยังเมืองเดียนเบียนฟูจะยากลำบากกว่าการเดินทางไปในฤดูแล้ง โดยเฉพาะการเดินทางจากเมืองขรัวผ่านเมืองใหม่ไปยังชายแดนลาว-เวียดนามเป็นถนนลูกรังบดอัดไหล่ทางแคบคนขับรถจะต้องขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมากพลาดพลั้งมีสิทธิลงไปนอนเล่นก้นเหวได้ง่ายๆ บางช่วงของถนนอาจเผชิญกับปัญหาถนนยุบ ดินถล่มกีดขวางเส้นทางและน้ำป่าไหลหลากมีสิทธินอนค้างกลางป่าแย่งข้าวลิงกินก็ได้ รถโฟร์วิลขับเคลื่อนสี่ล้อเท่านั้นที่สามารถไปได้แต่ก็ต้องขับด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างมากแต่ถ้าจะเดินทางด้วยรถธรรมดาล้อรถจะต้องพันโซ่กันล้อลื่นไถลสองข้างทางเต็มไปด้วยภูเขาอันสูงชัน ไหล่ทางแคบหุบเหวลึก รถโดยสารอาจลื่นไถลลงหุบเหวข้างทางได้ พอฟังคุณบุญเพ็งเล่าเสร็จเราทั้งสองคนก็แถบจะถอดใจยกเลิกการเดินทางเพียงแค่นี้แต่เมื่อมาคิดอีกทีแล้ว อุตส่าห์ลำบากลำบนเดินทางมาตั้งไกลครึ่งค่อนทางแล้วไอ้ครั้นจะถอยหลังกลับมันก็ออกจะดูกระไรอยู่ ทริปนี้เป็นไงเป็นกันไม่ถอยหลังกลับ “สู้โว้ย”จากนั้นเราทั้งสองจึงเดินเท้ากลับที่พักนอนหลับพักผ่อน เก็บเรี่ยวแรงเอาไว้เดินทางต่อในวันรุ่งขึ้นดีกว่า หน้าต่อไป
|