ป้ายโฆษณา

วันที่สองของการเดินทาง
อุดมไชย-พงสาลี-เมืองขวา



เช้าวันที่สองของการเดินทางหลังจากปฎิบัติภารกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราทั้งสองคน ออกมาเดินสูดอากาศบริสุทธิ์บริเวณหน้าเรือนพัก  ชาวลาวในแขวงอุดมไชยกำลังตักบาตรทำบุญกันในยามเช้าซึ่งเป็นกิจวัตรประจำวันของชาวพุทธทุกคนพึ่งปฎิบัติในทุกๆเช้า  สำหรับอาหารเช้าของเราในเช้านี้คงหนีไม่พ้นเฝออาหารหลักของชาวลาวและชาวเราเพราะหากินได้ง่ายมีขายอยู่ทั่วไป 



หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเราทั้งสองคนเดินเท้าไปยังสถานีขนส่งอุดมไชยซึ่งอยู่เยื้องกับเรือนพักสุรินพรที่พักของเราเมื่อคืนนี้ จัดแจงซื้อตั๋วโดยสารประจำทาง อุดมไชย-เมืองขวา เที่ยวเวลา 08.30 น ในอัตราค่าโดยสารคนละ 35,000 กีบ คิดเป็นเงินไทยตกคนละ 150 บาทไทย หลังจากจองตั๋วรถโดยสารเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราทั้งสองเดินเท้ากลับสู่เรือนพักพร้อมเก็บเก็บเสื้อผ้าเช็คเอาท์ออกจากเรือนพัก  กลับมานั่งจิบกาแฟลาวที่บริเวณชานชลาสถานีขนส่งรอเวลารถออก 



ซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยประชาชนชาวลาวที่กำลังเตรียมตัวเดินทางไปยังแขวงต่างๆในประเทศลาว มาถืงเมืองอุดมไชยทั้งทีถ้าไม่ได้เล่าเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆเกี่ยวกับแขวงนี้ให้ท่านได้รับรู้ไว้บ้างมันก็จะอย่างไงอยู่

   


 เมืองอุดมไชยหรืออีกชื่อหนึ่งว่าเมืองไชยาเป็นเมืองหลวงของแขวงอุดมไชยตั้งอยู่ห่างจากกำแพงนครเวียงจันระยะทาง 590 กม. ,เมืองหลวงพระบาง 195 กม.,เมืองห้วยทรายในแขวงบ่อแก้ว300กม.เมืองขรัวในแขวงพงสาลี 100กม.และห่างจากชายแดนลาว-เวียดนาม 180กม. ในช่วงของสงครามอินโดจีนเมืองอุดมไชยแห่งนี้จีนได้ใช้เป็นศูนย์กลางส่งกำลังบำรุงตลอดจนอาวุธยุทโธปกรณ์ไปช่วยขบวนการประเทศลาวรบกับจักรวรรดินิยมอเมริกาจนได้รับชัยชนะ รัฐบาลลาวในสมัยนั้นทำการตอบแทนรัฐบาลจีนที่สร้างถนนให้ลาวโดยการให้สัมปาทานป่าไม้ในเขตหุบเขาของแขวงอุดมไชย   พอได้สัมปาทานจีนก็เลยจัดการกับป่าไม้ในแขวงอุดมไชยเสียจนราบเรียบเตียนโล่งจนเหลือแต่ตอผุดอยู่เต็มไปหมด



  ปัจจุบันจีนแผ่ขยายอิทธิพลเข้ามาในรูปแบบของการค้ามากกว่าการเมืองมีร้านขายสินค้าของคนจีนอยู่เต็มไปทั่วเมืองขายสินค้าตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบ โดยเฉพาะโทรศัพท์มือถือมีให้เลือกมากมายหลายรุ่นโดยเฉพาะมือถือรุ่นใหม่ๆแถมราคาถูกกว่าเมืองไทยจนน่าใจหายใจคว่ำ ส่วนในเรื่องคุณภาพก็เหมาะสมกับราคา ในอดีตเคยมีสถานกงสุลจีนอยู่ในแขวงอุดมไชยแต่ปัจจุบันถูกดัดแปลงกลายเป็นโรงแรมไปเสียแล้ว   กลางใจเมืองมีอนุสาวรีย์ของท่านไกสอน พมวิหานตั้งเด่นเป็นสง่าด้านหลังมีพระธาตุที่รัฐบาลสร้างขึ้นบนยอดเขาทางทิศตะวันออกเฉียงใต้เป็นฉากหลัง ก็เป็นที่ทราบถึงประวัติความเป็นมาเล็กๆน้อยๆของเมีองอุดมไชยกันแล้วน่ะครับ เราทั้งสองคนจัดแจงขนสัมภาระขึ้นบนรถโดยสารท้องถิ่นพอได้เวลารถโดยสารท้องถิ่นก็เคลื่อนตัวออกจากสถานีขนส่งอุดมไชยมุ่งหน้าขึ้นไปทางทิศเหนือบนเส้นทางหลวงหมายเลข4สู่เมืองขวาในแขวงพงสาลี ของลาว 



สภาพถนนเส้นนี้ถูกราดยางอย่างดีเส้นทางคดเคี้ยวกวนพอสมควร ตลอดเส้นทางสายนี้มีทิวทัศน์ขุนเขาเฆมน้อยลอยเลื่อนไปมาอย่างอ้อยอิ่ง ตลอดจนท้องไร่ท้องนาอันเขียวขจีมองดูน่าเพลินตาเพลินใจตลอดเส้นทางช่วยผ่อนคลายสภาพอึดอัดภายในรถโดยสารไปได้มาก  และบนเส้นทางหลวงหมายเลข 4 ทางไปแขวงพงสาลีห่างจากตัวเมืองอุดมไชยระยะทางประมาณ 40 กม. บนถนนราดยางมีเส้นทางเลี้ยวซ้ายบนถนนลูกรังผ่านหมู่บ้านข้ามลำธารน้ำระยะทางประมาณ 3 กม.เป็นที่ตั้งของวัดพระสิงคำไชยาราม เป็นวัดเก่าแก่มีอายุนานนับร้อยปีเป็นที่เคารพบูชาของชาวลาวในแขวงอุดมไชยตลอดจนประชาชนชาวลาวทั่วไป



บริเวณด้านหน้าขวามือทางประตูเข้าวัดแสงคำไชยารามแห่งนี้เป็นที่ตั้งของพระธาตุขาว ส่วนภายในพระอุโบสถของวัดเป็นที่ประดิษฐานองค์พระพุทธรูปเก่าแก่มีอายุนานนับร้อยปีทุกๆวันพระและวันสำคัญทางศาสนาจะมีประชาชนชาวลาวหอบลูกจูงหลานเดินทางมาใส่บาตรทำบุญกันอย่างคับคั่ง


ภายในกำแพงวัดบรรยากาศร่มรื่นด้วยต้นไม้ใหญ่ที่มีอายุนับร้อยปี และเนื่องจากบริเวณวัดสิงคำไชยารามตั้งอยู่บนเนินเขาจึงสามารถแลเห็นวิวทิวทัศน์ขุนเขาตลอดจนท้องไร่ท้องนาของชาวลาวได้อย่างชัดเจนใกล้กับวัดสิงคำมีบ่อน้ำร้อนธรรมชาติแต่ถูกรีสอรท์ของชาวยุโรปทำการเช่าสัมปทานไปดังนั้นใครที่ต้องการจะอาบน้ำร้อนแช่น้ำแร่ก็ต้องมาพักที่รีสอรท์แห่งนี้ถึงจะได้อาบน้ำแร่แช่น้ำร้อน รถโดยสารพาเราทั้งสองคนเดินทางลัดเลาะไปตามไหล่เขาป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์รอดพ้นจากฝีมือพี่ใหญ่จีนเพราะสิ้นสุดสัมปทานการทำป่าไม้ เบื้องล่างคือลำน้ำอูกระแสน้ำไหลเชี่ยวกรากสีขุ่นข้นคล้ายชานมเย็นมีความยาวหลายร้อยกิโลเมตรไหลผ่านแขวงหลายแขวงในประเทศลาวจากนั้นจึงไหลไปรวมกับแม่น้ำโขงที่บริเวณข้างวัดเชียงทองในเมืองหลวงพระบาง



รถโดยสารพาเราทั้งสองคนข้ามสะพานแม่น้ำอู และที่บริเวณสามแยกปากน้ำน้อยที่ไหลมารวมกับแม่น้ำอูโดยมีถนนลาดยางแยกทางซ้ายมือเข้าสู่ตัวเมืองพงสาลี  อีกเพืยง 36กม.เท่านั้นเราทั้งสองคนก็จะถึงเมืองขวา  ยิ่งใกล้ถึงจุดหมายปลายทางฝนก็เริ่มตกลงมาอย่างหนัก คนขับจึงต้องขับด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ  และในที่สุดรถโดยสารก็พาเราทั้งสองเดินทางมาถึงสถานีขนส่งเมืองขวา หรือในภาษาไทยเรียกว่าเมืองสะพานเมี่อเวลาเที่ยงตรงรวมระยะทาง 100 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 3.30 ชั่วโมง 



สายฝนเริ่มซาเม็ดลงแล้วเราทั้งสองจัดการขนสัมภาระลงจากรถโดยสารจากนั้นจึงเดินเท้าฝ่าสายฝนตามทางเดินลาดเอียงระยะทางประมาณ200 เมตรลงมายังท่าเรือเมืองขวา จากนั้นจึงมองหาทำเลที่จะหลบฝน  ร้านกินดื่มริมแม่น้ำอูทางลงท่าเรือเมืองขวา คือสถานที่ที่เราทั้งสองคนจะใช้หลบฝนพร้อมรับประทานอาหารกลางวัน  เสียงเชื้อเชิญเราทั้งสองคนจากพูสาวชาวลาวเจ้าของร้านดังขึ้นเราสั่งเมนูอาหารลาวซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นอาหาร ปลาอาทิเช่นต้มยำปลาคลึงที่ชาวบ้านหามาได้จากแม่น้ำอูกินกับข้าวเหนียวรสชาติอร่อยไปอีกแบบหนึ่ง



รับประทานอาหารกลางวันไปปากก็ซักถามถึงเส้นทางสู่เมีองเดียนเบียนจุดหมายปลายทางที่เราทั้งสองคนจะเดินทางไป ซึ่งพูสาวลาว ก็ให้ข้อมูลกับเราทั้งสองคนว่า บริเวณท่าเรือเมืองขวา ข้ามแม่น้ำอูฝั่งที่อยู่ตรงข้ามกับเรามีรถมินิบัสของเวียดนามเดินทางจากท่าเรือเมืองขวา ผ่านเมืองใหม่ของลาวไปยังเมืองเดียนเบียนฟูของเวียตนามระยะทางประมาณ 115 กม. โดยออกเดินทางจากท่าเรือเมืองขวา เวลา 0.30น ทุกวันอาทิตย์,อังคาร,พุธ,ศุกร์และออกเดินทางจากเมืองเดียนเบียนฟู เวลา07.30น กลับมายังเมืองขวา ทุกวันจันทร์,พฤหัสบดี,เสาร์ วิ่งสลับกันไปมา ค่าโดยสารคนละ 107,000 โด่งหรือเท่ากับ 265 บาท (1เท่ากับ400โด่ง)



ส่วนเวลาในการเดินทางนั้นขึ้นอยู่กับสภาพถนนยิ่งถ้าอยู่ในช่วงฤดูฝนด้วยแล้วเส้นทางระหว่างเมืองขวา ถึงชายแดนเวียตนามอาจเกิดไหล่ทางทรุดดินถล่มลงมาขวางถนน อาจจะต้องนอนค้างคืนกลางทางก็ได้เส้นทางนี้ใช้รถโฟร์วิลขับเคลื่อนสี่ล้อจะสะดวกที่สุดหรือถ้าใช้รถยนต์สี่ล้อธรรมดาจะต้องพันล้อด้วยโซ่ยึดเกาะพื้นผิวถนนถึงจะเดินทางไปได้สำหรับช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการเดินทางบนเส้นทางสายนี้เมื่อฤดูฝนผ่านพ้นไปแล้วโดยเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนพฤษภาคม  สำหรับในช่วงฤดูฝนนักท่องเที่ยวเดินทางผ่านเส้นทางนี้น้อยมาก 



เผอิญวันนี้เป็นวันอาทิตย์พอดีรถโดยสารเวียตนามที่เดินทางไปเมืองเดียนเบียนฟูออกเดินทางไปตั้งแต่เช้าแล้วเราทั้งสองคนเดินทางมาถึงเมืองขวา เที่ยงก็เลยไม่ทันรถโดยสารเที่ยวเช้าจะต้องนอนรอที่เมืองขวา ถึงเช้าวันอังคารจึงจะมีรถโดยสารเดินทางไปแต่ถ้ารอไม่ได้ตอนบ่ายสองโมงจะมีรถสองแถวใหญ่บรรทุกสินค้าและคนไปส่งที่เมืองใหม่ทางไปเมืองเดียนเบียนฟูเราทั้งสองคนจะเดินทางไปกับรถสองแถวก็ได้    พูสาวเจ้าของร้านให้ข้อมูลการเดินทางกับเรา เราสองคนจึงปรึกษากันว่าจะนอนรอรถโดยสารไปเมืองเดียนฟูจนถึงวันอังคารเสียเวลาไปอีกสองวันหรือจะเดินทางไปกับรถสองแถวตอนบ่ายสองโมงนี้แล้วไปหาที่พักค้างคืนที่เมืองใหม่รุ่งขึ้นตอนเซ้าถึงค่อยหารถเดินทางเข้าเดียนเบียนฟู



เราทั้งสองคนตกลงเลือกเดินทางโดยรถสองแถวดีกว่าที่จะค้างแรมกันอยู่ที่เมืองขวา เพราะที่นี่ไม่มีอะไรที่น่าสนใจนอกจากเป็นเมืองผ่านไปเวียตนามเท่านั้น    จากนั้นเราทั้งสองคนจึงร่ำลาพร้อมขอบใจพูสาวเจ้าของร้านกินดื่มที่ให้ข้อมูลการเดินทางกับเรา จัดแจงหอบสัมภาระเดินลงมายังท่าเรือเมืองขวา ที่กำลังคับคั่งไปด้วยผู้คนเดินทางข้ามแม่น้ำอูไปมาตลอดทั้งวัน จากนั้นอาศัยเรือหางยาวรับจ้างค่าโดยสารคนละ 2,000 กีบ(8บาท)เดินทางข้ามฟากไปยังอีกฝั่งหนึ่งของเมืองขวา อันเป็นจุดจอดรถเดินทางไปเมืองใหม่ใช้เวลานั่งเรือประมาณ 5 นาที พอเราทั้งสองคนก้าวเท้าขึ้นฝั่งก็ได้ยินเสียงพูสาวลาววัยกลางคนเจ้าของรถสองแถวซึ่งเราทั้งสองคนตั้งชื่อให้คุณป้าคนนี้เล่นๆว่า”เจ๊เกียว”เพราะคุณป้ามีสไตล์คล้ายคลึงกับเจ๊เกียวแห่งเชิดชัยทัวร์ของไทยคือเป็นผู้หญิงแกร่งมีความเป็นผู้นำสามารถสั่งงานชายอกสามศอกได้อย่างพวกเราได้  เสียงเจ๊เกียวบอกให้ผู้โดยสารขึ้นรถและออกคำสั่งให้สามีตัวเองซึ่งทำหน้าที่เป็นคนขับ



ขนสัมภาระขึ้นหลังคารถสองแถว ซึ่งเราขนานนามสองแถวคันนี้ว่า “สองแถวนานาชาติ”เพราะผู้โดยสารมาจากทั่วทุกสารทิศ ไทย,ลาว,จีน,เวียตนาม,ม้ง,ไทดำ,ไทพวน,ฯลฯยันทะนานกันแน่นอย่างกับปลากระป๋องตราสามแม่ครัวเท่านั้นยังไม่พอบริเวณทางเดินเท้าภายในรถยังใช้เป็นที่วางสิ่งของนานาชนิดเท่าที่ความจุของรถจะขนไปได้อาทิเช่นกระสอบข้าวสาร ,กระสอบปุ๋ย,กรงไก่ฯแม้แต่บนหลังคาก็ไม่มีที่ว่าง   ลังใส่สินค้าวางเต็มหลังคาไปหมด จนเดาไม่ออกว่าเป็นรถโดยสารหรือรถบรรทุกของกันแน่คล้ายกับรถมหาสนุกชุลมุนวุ่นวายทั้งของทั้งคนอยู่สักครู่ใหญ่  จากนั้นรถมหาสนุก
ก็เดินทางมุ่งหน้าสู่เมืองใหม่เมืองชายแดนลาว-เวียตฯ ท่ามกลางละอองฝนที่โปรยลงมาตลอดทั้งวัน



 รถสองแถววิ่งไปตามเส้นทางลูกรังผิวถนนขรุขระได้สักครู่ใหญ่ งานก็เข้าเกิดการจราจรติดขัดกลางทางสาเหตุเพราะรถบรรทุกสินค้าของเวียตนามเกิดอาการติดหล่มอยู่กลางลำธารน้ำอันเชี่ยวกรากจนไม่สามารถขยับเขยื้อนล้อรถให้ข้ามฟากไปอีกฝั่งหนึ่งได้



สาเหตุเพราะเกิดฝนตกหนักบนภูเขาในป่าจนเกิดกระแสน้ำไหลหลากลงมาตามลำธารลงสู่ลำน้ำอู  จนต้องอาศัยรถสองแถวของเจ๊เกียวฉุดลากขึ้นมาชึ่งกว่าจะฉุดลากรถบรรทุกขึ้นมาได้ก็ทำเอาเสียเวลาไปเกือบชั่วโมงเหมือนกันจากนั้นทุกคนก็จะต้องมานั่งรอให้น้ำลดเสียก่อนถึงจะข้ามไปอีกฟากหนึ่งได้  เราสอบถามชาวลาวที่เดินทางมาร่วมชะตากรรมเดียวกับเราได้ความว่าด่านนี้เป็นด่านอรหันต์เพียงด่านแรกเท่านั้นยังมีด่านอรหันต์ที่หนักกว่านี้อีกกว่าจะถึงเมืองใหม่จะต้องผ่านด่านอรหันต์อีกหลายด่านเดินทางบนเส้นทางสายนี้ในช่วงฤดูฝนเตรียมตัวเตรียมใจกันมาได้เลย  ท้องฟ้าเริ่มมืดครึ้มรอแล้วรอเล่าน้ำก็ไม่ลดลงสักที



 เสียงเจ๊เกียวออกคำสั่งเป็นภาษาลาวว่า”ถอยโว้ย”   ทุกคนเหมือนกับนัดหมายกันไว้ต่างแย่งกันขึ้นรถเดินทางกลับมาตั้งหลักกันใหม่ที่เมืองขวา ตามคำบัญชาของเจ๊เกียว   ถ้าขืน”สู้โว้ย”ลุยต่อไปมีสิทธิแย่งข้าวลิงกินกลางทางแน่ๆ  เอาละครับเมื่อเจ๊เกียวสั่งถอยก็ถอยไม่เชื่อเจ้าถิ่นแล้วจะเชื่อใครกลับมาตั้งหลักกันที่เมืองขวา พรุ่งนี้ค่อยมาเริ่มต้นกันใหม่  รถสองแถวพาเราทั้งสองคนเดินทางกลับมายังท่าเรือเมืองขรัว   เจ๊เกียวแนะนำให้เราทั้งสองคนนอนพักค้างแรมทางฝั่งนี้แทนที่จะเสียเวลาเดินทางข้ามเรือไปฝั่งโน้นพร้อมกับแนะนำเรือนพักบริเวณท่าเรือให้เราทั้งสองคนนอนพักราคาคนละ8,000 กีบ(40บาท)ต่อคืนเมื่อเราเข้าไปดูภายในเรือนพักแล้วต้องตอบปฎิเสธไปแบบไม่ต้องคิดมากยอมเสียเงินนั่งเรือข้ามแม่น้ำอูไปนอนฝั่งโน้นดีกว่า  เพราะสภาพเตียงนอนภายในเรือนพักมีลักษณะเป็นแคร่ทำมาจากไม้ไผ่ยาวตลอดแนวเป็นแคร่เดียวกันคล้ายโรงนอนทหารเกณฑ์เมื่อ30กว่าปีที่แล้วตรงกลาง มีกองหมอนผ้าห่มกระจุยกระจายอยู่ไม่ทราบว่าถูกนำออกมาตากแดดกันบ้างหรือเปล่า นึกแล้วคันหลังขึ้นมาทันที 



เราทั้งสองคนยอมเสียเวลาเสียเงินนั่งเรือข้ามฟากมายังอีกฝั่งหนึ่งของท่าเรือเมืองขวาจากนั้นเดินเท้าหาเรือนพักในคืนนี้คือเรือนพักแสงอารีเกรทเฮาส์ตั้งอยู่บริเวณท่าเรือราคาคืนละ50,000กีบ(200บาท)พักได้สองคน เก็บสัมภาระเข้าห้องพักจัดการอาบน้ำแต่งตัวเสร็จสรรพ
 จากนั้นออกมาหาอาหารค่ำรับประทานบริเวณท่าเรือซึ่งร้านกินดื่มของพูสาวลาวเมื่อกลางวันนี้ยังเปิดให้บริการอยู่หลังจากจัดการกับอาหารค่ำเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงเดินทางกลับสู่เรือนพัก ล้มตัวลงนอนพักผ่อนเก็บเรียวแรงเอาไว้ผจญกับวิบากกรรมในวันรุ่งขึ้น ราตรีสวัสดิ์ครับ เจ๊เกียว เจ้าเก่า 

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา