ป้ายโฆษณา

วันที่สามของการเดินทาง
 วันนี้เราสองคนตื่นแต่เช้าจากนั้นจึงออกมาเดินเล่นออกกำลังกายภายในห้วยขาแข้งคันทรี่โฮมรีสอรท์ เช้าวันนี้อากาศดีเหลือเกินบรรยากาศคล้ายกับทางภาคเหนือเราสองคนเดินเล่นกันไปรอบๆรีสอรท์



สำหรับห้วยขาแข้งคันทรี่โฮมรีสอรท์แห่งนี้เจ้าของคือคุณชูเกียรติ์  ลิ่มอรุณ ข้าราชการบำนาญ เป็นคนกรุงเทพฯ แต่หลงไหลในการเที่ยวป่าเป็นชีวิตจิตใจในปีพ.ศ 2533 ขณะที่คุณชูเกียรติ์ยังคงรับราชการอยู่นั้นพอถึงวันหยุดทุกเสาร์-อาทิตย์ คุณชูเกีรยติ์ แกก็จะชวนสมัครพรรคพวกหอบลูกจูงหลานขับรถออกมาตั้งเต็นท์พักแรมเดินป่าสำรวจธรรมชาติกันในพื้นป่าตะวันตกแถวจังหวัดกาญจนบุรี  อุทัยธานี  สุพรรณบุรี กำแพงเพชร เรื่อยไปจนถึงอำเภออุ้มผางในจังหวัดตากโน่นแน่ะ เรียกว่าคุณชูเกียรติ์รักการเดินป่าจนเข้าเส้นเลือดแกก็เลยมีความคิดที่จะหาที่ดินติดป่าเขาไว้สักแปลงเอาไว้เดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจในวันหยุดสุดสัปดาห์และหลังจากเกษียณอายุราชการไปแล้วจะได้มาใช้ชีวิตบั้นปลายทำสวนผลไม้กันที่ไร่แห่งนี้  จากนั้นแกก็ออกเดินทางสำรวจหาทำเลที่เหมาะๆที่จะทำสวนผลไม้และสร้างบ้านพักจนมาพบกับทำเลที่ดินที่ถูกใจในอำเภอบ้านไร่จังหวัดอุทัยธานีแห่งนี้และห่างจากตัวอำเภอบ้านไร่ระยะทางประมาณ 20 กม.และห่างจากกรุงเทพฯระยะทางประมาณ 200กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณ2ชั่วโมงเศษๆเท่านั้น



สำหรับสาเหตุที่แกตัดสินใจซื้อที่ดินผืนนี้ก็เพราะว่าอยู่ติดกับภูเขาเป็นพื้นที่ป่ากันชนระหว่างคนกับป่าและมีลำธารน้ำไหลผ่านอากาศเย็นสบายเพราะได้รับผลพวงมาจากผืนป่าอันอุดมสมบูรณ์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ในช่วงเวลาที่คุณชูเกียรติ์แกมาซื้อที่ดินผืนนี้สภาพที่ดินยังคงเป็นไร่อ้อยสุดลูกหูลูกตา จากนั้นแกจึงเสาะหาพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่หายากรวมทั้งพืชสมุนไพรชนิดต่างๆมาปลูกไว้ในไร่ของแก จากนั้นในปี พ.ศ 2535จึงเริ่มลงมือสร้างบ้านพักอาศัยจำนวนสามหลังเอาไว้พักผ่อนในวันหยุดสุดสัปดาห์ 


 

   
หลังจากสร้างบ้านพักเสร็จในทุกวันหยุดสุดสัปดาห์จะมีนักท่องเที่ยวแวะเวียนกันเข้ามาถามหาบ้านพักเพราะมองจากถนนมาไกลๆนึกว่าบ้านพักของคุณชูเกียรติ์เป็นรีสอรท์  ซึ่งแกก็ยินดีต้อนรับให้พักฟรีๆ แต่ยิ่งนานวันเข้านักท่องเที่ยวเดินทางมาถามหาบ้านพักมากขึ้นเรื่อยๆจนแกรองรับไม่ไหว เพราะรีสอรท์บ้านพักในอำเภอบ้านไร่มีเพียง 2-3 แห่งเท่านั้นแกจึงคิดที่จะสร้างบ้านพักเพิ่มขึ้นอีกหลายหลังเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังป่าห้วยขาแข้งแล้วยังไม่มีที่พัก  จนปัจจุบันเปิดดำเนินการในรูปแบบของรีสอร์ทเต็มตัว



โดยใช้ชื่อว่าห้วยขาแข้งคันทรี่โฮมรีสอร์ทพร้อมจัดสรรที่ดินแบ่งขายรับสร้างบ้านบนที่ดินที่ซื้อให้อีกด้วย  สำหรับห้วยขาแข้งคันทรี่โฮมรีสอรท์มีบ้านพักหลายสิบหลังพร้อมสระว่ายน้ำสามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ 200 คนพร้อมอาคารสัมมนาที่รองรับคนได้ 150 คน  อย่างสบายพร้อมกิจกรรมต่างๆมากมาย อาทิเช่น กิจกรรมกระโดดหอ   ขี่จักรยาน เดินป่าศึกษาธรรมชาติกิจกรรมwalkrally สนามยิงปืน และกิจกรรมล่องแก่งแม่เรวา ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีบริการนวดแผนโบราณอีกด้วย 



 ส่วนบริเวณด้านหลังของรีสอร์ทยังมีสำนักปฎิบัติธรรมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศเงียบสงบเป็นธรรมชาติสำหรับฝึกนั่งสมาธิโดยมีพระภิกษุสงฆ์จำพรรษาอยู่2-3 รูป นักท่องเที่ยวท่านใดต้องการที่จะฝึกสมาธิก็ขอเชิญได้เลยน่ะครับบริเวณด้านหลังของรีสอร์ท   สนใจติดต่อขอทราบรายละเอียดและสำรองห้องพักได้ที่  081  867 4967  081 9731213   084 0485096  081  3303260 หรือที่wwwcountryhomeresort.com   e-mail อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
                                                 
 หลังจากเดินเที่ยวชมบรรยากาศภายในห้วยขาแข้งคันทรี่โฮมรีสอร์ทพร้อมกับทำความรู้จักกับคุณชูเกียรติ์  ลิ่มอรุณเจ้าของรีสอร์ทเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงรับประทานอาหารเช้ากันที่บริเวณห้องอาหารของรีสอร์ท เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงออกเดินทางท่องเที่ยวต่อไปในอำเภอบ้านไร่ซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกับพื้นป่าห้วยขาแข้ง เราสองคนขับรถไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3282  บนเส้นทางถนนสายบ้านไร่-ลานสัก ตั้งอยู่ ห่างจากห้วยขาแข้งคันทรี่โฮมรีสอร์ทระยะทางประมาณ 10 กม.จะมีเส้นทางลูกรังเลี้ยวซ้ายระยะทางประมาณ 7 กม.ก็จะมาถึงหน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์จากนั้นผมจึงลงจากรถเดินเข้าไปแจ้งความประสงค์จากเจ้าหน้าที่ว่าจะเข้าไปท่องเที่ยวยังน้ำตกไซเบอร์ 



จากนั้นเราสองคนจึงเดินเท้าตามเส้นทางลาดชันเล็กน้อยเลาะเลียบลำธารห้วยคตไปตามเส้นทางป่าเป็นระยะทาง ประมาณ 800เมตรก็จะถึงน้ำตกไซเบอร์   สำหรับที่มาของคำว่าไซเบอร์มาจากภาษากระเหรี่ยงแปลว่า “น้ำตกหินลาด”  ซึ่งตั้งอยู่ใกล้หมู่บ้านไซเบอร์(บ้านซับแม่ปือ)ในตำบลคอกควาย อำเภอห้วยคต จังหวัดอุทัยธานี อยู่ในเขตตะเข็บรอยต่อกับพื้นป่าห้วยขาแข้งจึงอยู่ในความรับผิดชอบของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง ต้นน้ำเกิดจากลำห้วยล่อยจ้อยที่ไหลมาจากพื้นป่าอันอุดมสมบูรณ์ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งไหลลัดเลาะมาตามลำธารลงสู่แก่งหินเบี้องล่างจากนั้นจึงไหลลงสู่ที่ต่ำปะทะกับแก่งหินขนาดใหญ่ชาวกระเหรี่ยงจึงเรียกกันว่าน้ำตกไซเบอร์หรือน้ำตกหินลาดจากนั้นกระแสน้ำจะไหลลงไปรวมกันในเขื่อนทับเสลานำไปใช้ทางการเกษตรต่อไป  บริเวณโดยรอบของน้ำตกไซเบอร์เต็มไปด้วยต้นไม้อันร่มรื่นเขียวขจีโดยเฉพาะป่าหวายส่วนด้านล่างของตัวน้ำตกเป็นแอ่งน้ำขนาดใหญ่แต่ไม่สามารถลงเล่นน้ำได้เนื่องจากมีป้ายเตือนไว้ว่าห้ามลงเล่นน้ำตก  สาเหตุเพราะน้ำลึกและเป็นวังวนอาจเป็นอันตรายได้



 เราสองคนจึงได้แต่นั่งพักผ่อนหย่อนใจชมนนกชมไม้ที่มีนกมากมายหลากหลายชนิดส่งเสียงเจื้อยแจ้วท่ามกลางความเงียบสงบบรรยากาศจึงเหมาะสำหรับนักดูนกเป็นยิ่งนัก   เราสองคนนั่งพักผ่อนหย่อนใจพร้อมชื่นชมธรรมชาติจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินออกมายังที่ทำการหน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์ซึ่งบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์เป็นหน่วยหนึ่งในหลายหน่วยของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาศึกษาธรรมชาติได้โดยไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาตจากกรมป่าไม้ส่วนอีกสามหน่วยก็คือหน่วยพิทักษ์ป่า ห้วยแม่ดีที่เราสองคนเดินทางผ่านไปเมื่อวานนี้ และที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งในอำเภอลานสักซึ่งเป็นแห่งที่สามที่นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางเข้าไปศึกษาธรรมชาติได้โดยไม่ต้องทำเรื่องขออนุญาติจากกรมป่าไม้ใหัยุ่งยากซึ่งนอกเหนือจากนี้แล้วจะต้องทำเรื่องขออนุญาตจากกรมป่าเป็นทางการก่อนที่จะเดินทางเข้าไปได้
สำหรับบริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์มีลานกางเต็นท์ ห้องน้ำและห้องสุขาไว้ให้บริการนักท่องเที่ยว จะต้องเตรียมเต็นท์และเสบียงอาหารมาเองและจะต้องปฎิบัติตามกฎระเบียบของทางหน่วยพิทักษ์ป่าฯอย่างเคร่งครัด  น้ำตกไซเบอร์จะมีน้ำมากในช่วงฤดูฝนคือตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมแต่การเดินทางมาท่องเที่ยวฤดูฝนจะลำบากและอาจเกิดอันตรายจากน้ำป่าไหลหลาก  สำหรับในช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนโดยเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดกับการเดินทางมาท่องเที่ยวยังน้ำตกไซเบอร์แห่งนี้ซึ่งนอกจากจะได้ชมความงามของน้ำตกแล้วในเดือนกุมภาพันธุ์ยังได้ชมความสวยงามตามธรรมชาติของป่าเปลี่ยนสีและเป็นแหล่งดูนกอีกด้วยเราสองคนขับรถออกมาจากหน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์จากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 3282เส้นทางสาย บ้านไร่-ลานสักผ่านน้ำพุร้อนบ้านสมอทองในตำบลคอกควายรูป 

โครงการอ่างเก็บน้ำห้วยขุนแก้ว ซึ่งแต่เดิมเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดเล็กๆที่ผุดขึ้นมาจากผิวดินมีลักษณะใสมีกำมะถันสูงมีความร้อนประมาณ 80-85 องศาเซสเซียสขนาดต้มไข่สุกในห้านาทีไหลผ่านช่องเขาไปรวมกับลำห้วยคอกควายปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้เป็นสวนสาธารณะมีพื้นที่ 4000 ตารางเมตร มีบ่อน้ำแร่ให้นักท่องเที่ยวได้อาบแต่อาจไม่ใหญ่โตและเป็นธุรกิจเหมือนกับน้ำพุร้อนที่สันกำแพง จังหวัดเชียงใหม่บ่อน้ำพุร้อนมีอยู่ด้วยกันสามบ่อโดยมีพระพุทธรูปหลวงพ่อพุทธโธประดิษฐานอยู่ใกล้กับบ่อน้ำพุร้อนภายในสวนสาธารณะแห่งนี้  เราสองคนขับรถไปตามเส้นทางลาดยางจากนั้นเลี้ยวขวาสู่เขาปลาร้า  จนในที่สุดเดินทางมาถึงยังเขาปลาร้าจากนั้นแหงนหน้าจนคอตั้งบ่ามองดูเขาปลาร้าซึ่งมีทางขึ้นอยู่ใกล้กับบริเวณที่ทำการฯ 



จากนั้นจึงหันมามองหน้ากันทางขึ้นเขาปลาร้าสูงชันอย่างนี้ขืนเดินขึ้นขาลงมีหวังหามกลับลงมาส่งโรงพยาบาลแน่นอน เราตกลงกันสองคนว่าไม่ขึ้นจะดีกว่าจากนั้นจึงเดินมาอ่านประวัติความเป็นมาของเขาปลาร้าบริเวณที่ทำการซึ่งมีรายละเอียดที่น่าสนใจดังนี้ต่อไปนี้  



เขาปลาร้าเป็นส่วนหนึ่งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุนโดยตั้งอยู่ในหมู่ที่ 3 บ้านเขาหัวปลาร้าตำบลทุ่งนางามอำเภอลานสักโดยมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูนและหน้าผาหินสูงชันตั้งอยู่ท่ามกลางที่ราบซึ่งเป็นไร่ข้าวโพดและมันสำปะหลังโดยบนยอดเขาทางด้านทิศใต้มีถ้ำลักษณะเป็นเวิ้งสูงโดยมีบริเวณไม่กว้างมากนักเรียกกันว่าถ้ำประทุนเป็นถ้ำที่ภายในมีภาพเขียนก่อนยุคประวัติศาตร์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีเคยเสด็จพระราชดำเนินมาทอดพระเนตรเมื่อวันที่2 ตุลาคม พ.ศ 2543ที่ผ่านมา  สำหรับชื่อที่มาของภูเขาลูกนี้มีเรื่องเล่ากันมาว่าเส้นทางในการเดินทางจากตัวเมืองอุทัยธานีเดินทางมายังเขาปลาร้าแห่งนี้ทุรกันดารมากจนปลาที่นำติดตัวมาเป็นเสบียงอาหารนั้นใกล้เสียจนต้องนำมาทำเป็นปลาร้า  



 สำหรับภาพเขียนโบราณภายในถ้ำนี้สันนิษฐานว่ามีอายุประมาณ 3000-5000 ปีอยู่บนผนังด้านตรงกันข้ามกับปากถ้ำมีภาพเขียนอยู่ประมาณ 40ภาพรวมอยู่เป็นกลุ่มเดียวกันลักษณะของภาพมีทั้งภาพลายเส้นและภาพระบายสีทับแสดงถึงวิถีชีวิตของคนในยุคสมัยนั้นเช่นภาพคล้ายกับคนคล้องวัวภาพกวาง สุนัข ไก่ เต่าภาพเหล่านี้วาดด้วยสีดำ และสีน้ำตาลแดงถือว่าเป็นภาพเขียนโบราณที่สวยงามและชัดเจนที่สุดในประเทศไทย โดยนักโบราณคดีแบ่งกลุ่มภาพเขียนบนเขาปลาร้าไว้ 4 กลุ่มคือกลุ่มที่ 1 ภาพคนท่ามกลางสัตว์เลี้ยง กลุ่มที่2 คนเลี้ยงวัว กลุ่มที่ 3 ภาพ คนประกอบพิธีกรรม กลุ่มที่ 4 กลุ่มภาพเบล็ดเตล็ดซึ่งส่วนใหญ่เป็นภาพสัตว์



 ภาพเขียนที่เขาปลาร้าแห่งนี้มีลักษณะคล้ายคลึงกับภาพเขียนก่อนยุคประวัติศาตร์ทีผนังหน้าผาในอุทยานผาแต้ม  จังหวัดอุบลราชธานี
จากเขาปลาร้าเราสองคนเดินทางต่อมายังหุบป่าตาดซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากเขาปลาร้ามากนักเป็นหนึ่งใน unseen  Thailand  ที่ไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่ง



หุบป่าตาดเป็นส่วนหนึ่งของเขาห้วยโศก ซึ่งเป็นภูเขาหินปูนตั้งอยู่ในอำเภอลานสัก ถ้ำนี้ถูกค้นพบโดยพระครู สันติธรรมโกศล( หลวงพ่อทองหยด)เจ้าอาวาสวัดถ้ำทอง  โดยในปี พ.ศ. 2552ในขณะที่ท่านกำลังธุดงค์ ท่านพระครูได้ปีนลงไปในหุบเขาลูกนี้พบว่ามีต้นตาดอยู่เต็มไปหมด  จึงร่วมกับทางราชการเจาะถ้ำเพื่อเป็นทางเข้าในปีพ.ศ. 2527   ก่อนเข้าชมหุบป่าตาดเราสองคนจะต้องเสียค่าธรรมเนียม 20 บาทและมีเจ้าหน้าที่คอยให้คำแนะนำในการเที่ยวชมภายในหุบป่าตาดอีกด้วย



 เจ้าหน้าที่พาเราสองคนเดินเท้าจากที่ทำการไปตามเส้นทางปูนซีเมนต์ลาดชันลอดเข้าไปในโพรงถ้ำอันมืดมิดซึ่งจำเป็นต้องใช้ไฟฉายซึ่งภายในถ้ำเป็นถิ่นที่อยู่ของบรรดาลูกหลานแบทแมนมากมายหลากหลายสายพันธุ์  ระยะทางประมาณ 100 เมตร ในที่สุดเราสองคนก็เดินทะลุเข้ามาภายในของหุบป่าตาด มหัศจรรย์ทางธรรมชาติของอำเภอลานสักในจังหวัดอุทัยธานี  โดยมีเส้นทางปูนซืเมนต์คดเคี้ยววกวนสองข้างทางเดิน



 เดินไปไม่นานก็จะถึงบริเวณปล่องขนาดใหญ่มีแสงส่องลอดลงมายังพื้นที่โล่งกว้างเป็นห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งแยกออกเป็นสองห้องโถงในบริเวณห้องโถงแรกเป็นป่าดึกดำบรรพ์ มีพันธุ์ไม้ต่างๆและเมื่อได้เข้าไปสัมผัสบรรยากาศภายในหุบแล้วเราสองคนเหมือนกับได้เดินทางย้อนกาลเวลากลับมาสู่ยุคดึกดำบรรพ์หรือจูลาสลิคปารค์ในยุคไดโนเสาร์ครองโลก  ส่วนต้นไม้ที่นี่สามารถพบได้ไม่บ่อยนักในป่าธรรมชาติที่อื่นๆ เช่นกะพง  ยมหิน ยมป่า เต่าร้าง เปล้า  ฯลฯ 



แต่ไม้ที่เป็นพระเอกซึ่งเป็นที่มาของชี่อหุบป่าตาดก็คือ ต้นตาด ที่มีลักษณะคล้ายต้นปาลม์ โดยมีใบแผ่กว้างออกลูกเป็นทะลายใหญ่สีดำใบตาดสามารถเอาไปทำไม้กวาด ผลตาดอ่อนนำไปต้มรับประทานได้  ส่วนห้องโถงที่สองที่เชื่อมกันกับห้องโถงแรกด้วยประตูหินธรรมชาติสองช่องทางใหญ่ มองทะลุออกไปถึงห้องโถงที่สองภายในเป็นป่าดงดิบล้อมรอบด้วยภูเขาหินปูนโดยมีท้องฟ้าเป็นหลังคาแสงแดดสามารถส่องลงมาได้อากาศถ่ายเทได้สะดวก  



ภายในหุบป่าตาดมีความชุ่มชื้นร่มรื่นอากาศเย็นสบาย และเนื่องจากป่าไม้ในหุบป่าตาดนี้ยังคงความสมบูรณ์อยู่มากจึงเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ป่านานาชนิด  เช่น  ลิง ไก่ฟ้า  เลียงผา   นกชนิดต่างๆ แลสัตว์เลื้อยคลาน อาทิเช่น กิ้งกือมังกรสีชมพู



  ฯลฯดังนั้นหุบป่าตาดจึงได้ถูกประกาศให้เป็นส่วนหนึ่งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำเขาประทุนจุดประสงค์เพื่ออนุรักษ์สัตว์ป่าเอาไว้เราสองคนเดินเที่ยวชมความมหัศจรรย์ทางธรรมชาติภายในหุบป่าตาดด้วยความสนใจจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านแตน  ในอำเภอลานสัก ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสาย บ้านไร่-ลานสัก
ห่างจากโรงพยาบาลลานสักระยะทางประมาณ 500 เมตร สำหรับเมนูเด็ดของร้านแตนได้แก่  ไก่ทอดเกลือ ยำตะไคร้   แกงส้ม
ชะโอมทอด 



ท่านผู้อ่านที่อยากลองลิ้มชิมรสสนใจติดต่อรายละเอียดได้ที่โทรศัพท์ 085  6537074  เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 08.00-21.00 น.  เราสองคนรับประทานอาหารกลางวันด้วยความเอร็ดอร่อย ตกบ่ายจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งซึ่งอยู่ห่างจากอำเภอลานสักระยะทางประมาณ  20  กม.


จากอำเภอลานสัก เราสองคนขับรถไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3438จนมาถึงบริเวณหลักกิโลเมตรที่ 53 ทางซ้ายมือจะมีเส้นทางเลี้ยวซ้ายมือถนนลาดยางเดินทางเข้าไปยังที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งระยะทางประมาณ 15 กม.



ในที่สุดเราสองคนขับรถเดินทางมาถึง ที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง จากนั้นแจ้งจุดประสงค์การเดินทางมาศึกษาธรรมชาติกับเจ้าหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงเดินทางเข้าไปภายในจอดรถบริเวณลานจอดรถที่จัดเตรียมไว้ จึงเดินเท้าเข้าไปยังบริเวณอาคารอนุสรณ์ของสถาน สืบ  นาคะเสถียร ซึ่งอยู่ห่างจากลานจอดรถระยะทางประมาณ 200เมตร ซึ่งเป็นอาคารอเนกประสงค์ภายในได้จัดนิทรรศการความรู้เกี่ยวกับผืนป่าตะวันตกและประวัติความเป็นมาของ  สืบ นาคะเสถียร ไว้ด้วยสำหรับประวัติความเป็นมาของผืนป่าห้วยขาแข้งและ สืบ  นาคะเสถียร  ผมขอเล่าให้ท่านฟังดังต่อไปนี้



  ในราวปีพ.ศ. 2508 มีการสำรวจผืนป่าตะวันตกได้พบควายป่า หรือ มหิงสา ที่คิดว่าจะสูญพันธุ์จากประเทศไทยไปแล้ว ทำให้ผืนป่าแห่งนี้ได้รับความสนใจ  ซึ่งได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของการอนุรักษ์ผืนป่าแห่งนี้   จนนำไปสู่การประกาศเป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่า    ผืนป่าอนุรักษ์แห่งนี้เป็นที่รู้จักเป็นอย่างดีจากผู้นิยมธรรมชาติ เป็นแหล่งที่อยู่ของสัตว์ป่านานาชนิดทีสำคัญของไทยและมีพืชพันธุ์ไม้ทีหลากหลายทางชีวภาพ  เป็นแหล่งต้นน้ำของลำห้วยทับเสลาโดยมีลำห้วยขาแข้งเป็นลำน้ำสายหลักและเป็นที่มาของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง   และในที่สุดเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งก็ได้รับคัดเลือกจากองค์การยูเนสโกให้เป็นแหล่ง “มรดกทางธรรมชาติของโลก”เมื่อวันที่ 13 ธันวาคม 2534  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งมีพื้นที่ครอบคลุม 6อำเภอ 3 จังหวัด กินเนื้อที่ของจังหวัดอุทัยธานีสามอำเภอคือ  อำเภอบ้านไร่  ลานสักและ ห้วยคต
สองอำเภอใหญ่ของทองผาภูมิก็คือ  อำเภอทองผาภูมิ   สังขละบุรี และอีกสองอำเภอของจังหวัดตากก็คืออำเภออุ้มผาง
และเมื่อรวมกันกับพื้นที่ของเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรที่อยู่ติดกันเข้ามาด้วยทำให้ผืนป่าแห่งนี้เป็นผืนป่าที่มีความต่อเนื่องมากที่สุดในประเทศไทยและในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โดยมีเนื้อที่รวมกันมากกว่า 11 ล้านไร่  การที่ผืนป่าห้วยขาแข้ง-ทุ่งใหญ่นเรศวรได้รับการประกาศเป็นแหล่งมรดกทางธรรมชาติของโลกเพราะความหลากหลายของสภาพป่าคือมีทั้งป่าดิบแล้ง ป่าดิบเขา ป่าดิบชื้น ป่าเบญจพรรณ  ป่าเต็งรัง  และทุ่งหญ้าซึ่งเป็นที่อยู่ของสัตว์และพืชทีหลากหลายไปตามที่อยู่ บางชนิดเป็นสัตว์หายากและใกล้สูญพันธุ์เช่น  ควายป่า กระทิง วัวแดง  เสือโคร่ง  เสือลายเมฆ แมวดาว  สมเสร็จ  เลียงผา  นกยูง  นกเงือก ฯลฯและด้วยปณิธานและความมุ่งมั่นอันแรงกล้าของเจ้าหน้าที่เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งที่พยายามสานฝันและดำเนินรอยตามปฎิธานของสืบ  นาคะเสถียร  อดีตหัวหน้าเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ทำให้ปัจจุบันเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งได้ขยายพื้นที่คุ้มครองสัตว์ป่าและพรรณพืชมากขึ้นจากเดิมเมื่อได้รับการประกาศให้เป็นเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าในปีพ.ศ. 2515 ที่มีพื้นที่หนึ่งล้านหนึ่งหมื่นไร่เศษ จนปัจจุบันมีพื้นที่  หนึ่งล้าน แปดแสนไร่ผลสำรวจจากเจ้าหน้าที่ของกรมป่าไม้ทำให้ทราบว่ามีสัตว์ป่าเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าเป็นเขตป่าอนุรักษ์ที่มีจุดประสงค์เพื่อรักษาพันธุ์สัตว์ป่าและป่าไม้ซึ่งแตกต่างจากอุทยานแห่งชาติ ที่เน้นให้บริการการท่องเที่ยวศึกษาธรรมชาติ
แก่คนทั่วไป พื้นที่ป่าอนุรักษ์มีความอ่อนไหวสูงหากปล่อยให้นักท่องเที่ยวเข้าไปท่องเทียวกันมากๆอาจเกิดผลกระทบต่อระบบนิเวศน์ตามมา ทำให้เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งเป็นพื้นที่ค่อนข้างปิดและมีกฎกติกาท่องเที่ยวค่อนข้างเป็นระเบียบและเคร่งครัดสูงมาก แต่อย่างไรก็ตาม  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง- ทุ่งใหญ่นเรศวรได้ชื่อว่าเป็นมรดกโลกของคนทั่วไปจึงเปิดจุดผ่อนปรนให้ประชาชนได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาธรรมชาติได้สามจุดได้แก่  บริเวณสำนักเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งอำเภอลานสัก  บริเวณหน่วยพิทักษ์ป่าไซเบอร์อำเภอห้วยคตที่เราสองคนเดินทางเข้าไปเที่ยวมาแล้วเมื่อเช้านี้และหน่วยพิทักษ์ป่าห้วยแม่ดีในอำเภอบ้านไร่ที่เราสองคนเดินทางเข้าไปมาแล้วเช่นกัน โดยมีการจัดเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วิถีชีวิตแห่งป่าดงพงไพรอย่างใกล้ชิด จากอาคารอเนกประสงค์เราสองคนเดินเท้าต่อไปยังอนุสรณ์ของคุณสืบ  นาคะเสถียรที่อยู่ห่างจากอาคารอเนกประสงค์ระยะทางประมาณ 100 เมตร  บริเวณอนุสรณ์สถานมีรูปปั้นของคุณสืบ  นาคะเสถียรในท่าเดินเท้าสำรวจป่าห้วยขาแข้งโดยหันหน้าไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ซึ่งเป็นที่ตั้งของเขานางรำคอยเดินตรวจดูแลรักษาป่าไม้และสัตว์ป่าเป็นสมบัติของคนไทยทั้งชาติที่คุณสืบปกปักรักษาไว้ด้วยชีวิตของตนเองจนลมหายใจสุดท้าย และไม่ห่างจากอนุสรณ์ของคุณสืบ นาคะเสถียร มากนักเป็นบ้านพักของคุณที่เคยใช้ทำงานและพักผ่อนเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งเป็นหัวหน้าเขตฯอยู่ที่นี่และเป็นบ้านหลังสุดท้ายที่คุณสืบเลือกที่จะตัดสินใจปิดฉากชีวิตตัวเองลงนะที่บ้านพักหลังนี้เมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533 รวมอายุได้ 41 ปี



ซึ่งต่อไปนี้ผมจะเล่าถึงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ  คุณสืบ นาคะเสถียรให้ท่านฟังขอสังเขป
 สืบ  นาคะเสถียร หรือชื่อเดิมว่า สืบยศ  เกิดเมื่อวันที่ 31 ธันวาคม พ.ศ. 2492 เป็นบุตรชายของนายสลับ นาคะเสถียร  อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดปราจีนบุรีและนางบุญเยี่ยม  นาคะเสถียร  เกิดที่ตำบลท่างามอำเภอเมืองจังหวัดปราจีนบุรีโดยมีพี่น้องชายหญิง 3 คน  สืบเป็นนักอนุรักษ์และนักวิชาการด้านทรัพยากรธรรมชาติคนสำคัญของไทยโดยมีผลงานและบทบาทสำคัญจาการทำงานอนุรักษ์และปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและสัตว์ป่าในเขื่อนเชี่ยวหลานและในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งรวมถึงงานศึกษาวิจัยสัตว์ป่า ในปีพ.ศ.2531  สืบได้พยายามเสนอให้ป่าทุ่งใหญ่นเรศวรและป่าห้วยขาแข้งมีฐานะเป็นมรดกโลกอย่างเป็นทางการจากสหประชาชาติซึ่งจะเป็นหลักประกันสำคัญที่จะคุ้มครองผืนป่าผืนนี้ไว้อย่างถาวร และด้วยที่ผืนป่าห้วยขาแข้งเป็นป่าที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพรรณไม้และสัตว์ป่าอันล้ำค่าทำให้หลายฝ่ายคอยจ้องที่จะบุกรุกเข้ามาเพื่อหาผลประโยชน์  โดยแสดงเจตนารมณ์อันแน่วแน่ที่จะรักษาป่าผืนนี้ไว้ให้ได้นับตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่ง
หัวหน้าเขตฯโดยประกาศให้รู้ทั่วกันว่า “ผมมารับงานที่นี่โดยเอาชีวิตเป็นเดิมพัน”  ถึงอย่างนั้นก็ยังไม่สามารถรักษาป่าผืนนี้ไว้ได้เนื่องจากขาดงบประมาณและกำลังคนรวมทั้งการทุจริตของเจ้าหน้าที่ในวงราชการบางคน ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ไม่สามารถแก้ไขได้โดยง่ายและยิ่งกว่านั้นปัญหาความยากจนของชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทำให้กลุ่มผู้มีอิทธิพลได้ว่าจ้างให้ชาวบ้านลักลอบเข้ามาตัดไม้และล่าสัตว์ป่าในป่าเขตอนุรักษ์   ซึ่งในความคิดของสืบหนทางหนึ่งที่จะช่วยแก้ไขปัญหาได้โดยการสร้างแนวป่ากันชน โดยให้ชาวบ้านอพยพออกมานอกแนวกันชนและทำการพัฒนาแนวกันชนให้เป็นป่าชุมชนที่ชาวบ้านสามารถเข้าไปใช้ประโยชน์ได้แต่ปรากฎว่าแนวความคิดของสืบไม่ได้รับความสนใจและความร่วมมืออย่างจริงจัง  สืบ  นาคะเสถียรตัดสินใจจบชีวิตของตัวเองลงเมื่อวันที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2533  สองอาทิตย์ต่อมานับจากวันที่สืบเสียชีวิตได้มีการประชุมเพื่อหามาตราการป้องกันการบุกรุกผืนป่าห้วยขาแข้งอย่างจริงจังและอีกราวปีเศษในเดือนธันวาคมพ.ศ.2534  องค์การยูเนสโกจึงได้ประกาศให้ “เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าทุ่งใหญ่นเรศวร-ห้วยขาแข้ง” เป็นมรดกทางธรรมชาติของโลก  การจากไปของสืบ  นาคะเสถียรไม่เพียงแต่เป็นจุดเริ่มต้นของตำนานนักอนุรักษ์ไทย  สืบ  นาคะเสถียร เป็นผู้ที่รักป่าไม้  สัตวุ์ป่าและธรรมชาติด้วยกาย วาจา ใจและยังได้ส่งผลสะท้อนอย่างล้ำลึกต่อผู้คนที่รักธรรมชาติและแสวงหาความเป็นธรรมในสังคมการสูญเสียในครั้งนี้เป็นสิ่งที่นักอนุรักษ์ธรรมชาติและคนไทยทุกคนไม่อาจให้ผ่านพ้นไปโดยปราศจากความทรงจำดังคำพูดที่ว่า  “สิ้นเสียงปืนหนึ่งนัดฝูงสรรพสัตว์ พรรณพืชได้เกิดใหม่” ท่านใดที่สนใจในเรื่องราวและผลงานของ สืบ  นาคะเสถียร  นักอนุรักษ์ผู้ยิ่งใหญ่หารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.seub.or.th
                                         เสียงปืนที่ดังลั่นตัวแม่นั้นต้องสิ้นใจ
 ลูกน้อยที่กอดไว้กระเด็นไปเพราะแรงปืน
 ฝืนใจเข้ากอดแม่  หวังแก้ให้แม่ฟื้น
                                          แม่จ๋าเพราะเสียงปืนจึงไม่คืนชีวิตมา
                                         โทษใดให้ประหาร  ศาลแห่งใดพิพากษา
                                 หากลูกท่านเป็นสัตว์ป่าใครเข่นฆ่าท่านยอมไหม
                                          ชีวิตใคร ใครก็รัก ท่านประจักษ์บ้างหรือไม่
                                          โปรดเถิดจงเห็นใจสัตว์ป่าไซร้ก็เหมือนกัน
                                           อนิจจาสัตว์ป่าผู้น่าสงสาร ถูกล้างผลาญเข่นฆ่าให้อาสัญ
                                           ผิคด้วยหรือต้องถูกฆ่าให้จาบัลย์
                                          โอ้ มนุษย์นั้นจะโหดร้ายถึงไหนกัน

 สำหรับบ้านพักของ สืบ นาคะเสถียรได้รับการดูแลเป็นอย่างดีเหมือนเมื่อครั้งสืบยังมีชีวิตอยู่และถัดออกไปอีกเล็กน้อยมีอนุสรณ์คนงานลาดตระเวนที่ถูกยิงเสียชีวิตในขณะปฎิบัติหน้าที่เพื่อพิทักษ์สัตว์ป่าและผืนป่าแห่งนี้ไว้เป็นมรดกแก่ลูกหลานไทยจนกลายเป็นมรดกโลกในเวลาต่อมา 


นักท่องเที่ยวที่สนใจจะเที่ยวชมและเข้าพักในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง กรุณานำเต็นท์ติดตัวมาเองและแจ้งความประสงค์ที่จะเข้าพักจากเจ้าหน้าที่โดยเสียค่าธรรมเนียมคนละ 20 บาท แต่ถ้าสนใจที่จะเข้าพักที่บ้านพักเป็นหมู่คณะสามารถติดต่อผ่านอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพรรณพืชล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 15 วัน โทรศัพท์ 02 561 4292-3หรือที่  เขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้ง  ตู้ป.ณ .7  อำเภอลานสัก จังหวัด อุทัยธานี 61160 โทรศัพท์ 085 725 8433เราสองคนเดินเที่ยวชมภายในที่ทำการเขตรักาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งด้วยความสนใจจากนั้นจึงออกเดินทางกลับที่พักห้วยขาแข้งคันทรี่โฮมรีสอร์ทในอำเภอบ้านไร่ ระหว่างเดินทางกลับเราสองคนขับรถแวะเข้าไปเที่ยวชมอ่างเก็บน้ำทับเสลาซึ่งตั้งอยู่บนเส้นทางหลวงหมายเลข 3438สายลานสักห่างจากปากทางเข้าที่ทำการเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าห้วยขาแข้งระยะทาง ประมาณ 12 กม.ให้สังเกตทางซ้ายมือจะมีเส้นทางราดยาง ระยะทาง 2.5 กม.เข้าไปยังอ่างเก็บน้ำทับเสลาซึ่งบริเวณโดยรอบถูกจัดเป็นสวนสาธารณะไว้อย่างสวยงามท่ามกลางไม้ดอกนานาพันธุ์โดยมีศาลา เก้าเหลี่ยมไว้ให้นักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปได้นั่งชมวิวทิวทัศน์และพักผ่อนหย่อนใจกัน

ใกล้กันนั้นมีพระพุทธรูปปางนาคปรกหลวงพ่อเจ็ดกษัตริย์(พระพุทธสิริสัตตราช)ไว้ให้ประชาชนทั่วไปได้สักการบูชาอีกด้วย  สำหรับเขื่อนทับเสลานั้นเป็นเขื่อนดินบดอัดแน่น สูง 26.80เมตร สันเขื่อนมีความยาว 3375 เมตร และมีความกว้าง 8 เมตร สามารถกักเก็บน้ำได้  160 ล้านลูกบาศก์เมตรโดยมีพื้นที่รองรับน้ำฝนประมาณ 534 ตารางกิโลเมตรปริมาณน้ำไหลเข้าเขื่อนเฉลี่ยปีละ124ล้านลูกบาศก์เมตรเป็นเขื่อนเอนกประสงค์เพื่อการชลประทานและแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำโดยสร้างปิดลำห้วยทับเสลาที่บ้านระบำ ตำบลระบำ อำเภอลานสัก จังหวัดอุทัยธานีมีชื่อภาษาท้องถิ่นว่า เขื่อนระบำโดยเริ่มต้นก่อสร้างเมื่อปี พ.ศ 2528 แล้วเสร็จในปีพ.ศ. 2531 โดยน้ำจากเขื่อนแห่งนี้สามารถช่วยเหลือการเพาะปลูกได้ ประมาณ 143500ไร่และในฤดูแล้งได้ประมาณ 26250 ไร่และยังช่วยบรรเทาอุทกภัยที่เกิดขึ้นในลุ่มน้ำทับเสลาและจังหวัดอุทัยธานีอีกทั้งยังเป็นแหล่ง ประมงน้ำจืดขนาดใหญ่ของจังหวัดอุทัยธานีอีกด้วยสร้างเสริมรายได้ให้กับชาวบ้านส่วนในเรื่องของการท่องเที่ยวเขื่อนทับเสลามีภูมิทัศน์ที่สวยงามมีภูเขาสลับซับซ้อนลดหลั่นกันเป็นฉากหลังโอบล้อมด้วยตัวเขื่อนเป็นแนวยาวสวยงามมากในยามพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าในยามเย็น ภายในเขื่อนมีเกาะแก่งน้อยใหญ่อยู่เป็นจำนวนมาก



นักท่องเที่ยวสามารถเดินทางไปท่องเที่ยวพักผ่อนเล่นน้ำตามเกาะแก่งต่างๆได้จากบริการเรือหางยาวของชาวบ้านช่วงเดือนก.พ-เมย.ปริมาณน้ำในเขื่อนลดลงมากจนสามารถตั้งเต็นท์พักแรมแบบแค้มปิ้งภายในเขื่อนชมวิวทิวทัศน์ของพระอาทิตย์ตกดินได้สวยงามยิ่งนัก   เราสองคนเดินกินลมชมวิวกันอยู่สักครู่ใหญ่นึกในใจเสียดายที่ไม่ได้เอาเสบียงอาหารติดตัวมาด้วยไม่เช่นนั้นจะกางเต็นท์นอนนับดาวกันอยู่ที่เขื่อนทับเสลาแห่งนี้สาเหตุเพราะวิวทิวทัศน์บรรยากาศสุดยอดจริงๆ



 จากเขื่อนทับเสลาเราสองคนรีบขับรถเพื่อเดินทางไปให้ทันเวลาเพื่อถ่ายรูปค้างคาวออกหากินที่บริเวณเขาฆ้องชัย ซึ่งอยู่ติดกับโรงเรียนลานสักในอำเภอลานสัก เราสองคนขับรถใช้เวลาไม่นานนักก็เดินทางมาถึงเขาฆ้องชัยในเวลาโพล้เพล้จวนเจียนจะได้เวลาเหล่าสมุนของแวมไพร์ และแบทแมนออกทำมาหากินจากนั้นนั่งรออยู่เพียงไม่กี่นาทีเหล่าสมุนแวมไพร์และแบทแมนก็แห่แหนบินออกมาจากโพรงภายในถ้ำเขาฆ้องชัยนับแสนๆ ตัวเป็นทางยาวสีดำขนานไปกับท้องฟ้ายามสนธยา


   

สำหรับเขาฆ้องชัยเป็นส่วนหนึ่งของเขตห้ามล่าสัตว์ป่าถ้ำประทุนมีขนาดใหญ่เป็นอันดับสองของเขาปลาร้าโดมีเนื้อที่ประมาณ 7 ตารางกิโลเมตรมีความยาวประมาณ 3.5 กิโลเมตรและมีความสูงประมาณ 353เมตรตั้งอยู่ในอำเภอลานสักเป็นเขาหินปูนขนาดใหญ่อายุประมาณ 230 ล้านปีมีลักษณะเป็นหน้าผาอันสูงชันภายในเขามีโพรงถ้ำขนาดใหญ่หลายแห่งเช่น ถ้ำเขาฆ้องชัย ถ้ำพรสวรรค์ ถ้ำน้ำทิพย์และถ้ำค้างคาว  ส่วนด้านหน้าของเขาฆ้องชัยเป็นถ้ำตื้นกว้างคล้ายอุโมงค์ใหญ่ ซึ่งคาดเดากันว่าในสมัยหลายร้อยล้านปีที่ผ่านมาถ้ำแห่งนี้คงเคยเป็นที่อยู่อาศัยของมนุษย์ยุคก่อนประวัติศาตร์ เพราะชาวบ้านได้ขุดค้นพบอาวุธและเครื่องใช้ที่ทำมาจากหินตลอดจนเศษภาชนะดินเผาจำนวนมากภายในถ้ำ แห่งนี้และมีเรื่องราวเล่าขานถึงชื่อของเขาฆ้องชัยแห่งนี้เล่าสืบต่อกันมาว่าในยามค่ำคืนเดือนหงาย ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณโดยรอบเขาแห่งนี้มักจะได้ยินเสียงฆ้อง เสียงโหม่งดังก้องกังวานออกมาจากเขาลูกนี้ คนเฒ่าคนแก่หลายคนเชื่อว่าในสมัยโบราณได้มีการยกกองทัพไปรบกับข้าศึกศัตรูและเมื่อมีชัยชนะกลับมาได้มีการแวะตั้งกองทัพพักแรมกันที่บริเวณเขาฆ้องชัยแห่งนี้จากนั้นจึงมีการตีฆ้องร้องป่าวประกาศชัยชนะในการศึกสงครามครั้งนี้จึงเป็นชื่อมาของชื่อเขาฆ้องชัยนั่นเอง  ภายในถ้ำมีฝูงค้างคาวมากมายอาศัยอยู่ภายในถ้ำซึ่งเป็นพันธุ์ค้างคาวปากย่นชอบกินแมลงเป็นอาหารมีขนปกคลุมรอบลำตัวตั้งแต่ปีกลงไปจะเป็นสีน้ำตาลเข้มและจะจางลงบริเวณส่วนท้ายของลำตัวโดยมีลักษณะเด่นที่บริเวณริมฝีปากบนเป็นรอยย่นไม่มีกลีบจมูกแต่ส่วนปลายจมูกจะยื่นโด่งขึ้นชอบอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูงใหญ่ๆ ออกหากินในเวลากลางคืนเป็นค้างคาวที่มีประโยชน์ในทางเศรษฐกิจมากเป็นอันดับหนึ่งเพราะเป็นค้างคาวที่ชอบกินแมลงปีกแข็ง  เพลี้ย  มวนและผีเสื้อกลางคืนส่วนมูลของค้างคาวที่ถ่ายออกมามีราคาสูงและเป็นที่ต้องการของตลาดเพื่อที่เกษตรกรชอบนำไปทำปุ๋ยทำให้พืชสวนให้ผลผลิตดีกว่าปุ๋ยเคมี 



เราสองคนนั่งชมฝูงค้างคาวบินออกทำมาหากินเป็นสายตัดกับแสงสุดท้ายสีส้มยามพระอาทิตย์อัสดงเป็นภาพที่สวยงามยิ่งนัก แสงสุดท้ายของวันลาลับขอบฟ้าไปแล้ว อากาศเริ่มเย็นลงบรรยากาศเริ่มโพล้เพล้  เห็นเขาฆ้องชัยตั้งตระหง่านอยู่ท่ามกลางความมืดจากนั้นหูของเราสองคนก็แว่วได้ยินเสียงปี่กลองฆ้องชัยดังแว่วมาจากโพรงถ้ำภายในหุบเขา  อาตมาเห็นท่าจะไม่ดีแน่รีบเผ่นกันก่อนเถอะโยมและก่อนที่เหล่าเจ้าพวกแวมไพร์กระหายเลือด(ยุง)ที่ล้อมรอบตัวเราจะสูบเลือดเราจนหมดตัวเผ่นกลับที่พักกันก่อนดีกว่าเชื่ออาตมาเถิดโยม  โกยกันเถอะโยม

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา