|
วันที่ 1 กรุงเทพ ฯ – สมุทรสงคราม ไหว้พระ 9 วัด ทางน้ำสมุทรสงคราม เริ่มจากการเดินทางที่แสนจะสะดวกสบายหากเดินทางมาจังหวัดสมุทรสงครามด้วยรถส่วนตัวจะเลือกใช้ทางด่วนหรือถนนหลวงก็ไปเริ่มต้นที่ถนนสายธนบุรี-ปากท่อ หรือบางท่านจะคุ้นกับชื่อถนนพระราม 2 วิ่งรถตรงอย่างเดียวผ่านสี่แยกมหาชัย-นาเกลือ ถึงประมาณหลักกิโลเมตรที่ 63 จะเห็นทางแยกต่างระดับเข้าสู่ตัวเมืองสมุทรสงคราม แต่ถ้ามาด้วยรถโดยสารประจำทางก็ขอแนะนำรถตู้จะสะดวกสุดๆ เริ่มต้นสายที่ใต้ทางด่วนอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ฝั่งซ้ายมือขาออกไปยังสะพานควาย หรือฝั่งเดียวกับซอยลือชา

จะมีรถตู้ อนุสาวรีย์ชัยฯ-สมุทรสงคราม วิ่งประจำทุกวัน ตั้งแต่ 05.30 น. -20.00 น. วันจันทร์-พฤหัสบดี วันศุกร เสาร์ อาทิตย์ รถออกเที่ยวสุดท้าย 21.00 น.ไม่มีวันหยุด ถ้าหยุดก็แสดงว่าป่วยกันทั้งวิน หรือไม่ก็น้ำมันขึ้นจนต้องหยุดวิ่งให้บริการ

จากต้นสายหลับให้สบายไปตื่นที่ปลายทาง ตลาดในตัวเมืองสมุทรสงคราม หลังวัดเพชรสมุทรวรวิหาร (หลวงพ่อวัดบ้านแหลม) จะแวะหาของอร่อยๆ ทานที่ตัวตลาดก็ไม่ว่ากัน

ห่างกันไปนิดเดียวเดินไม่ทันเหนื่อยก็จะเห็นตลาดร่มหุบ หรือตลาดรถไฟ ถ้าอยากเห็นว่าบรรยากาศตลาดกับรถไฟไทยอยู่ร่วมกันแบบอรุ่มอร่วยเป็นยังไงก็ตรวจสอบเวลาเดินรถไฟจากสถานีรถไฟสมุทรสงครามได้ที่เบอร์โทร. 0 3471 1906 ที่นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่น่ามาชมให้เห็นกับตา และน่าจะเป็นตลาดรถไฟแท้ๆ แห่งเดียวที่เหลืออยู่

ชาวบ้านร้านตลาดที่นี่เห็นรถไฟผ่าตลาดทุกวันจนชินหูชินตา ไม่รู้ว่าถ้าวันไหนตลาดที่นี่ย้ายไปแล้วจะหาชมบรรยากาศแท้ๆ ได้ที่ไหน ก็รีบๆ มาดูก่อนที่จะได้ไปดูจากภาพถ่ายหรือจากคลิปจาก ยูทูป ที่ หน้าจอคอมพิวเตอร์

ทีมงาน www.idotravellers.com สองพระหน่อเลือกใช้บริการรถตู้โดยสารที่อนุสาวรีย์ชัยฯ เพื่อเดินทางไปยังจังหวัดสมุทรสงคราม ค่าโดยสาร คนละ 70 บาทถ้วน ใช้เวลาเดินทางชั่วโมงนิดๆ ก็ถึงตลาดในตัวเมืองสมุทรสงคราม หันรีหันขวางหากาแฟประเดิมมื้อเช้าได้ที่หลังโรงเรียนศรัทธาสมุทร ซึ่งปัจจุบันย้ายไปยังสถานที่แห่งใหม่ พื้นที่เดิมที่เคยเป็นโรงเรียนของวัดตรงข้ามกับวัดเพชรสมุทร จึงกลายเป็นลานจอดรถ คล้ายกับวัดหลวงพ่อโสธร ที่แปดริ้ว หลังกาแฟหมดแก้ว เราก็เริ่มโปรแกรมไหว้พระทางน้ำ 9 วัด จังหวัดสมุทรสงคราม กันที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (หลวงพ่อวัดบ้านแหลม) เพียงแค่เดินผ่านรั้ววัดหลังร้านกาแฟเราก็เห็นหลังคาวิหารประดิษฐานองค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมอยู่ไม่ไกล เพียงเดินลัดลานจอดรถแล้วข้ามถนนหน้าวัดไปไม่กี่ก้าวเราก็เดินเข้าสู่วิหารหลวงพ่อวัดบ้านแหลมแล้ว


เช้านี้ว่าเรามาถึงวัดตั้งแต่ยังไม่ทันเคารพธงชาติ แต่ผู้คนก็มาไหว้หลวงพ่อวัดบ้านแหลมกันมากแล้ว ดูๆ ไปก็เป็นชาวบ้านร้านละแวกเมืองสมุทรสงคราม กันทั้งนั้นใ นช่วงเช้าอย่างนี้ อันว่าหลวงพ่อวัดบ้านแหลมนี้ถือว่าเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวเมืองสมุทรสงคราม กันมายาวนานร่วมสองร้อยกว่าปี ตั้งแต่ครั้งหลวงพ่อบ้านแหลมยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปอย่างทุกวันนี้

หลวงพ่อบ้านแหลมมาประดิษฐานอยู่ที่วัดบ้านแหลม ตั้งแต่ปีใดนั้นไม่ปรากฏหลักฐานกล่าวไว้ แต่จากหนังสือพงศาวดาร เรื่องเรารบกับพม่าครั้งกรุงศรีอยุธยา พระนิพนธ์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวว่า เมื่อจุลศักราช 1126 ตรงกับปี พ.ศ. 2307 ปีวอก ฉอศก เดือนอ้าย แม่ทัพพม่ายกกองทัพเข้ามาตีกรุงศรีอยุธยา ไล่ตั้งแต่เมืองตะนาวศรี เมืองระนอง เมืองชุมพร จนกระทั่งถึงเมืองเพชรบุรี กองทัพของกรุงศรีอยุธยาซึ่งนำโดยพระยาพิพัฒโกษา กับพระยาตาก (สิน) ได้ยกทัพมาช่วยรักษาเมืองไว้ได้ ระหว่างที่พม่ายกทัพมาถึงเมืองเพชรบุรีนั้นชาวบ้านแหลมในเขตเมืองเพชรบุรีจึงได้อพยพหนีพม่ามาตั้งบ้านเรือนอยู่ในตำบลแม่กลอง ทางฝั่งใต้ของปากคลองแม่กลอง เหนือวัดศรีจำปาขึ้นไปและเรียกหมู่บ้านนี้ว่า“วัดบ้านแหลม” โดยนำชื่อท้องถิ่นเดิมของตนในเมืองเพชรบุรีเป็นชื่อวัด โดยได้ชาวบ้านได้ช่วยกันบูรณะวัดศรีจำปาแล้วเรียกวัดศรีจำปาว่า “วัดบ้านแหลม”

ชาวบ้านแหลมในละแวกนี้ส่วนมากแล้วมีอาชีพเป็นชาวประมงจับปลาในทะเล คราวหนึ่งได้ออกไปลากอวนในอ่าวแม่กลองได้พระพุทธรูปติดอวนขึ้นมา 2 องค์ องค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปนั่งทำด้วยศิลา อีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตรหล่อด้วยทองสัมฤทธิ์ สำหรับพระพุทธรูปนั่งนั้นชาวประมงได้อัญเชิญไปประดิษฐานไว้ที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี เรียกว่า “หลวงพ่อวัดเขาตะเครา” มาจนถึงทุกวันนี้ สำหรับพระพุทธรูปยืนปางอุ้มบาตร(หลวงพ่อบ้านแหลม) นั้นได้อัญเชิญมาไว้ที่วัดบ้านแหลม

พุทธลักษณะของหลวงพ่อบ้านแหลม นั้นเป็นพระพุทธรูปสมัยกรุงศรีอยุธยาลักษณะเด่นเป็นพิเศษ คือ พระพักตร์งามเหมือนพระพักตร์เทพบุตร พระหัตถ์เป็นคนละชิ้นกับพระพาหาทำให้สามารถถอดออกได้แบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย

พระบาทไม่สวมฉลองพระบาทแบบพระพุทธรูปทรงเครื่องที่เรียกว่าพระโพธิสัตว์สมัยอยุธยา พระเกตุมาลาเป็นเปลวเพลิงแบบพระพุทธรูปสมัยสุโขทัย สังฆาฏิพาดยาวลงมาถึงพระชงฆ์ แต่ไม่มีลายเป็นดอกดวงแบบพระพุทธรูปสมัยอยุธยาตอนปลาย จีวรเป็นแผ่นแผงอยู่เบื้องหลัง มีแฉกมุมแบบอยุธยา ฐานรองพระบาทนั้นตอนบนทำเป็นรูปดอกบัวบานรองรับ ตอนล่างทำเป็นฐานย่อมุมสิบสอง เป็นรูปฐานพระเจดีย์ ชั้นล่างสุดทำเป็นฐานเท้าสิงห์มีลวดลายสวยงามมาก

วัดจากปลายพระบาทถึงยอดพระเกศมาลา สูงประมาณ 167 เซนติเมตร สูงขนาดเท่าคนจริงโดยประมาณ แรกเริ่มที่ได้องค์หลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นจากทะเลชาวบ้านคิดว่าจะนำไปประดิษฐานที่วัดใหญ่ ซึ่งมีความเจริญกว่า แต่ได้เกิดเหตุอุปสรรคต่างๆ เป็นนิมิตว่าท่านประสงค์จะอยู่ที่วัดบ้านแหลม ชาวบ้านจึงได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อมาประดิษฐานไว้ที่วัดบ้านแหลม เรียกว่า “หลวงพ่อบ้านแหลม” ตามชื่อของวัด ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

จากการสืบค้นประวัติของหลววงพ่อบ้านแหลมคาดว่าระยะเวลาระหว่าง ปี พ.ศ. 2307 ถึง ปี พ.ศ. 2310 ชาวประมงคงยังไม่ได้หลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นมาจากทะเล เนื่องจากในสมัยกรุงธนบุรีก็ยังมีศึกพม่าอยู่เหมือนกัน เมื่อ พ.ศ. 2310 ก็มีศึกบางกุ้งจนกระทั่ง พ.ศ. 2317 ก็มีศึกบางแล้ว แต่ก็คงจะได้หลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นมาในสมัยแผ่นดินพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก จากเรื่องเล่าที่ชาวบ้านแหลมคิดจะอัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้ไปไว้ที่ “วัดใหญ่” ซึ่งเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองกว่า วัดใหญ่นั้นแต่เดิมเป็นวัดเล็ก ๆ ตั้งอยู่ด้านเหนือขึ้นไปไม่ใช่ตั้งอยู่ในปัจจุบันนี้ ที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดใหญ่นั้น ก็เมื่อเจ้าพระยารัตนาธิเบศร์ (กุน รัตนกุล) มาสร้างวัดขึ้นใหม่ในสมัยพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ประมาณ พ.ศ. 2325 ถึง พ.ศ. 2352 ฉะนั้น ที่ว่าชาวบ้านตั้งใจจะนำหลวงพ่อบ้านแหลมไปไว้วัดใหญ่เพราะเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองกว่าวัดบ้านแหลม ก็น่าจะเป็นในระยะเวลาดังกล่าว ถ้าเป็นเช่นนั้นก็น่าจะได้หลวงพ่อบ้านแหลมขึ้นมาจากทะเลในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ นับจนถึงบัดนี้ก็ประมาณ 200 ปี โดยประมาณ

นับแต่หลวงพ่อบ้านแหลมมาประดิษฐานที่วัดบ้านแหลมก็ได้แสดงความศักดิ์สิทธิ์ และอภินิหารต่าง ๆ จนเป็นที่เคารพเลื่อมใสของชาวบ้านทั่วไป จากนั้นวัดบ้านแหลมซึ่งแต่เดิมเป็นวัดเล็ก ๆ ที่ทรุดโทรมก็กลับเจริญขึ้น เพราะมีผู้คนมาทำบุญและนมัสการ หลวงพ่อบ้านแหลมกันอยู่เนืองๆ หากแต่หลวงพ่อวบ้านแหลมในสมัยนั้นก็ยังไม่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป เรียกว่าท่านมีชื่อเสียงเลื่องลือในถิ่นฐานย่านใกล้เคียงเมืองสมุทรสงครามเพียงเท่านั้นในสมัยรัชกาลที่ 3 ถึงรัชกาล ที่ 4 ล่วงเลยมาจวบจนกระทั่งในสมัยรัชกาลที่ 5 ครั้งเมื่อ สมเด็จพระนางเจ้าเสาวภาผ่องศรี พระบรมราชินีนาถในรัชกาลที่ 5 ได้เสด็จเมืองสมุทรสงคราม โดยกระบวนเรือผ่านมายังวัดบ้านแหลมได้รับสั่งให้ข้าราชบริพานที่ตามเสด็จไปถวายเครื่องสักการะหลวงพ่อบ้านแหลม โดยได้ขอพรให้อานิสงค์ที่ได้เลื่อมใสให้ทรงหายจากอาการพระประชวร เมื่อพระองค์ได้ทรงหายจากอาการพระประชวรในเวลาต่อมาจึงได้โปรดพระราชทานปัจจัยปฎิสังขรณ์วัดบ้านแหลม เป็นมูลค่าถึง 800 บาท ปรากฏจากลายพระหัตถ ของรัชกาลที่ 6 เมื่อครั้งยังดำรงพระยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ที่พระราชทานมายังพระครูมหาสิทธิการ (แตง) อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม และเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสงคราม ซึ่งต่อมาพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ได้ทรงพระราชทานสายสะพาย 2 สาย สายหนึ่งมีพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. ส่วนอีกสายหนึ่งมีพระบรมรูปของพระองค์ติดอยู่ และ คาดรัดประคดปักดิ้นเงิน 1 สาย นอกจากนั้นสมเด็จพระพันปี ได้ทรงพระราชทานสายสะพายสีชมพู 1 สาย สมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุมาศวรเดช ก็เสด็จมานมัสการ และได้ถวายบาตรแก่หลวงพ่อบ้านแหลมไว้บาตรหนึ่ง เป็นบาตรแก้วเจียรไนสีน้ำเงิน ยังปรากฏอยู่ทุกวันนี้ สมเด็จพระปิตุจฉาเจ้าสุขุมาลมารศรีก็มีศรัทธาเลื่อมใสเคยเสด็จมานมัสการยังวัดแห่งนี้เช่นเดียวกัน แสดงให้เห็นว่านับตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา หลวงพ่อบ้านแหลมก็ได้มีชื่อเสียงเลื่องลือเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปกระทั่งถึงกรุงเทพฯ



เหตุการณ์สำคัญอีกครั้งหนึ่งเมื่อ ปี พ.ศ. 2461 เกิดอหิวาตกโรคระบาดในกรุงเทพฯ และหัวเมืองต่าง ๆ ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน และแม่น้ำแม่กลอง ผู้คนเสียชีวิตกันมาก กล่าวกันว่าบ้านเมืองเงียบเหงาจนคนไม่อยากออกจากบ้าน และไม่มีใครเผาศพใครด้วยโดยเข้าใจกันว่าเป็นโรคฝีโรคห่า ครั้งนั้นท่านเจ้าคุณสนิท สมณคุณ (เนตร) เจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม ฝันไปว่า หลวงพ่อบ้านแหลมมาบอกคาถากันโรคห่าให้บทหนึ่ง โดยให้ไปดูที่พระหัตถ์ของหลวงพ่อบ้านแหลมในโบสถ์ ท่านเจ้าคุณจึงชวนขุนประชานิยม (อ่อง ประชานิยม) ซึ่งขณะนั้นเป็นเด็กวัดอยู่เข้าไปดูคาถาหลวงพ่อบ้านแหลมในโบสถ์ปรากฏมีคาถาว่า "นะ มะ ระ อะ" อยู่ที่พระหัตถ์ข้างขวา "นะ เท วะ อะ" อยู่ที่พระหัตถ์ข้างซ้าย จึงจดเอามาทำน้ำมนต์ให้ชาวบ้านเอาไปกินไปอาบ ปรากฏว่าไข้อหิวาตกโรคก็สงบตั้งแต่บัดนั้นมา ซึ่งคาถาดังกล่าวปัจจุบันก็ยังมีผู้ศรัทธานำไปใช้ท่องเวลาทำน้ำมนต์ เรียกกันโดยทั่วไปว่า คาถาหลวงพ่อวัดบ้านแหลม

จากเหตุการณ์ดังกล่าว ชื่อเสียงในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อบ้านแหลมจึงยิ่งเลื่องลือขึ้นไปอีก เชื่อกันว่าหากได้มาสักการะปิดทองหลวงพ่อบ้านแหลม แล้วจะช่วยเสริมอำนาจบารมีแก่ชีวิต บังเกิดแต่ความเป็นสิริมงคลสืบไป หากใครอธิษฐานของพรหลวงพ่อไว้ในเรื่องใดก็มักจะได้สมความปรารถนาและมักจะกลับมาแก้บนหลวงพ่อวัดบ้านแหลมด้วยละครรำ ซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสิ่งที่ท่านโปรดปราน ปัจจุบันองค์หลวงพ่อบ้านแหลม นั้น กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณวัตถุแห่งชาติตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2492 ต่อมาเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2498 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้ายกฐานะวัดบ้านแหลม เป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร มีนามพระราชทานว่า “วัดเพชรสมุทรวรวิหาร” ภายในบริเวณวัดเพชรสมุทรยังมี พิพิธภัณฑ์สงฆ์ ซึ่งภายในมีพระพุทธรูปบูชาและพระเครื่องในสมัยต่างๆโบราณวัตถุเครื่องลายคราม และธรรมมาสน์บุษบกสมัยกรุงศรีอยุธยา ซึ่งปกติไม่เปิดให้เข้าชม ต้องติดต่อท่านเจ้าอาวาสก่อนล่วงหน้า

 หากนักท่องเที่ยวมาเที่ยวสมุทรสงคราม แล้วไม่ได้ นมัสการหลวงพ่อวัดบ้านแหลม ที่วัดเพชรสมุทรวรวิหาร ก็เหมือนไม่ได้มาเมืองสมุทรสงคราม ส่วนนักท่องเที่ยวที่ต้องการมาเที่ยววัดบ้านแหลมในช่วงหน้าเทศกาล ก็สามารถมาได้โดยทางวัดเพชรสมุทรวรวิหาร มีงานเทศกาลประจำปี 2 ครั้ง คือ 1.เทศกาลสงกรานต์เดือน 5 มีงานรวม 6วัน 6 คืน เริ่มงานตั้งแต่วันที่ 13-18 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับเทศกาลสงกรานต์ของชาวไทยและชาวรามัญ 2.เทศกาลวันสารท เดือน 11 ประมาณเดือนตุลาคม (มีงานนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม 4วัน 4 คืน)

ส่วนในช่วงเทศกาลตรุษจีนจะมีชาวไทยเชื้อสายจีนจากใกล้ไกลจากทั่วประเทศ มานมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม ซึ่งช่วงเทศกาลตรุษจีนในแต่ละปี จะมีงานประมาณ 7 วัน


เราทั้งสองคน ได้กราบนมัสการปิดทององค์หลวงพ่อบ้านแหลม และถ่ายรูปภายในวิหารองค์หลวงพ่อจนสมควรแก่เวลาก็ประจวบกับเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานสมุทรสงคราม ที่ทางทีมงานของเราได้นัดกันไว้ล่วงหน้าก่อนเดินทาง ได้เดินทางมารอรับเราอยู่ที่ท่าน้ำของวัด สงสัยว่าเราจะเดินทางมากันหรือยังเลยมารอทีมงานเราอยู่ที่หน้าวัด จนกระทั่งมาพบเราเดินถ่ายรูปอยู่ที่หน้าวิหารหลวงพ่อบ้านแหลมนั่นหล่ะ



หลังจากกล่าวทักทายกันอยู่พักใหญ่เราก็ชวนกันเดินทางต่อไปยังวัดที่สอง ซึ่งต้องใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางให้สมกับที่เป็นโปรแกรมไหว้พระทางน้ำ 9 วัด

จากวัดเพชรสมุทรวรวิหารเราเดินทางต่อไปยังวัดพวงมาลัย ซึ่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง ทางด้านตะวันตก วัดพวงมาลัยแห่งนี้สร้างขึ้นในระหว่างปี พ.ศ. 2415- พ.ศ. 2430 ซึ่งอยู่ในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 โดยท่านสัสดีพ่วงและนางมาลัยผู้เป็นภรรยา ได้มีศรัทธาถวายที่ดินของตนสร้างวัดแห่งนี้ขึ้นมา

เมื่อแรกเริ่มสร้างวัดนั้นได้ชื่อว่า “วัดพ่วงมาลัยสุนทราราม” แต่ชาวบ้านมักจะเรียกกันติดปากสั้นๆ ว่า “วัดพ่วงมาลัย” เรียกไปเรียกมานานวันเข้าจึงกลายมาเป็น “วัดพวงมาลัย” อย่างในปัจจุบันนี้

จากประวัติของวัด เมื่อสัสดีพ่วงและนางมาลัยผู้เป็นภรรยา ได้สร้างวัดแห่งนี้สำเร็จเสร็จสิ้นแล้ว จึงได้อาราธนา “พระครูวินัยธรรม (หลวงพ่อแก้ว พรหมสโร)” มาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสเป็นรูปแรก ซึ่งขณะนั้นหลวงพ่อแก้ว ท่านเป็นเจ้าอธิการอยู่ที่วัดช่องลม ตำบลบ้านปรก อำเภอเมือง ตามประวัติของหลวงพ่อแก้ว พรหมสโร วัดพวงมาลัย นั้นท่านเป็นพระธุดงค์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านวิปัสสนากรรมฐาน มีผู้นับถือมากองค์หนึ่งในสมัยนั้น ยิ่งในด้านวัตถุมงคลแล้ว ไม่มีใครในเมืองสมุทรสงครามในยุคนั้นที่จะไม่รู้จักตะกรุดใบลาน หรือที่เรียกกันภาษาชาวบ้านว่า “ตะกรุดบังปืน”ของหลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย ด้วยอุปเท่ห์ในการสร้างที่ต้องเฉพาะเจาะจงให้ผู้ที่ต้องการได้ตะกรุดไปใช้ ต้องไปตัดใบลานด้วยตัวเองจากต้นลานที่ คลองบังปืน ตำบลบังปืน เท่านั้น!

สมัยนั้นถ้าหลวงพ่อเจาะจงลงตะกรุดให้ใครแล้วไม่ได้ใบลานจากแหล่งที่หลวงพ่อกำหนดไว้เป็นอันว่าอด ท่านไม่ลงให้เด็ดขาด มีเรื่องเล่ากันว่าข้าราชการท่านใดได้ไปอยู่ที่สมุทรสงคราม เมื่อต้องเข้ามาทำธุระปะปังในกรุงเทพฯ ถ้ารู้ว่ามาจากสมุทรสงคราม เป็นต้องถูกถามหาของฝากเป็นตะกรุดใบลานของหลวงพ่อแก้ววัดพวงมาลัย เสียทุกเที่ยวไป นอกจากตะกรุดบังปืนที่เลื่องชื่อแล้ว แม้แต่ ผ้ายันต์ ลูกอม ถ้าบอกว่าเป็นของวัดพวงมาลัย เป็นต้องถูกขอเรียบไม่มีเหลือ ปัจจุบันวัตถุมงคลแท้ๆ ของหลวงพ่อแก้ว วัดพวงมาลัย นั้นหายากและมีราคาสูง ยิ่งถ้าแหล่งที่มาไม่น่าเชื่อถือด้วยแล้วส่วนมากจะเป็นของยัดวัดเสียมากกว่าเพราะได้ราคาดี

ส่วนวัตถุมงคลประเภทเหรียญโลหะที่ท่านสร้างขึ้นเองที่วัดนั้นมีทั้งเหรียญหล่อรูปพระพุทธ และเหรียญหล่อรูปแบบคล้ายกับเหรียญปั๊ม มีรูปหลวงพ่อแก้วนั่งขัดสมาธิเต็มองค์ หล่อด้วยทองเหลืองแบบที่เรียกกันว่า “เนื้อลงหิน” ปัจจุบันหาดูยากพอๆ กันกับเหรียญหลวงพ่อแก้ว “บล็อกวัด” ที่มีราคาสูงเลยหลักแสนไปไกลแล้ว แม้แต่เหรียญ “บล็อกวังบูรพา” ที่มีราคาต่ำกว่าหลายเท่าตัวก็ใช่จะหาเช่าได้ง่ายๆ เพราะใครมีก็หวงไม่ปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆ

อันว่าชื่อเสียงของหลวงพ่อแก้ว นั้นท่านโด่งดังขนาดที่ว่าเจ้านายหลายพระองค์ในกรุงเทพฯ ได้แวะมาสนทนาธรรมกับท่านถึงเมืองสมุทรสงคราม อาทิ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิรญาณวโรรส สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ โดยเฉพาะสมเด็จเจ้าฟ้าภาณุรังสีสว่างวงศ์ กรมพระยาภาณุพันธุมาศวรเดช นั้น พระองค์ทรงคุ้นเคยกับหลวงพ่อแก้วเป็นพิเศษ โดยได้สร้างตำหนักส่วนพระองค์ชื่อว่า “ญาโณยาน” ไว้ที่ข้างวัดพวงมาลัย 1 หลัง เพื่อเป็นที่พักผ่อน ตำหนักหลังดังกล่าวเป็นหลังเดียวกับที่ สมเด็จกรมพระนครสวรรค์วรพินิต เคยเสด็จมาประทับ แต่ปัจจุบันตำหนักนั้นได้ชำรุดทรุดโทรมลงและถูกรื้อไปในที่สุด เหลือเพียงที่ดินตกทอดแก่ทายาทในตระกูลภาณุพันธ์ ซึ่งทายาทท่านนั้นก็ได้ถวายให้เป็นที่ธรณีสงฆ์แก่วัดพวงมาลัยแล้ว

มาถึงวัดพวงมาลัยก็ต้องกราบหลวงพ่อแก้ว ซึ่งทางวัดได้หล่อรูปเหมือนขนาดเท่าองค์ท่าน พร้อมด้วยรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาสวัดพวงมาลัย อีก 2 องค์ คือ หลวงปู่แขก หลวงพ่อพุฒ ไว้ที่วิหารข้างโบสถ์ ชาวบ้านเรียกว่า วิหารหลวงปู่แก้ว มีผู้นับถือท่านมากราบขอพรจากหลวงพ่อแก้วไม่ขาดทุกวัน


หลังจากไหว้พระขอพรเรียบร้อยแล้วทีมงานเราก็ถือโอกาสไปกราบท่านเจ้าอาวาสขอเข้าไปชมในโบสถ์และวิหาร ซึ่งปกติทางวัดไม่ได้เปิดให้เข้าชม โดยเฉพาะวิหารประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัย หน้าตัก 2 ศอก และพระพุทธรูปปางไสยยาสน์ ยาว 2 วาเศษ ที่ ไม่เปิดให้เข้าชมโดยเด็ดขาด เนื่องจากมิจฉาชีพใจบาปจ้องจะขโมยของวัดกันตาเป็นมัน ขนาดวันสงกรานต์ทางวัดยังต้องเปิดเพียงแค่ประตูวิหารแล้วกั้นเชือกให้ผู้มีจิตศรัทธากราบไหว้พระที่หน้าประตูวิหารเท่านั้น







อันนี้จะโทษทางวัดก็ไม่ได้เพราะต้องปลอดภัยไว้ก่อน ยิ่งยุคเศรษฐกิจฝืดอย่างทุกวันนี้วิธีไหนป้องกันได้ก็ต้องทำไม่อย่างนั้นโบราณวัตถุเก่าแก่ของแต่ละวัดคงจะไม่เหลือให้ลูกหลานได้เห็นกันพอดี




หน้าต่อไป
|