ป้ายโฆษณา

หลังจากที่เราได้เข้าชมโบสถ์และวิหารวัดพวงมาลัย ด้วยความเมตตาจากท่านเจ้าอาวาสและหลวงพี่ที่คอยให้รายละเอียดแก่พวกเราจนได้เวลาต้องออกเดินทางไปยังวัดต่อไปแล้ว ทีมงานของพวกเราจึงไปกราบลาท่านเจ้าอาวาส ซึ่งท่านก็ได้เมตตาแจกรูปถ่ายหลวงพ่อแก้วขนาดห้อยคอให้กับพวกเราจนครบทุกคน ก่อนจะกราบลาท่านยังสำทับให้เราไปชม เจดีย์แบบมอญ (เจดีย์หงสาวดี) ซึ่งสร้างโดยหลวงพ่อแก้ว ราวปี พ.ศ. 2440-2452



ครั้นเมื่อท่านเดินธุดงค์กลับมาจากประเทศพม่า ท่านได้จำลองเจดีย์รูปแบบมอญมาไว้ที่วัดและนำพระบรมธาตุมาบรรจุไว้ในเจดีย์ สัญฐานของพระเจดีย์องค์นี้ มีความสูง 5 วา เศษ กว้าง 4 วาเศษ



 ส่วนที่ท่าน้ำท่านก็แนะนำให้ไปชม ตราพระราชลัญจกร รัชกาลที่ 5 ประดับกระจกสี ที่ศาลาท่าน้ำ ซึ่งเป็นของดั้งเดิมตั้งแต่ครั้งสร้างวัด และศาลาหลังนี้ได้เคยเป็นศาลารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 สมัย หลวงพ่อแก้วท่านเป็นเจ้าอาวาส


 

   
ซึ่งปัจจุบันได้รับการบูรณะให้สวยงามตามแบบเดิมไว้ ส่วนเพดานของศาลาท่าน้ำนั้นได้รับการลงสีใหม่ในรูปแบบเดิมเช่นเดียวกัน เรามาพักเหนื่อยชมความงามของลวดลายภาพวาด และตราแผ่นดินประดับกระจกสี ไม่นานการเดินทางไปวัดลำดับต่อไปก็เริ่มขึ้น



 จากวัดพวงมาลัยเราเดินทางต่อไปยังวัดจุฬามณี  ซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งคลองอัมพวา ไม่ไกลจากตลาดน้ำอัพวานัก เพียงหัวเรือที่เรานั่งหันหัวเข้าคลองไม่นานนักเราก็ต้องต๊กกะใจ เมื่อสายตาเหลือไปเห็นตุ๊กตาสารพัดขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กพอๆ กับตุ๊กตาชั๊คกี้ ไปจนถึงขนาดใหญ่พอๆ กับคนจริง มาผูกติดกับกิ่งไม้ริมฝั่ง นี่ถ้าเป็นตอนกลางค่ำกลางคืนขนแขนสแตนอัพไปแล้ว พี่คนขับเรือบอกกับเราว่า แต่ก่อนน่ากลัวกว่านี้อีก นี่ยังน้อยเพราะไม่มีใครมาดูแลรักษา ติดตั้งตุ๊กตาหลอกผู้คนผ่านไปผ่านมาแล้วก็ไม่ได้ดูแลตกแต่งให้น่ากลัวเหมือนเมื่อก่อน



เรามาถึงบางอ้อ เอาเมื่อตอนที่รู้ชื่อคลองว่า “คลองผีหลอก” สอบถามชื่อคลองก็ไม่ใคร่จะได้ความกระจ่างนักว่าชื่อคลองนี้มีความเป็นมาอย่างไรรู้เพียงว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องผีมาหลอกมาหลอนอย่างไรเลย ได้แต่สันนิษฐานตามข้อมูลที่รู้มาถึงสองกระแสว่า ชื่อคลองผีหลอกมาจากชื่อของ “เรือผีหลอก” ซึ่งเป็นเรือหาปลาขนาดเล็กกว้าง 70 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 วา ติดแผ่นไม้กระดานทาสีขาวไว้ที่ข้างเรือด้านหนึ่งให้แผ่นไม้จมลงในน้ำ ส่วนอีกด้านหนึ่งใช้ไม้กระดานหรือตาข่ายขึงกั้นปลาให้ตกลงในตัวเรือไว้ ถือว่าเป็นเรือหาปลาแบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่ปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว เรือนี้จะใช้ออกหาปลายามฤดูหนาวน้ำลดตอนกลางคืน โดยพายเรือเลียบริมตลิ่งให้แผ่นไม้กระดานประชิดริมตลิ่งเข้าไว้ เมื่อปลากระบอก ปลาตะเพียน ปลากระสูบ ปลากะพง เห็นแผ่นไม้กระดานทาสีขาวเข้ามาใกล้ตัวก็จะตกใจกระโดดขึ้นมาในเรือเสร็จชาวประมงพื้นบ้านไปตามระเบียบ ข้อสันนิฐานที่สอง ก็มาจากตัวคลองเองที่ลัดคลองอัมพวาไปออกแม่น้ำแม่กลองอีกคุ้งน้ำใช้เวลาน้อยกว่าไปตามแม่น้ำแม่กลองเกือบชั่วโมง ปกติพายเรือไปตามแม่น้ำใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าใช้เส้นทางลัดคลองแห่งนี้จะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมง เหมือนผีมาหลอก คลองนี้จึงได้ชื่อว่าคลองผีหลอก ก็ไม่รู้ว่าข้อมูลไหนจะถูกต้องกว่ากัน รู้แต่ว่ามีคนหัวใสใจถึงกล้าปีนต้นไม้เอาหุ่นไปแขวนหลอกผู้คนผ่านไปผ่านมาให้สมกับชื่อคลองผีหลอก แหมมันน่านักมาหลอกกันได้
ใช้เวลาไม่นานนักจากปากคลองผีหลอกเราก็มาถึงท่าน้ำวัดจุฬามณี ซึ่งมีบรรยากาศร่มรื่นไปด้วยแมกไม้ให้ร่มเงาน่านั่งพักผ่อน วัดจุฬามณีแห่งนี้เป็นวัดโบราณ  สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นระหว่างปี  พ.ศ. 2171-2199 ในรัชสมัยพระเจ้าปราสาททอง แห่งกรุงศรีอยุธยา เดิมชื่อ “วัดแม่ย่าเจ้าทิพย์” ตามประวัติเล่าว่าท้าวแก้วผลึก (น้อย) ซึ่งเป็นธิดาของท่านพลาย นายตลาดบางช้าง และเป็นน้าสาวของท่านทอง เป็นผู้บูรณะวัดจุฬามณีขึ้น วัดแห่งนี้ เป็นวัดที่มีความสำคัญในประวัติศาสตร์ เกี่ยวกับราชวงศ์จักรี ฝ่ายราชนิกูล (ตระกูลบางช้าง) โดยบริเวณด้านหลังวัดห่างไป 5 เส้น เป็นนิวาสถานเดิมของท่านทองและท่านสั้น พระชนกและพระชนนีของสมเด็จพระอัมรินทร์ทรามาตย์ (นาก) พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 1 ซึ่งภายหลังถูกไฟไหม้ ครอบครัวของท่านจึงย้ายไปตั้งบ้านเรือนอยู่บริเวณวัดอัมพวันเจติยาราม


เราเดินไปตามทางจนมาถึงทางขึ้นหมู่กุฎิเรือนไทย ซึ่งฟากหนึ่งเป็นมณฑปที่บรรจุสรีระของ"หลวงพ่อเนื่อง" และเรื่องที่น่าอัศจรรย์เป็น อย่างยิ่งก็คือ สรีระของท่านกลับไม่เน่าเปื่อยแต่อย่างใด คงอยู่ในสภาพเดิมๆ ภายในหีบแก้ว บนมณฑป ที่ทางวัดและศิษยานุศิษย์ร่วมกันจัดสร้างขึ้นมาอย่างงดงาม สำหรับประวัติของ หลวงพ่อเนื่อง โกวิโท (พระครูโกวิทสมุทรคุณ) วัดจุฬามณี นั้นท่านเป็นพระเกจิอาจารย์ที่โด่งดังมาก เมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน ท่านเป็นศิษย์เอกของ หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม หลวงพ่อแช่ม โสฬส วัดจุฬามณี หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ



ตามประวัติโดยสังเขป หลวงพ่อเนื่อง ชื่อเดิม เนื่อง เถาสุวรรณ เกิดเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์  พ.ศ. 2452 ปีระกา เป็นบุตร นายถมยา และนางตาบ  ท่านเกิดที่บ้านคลองใหญ่  อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม จบการศึกษาชั้นประถม 4 จากโรงเรียนวัดบางกะพ้อม เมื่อปี พ.ศ. 2463 ท่านอุปสมบท เมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2475 ณ อุโบสถวัดบางกะพ้อม ตำบลอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม โดยมี หลวงพ่อคง ธมฺมโชโต เจ้าอาวาสวัดบางกะพ้อม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อแช่ม โสฬส เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี เป็นพระกรรมวาจาจารย์  พระอาจารย์ปล้อง วัดบางกะพ้อม เป็นอนุสาวนาจารย์ 



ด้านการศึกษาท่านสามารถสอบได้นักธรรมชั้นเอก สำนักเรียนวัดจุฬามณี เมื่อปี พ.ศ. 2479 ขณะเดียวกันท่านก็มีความเชี่ยวชาญในทางวิปัสสนา และพุทธาคม เป็นอย่างมาก เนื่องด้วยท่านได้อาจารย์ดีเป็นเบื้องต้น ตั้งแต่อุปสมบท ประกอบกับความตั้งใจมั่นในการศึกษา และปฏิบัติอย่างเคร่งครัด โดยได้ศึกษาจาก หลวงพ่อคง วัดบางกะพ้อม พระเกจิอาจารย์ผู้โด่งดังของ เมืองสมุทรสงคราม ซึ่งเหรียญปั๊มของท่านติด 1 ใน 5 ของชุดเบญจภาคีเหรียญยอดนิยมของวงการพระเครื่องเมืองไทย
นอกจากนี้หลวงพ่อเนื่อง ท่านยังได้เรียนวิชาอาคมต่างๆ จาก หลวงพ่อแช่ม เจ้าอาวาสวัดจุฬามณี และ หลวงปู่ใจ วัดเสด็จ ผู้สร้างตำนาน ตะกรุดลูกอม อันลือลั่น ไล่เรียงรายนามอาจารย์ของหลวงพ่อเนื่องแล้ว  จึงไม่ต้องแปลกใจในความรู้ความสามารถ และความเข้มขลังในสายพุทธาคม ที่หลวงพ่อเนื่องท่านได้ร่ำเรียนสืบทอดมาจากอาจารย์ ผู้แก่กล้าสามารถหลายท่านด้วยกัน



หลวงพ่อเนื่อง เป็นพระบริสุทธิสงฆ์ที่ชาวสมุทรสงคราม และจังหวัดใกล้เคียง มีความศรัทธาเลื่อมใสเป็นอันมาก  อีกทั้งผลงานจากความสามารถในด้านงานพัฒนา สร้างสรรค์นำความเจริญรุ่งเรืองมาสู่วัดจุฬามณี  และชุมชนท้องถิ่นมาโดยตลอด  จนทำให้ท่านได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ เป็นพระครูสัญญาบัตรที่ พระครูโกวิทสมุทรคุณ เมื่อปี พ.ศ. 2469 และเลื่อนเป็นพระครูสัญญาบัตร เจ้าอาวาสชั้นโท ฝ่ายวิปัสสนาคันธุระ เมื่อปี พ.ศ. 2517 ในราชทินนามเดิม



หลวงพ่อเนื่องท่านได้ดูแล บูรณปฏิสังขรณ์วัดจุฬามณี จนเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรือง และมีความสมบูรณ์ในทุกด้าน จวบจนเมื่อต้นปี พ.ศ. 2530 หลวงพ่อเนื่องท่านได้เริ่มมีอาการอาพาธ จนกระทั่งในวันศุกร์ที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2530 เวลา 06.20 น. ท่านก็ได้ละสังขาร มรณภาพอย่างสงบ ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สิริรวมอายุ 78 ปี 56 พรรษา ยังความโศกเศร้าเสียใจ แก่ศิษยานุศิษย์เป็นอันมาก ทิ้งไว้แต่หลักคำสอน วัตถุมงคล และผลงานการก่อสร้างวัดจุฬามณี ที่มีความสวยงาม และร่มรื่นจนทุกวันนี้ พระเครื่องและวัตถุมงคลของหลวงพ่อเนื่อง ทั้งที่ท่านสร้างเอง และได้ไปนั่งปรกอธิฐานจิต ล้วนแล้วแต่มีพุทธคุณสูง ผู้พกพาต่างมีประสบการณ์ทั้ง เมตตา ค้าขาย แคล้วคลาด คงกระพัน ปัจจุบันยังพอหาได้ในราคาค่างวดไม่สูงมากนัก



เราขึ้นมานั่งกราบขอพรจากหลวงพ่อเนื่องภายในห้องที่กว้างขวางตกแต่งด้วยลายไทย ลงรักปิดทองอย่างสวยงามอลังการ แวดล้อมไปด้วยสิ่งของจัดแสดงที่เกี่ยวข้องกับท่าน



เบื้องหน้าของเราเป็นห้องกระจกที่บรรจุสรีระของหลวงพ่อเนื่องในโลงแก้ว หน้าโลงแก้วมีรูปปั้นของท่านให้ผู้ที่ศรัทธากราบสักการะ ส่วนใครที่อยากจะฟังเสียงท่านเทศน์ให้พร ก็บริจาคเหรียญลงในช่องหยอดเหรียญท่านก็จะมาเทศน์ อ๊ะม่ายช่าย ท่านก็จะได้รับฟังเสียงเทศน์ให้พรของหลวงพ่อเนื่องที่ทางวัดอัดเสียงไว้ ได้ฟังกันทั่วทุกคนที่อยู่หน้าลำโพง ใครมากราบสักการะหลวงพ่อเนื่องถึงบนมณฑปขอแนะนำว่าควรเป็นอย่างยิ่งที่จะได้ฟังเสียงให้พรของท่าน แม้ว่าวันนี้ท่านจะละสังขารไปแล้วก็ตาม



 เราเดินชมสิ่งของจัดแสดงจนทั่วห้องแล้วก็เดินลงมายังด้านล่างมีป้ายบอกทางไปยังพระอุโบสถ ซึ่งอยู่อีกด้านหนึ่งเยื้องๆ กับหมู่กุฎิเรือนไทย เราต้องเดินลัดเลาะไปจนพ้นตึกจึงเห็นพระอุโบสถหลังใหม่ ซึ่งวันนี้ดูสีสันออกจะหม่นไปตามกาลเวลา



พระอุโบสถหลังปัจจุบันนี้เป็นหลังเดียวกับที่หลวงพ่อเนื่องท่านได้ดำริและสร้างขึ้น โดยที่พระอุโบสถหลังเดิมที่สร้างจากไม้สักและไม้เนื้อแข็ง ได้ชำรุดทรุดโทรมลงตามกาลเวลา หลังจากที่ได้บูรณะปฎิสังขรณ์มาตลอด จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2510 พระอุโบสถหลังเดิมก็ทรุดโทรมลง สุดที่จะบำรุงรักษาซ่อมแซมให้คงสภาพเดิมได้



หลวงพ่อเนื่อง ท่านจึงได้เริ่มสร้าง พระอุโบสถหลังใหม่แทนหลังเก่าในปี พ.ศ. 2511  หลังจากหลวงพ่อเนื่องมรณภาพในปี พ.ศ. .2530 พระครูโสภิตวิริยาภรณ์ (อิฏฐ ภททฺจาโร) ศิษย์เอกของหลวงพ่อเนื่อง จึงได้ดำเนินการสานงานก่อสร้างพระอุโบสถจนแล้วเสร็จ



พระอุโบสถหลังที่เรากำลังชมอยู่นี้เป็นพระอุโบสถจตุรมุขหินอ่อน กว้าง 40 เมตร ยาว 80 เมตรชาดก สูง 10 เมตร มูลค่าการก่อสร้างนับสิบล้านบาท ซึ่งได้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 15 สิงหาคม พ.ศ.2511 โดยสมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (จวน อุฏฐายี) เสด็จมาประกอบพิธี
 ใช้ระยะเวลาในการก่อสร้าง 20 ปีเศษ ภายในพระอุโบสถปูพื้นและกรุฝาผนังด้านล่างระดับเอวด้วยหินหยกสีเขียวจากเมืองการาจี ประเทศปากีสถาน



 
ส่วนบริเวณฝาผนังด้านบนโดยรอบพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปะแบบอยุธยาผสมผสานกับแบบรัตนโกสินทร์ แสดงเรื่องราวเกี่ยวกับพุทธประวัติและนิทานชาดกที่ประณีตงดงาม ฝีมือของจิตรกรหญิงนิตยา ศักดิ์เจริญ ซึ่งใช้เวลาในการวาดนานถึง 6 ปี

เป็นภาพวาดเกี่ยวกับพุทธประวัติที่น่าชมเป็นอย่างยิ่ง ภายในพระอุโบสถประดิษฐานพระประธานบนฐานสูง ประดับประดาด้วยโคมไฟ บานประตูพระอุโบสถด้านนอกเป็นงานฝีมือสมุกรักฝังมุกเป็นภาพตราพระราชลัญจกรประจำพระองค์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลปัจจุบัน และพระนามาภิไธย สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิต์ พระบรมราชินีนาถ สก. สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี สว. สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามบรมราชกุมาร มวก. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา เจ้าฟ้าจักรีสิรินทร สยามบรมราชกุมารี สธ. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์ อัคราชกุมารี จภ. ตลอดจนภาพตราเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่าง ๆ บานหน้าต่างด้านในแกะสลักเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับชาดก


เราไหว้พระประธานและรูปหล่อหลวงพ่อเนื่อง ในพระอุโบสถเรียบร้อยแล้วจึงได้มาเดินชมภาพจิตรกรรมฝาผนังอยู่นานจนเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวฯ ต้องมาตามเราให้เร่งเดินทางไปทานข้าวกลางวัน ด้วยกลัวว่าเราสองคนจะหน้ามืดเป็นลมเพราะวิ่งซ่กๆ เข้านู่นออกนี่ เหลือบดูเวลาที่นาฬิกาก็ใกล้จะเที่ยงแล้ว เก็บกล้องเข้ากระเป๋าออกเดินตามเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวฯ ไปแต่โดยดี



 ร้านอาหารกลางวันมื้อนี้ที่เราเดินทางไปทานมีชื่อว่า “ร้านต้นไม้สายน้ำ ๑” มีเมนูเด็ดขึ้นชื่อคือ เนื้อปูหลน และ ปลากระพงราดน้ำปลา



ส่วนเมนูอื่นๆ ที่เราชิมแล้วฝีมือไม้น้อยหน้าร้านอื่นก็เป็นเมนูปลาดุกผัดฉ่า และหอยหลอดทอด ที่รสชาติจัดจ้าน ทานไปเตรียมทิชชู่ซับเหงื่อไป ใครที่ชอบรสจัดไม่ผิดหวัง แต่ถ้าไม่ชอบรสจัดก็ต้องบอกให้แม่ครัวลดเครื่องลงหน่อย ได้ยินมาว่าแม่ครัวมือหนักเครื่อง



สนใจจะแวะมาทาน ก็สำรองโต๊ะล่วงหน้ารับประกันความผิดหวังที่เบอร์โทร. (034) 752-911 หรือเที่เบอร์มือถือ โทร. 08 5187-9597 ถ้าจะเข้าไปชมภาพบรรยากาศร้านต้นไม้สายน้ำ ๑ ก็คลิ๊กเข้าไปชมได้ที่ www.geocites.com/tonmaisainum1 หรือที่ www.maeklongtoday.com หลังอาหารเราสั่งผลไม้กับวุ้นเป็ดมาทาน ด้วยอยากลองลิ้มชิมวุ้นเป็ด ว่าจะมีรสชาติกลมกล่อมประมาณไหน เคยคุ้นลิ้นแต่วุ้นกะทิ มาลองกินวุ้นมะพร้าวอ่อนดูบ้าง



เจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวฯ ที่มาด้วยกันมีพื้นเป็นชาวสมุทรสงครามโดยกำเนิด บอกเราว่าต้องลองให้ได้ ขนาดตัวเขาเองเป็นคนเมืองสมุทรสงครามแท้ๆ วิ่งรถผ่านหน้าร้านขายวุ้นเป็ดทุกวัน ถ้าไม่ไปซื้อแต่เช้ารอขากลับจากที่ทำงานวันไหนวันนั้นไม่มีได้ทาน เพราะวุ้นเป็ดของแท้ทำวันต่อวันด้วยน้ำมะพร้าอ่อนจึงไม่สามารถเก็บไว้ได้นาน แค่ทำตามออเดอร์ส่งร้านอาหารก็แทบจะทำไม่ทันส่งแล้ว ยิ่งกระแสวุ้นเป็ดดังอย่างนี้ รีบๆ มาชิมเดี๋ยวตกเทรน วุ้นเป็ดของแท้ต้องเป็นรูปเป็ดเท่านั้น ถ้ามีลูกมีหลานพ่วงท้ายหรือมีเดือยมีหงอน ให้ฟันธงได้ว่าไม่ใช่วุ้นเป็ดเจ้าดั้งเดิม ขอให้อร่อยกับวุ้นเป็ดเมืองสมุทรสงครามจ้า ส่วนทีมงาน www.idotravellers.com  เราก็รอดตัวไม่ต้องหอบหิ้ววุ้นเป็ดตามออเดอร์ “ซื้อมาฝาก” ไม่ได้ “ฝากซื้อ” เพราะมีข้ออ้างกลัวว่าของกินจะเสีย เนื่องจากเราต้องนอนที่สมุทรสงครามอีกคืนหนึ่ง หลังจากจัดการกับของหวานเรียบร้อยแล้วนั่งพักให้ข้าวเรียงเม็ดเราก็ออกเดินทางไปยังวัดที่สี่ ซึ่งมีชื่อว่า “วัดภุมรินทร์กุฎีทอง”


วัดภุมรินทร์กุฎีทอง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลองในเขตตำบลสวนหลวง เป็นวัดเก่าแก่ของเมืองสมุทรสงคราม สันนิฐานว่าสร้างในสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์ วัดภุมรินทร์กุฎีทอง แห่งนี้มีประวัติและความเป็นมาเกี่ยวข้องกับ วัดบางนางลี่น้อย และกุฎีทอง พระราชวงศ์เธอกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงเล่าไว้ในพระนิพนธ์สามกรุง ว่า “ทรงได้ยินผู้ใหญ่เล่าว่า ครั้นนั้นมีข้าหลวงจากในกรุงออกมาสืบหาบุตรสาวของผู้ดีมีตระกูล และมีลักษณะสวยงาม เพื่อจะนำไปเป็นพระสนมของสมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์ คุณนากนี้ มีคุณสมบัติจึงถูกจดชื่อไว้ด้วยคนหนึ่ง ท่านทอง ท่านสั้น บิดามารดาของคุณนาควิตกมาก เพราะไม่ต้องการให้บุตรสาวไปเป็นพระสนม จึงชวนพระสมุทรสงคราม เจ้าเมืองสมุทรสงครามลูกผู้พี่ของท่านสั้น เข้าไปปรึกษาหลวงพินิจอักษร ชื่อเดิมว่าทองดี รับราชการเป็นเสมียนตรากรมมหาดไทยสมัยนั้น หลวงพินิจอักษรเห็นว่า มีทางแก้ไขประการเดียว คือ รีบแต่งงานกับหลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี บุตรชายของตน” ท่านทองกับท่านสั้นก็เห็นด้วย จึงได้ไปให้พระครูปลัดทิม เจ้าอาวาสวัดบางลี่น้อย ตรวจดวงชะตาเพื่อขอฤกษ์วิวาห์มงคล เมื่อพระครูปลัดทิมท่านได้ตรวจดวงชะตาแล้วจึงให้คำทำนายว่าบุตรตรีของท่านทองและท่านสั้น ซึ่งก็คือคุณนาก เป็นผู้มีบุญวาสนาได้เป็นถึงพระราชินี จะยกวงศ์ตระกูลให้เป็นสุขเป็นที่พึ่งแก่คนทั้งหลาย ท่านทองได้รับฟังคำทำนายดังนั้นจึงให้คำมั่นว่า หากเป็นจริงดังคำทำนาย ท่านทองจะสร้างกุฎีทองถวาย



เมื่อบุตรีของท่านทองได้วิวาห์มงคลกับนายทองด้วง หลวงยกกระบัตรเมืองราชบุรี แล้ว ต่อมาหลวงยกกกระบัตรเมืองราชบุรี ได้รับราชการด้วยสมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี (พระเจ้าตากสินมหาราช)ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น พระราชวรินทร์เจ้ากรมพระตรวจซ้าย พระยาอภัยรณฤทธิ์ พระยามหาราช พระยาจักรี สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ตามลำดับ เมื่อหมดบุญพระเจ้าตากสินมหาราช สมเด็จเจ้าพระยามหากษัตริย์ศึก ได้ปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ คือ สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้ทรงสถาปนาพระอิสริยยศท่านผู้หญิงนากเป็น สมเด็จพระอมรินทรามาตย์ ตำแหน่งพระอัครมเหสี ท่านทองได้ระลึกถึงคำทำนายของพระครูปลัดทิม ท่านจึงได้สร้างกุฎีด้วยไม้สักทองลงรักปิดทองล่องชาด ถวายแก่วัดบางนางลี่น้อย เมื่อปี พ.ศ. 2323 จำนวน 3 หลัง จากนั้นวัดบางนางลี่น้อย จึงได้ชื่อว่า วัดนางบางลี่กุฎีทอง ต่อมาที่ดินของวัดนางบางลี่กุฎีทอง ได้ถูกน้ำไหลบ่ามาจากเมืองกาญจนบุรีผ่านมาทางเมืองราชบุรีเซาะจนตลิ่งพังลงทุกปี จนกระทั่งกุฎีทองสามหลังได้ทรุดลงไปกับสายน้ำแม่กลองเหลือเพียงหลังเดียว



ประจวบกับที่ดินของวัดนางบางลี่กุฎีทองในกาลต่อมาได้ถูกน้ำเซาะจนแทบไม่เหลือ จนเมื่อเถ้าแก่โรงหีบอ้อย ชื่อนางภู่ ได้มีจิตศรัทธาสร้างวัดภุมรินทร์ขึ้นในปี พ.ศ. 2431ใกล้กับวัดนางบางลี่กุฎีทอง เมื่อล่วงถึงปี พ.ศ. 2468 สมัยหลวงพ่อเกีย เป็นเจ้าอาวาสวัดภุมรินทร์ ท่านได้ดำริว่า หากไม่ย้ายกุฎีทองให้พ้นจากตำแหน่งที่ตั้งเดิมแล้ว ชะรอยกุฎีทองหลังสุดท้ายของวัดนางบางลี่ ก็คงไม่พ้นที่จะทรุดหายไปกับแม่น้ำแม่กลองเป็นแน่ ท่านจึงได้ย้ายกุฎีทองหลังสุดท้ายมาไว้ ณ ตำแหน่งที่ตั้งอยู่ในปัจจุบัน เมื่อได้ย้ายกุฏีทอง ซึ่งอยู่เหลือเพียงหลังเดียวมาไว้ที่วัดภุมรินทร์ที่อยู่ใกล้กันแล้ว จึงได้เรียกชื่อวัดจากชื่อเดิมต่อสร้อยท้ายเป็น “วัดภุมรินทร์กุฎีทอง สำหรับหลวงพ่อเกีย เจ้าอาวาสองค์ที่สองของวัดนั้น ท่านเป็นพระอาคมขลัง ได้สร้างพระเครื่องขึ้นแบบหนึ่ง ทำด้วยเนื้อโลหะทองแดง ด้านหน้าเป็นพระ พุทธรูปนั่งสมาธิด้านหลังมีอัขระลงยันต์ไว้เป็นตัวนูนรู้จักกันดี ในวงการนักสะสมพระเครื่อง


Phummarin

 จากท่าน้ำเราเดินมาที่กุฎีทองไม่ถึงร้อยเมตร ตัวกุฎีทองตั้งอยู่ทางด้านหน้าพระอุโบสถริมคลองประชาชมชื่น ลักษณะเป็นอาคารไม้สักทรงไทยฝาปะกน ขนาด 5 ห้อง กว้าง 6.10 เมตร ยาว 11.85 เมตร



หลังคามุงกระเบื้องดินเผาแบบมอญ มีหลังคาปีกนกคลุมตลอดทั้งหลัง หน้าบันแกะสลักเป็นลายก้านขด ลงรักปิดทองประดับกระจกสี มีช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ที่ฝาผนังทั้งภายในและภายนอกเขียนลายรดน้ำปิดทองตลอดทั้งหลัง ส่วนที่บานหน้าต่างด้านนอกมีภาพทวารบาล แต่มีสภาพที่ลบเลือนไปเกือบจะหมด



ปัจจุบันทางวัดกำลังสร้างอาคารจัดแสดงโบราณวัตถุโดยมีลานเทปูนเชื่อมต่อให้ใกล้เคียงกับของเดิมที่เคยมีมาเพียงแต่ใช้วัสดุที่เข้ากับยุคสมัยที่ไม้หายากต้องมาใช้ปูนเทนในบางส่วน อาจจะดูขัดตาไปบ้างก็ต้องต้องยอมรับในข้อจำกัดบางประการของทางวัด



เราเข้าไปชมภายในของกุฎีที่ทางวัดได้อนุรักษ์ไว้ให้คงสภาพเดิมมากที่สุด โดยที่รักษาสภาพของไม้แป ไม้ฝา ฝาข้าง และบานประตู ล้วนเป็นของดั้งเดิม



ส่วนเสาเก่ามีเหลือพียงต้นเดียว เป็นเสาปิดทองลองชาดลายกระจังซึ่งอยู่ตรงกลางระหว่างภาพวาดลงสี ธุดงควัตร 13 และภาพวาดลงสี อสุภะ10 ของพระสงฆ์ ซึ่งภาพเหล่านี้ล้วนเป็นภาพเรื่องราวที่นิยมเขียนในช่วงต้นรัตนโกสินทร์



ส่วนฝ้าเพดานกุฎีลงรักปิดทองล่องชาด บานประตูด้านในลงรักปิดทองเขียนลายรดน้ำลวดลายไทยเป็นภาพในเรื่องรามเกียรติ์ ซึ่งบางส่วนได้ลบเลือนไปตามกาลเวลาที่ผ่านมาเกือบ 220 ปี



 นอกจากโครงสร้างส่วนใหญ่ของกุฎีทองหลังดังกล่าวแล้ว ภายในยังได้จัดแสดงสิ่งของเครื่องใช้ในสมัยต่างๆ ที่ชาวบ้านนำมาถวายให้กับทางวัด ส่วนใหญ่เป็นเครื่องใช้ในสมัยรัชกาลที่ 4-รัชกาลที่ 5



เราเดินชมข้าวของเครื่องใช้ไปพร้อมกับรับฟังข้อมูล และประวัติเกี่ยวกับกุฎีทองจากหลวงพี่ ที่มาดูแลและอำนวยความสะดวกให้แก่นักท่องเที่ยวที่ขึ้นมาชมภายในกุฎีทองแห่งนี้ หลังจากที่เราถ่ายรูปภายในจนเรียบร้อยแล้วก็กราบลาหลวงพี่ไปที่พระอุโบสถ ซึ่งเป็นที่ประดิษฐาน “พระพุทธรัตนมงคล” พระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัย เป็นพระประธานที่ชาวบ้านในละแวกนี้ให้ความเคารพนับถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์



นอกจากนั้นภายในพระอุโบสถยังประดิษฐานรอยพระพุทธบาทจำลอง อายุกว่า 200 ปี และรูปหล่ออดีตเจ้าอาวาสวัดฯ ให้ประชาชนและผุ้ที่ศรัทธาได้สักการะด้วย


หลังจากที่เราได้กราบพระประธานและปิดทองรอยพระพุทธบาทแล้วหลวงพี่ที่ดูแลพระอุโบสถ ได้แนะนำให้เราไปชมพิพิธภัณฑ์ซึ่งอยู่ด้านหลัง



ตัวพิพิธภัณฑ์ตั้งอยู่ในชั้นสอง ของอาคารคอนกรีต หลังคาทรงไทย สองชั้น สำหรับจัดแสดงโบราณวัตถุยุคสมัยต่างๆ เช่น เครื่องปั้นดินเผาสมัยหริภุญชัย เครื่องฺเคลือบแบบต่างๆ ของสมัยสุโขทัย อยุธยา จนถึงต้นกรุงรัตนโกสินทร์ และข้าวของเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ประชาชนมอบให้กับทางวัดเพื่อจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์



ส่วนอีกด้านหนึ่งของพิพิธภัณฑ์ก็ได้จัดแสดงพระพุทธรูปสมัยต่างๆ ทั้งที่เป็นของดั้งเดิมของวัด และเป็นพระที่ชาวบ้านนำมาถวาย หลวงพ่อเล่าว่า พระพุทธรูปที่แกะสลักจากไม้ส่วนมากแล้วเป็นพระที่พบจากบนเพดานกุฎีทองเมื่อคราวที่หลวงพ่อเกียท่านย้ายกุฎีจากริมตลิ่งมาไว้ที่ตั้งปัจจุบัน



 เหตุที่พบพระพุทธรูปไม้บนเพดานกุฎีเป็นจำนวนมากก็เนื่องจาก เมื่อมีข่าวคราวว่าบ้านเมืองจะมีศึกสงคราม ทั้งชาวบ้านพระสงฆ์องค์เจ้าก็ต้องโยกย้ายสิ่งของมีค่าไปไว้ในที่ๆ ปลอดภัย วัดวาอารามส่วนมากก็มีแต่พระพุทธรูปเท่านั้นที่มีค่าพอจะโยกย้ายได้ พระพุทธรูปโลหะองค์ใหญ่ส่วนมากก็จะใช้วิธีพอกปูนไว้ พระพุทธรูปโลหะองค์ย่อมๆ ถ้าไม่ฝังดินก็ต้องนำไปโยนลงในน้ำ Phummarin 35    Phummarin 36
ส่วนพระพุทธรูปไม้นั้นมีน้ำหนักเบาก็สามารถนำขึ้นไปเก็บไว้บนศาลาหรือกุฎีได้ วัดต่างๆจึงมักที่จะพบพระพุทธรูปบนเพดานโบสถ์ วิหาร หรือกุฎีเสมอเมื่อมีการซ่อมแซมถาวรวัตถุของวัด นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถเข้าชมได้ทุกวันที่วัด



เราเดินขึ้นมาชมสิ่งของที่ทางวัดได้จัดแสดงแล้วก็ต้องบอกว่ามากมายก่ายกองเสียเหลือเกิน หลวงพ่อที่เฝ้าพิพิธภัณฑ์บอกกับเราว่า “นี่ยังไม่หมดนะโยม ยังมีเยอะ นี่ดีที่ได้กรมศิลป์ ฯ จากลำพูนมาเที่ยวที่วัด ช่วยแยกหมวดหมู่สิ่งของทำประวัติให้ เลยดูเรียบร้อยอย่างที่เห็น ทางการท่องเที่ยวฯ สมุทรสงครามก็ให้งบมาทำตู้ใส่ของ ไม่งั้นไม่กล้าจัดแสดง ส่วนพิพิธภัณฑ์ที่เปิดอย่างเป็นทางการมาได้สองปีแล้ว ก็ได้การท่องเที่ยวฯสมุทรสงคราม มาช่วยโปรโมท แต่ก่อนเนี่ยไม่มีใครรู้จักหรอกถ้าไม่มาที่วัด นี่ก็รอกุฎีที่กำลังก่อสร้างอยู่เสร็จแล้วก็จะย้ายของไปจัดแสดงที่นั่น ก็ต้องให้กรมศิลป์มาช่วยจัดอีกรอบหนึ่ง เพราะของทั้งหมดนี่ทางกรมศิลป์ก็ขึ้นทะเบียนไว้แล้ว” ว่าแล้วหลวงพ่อท่านก็ยกบาตรพระสมัยโบราณมาให้เราได้ชม



เราเดินชมพิพิธภัณฑ์จนลายตา เมื่อยแข้งเมื่อขาไปหมด จึงต้องกราบลาหลวงพ่อเพื่อเดินทางต่อไปยังวัดท้องคุ้ง ซึ่งเลยวัดภุมรินทร์กุฎีทองไปเล็กน้อย ก่อนที่เราจะลงเรือก้ไม่ลืมที่จะไปกราบท้าวมหาพรหมที่ศาลาริมเขื่อนหน้าวัดเพื่อความเป็นศิริมงคล



ร่ำลือกันว่าท่านศักดิ์สิทธินัก ชาวเรือในละแวกนี้ผ่านไปผ่านมาก็ต้องกราบท่านเพื่อขอพรคุ้มครองให้ประสบแต่ความสำเร็จทุกคนไป

 วัดท้องคุ้งที่เรากำลังเดินทางไปนี้ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง  บริเวณบ้านท้องคุ้ง  ตำบลสวนหลวง อำเภออัมพวา เป็นวัดที่มีบรรยากาศธรรมชาติ สวยงามร่มรื่น



วัดนี้แต่เดิมมีชื่อว่า “วัดราชบูรณะ” สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2310 ได้บูรณะครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. 2389 โดยพระอธิการฉาย เจ้าอาวาสในสมัยนั้น ร่วมกับหม่อมคุ้มและชาวบ้านในละแวกวัด ในคราวบูรณะวัดครั้งนั้นชื่อวัดยังไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงคงยังใช้ชื่อวัดราชบูรณะอยู่ ได้มีการเปลี่ยนชื่อวัดตั้งแต่เมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐาน



สันนิษฐานกันว่า เนื่องจากตัววัดราชบูรณะอยู่ติดแม่น้ำแม่กลอง ซึ่งเป็นทางสัญจรผ่านไปผ่านมาของชาวบ้าน และที่ตั้งของวัดก็อยู่บริเวณท้องคุ้งน้ำสามารถมองเห็นแต่ไกล เมื่อชาวบ้านเรียกชื่อวัดนี้ก็จะหมายถึงบริเวณท้องคุ้งที่ตั้งของวัดไปด้วย นานวันเข้าเพื่อความกระชับและสะดวกเข้าใจง่าย ชาวบ้านจึงเรียกแห่งนี้ว่า วัดท้องคุ้ง เป็นอันเข้าใจกันว่าเป็นวัดเดียวกับวัดราชบูรณะนั่นเอง จวบจนปัจจุบันชื่อของวัดจึงใช้ชื่อว่า “วัดท้องคุ้ง” อย่างเป็นทางการ



 จากท่าน้ำศาลาวัดที่ติดป้ายชื่อวัดท้องคุ้งสีแดงเห็นชัดแต่ไกล เราทั้งสองคนก็เดินตรงรี่ไปที่พระอุโบสถซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระประธานที่ชาวบ้านนับถือว่ามีความศักดิ์สิทธิ์



สันนิษฐานว่าองค์พระนี้นั้นสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย มองจากภายนอกเป็นพระพุทธรูปปั้น แต่มีคำบอกเล่าต่อ ๆ กันมาว่า มีพระพุทธรูปอยู่ภายในอีกองค์หนึ่งเป็นพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์   ไม่มีใครทราบว่าได้มีการปั้นองค์หลวงพ่อขึ้นใหม่ โดยการพอกองค์เดิมด้วยปูนและลงรักไทยสีดำไว้ตั้งแต่เมื่อใด เมื่อหลวงพ่อองค์ดำไปทั้งองค์อย่างนี้ ชาวบ้านจึงเรียกชื่อท่านว่า “หลวงพ่อดำ”



ต่อมามีการบูรณะองค์หลวงพ่อดำ อีกครั้ง โดยในครั้งนี้มีการลงรักปิดทองทั่วทั้งองค์ท่านจนงดงาม  ชาวบ้านจึงเรียกท่านว่า “หลวงพ่อโต” นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบันนี้


 หลังจากไหว้ “หลวงพ่อโต”พระอุโบสถแล้วเราก็เดินออกมานั่งกินลมที่ใต้ต้นไม้หน้าทางขึ้นกุฎิ  ก่อนที่จะเดินไปยังพิพิธภัณฑ์ของวัดท้องคุ้ง ซึ่งมีป้ายบอกไปทางเดียวกับเรือนกุฎิพระและหอสวดมนต์ ภายในห้องที่จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ได้จัดห้องโถงเป็นที่สักการะพระบัวเข็ม (พระผ่องต่ออู) ซึ่งเป็นพระพุทธรูปแกะสลักจากไม้จันทร์หอม



ด้านข้างพระบัวเข็มเป็นโต๊ะหมู่จัดแสดงพระพุทธรูปและเครื่องไม้ของวัด ห้องด้านซ้ายในเป็นห้องจัดแสดงพระพุทธรูปโบราณของวัดท้องคุ้ง เป็นพระพุทธรูปสมัยรัชกาลที่ 1 -3



 ถัดไปที่ห้องด้านซ้ายนอก เป็นห้องจัดแสดงเครื่องไม้ ประเภท กล่องเก็บพระปาฎิโมกข์ และตู้พระธรรมลายรดน้ำสมัยรัชกาลที่ 4 ที่ฝาผนังแขวนหน้าบันและคันทวยหอพระไตรปิฎกซึ่งเป็นของโบราณดั้งเดิมของวัดเอาไว้ 


ส่วนที่ตู้กระจกด้านล่างก็จัดแสดงโถกระเบื้องเคลือบ ป้านน้ำชา รุ่นลายคราม หาดูได้ยากแล้ว แต่ก่อนยังพบเห็นตามบ้านเรือนเก่าๆ ยังใช้กันอยู่บ้าง เดี๋ยวนี้หันไปใช้กาน้ำชาที่ทำเป็นกระปุกกลมๆ มีตัวกรอง จากจีนกันหมด ป้านน้ำชาที่ทางวัดจัดแสดงเลยไม่ใคร่ได้พบเห็นกันอีก เราเดินลงมาจากพิพิธภัณฑ์ลัดออกไปอีกทางขอเรือนกุฎิพระ เพื่อไปชมหอไตรเก่าระหว่างทางเดินเราผ่านอาคารไม้โรงเรียนพระปริยัติ ที่ปัจจุบันใช้เป็นกุฏิสงฆ์



ดูจากสภาพภายนอกแล้วก็ต้องบอกว่าทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาจริงๆ แต่เดิมนั้นอาคารไม้หลังนี้ใช้เป็นอาคารสอนพระภิกษุสามเณรและลูกหลานชาวบ้านในละแวกนี้ ด้วยว่าสมัยก่อนนั้การศึกษาส่วนมากจะเรียนกับพระ ท่านพระครูสมุห์ฮ้อ เจ้าอาวาสในสมัยนั้นได้เล็งเห็นประโยชน์ของการศึกษาจึงได้สร้างอาคารเรียนนี้ขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ. 2439



ก็ได้ใช้เป็นโรงเรียนพระปริยัติสำหรับพระและสามเณรใช้ชื่อว่าโรงเรียนชัยนาทรพระปริยัติธรรมต่อมาอาคารหลังดังกล่าวชำรุดทรุดโทรมลงหลังจากผ่านกาลเวลามากว่า 60 ปี ทางวัดจึงได้บูรณะขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2498 และได้ใช้เป็นโรงเรียนพระปริยัติธรรมมาตลอด จนกระทั่งได้มีการบูรณะอาคารไม้หลังดังกล่าวขึ้นอีกครั้งตามรายละเอียดที่แผ่นไม้ใต้ป้ายชื่ออาคาร ระบุว่า คุณแม่คี้ แซ่ลิ่ว บูรณะในงานกระฐินสามัคคี 2522 แสดงว่าจากนั้นจวบจนวันนี้สามสิบกว่าปีมาแล้ว อาคารหลังนี้ก็ไม่ได้รับการบูรณะใหม่อีกเลย น่าเสียดายอาคารเก่าแก่ของวัดอายุร้อยกว่าปี หลังนี้ ก็รีบๆ มาดูก่อนที่จะเห็นแต่ในภาพถ่ายก็แล้วกัน



 สาธุชนท่านใดมีจิตรศรัทธาจะมาบูรณะก็ขออนุโมทนาล่วงหน้า เพราะถ้าจะรอกรมการศาสนาหรือกรมศิลป์มาช่วยก็คงจะไม่ไหวเพราะงานท่านมากเหลือเกิน..สาธุ



 
 ถัดจากอาคารโรงเรียนพระปริยัติ มาไม่ไกล เราก็มาชมหอไตรปิฎกเก่าแก่ของวัดท้องคุ้งอายุ 200 กว่าปี ที่มีเพียงอาคารส่วนบนเท่านั้นที่ยังคงเป็นไม้เดิมอยู่ ส่วนบานหน้าต่าง และคันทวยส่วนใหญ่ เสร็จพวกหัวขโมยไปหมดแล้ว



ตามประวัติหอไตรนี้ไม่ทราบปีที่สร้าง แต่คะเนจากงานฝีมือการแกะสลักไม้ที่หน้าบัน ช่อฟ้าใบระกา และลายรดน้ำลงรักปิดทองที่ประตูและหน้าต่าง แล้วคาดว่าหอไตรปิฎกหลังนี้น่าจะสร้างในสมัยอยุธยาตอนปลายไม่เกินต้นกรุงรัตนโกสินทร์ แต่จากเอกสารของวัดท้องคุ้งระบุว่าหอไตรปิฎกหลังดังกล่าวสร้างในสมัยรัชกาลที่ 2



หอไตรปิฎกหลังนี้แต่เดิมอยู่ในสระน้ำหน้าวัดติดกับแม่น้ำ ต่อมาน้ำจากแม่น้ำแม่กลองเซาะจนตลิ่งพังลงในสมัยของหลวงพ่อเจน อดีตเจ้าอาวาส จึงต้องทำการย้ายหอไตรปิฎก มาไว้ ณ ที่ปัจจุบัน แต่เนื่องจากขาดปัจจัย ในการซ่อมแซมจึงเพียงแต่นำอิฐมาก่อและฉาบปูนด้านล่างไว้เพื่อกันไม่ให้หอไตรปิฎกล้มลง



  ต่อมาในปี พ.ศ. 2518 หอไตรปิฎกหลังนี้ก็ถูกโจรมาโขมยบานหน้าต่าง และคันทวยไปเกือบหมด จึงคงเหลือให้เห็นแต่เพียงเท่านี้ ส่วนหน้าบันและคันทวยที่หลงเหลือจากหัวโขมยในครั้งนั้นทางวัดได้นำไปเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ของวัดท้องคุ้ง


 จากหอไตรปิฎกเมื่อกลับหลังหันมาทางแม่น้ำแม้กลองด้านซ้ายมือเป็นเรือนไม้ชั้นเดียวสองหลังเชื่อมต่อกันด้วยหลังคากันแดดกันฝน ยกพื้นแบ่งเป็นสองฟาก มีป้ายเขียนว่า เว็จกุฎี หรือ ถาน(ห้องสุขาพระแบบโบราณ) เราเดินขึ้นบันไดปูนไปชมตามแต่ละห้องที่ได้จัดไว้ให้ชม



ดูแล้วก็มีการบูรณะมาบ้าง มีการใช้คอห่านนั่งยองแบบเมื่อ 3-40 ปีมาวางไว้ เพื่อให้ทราบว่าใช้งานประมาณไหน แต่ถ้าเป็นของเดิมแท้ๆ ก็มีแค่ช่องไม้พาดมีฝาไม้ปิดที่ปากถังเท่านั้นส่วนฝากั้นไม้แบ่งซอยเป็นห้องก็ประมาณของเดิมที่เห็นนี้



ตามประวัตินั้น เรือนไม้เว็จกุฎีนี้เป็นของเดิม สร้างขึ้นในสมัยพระสมุห์ฮ้อ เป็นอาคารไม้สักทอง ภายในแบ่งซอยเป็นห้องๆ  แต่ละห้องมีร่องสำหรับถ่าย ต่อมาเว็จกุฎี ดังกล่าวได้ทรุดโทรมลง ประจวบกับมีส้วมแบบใหม่เกิดขึ้น ทางวัดจึงได้ย้ายจากที่ตั้งเดิมมาไว้ ณ ที่ตั้งปัจจุบัน และซ่อมแซมให้อยู่ในสภาพใกล้เคียงของเดิมมากที่สุด เพื่ออนุรักษ์ให้ผู้คนรุ่นหลังได้ชม



จากนั้นเราก็เดินมานั่งพักกันที่หน้ากุฎิพระ สายตาเหลือบไปเห็นอะไรแขวนอยู่ที่ต้นไม่ เดินเข้าไปดู ก็เห็นเป็นแผ่นไม้เจาะช่องสำหรับใส่พระพิมพ์ แขวนอยู่ที่ต้นไม้ ไม่รู้ว่าพระหายไปไหน แผ่นไม้ที่เห็นนี้สมัยก่อนนั้นตามวัดตามวาพระท่านจะใช้เป็นแท่นไม้บรรจุพระ คล้ายกับที่ปัจจบันบ้านไหนมีพระกำแพงศอกมักจะติดกรอบรอบองค์พระมีฐานให้ท่านตั้งได้ประมาณนั้น



มีทั้งแบบเจาะช่องให้พอดีใส่องค์พระและแบบเป็นแผ่นไม้กระดานเรียบๆ เอาด้านหลังพระพิมพ์ติดกาวหรือชันติดกันดื้อๆ แต่แบบหลังนานวันเข้าหมดความเหนียวของยางไม้ พระมักร่วงหล่น ส่วนแบบแรกพระพิมพ์มักจะหายเพราะถูกมือดีแคะเอาไปห้อยคอป้องกันตัว ด้วยถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ ทิ้งไว้แต่แผ่นไม้ให้ดูต่างหน้าอย่างที่เห็น



หลังจากเดินชมรอบๆ วัดแล้วมานั่งพักเหนื่อยกันจนสมควรแก่เวลาเราก็ชวนกันเดินทางต่อไปยังวัดบางแคน้อย ถัดไปจากวัดท้องคุ้งไม่ไกล


 วัดบางแคน้อยเป็นวัดซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง บริเวณบ้านบางแคใหญ่ ตำบลแควอ้อม ตามประวัติของวัดที่มีหลักฐานยืนยันว่า วัดแห่งนี้ สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2411 โดยคุณหญิงจุ้ย (น้อย) วงศาโรจน์ 



พระอุโบสถหลังแรกของวัดนี้ตามข้อมูลที่ได้รับการบอกเล่ามานั้นเป็นพระอุโบสถที่สร้างบนแพไม้ไผ่โดยผูกยึดแพไว้กับต้นโพธิ์ที่ท่าน้ำหน้าวัด ซึ่งปัจจุบันต้นโพธิ์ดังกล่าวก็ยังมีให้เห็นอยู่  ต่อมาเมื่อพระอุโบสถหลังแรกชำรุดทรุดโทรมลง ทางวัดจึงได้ย้ายขึ้นมาปลูกบนพื้นดินนับเป็นพระอุโบสถหลังที่สอง



เมื่อพระอุโบสถหลังที่สองทรุดโทรมลงอีก พระครูสมุทรนันทคุณ (แพร) เจ้าอาวาสองค์ที่ 7 (องค์ปัจจุบัน) จึงได้สร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบันขึ้นในปี พ.ศ. 2540  นับเป็นพระอุโบสถหลังที่ 3


ที่ด้านหน้าตรงกลางทางเข้าประตูพระอุโบสถมีพระพุทธรูปซึ่งทางวัดบางแคน้อยได้อัญเชิญมาจากวัดบางกุ้ง พระพักต์องค์พระมีลักษณะยิ้มแย้มหลวงพ่อแพรจึงขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อโชคดี” เพื่อต้อนรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามาทำบุญที่วัด


ส่วนพระพุทธรูปอีกองค์นั้นนามว่า “หลวงพ่อดวงดี” มีพระพักต์เคร่งขรึมดูดุ ท่านจึงได้นิมนต์ไปไว้ที่ด้านหลังพระอุโบสถเพื่อระวังพวกมิจฉาชีพ แต่สงสัยจะป้องกันพวกหัวขโมยไม่ได้เลยต้องทำกระจกครอบองค์พระกันฝุ่นกันลม ที่สำคัญก็เอาไว้กันใครมานิมนต์ยกหลวงพ่อไปนี่แหละ..ขำไม่ออกจริงๆ



เมื่อนักท่องเที่ยวได้เขามาในตัวพระอุโบสถแล้วจะเห็นความอลังการของงานไม้แกะสลักที่มองไปทางไหนก็มีงานแกะสลักไม้อยู่ในสายตา ไล่ตั้งแต่พื้นพระอุโบสถปูด้วยไม้ตะเคียนทอง 7 แผ่น หน้ากว้างแต่ละแผ่นประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร



แท่นประดิษฐานพระประธานปูด้วยไม้มะค่าเต็มหน้าแผ่น สามารถก้มลงมองย้อนขึ้นมาจากด้านหลังบริเวณใต้ฐานขององค์พระได้ บริเวณฐานวางองค์พระประธานทั้งหมดเป็นไม้สักแกะสลักอย่างวิจิตร ส่วนพระประธานในพระอุโบสถเป็นพุทธรูปเก่าแก่ศิลปะแบบจีน อายุประมาณ 140 ปี เป็นพระที่มีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวัดบางแคน้อย



ด้านซ้ายและขวาหน้าองค์พระประธานมีบุษบกและมณฑปจำลองประดิษฐานพระรัตนธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในผอบแก้ว ที่ผนังด้านหลังขององค์พระประธานแกะสลักด้วยไม้สัก ภาพพุทธประวัติเมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะประสูติที่ด้านซ้ายมือ ส่วนด้านขวามือเป็นภาพพระพุทธองค์เสด็จปรินิพาน ถ้าใครสงสัยว่า “แล้วภาพพุทธประวัติตอนตรัสรู้ หายไปไหน” ก็ให้ก้มลงกราบพระประธานนั่นหละรู้แน่


ผนังด้านตรงข้ามพระประธานแกะสลักด้วยไม้สัก เป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ และวิถีชีวิตของชาวสมุทรสงคราม เหนือประตูด้านขวามือขึ้นไปราว 1 เมตรช่างได้แกะสลักไม้ยืนยันถึงความอร่อยของไข่บางแคน้อยเอาไว้ นักท่องเที่ยวที่อยากจะมาพิสูจน์ให้มาหาชมเอาเองผู้เขียนไม่บอกขอเก็บเป็นความลับ ส่วนผนังด้านซ้ายและขวาด้านบนของพระอุโบสถแกะสลักไม้สักเป็นภาพเล่าเรื่องราวพระเจ้าสิบชาติ



ส่วนด้านล่างใต้หน้าต่างตลอดแนวเสาพระอุโบสถเป็นภาพเล่าเรื่องราวพระเจ้าสิบชาติเช่นเดียวกันแต่เป็นการแกะสลักโดยใช้กรรมวิธีแบบไม้ฝังไม้ คือการฝังไม้โมกมันซึ่งมีสีที่อ่อนกว่าลงในร่องไม้ตะเคียนทองที่ช่างแกะสลักได้แกะร่องเอาไว้ เป็นกรรมวิธีที่หาชมได้ไม่ง่ายนักเพราะหาช่างทำงานไม้ฝังไม้ฝีมือดียาก งานไม้ทั้งหมดที่ทำภายในวัดบางแคน้อยเป็นฝีมือช่างไม้ฝีมือดีจากเมืองเพชรบุรี


 เกือบลืมไป ที่ด้านหลังเหนือพระประธานมีต้นโพธิ์ไม้แกะสลักให้นักท่องเที่ยวที่ต้องการจะร่วมทำบุญสามารถร่วมทำบุญประดับใบโพธิ์ไม้สักได้ โดยการบริจาคปัจจัย 1,000 บาท ต่อใบโพธิ์ 1 ใบ ท่านสามารถสลักชื่อลงในใบโพธิ์ได้ 10 รายชื่อ เพื่อที่ทางวัดจะนำใบโพธิ์ดังกล่าวไปติดที่ต้นโพธิ์เหนือองค์พระไปตลอดไม่มีการปลดลงมา เป็นการเสริมบุญหนุนบารให้ท่านได้สำเร็จโพธิญาณสมดังปรารถนา



หลังจากที่เรา ได้กราบพระบรมสารีริกธาตุและพระประธานในพระอุโบสถแล้ว เราก็มายังเรือนไทยเพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อแพร เจ้าอาวาสวัดบางแคน้อย เพื่อเรียนขอรายละเอียดของวัดบางแคน้อยเพิ่มเติม ถือโอกาสกราบรูปปั้นสมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) และรูปหล่อจำลองหลวงพ่อโสธร ที่อยุ่บนกุฎิทรงไทยที่สร้างอย่างสวยงาม


 เมื่อท่านได้ทราบความประสงค์ของเราก็มีเมตานำเราชมงานไม้ที่กำลังแกะสลักค้างไว้อยู่ ที่ข้างกุฎิเรือนไทย ซึ่งกำลังก่อสร้างเป็นงานไม้ทั้งหลัง งานไม้ที่เราเห็นดูแล้วช่างต้องใช้ความอุตสาหะและความชำนาญไม่ใช่น้อย เพราะงานแกะสลักที่เราเห็นเป็นงานแกะสลักแบบมีมิติลึกมากกว่าการแกะแบบนูนสูงทั่วๆ ไป ถ้าใครเคยเห็นงานปูนปั้นแบบชาวจีนฮกเกี๋ยน ที่ปั้นให้หุ่นนูนออกมาจากผนังแล้วละก็งานไม้ของช่างเมืองเพชรบุรีที่หลวงพ่อแพรว่าจ้างมาแกะสลักไม้ให้ก็ประมาณนั้น คิดดูว่ากว่าจะเสร็จแต่ละชิ้นต้องใช้เวลาไปมากแค่ไหน


หลวงพ่อแพรว่า “ทำทั้งทีก็ต้องทำให้ดีไปเลย ต่อไปจะหาช่างมาทำให้อย่างนี้ไม่รู้ว่าจะหาได้หรือเปล่า”


หลังจากที่สนทนากับหลวงพ่ออยู่ครู่ใหญ่เราจึงกราบลาหลวงพ่อแพรเพื่อเดินทางกลับที่พัก ท่านก็มีเมตตาเดินมาส่งถึงที่ท่าน้ำ ก่อนที่จะกราบลาหลวงพ่อเพื่อลงเรือท่าสนยังชี้ชวนให้ดูศาลาท่าน้ำที่ผู้มีจิตศรัทธาสร้างถวายให้กับทางวัดบางแคน้อย เมื่อปี พ.ศ. 2541 เป็นศาลาไม้สักทอง พื้นปูด้วยไม้ตะคียนแผ่นเต็ม


เห็นพื้นไม้ของศาลาแล้วก็ต้องทึ่งไม่คิดว่าจะหาไม้ที่ทั้งแผ่นหนา หน้ากว้าง และเนื้อสวยอย่างนี้ได้ ไม้ตะเคียนทองที่เราเห็นเนื้อไม้สวยขนาดที่ว่าเสากลางศาลาต้องหลบให้ก็แล้วกัน ต้องมาดูให้เห็นกับตาถึงจะเชื่อ แต่พอหลวงพ่อท่านบอกราคาของศาลาท่าน้ำนี้เท่านั้น เราก็ต้องซู๊ดปาก.. ไม่มากไม่มาย “หนึ่งล้านสามหมื่นหนึ่งพันบาทถ้วน” อ้าฮะ คราวหน้าถ้ามาเยือนสมุทรสงครามอีกครั้ง ต้องมายึดเป็นที่นอนกลางวันเสียแล้ว


วันนี้ต้องกราบลาหลวงพ่อแพรแต่เพียงเท่านี้ ทั้งทีมงาน www.idotravellers.com ของเราและทีมเจ้าหน้าที่การท่องเที่ยวฯ สมุทรสงคราม ยกมือพุ่มไหว้หลวงพ่อแพรกันสลอน ดูเวลาแล้วเราคงไปไหว้พระต่อตามโปรแกรมไม่ครบแน่ ยังเหลืออีก 3 วัด ซึ่งต้องใช้เวลาแต่ละที่ พอสมควร ประเภท ทัวร์แหย่ขาทีมงาน www.idotravellers.com ก็ไม่ถนัดเสียด้วย  เป็นอันต้องยกยอดวัดที่เหลือไปพรุ่งนี้เช้าครึ่งวัน ก็น่าจะพอดีๆ ลงเรือมาได้เราก็บอกกัปตันเรือให้ไปส่งที่ร้านอาหารบ้านทิพย์สวนทอง ซึ่งเป็นที่ฝากท้องมื้อเย็นของวันนี้


ไม่นานนักจากวัดบางแคน้อยเราก็มาถึงร้านอาหารบ้านทิพย์สวนทอง ทางร้านฯได้เตรียมอาหารไว้รอเราเรียบร้อยแล้ว รสชาติอาหารมื้อเย็นนี้ไม่ผิดหวัง ไม่เสียชื่อเมืองสมุทรสงคราม ทั้งเมนูหอยหลอดผัดฉ่า ต้มปลาทู  ทยอยกันออกมาให้เราลิ้มชิมความอร่อย



ที่ขาดไม่ได้ของมื้อเย็นอย่างนี้ก็ต้อง น้ำพริกปลาทู เมนูพื้นๆ วัดฝีมือแม่ครัวกันเลยทีเดียว หลังอิ่มหนำสำราญก็ได้เวลาพักผ่อนคืนนี้เราจะพักกันที่ โชติกา ริเวอร์ฟอนท์ ซึ่งอยู่ถัดจากร้านอาหารไปไม่ถึง 10 นาที ที่พักโชติกา ริเวอร์ฟอนท์ บรรยากาศเป็นส่วนตัวสมกับที่โปรยไว้ในนามบัตรจริงๆ ..คืนนี้มีเราพักอยู่ห้องเดียว!..“วันธรรมดาก็ประมาณนี้แหละครับ เสาร์-อาทิตย์ คนถึงจะพลุกพล่าน ก็อยากให้คนมาเที่ยวเยอะๆ เหมือนกัน..” คุณลุงคนดูแลห้องพักบอกกับเราหลังจากที่เราถามถึงนักท่องเที่ยวที่มาพักคืนนี้ หลังจากเก็บสำภาระเข้าห้องพักเรียบร้อยแล้วเราก็มานั่งกินลมอยู่หน้าที่พัก ซึ่งเป็นทางเดินปูนขัดมันมีลวดลายใบไม้ที่เอามากดเป็นลูกเล่นตกแต่งพื้นดูเก๋ดีปูลาดไปตลอด ผ่านหน้าห้องพักซึ่งดัดแปลงมาจากเรือนไม้ห้องแถวริมน้ำ ภายในแบ่งพื้นที่ใช้สอยเป็น 3 ส่วน ด้านหน้าเป็นห้องโถงนั่งเล่นดูทีวี



ถัดเข้าไปชั้นที่ 2 เป็นห้องนอนกระทัดรัดแต่ไม่อึดอัดนอนสามคนสบายๆ ถัดจากนั้นเปิดประตูไปก็เป็นทางเดินไปห้องน้ำที่ออกแบบให้แยกส่วนจากเรือนพักจัดเป็นสวนเล็กๆ ต้องเดินไปนิด นิดเดียวจริงๆ 3 ก้าวก็ถึงประตูห้องน้ำแล้ว เป็นที่พักที่ออกแบบได้ดูดีแบ่งสัดส่วนพื้นที่ใช้สอยได้ลงตัวสบายๆ ดี และจากทำเลที่อยู่ปากคลองติดริมแม่น้ำแม่กลองแล้วเมื่อก่อนที่นี่คงจะเป็นย่านการค้าหรือไม่ก็ท่าเรือขึ้นลงของ เพราะห่างจากถนนไม่ไกลนัก บรรยากาศริมคลองเงียบสงบน่านั่งเล่น เรานั่งทอดอารมณ์อยู่พักใหญ่ก็เข้าห้องพักอาบน้ำเตรียมตัวนอน พรุ่งนี้มีนัดแต่เช้าว่าจะไปดูบรรยากาศที่ตลาดอัมพวา หลังจากใส่บาตรตอนเช้าหน้าที่พักแล้ว นักท่องเที่ยวที่ชอบบรรยากาศสงบๆ เป็นส่วนตัวอย่างที่ โชติกา ริเวอร์ฟอนท์ ติดต่อที่เบอร์โทร. (034) 751-042 หรือที่เบอร์มือถือ โทร. 08 17057-4977 ชมตัวอย่างห้องได้ที่ www.chotikariverfront.com คืนนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา