|
2 วัน 1 คืน เที่ยวเมืองส้มโอหวาน นครปฐม ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว ลูกสาวงาม ข้าวหลามหวานมัน สนามจันทร์งามล้น พุทธมณฑลคู่ธานี พระปฐมเจดีย์เสียดฟ้า 
www.idotravellers.com ฉบับที่ 13 Lucky Number นี้เราจะขอพาท่านมาเที่ยวจังหวัดนครปฐม จังหวัดที่ใกล้กรุงเทพฯ เสียจนนักท่องเที่ยวหลายคนมองข้ามไป บางคนลืมไปแล้วว่ามาเที่ยวนครปฐมครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ อาจจะเป็นเพราะด้วยความที่เป็นเมืองใกล้กรุงเสียจนถูกผลัดวันประกันพรุ่งจังหวัดนครปฐมจึงเป็นเพียงตัวเลือกรองๆ ถ้าจะต้องเลือกจังหวัดที่จะไปเที่ยว ทั้งที่จังหวัดนครปฐม เป็นจังหวัดที่มีสถานที่ท่องเที่ยวไม่น้อยไปกว่าจังหวัดอื่น

โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางโบราณคดี ศิลปะ วัฒนธรรม ที่น่าสนใจและน่ามาศึกษาค้นคว้าและด้วยที่ตั้งของจังหวัดนครปฐมสะดวกในการเดินทางมาจากจังหวัดต่างๆ อีกทั้งถนนหนทางก็สะดวกสบายแหล่งท่องเที่ยวก็อยู่ไม่ไกลกันมากนัก ใช้เวลา 2 -4 วันก็แทบจะเที่ยวนครปฐมได้ทั้งจังหวัด ยิ่งการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จะส่งเสริมให้ปี 2553 เป็นปีแห่งการฟื้นเศรษฐกิจชาติ ต่อยอด“เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก” Amazing Thailand Amazing Value ด้วยแล้ว เราก็ต้องมาชวนกันเที่ยวเสียหน่อย มาเที่ยวเมืองนครปฐมให้คึกครื้น เศรษฐกิจไทยจะได้คึกคัก ฟื้นตัวไวไว เอ้า..เริ่มออกเดินทางท่องเที่ยวกันเลย สถานที่ท่องเที่ยวแรกของการเดินทางเราจะไปยังพุทธมณฑล จากกรุงเทพฯ เราใช้เส้นทางสะพานพระราม 8 ต่อด้วยทางยกระดับถนนบรมราชชนนี ขับรถไปลงที่พุทธมณฑลสาย 2 ตรงไปตามทางสายหลัก (ปิ่นเกล้า-นครชัยศรี) เมื่อถึงพุทธมณฑลสาย 3 เราเลี้ยวซ้ายเพื่อไปยังถนนอุทยาน (อักษะ) ไปชมบรรยากาศสองข้างทาง และแนวเสาไฟประดับรูปกินรีที่ยอด ใครที่ตั้งใจจะมายังพุทธมณฑล ก็มักจะใช้เส้นทางนี้ด้วยเป็นเส้นทางที่สามารถวิ่งรถชมวิวได้สบายๆ ตอนเปิดใช้ถนนเส้นนี้ใหม่เมื่อสิบว่าปีก่อน นักท่องเที่ยวเห่อถนนเส้นนี้เอามากๆ เพราะตกแต่งด้วยพรรณไม้ตลอดทั้งสาย วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ นักท่องเที่ยวมักจะมาพักผ่อนที่ถนนเส้นนี้ทำเอาบางครั้งรถติดกันไปเลย อย่างว่า มีเห่อก็มีหายเห่อ วันนี้ถนนอักษะรถไม่ติดแล้วเพราะคนใช้เส้นทางนี้กันน้อย ส่วนใหญ่แล้วจะไปใช้เส้นทางหลักกันหมด นี่ถ้าทางจังหวัดมาตกแต่งสวนด้วยไม้ดอกสีสดใสเสียหน่อยให้สวยงามเหมือนเมื่อครั้งเปิดใช้ถนนใหม่ๆรับรองว่าได้เห็นนักท่องเที่ยวมากันล้นถนนเหมือนเดิม เราจอดถ่ายภาพที่ปลายถนนเกือบจะออกสู่ถนนพุทธมณฑลสาย 4 อยู่รอมร่อ เพราะวิ่งรถเพลิน ถ่ายภาพไม่นานเราก็ออกเดินทางเข้าสู่พุทธมณฑล

สำหรับประวัติพุทธมลฑลนั้นเริ่มเมื่อปี พ.ศ.2498 ในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยความพร้อมใจของชาวพุทธทั้งประเทศได้ร่วมกันจัดสร้างพุทธสถานขึ้น เนื่องในวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศาสนาเวียนมาบรรจบครบรอบ 2500 ปี ในสมัยนั้นนิยมเรียกกันว่า “กึ่งพุทธกาล” ซึ่งจะครบในวันวิสาขบูชา พ.ศ.2500 ดังนั้นเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ.2498 รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้กราบบังคมทูลเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จทรงประกอบรัฐพิธีก่อฤกษ์พุทธมณฑล ณ บริเวณที่จะก่อสร้างพระพุทธรูปประธานพุทธมณฑล ปัจจุบันคือ อำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม

แต่การก่อสร้างเริ่มไปได้ไม่เท่าไร รัฐบาลท่านจอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็หมดอำนาจ เป็นผลให้การก่อสร้างพุทธมณฑลหยุดชะงักไป จนถึง พ.ศ.2521 คณะรัฐมนตรีสมัย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ เป็นนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้กรมศาสนา กระทรวงศึกษาธิการรับมอบงานก่อสร้างต่อจากกระทรวงมหาดไทย มาดำเนินการจัดสร้าง โดยให้นายกรัฐมนตรีเป็นประธานกรรมการฝ่ายฆราวาส สมเด็จพระสังฆราชเป็นประธานกรรมการฝ่ายสงฆ์ การก่อสร้างดำเนินการต่อไปแต่ก็ดูจะไม่รวดเร็วนัก มาสมัย พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ได้ให้หน่วยทหารเป็นหน่วยหลักในการดำเนินการ โดยได้รับความร่วมมือจากสถาบันการศึกษา องค์กรเอกชน และบุคคลมีชื่อเสียงในทุกสาขาอาชีพ มาช่วยกันสร้างและตกแต่งให้ทั่วบริเวณพุทธมณฑลเกิดเป็นสวนขึ้น ในสมัยนี้เองที่พุทธมณฑลได้มีการสร้างสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ขึ้นมากมายในพื้นที่ 2500ไร่

เราเข้ามายังบริเวณพุทธมณฑลที่ร่มรื่นไปด้วยแมกไม้นานาพรรณ ขับรถไปตามทางเพื่อไปยังลานจอดรถที่ศาลาอำนวยการ ข้างองค์พระ เช้านี้ผู้คนยังมาสักการะองค์พระไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเป็นผู้มีที่พักในละแวกนี้มาออกกำลังกายกันเสียมากกว่า ขณะที่เรามายังพุทธมณฑลนั้นเพิ่งจะสิ้นสุดพิธีทางพระพุทธศาสนาในวันอาสาฬหบูชาไปไม่นานนี้เอง เสียงโฆษกประจำพุทธมณฑลประกาศเสียงตามสายเชิญชวนให้พุทธศาสนิกชนมาร่วมกันหล่อเทียนถวายในวันเข้าพรรษาเป็นวันสุดท้าย เราเลยรีบชวนกันไปร่วมหล่อเทียนเข้าพรรษาก่อนที่จะไปสักการะองค์พระประธานพุทธมณฑล

พระพุทธรูปปางลีลา พระประธานพุทธมณฑล ซึ่งได้รับพระราชทานนามว่า "พระศรีศากยะทศพลญานประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์" ซึ่งสร้างขึ้นใจกลางพุทธมณฑล ต้นแบบที่อาจารย์ศิลป์ พีระศรี ออกแบบไว้นั้นแรกเริ่มเดิมทีมีความสูงเพียง 2.14 เมตร (ชมแบบร่างพระประธานพุทธมณฑล ได้ที่กองหัตถศิลป์ กรมศิลปากร) แต่เพื่อต้องการให้มีความหมายถึงวโรกาสมหามงคลกาลที่พระพุทธศาสนาครบ 2500 ปี จึงได้ขยายแบบออกให้ได้ความสูง 2,500 กระเบียด (ประมาณ 15.875 เมตร) จึงต้องขยายแบบออกไปอีก 7.5 เท่า เมื่อขยายแบบเสร็จแล้วการสร้างองค์พระต้องแบ่งส่วนในการหล่อพระพุทธรูปออกเป็น 6 ส่วนคือ พระเศียร พระอุระ และพระพาหาข้างซ้าย พระนาภี และพระพาหาข้างขวา พระเพลา พระบาท และฐานบัวรองพระบาท พระกรซ้ายและขวา มีโลหะมาตรฐานเดียวกัน 137 ชิ้น มีสูตรของส่วนผสมที่แน่นอนเรียกว่า "โลหะสำริด"

เริ่มสร้าง เดือนมิถุนายน พ.ศ.2523 โดยมี อาจารย์ สาโรช จารักษ์ อำนวยการสร้าง แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2525 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ฯ และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ ได้เสด็จทรงเททองพระเกตุมาลา เมื่อ 18 พฤษภาคม พ.ศ.2524 และได้ประกอบพิธีเชื่อมพระเศียร กับองค์พระพุทธรูป เมื่อ 23 สิงหาคม พ.ศ.2525 โดยสมเด็จพระสังฆราชเสด็จเป็นองค์ประธานในพิธี และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้โปรดเกล้า ฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตน์ราชสุดา ฯ เสด็จประกอบพิธีสมโภช เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ.2525 และระหว่างกำลังดำเนินการสร้างอยู่นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จไปทอดพระเนตรการสร้างองค์พระพุทธรูปด้วยพระองค์เอง





หลังจากที่เราได้สักการะพระประธานพุทธมณฑล เรียบร้อยแล้วเราก็ออกเดินชมบริเวณรอบๆ องค์พระซึ่งมีพื้นที่กว้างขวางจนเราต้องกลับมาใช้รถเพื่อไปชมให้ทั่วบริเวณพุทธมณฑล ซึ่งมีสถานที่ให้เดินชมมากมายเรียกว่าถ้าเดินทั้งวันก็เดินชมไม่หมด สถานที่น่าสนใจในพุทธมณฑล ที่ขอแนะนำสำหรับนักท่องเที่ยวที่มายังที่นี่ก็เริ่มตั้งแต่ทางเข้าเลยก็แล้วกันนะครับ วิหารพุทธมลฑล ซึ่งหากมองจากถนนใหญ่จะเห็นชัดเจน แต่เมื่อมองจากองค์พระพุทธรูปประธาน มองตัดความงดงามของสวนไม้ดอกออกไปก็จะเห็นความงดงามอย่างยิ่ง เป็นอาคารชั้นเดียว สร้างแบบสถาปัตยกรรมไทยตามแบบวิหารของวัดราชาธิวาส ผนังวิหารทำเป็น 2 ชั้น เพื่อให้ประตูหน้าต่าง เลื่อนเข้าภายในกำแพงได้ ภายในปูด้วยกระเบื้องหินอ่อน หลังคามุงด้วยกระเบื้องลวดลายภายนอกเป็นประติมากรรมรูปพระพุทธรูป 8 องค์ และพระโพธิสัตว์ 2 องค์ ภายในประดิษฐานพระพุทธรูป 25 พุทธศตวรรษขนาด 2,500 มม. ดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ.2515 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2518 หอประชุมพุทธมลฑล สร้างขึ้นเพื่อใช้เป็นที่ประชุมทางพระพุทธศาสนา และให้ความรู้ อาคารแบบสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์สองชั้น ชั้นล่างด้านทิศเหนือใช้เป็นสำนักงานพุทธมณฑล สร้างเสร็จ พ.ศ.2529 หอกลอง สร้างขึ้นเพื่อประดิษฐานกลองชัยขนาดใหญ่ ตัวกลองทำด้วยไม้ขนุน และหนังควายเผือก เส้นผ่าศูนย์กลางมีขนาด 1.60 เมตร ผู้จัดทำกลองคือ พระพิชัย ธรรมจาโร วัดบัลลังก์ศิลาอาสน์ อ.ปราสาท จ.สุรินทร์ เมื่อปี พ.ศ.2526 ตำหนักสมเด็จพระสังฆราช เป็นลักษณะสถาปัตยกรรมประยุกต์ หันหน้าไปทางทิศเหนือ ก่อสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2524 ที่พักสงฆ์อาคันตุกะ อยู่ตรงข้ามกับตำหนักสมเด็จพระสังฆราช มีลักษณะเป็นสถาปัตยกรรมไทยประยุกต์สองชั้น สร้างเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2526 ศาลาบำเพ็ญกุศล อยู่ด้านหลังศาลาอำนวยการใกล้องค์พระ เสาร์-อาทิตย์ ภาคเช้ามีถวายสังฆทาน อาทิตย์บ่ายมี การบรรยายพระธรรมเทศนา ศาลาราย สร้างตามแนวทางเท้าวงกลมรอบองค์พระประธานมีทั้งหมด 20 หลัง ด้านข้างโปร่ง ศาลาปฏิบัติกรรมฐาน เป็นอาคารเพื่อใช้ปฏิบัติกรรมฐาน อยู่บริเวณสวนเวฬุวัน เป็นรูป 6 เหลี่ยม เชื่อมติดต่อกันทั้งหมด 8 หลัง พิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนา อาคารทรงไทยเป็นรูปกลมวงแหวนด้านนอก แบ่งเป็น ๓ ส่วน ส่วนแรกแสดงโบราณวัตถุต่าง ๆ ส่วนที่ 2 จัดนิทรรศการและการบรรยาย ส่วนที่ 3 ส่วนบริการ สุขา ห้องน้ำ ฯลฯ หอสมุดแห่งพระพุทธศาสนา สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระราชทานนามว่า "หอสมุดพระพุทธศาสนามหาสิรินาถ" ห้องสมุดนี้ใหญ่โตมาก ห้องอ่านหนังสือจุถึง 500 คน มีหนังสือประมาณ 500,000 เล่ม เก็บหนังสือบนเพดานได้อีก 1,000,000 เล่ม วัดปากน้ำและสมาคมศิษย์หลวงพ่อวัดปากน้ำ บริจาคเงินค่าก่อสร้างทั้งหมดประมาณ 250 ล้านบาท เพื่อถวายเป็นพระราชกุศล แด่สมเด็จพระนางเจ้าฯ ในวโรกาสเจริญพระชนมายุ 5 รอบ มหาวิหารประดิษฐานพระไตรปิฎกหินอ่อน สถาปัตยกรรมไทยรูปทรงจตุรมุข มีพระเจดีย์ 9 ยอด ประดิษฐานในย่านกลาง และเป็นที่จารึกพระไตรปิฎกหินอ่อน ขนาด 1.10 x 2.00 เมตร จำนวน 1,418 แผ่น มีภาพวาดพระพุทธประวัติอยู่ด้านบนโดยรอบ เริ่มสร้างปี พ.ศ.2532 แล้วเสร็จในปี พ.ศ.2541 ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างประมาณ 200 ล้าน



สังเวชนียสถาน 4 ตำบล ตำบลประสูติ ประดิษฐานหินรูปดอกบัว 7 ดอก แกะสลักหินเป็นรูปดอกบัวกำลังแย้มบาน ช่วงบนแกะสลักลายนูนรูปพระพุทธบาท กลางฝ่าพระบาทสลักชื่อแคว้นต่างๆ 7 แคว้น ที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงประกาศพระธรรมคำสั่งสอน คือ กาสี โกศล มคธ อังคะ สักกะ วัชชี มัลละ วังสะ และ กุรุ ตำบลตรัสรู้ ประดิษฐานหินรูปโพธิบัลลังก์ ช่วงบนแกะสลักนูนเป็นลายบัวคว่ำและบัวหงาย มีรัศมีล้อมรอบ ตำบลปฐมเทศนา ประดิษฐานหินเป็นรูปธรรมจักร และรูปแท่นที่นั่งของปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ตำบลปรินิพพาน ประดิษฐานหินสัญลักษณ์ รูปแท่นไสยาสน์ ท่ามกลางสนามหญ้า สวนไม้ดอก ไม้ประดับที่งดงาม นอกจากนี้ยังมีสวนต่างๆ ในพื้นที่ของพุทธมณฑล ที่น่าสนใจได้แก่ สวนเวฬุวัน หรือ สวนไผ่ มีต้นไผ่ประมาณ 100 ชนิด สวนอัมพวัน หรือสวนมะม่วง มีมะม่วงพันธุ์ต่างๆ เกือบร้อยชนิด สวนธรรม คือสวนกระถินณรงค์ สวนไทร มีเนื้อที่น้อยกว่าสวนอื่นๆ แต่มีความสวยและร่มรื่นยิ่งนัก สวนลัฏฐิวัน หรือ สวนตาล อยู่บริเวณตำบล ปรินิพพาน การไปชมอาคารและสถานที่ ภายในพุทธมณฑล มีป้ายบอกทิศทางไปตามถนน สามารถเดินทางด้วยตัวเองได้ ผู้ที่จะเข้าชมเป็นหมู่คณะโปรดแจ้งความจำนงได้ที่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์พุทธมณฑล โทร. 0 2441 9012, 0 2441 9009, 0 2441 9801-2, 0 2441 9440 จากพุทธมณฑลเราเดินทางต่อไปยังพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ที่เราเลือกสถานที่ท่องเที่ยวในเส้นทางด้านนี้ก่อนก็เพราะได้ข่าวมาว่าที่นี่ได้จัดโปรโมชั่นพิเศษ ชื่อโครงการบัตรท่องเที่ยว 3 In 1 Classic “เที่ยวไทยครึกครื้น เศรษฐกิจไทยคึกคัก” จังหวัดนครปฐม พ.ศ. 2552-2553 โดยความร่วมมือจากพันธมิตรทางการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ 3 แห่ง ในจังหวัดนครปฐม ได้แก่ ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน สวนสามพราน โรสกาเด้นริเวอร์ไซด์ และพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ร่วมมือกันจัดทำโครงการ “บัตรใบเดียวเที่ยว 3 แห่ง”

โดยจำหน่ายบัตร 3 In 1 Classic พร้อมคู่มือท่องเที่ยว ในราคาประหยัดจากราคา 620 บาท จำหน่ายเพียง 259 บาท ใช้ผ่านประตูเข้าชมกิจกรรมและการแสดงต่าง ๆ ที่ สวนสามพราน โรสกาเด้นฯ พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพรานได้สถานที่ละ1 ครั้ง โดยสามารถแยกวันใช้บริการได้ ทั้งนี้บัตรดังกล่าวยังสามารถใช้เป็นส่วนลดพิเศษเมื่อนำไปใช้บริการต่าง ๆ ในเครือข่ายพันธมิตรที่เข้าร่วมโครงการได้อีกด้วย ซื้อบัตรวันนี้สามารถใช้ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2553 คุ้มซะจนทีมงาน www.idotravellers.com ต้องมาใช้บริการ นักท่องเที่ยวท่านใดสนใจจะเที่ยวแบบโปรโมชั่น ราคาสุดคุ้มก็สามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ 1. สวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ 0-3432 2544 E-mail:
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
2. พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย 0-3433 2607 E-mail:
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
3. ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน 0-3432 2544- E-mail:
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
4. ททท. สำนักงานสมุทรสงคราม โทร. 0-3475 2847-8 E-mail:
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
เท่าที่ได้ข่าวมานักท่องเที่ยวสามารถหาซื้อบัตรท่องเที่ยว 3 In 1 Classic ได้จากสถานที่ท่องเที่ยว ทั้ง 3 แห่งแล้วใช้ได้เลย
นอกจากนี้ ในปี พ.ศ.2552 สถานประกอบการทั้ง 3 แห่งยังได้ร่วมกันจัดโครงการทัศนศึกษาแหล่งการเรียนรู้วัฒนธรรม และธรรมชาติศึกษาจังหวัดนครปฐม“เปิดเทอม..เปิดโลกการเรียนรู้” จัดกิจกรรมอย่างลงตัวใน 1 วัน ให้นักเรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์และการสัมผัสโดยตรง เป็นการเปิดโลกทัศน์และจุดประกายพลังจินตนาการอย่างสร้างสรรค์ในราคาประหยัด ภายในกรอบการเรียนรู้เชิงบูรณาการด้านศิลปวัฒธรรมและธรรมชาติศึกษา มุ่งเน้นผู้เรียนสำคัญที่สุดและเรียนรู้อย่างมีความสุข ด้วยเจตนารมณ์ที่สนองต่อนโยบายการพัฒนาการศึกษาของไทย โดยไม่มุ่งหวังผลกำไร ในปีการศึกษา 2552 เปิดให้เยาวชนได้ร่วมกิจกรรม 2 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 1 นักเรียนชั้นอนุบาล -ม.3 รวมค่าเข้าชม-ร่วมกิจกรรมในแหล่งการเรียนรู้ทั้ง 3 แห่ง คนละ 65 บาท โครงการที่ 2 นักเรียนชั้น ม.4- ม.6 หรือเทียบเท่า รวมค่าเข้าชม-ร่วมกิจกรรมในแหล่งการเรียนรู้ทั้ง 3 แห่ง คนละ 199 บาท โดยในโครงการที่ 2 นักเรียนผู้เข้าร่วมโครงการจะได้ชมการแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยที่สวนสามพรานด้วย สถาบันการศึกษาที่สนใจเข้าร่วมโครงการ ติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่เบอร์ติดต่อ และ อีเมล์ ด้านบน .jpg)
หลังจากที่จอดรถเรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปซื้อบัตรเที่ยวสุดคุ้ม บัตรท่องเที่ยว 3 In 1 Classic ที่ช่องจำหน่ายบัตรของพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย แล้วก็ใช้กันสดๆ ลดกันเห็นๆ ไม่ได้โม้ ได้บัตรแล้วเราก็เดินเท้าข้ามสะพานไปยังอาคารจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งซึ่งอยู่ด้านข้างอาคารจำหน่ายบัตรเข้าชม
.jpg)
พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยเป็นสถานที่รวบรวมหุ่นขี้ผึ้งของบุคคลสำคัญต่างๆ โดยประวัติความเป็นมาของพิพิธภัณฑ์นี้เกิดจากแรงบันดาลใจของกลุ่มผู้ที่สนใจในการสร้างสรรค์งานหุ่นขี้ผึ้ง นำโดย อาจารย์ดวงแก้ว พิทยากรศิลป์ ซึ่งเป็นผู้ริเริ่มศึกษาค้นคว้าทดลองสร้างหุ่นขึ้ผึ้งจากวัสดุต่างๆกว่า 10 ปีจนประสบความสำเร็จ สามารถสร้างหุ่นขึ้ผึ้งจากวัสดุไฟเบอร์กลาส ที่มีความคงทน งดงาม สมจริงกว่าวัสดุอื่นที่ได้นิยมใช้กันมาก่อนหน้านั้น หุ่นขี้ผึ้งรูปแรกที่สร้างเสร็จคือหุ่นขี้ผึ้งรุปพระราชสังวราภิมณฑ์ (หลวงปู่โต๊ะ) วัดประดู่ฉิมพลี
.jpg)
.jpg)
หลังจากนั้นในปี พ.ศ. 2525 โครงการก่อตั้งหุ่นขี้ผึ้งไทย จึงเริ่มขึ้น และเปิดอย่างเป็นทางการในวันที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2532 โดย สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก เสด็จเป็นองค์ประธานเปิดพิพิธภัณฑ์ และ ฯพณฯ ศาสตราจารย์สัญญา ธรรมศักดิ์ ประธานองค์มนตรี เป็นประธานฝ่ายฆารวาส นับเป็นพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไฟเบอร์กลาสแห่งแรกของประเทศไทย อาคารจัดแสดงหุ่นขี้ผึ้งของพิพิธภัณฑ์แบ่งออกเป็น 2 ชั้น จัดเป็นห้องแสดงหุ่นขี้ผึ้งชุดต่างๆ ตั้งแต่ชุดมุมหนึ่งของชีวิต ประกอบด้วยรูปหุ่น 5 ชุด
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ชุดพระอริยสงฆ์ ประกอบด้วยรูปหุ่นพระอริยสงฆ์จากทุกภาคของประเทศจำนวน 15 รูป ชุดพระบรมรูปอดีตพระกษัตริย์ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ 1-8 ชุดนิทรรศการพิเศษ 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ชุดประวัติศาสตร์ไทย เรื่อง สมเด็จพระปิยมหาราชกับการเลิกทาส ชุดวรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่ ชุดวัฒนธรรมประเพณีไทย เรื่องประเพณีการละเล่นของไทย แบ่งเป็นการแต่งกายลักษณะทรงผมเด็ก 4 ชุด การละเล่นของเด็ก 4 ชุด และการละเล่นของผู้ใหญ่ 1 ชุด
.jpg)
.jpg)
ชุด 3 บุคคลสำคัญของโลก และ 3 ครูเพลงไทยส่วนชุดพิเศษที่เราเห็นจัดแสดงอยู่ก็คือชุดสมเด็จพระพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยานิวัฒนาฯและสมเด็จย่า
.jpg)
หลังจากที่ยื่นบัตรให้กับเจ้าหน้าที่แล้วเราก็เริ่มเดินชมภายในส่วนจัดแสดงหุ่น ไม่ลืมที่จะหยิบโบรชัวร์ของทางพิพิธภัณฑ์ ที่แจกให้กับผู้ที่เข้าชมติดมือไปด้วย เราเดินชมภายในพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย ไล่ตั้งแต่ด้านหน้าซึ่งเป็นหุ่นสนใจข่าว และหุ่นเลขาน่ารัก ที่ดูยังไงก็เหมือนเอาคนจริงๆ มาจัดแสดง
.jpg)
จำได้ว่าเมื่อครั้งพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เปิดใหม่ๆ ผมยังทึ่งในความเหมือน ได้ยินเรื่องเล่ากันสนุกๆ ว่ามีผู้มาเที่ยวที่นี่แล้วไปยืนถามอะไรสักอย่างกับหุ่นเลขาอยู่นานสองนานก็ไม่ได้รับคำตอบถึงกับโมโหเดินหนีไป ผมยังว่าดีแล้วที่ไม่ได้รับคำตอบ นี่ถ้าหุ่นเงยหน้ามาตอบก็ต้องบอกว่าตัวใครตัวมันละครับ หลังจากหุ่นที่ผมขอเรียกว่าหุ่นรับแขกก็แล้วกัน เพราะมาทีไรก็เห็นหุ่นชุดนี้เป็นชุดแรกๆ
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ถัดไปก็ได้แก่ ชุดพระอริยะสงฆ์ ซึ่งรูปเหมือนของพระสงฆ์ที่สำคัญๆ เช่น พระครูภาวนารังสี “วิสฎโก” วัดใหญ่ชัยมงคล พระนครศรีอยุธยา พระโพธิญาณเถร (หลวงปู่ชา วัดหนองป่าพง) อุบลราชธานี พระมงคลเทพมุนี (สด จนทสโร หลวงพ่อวัดปากน้ำ) หลวงพ่อเกษมเขมโก สุสานไตรลักษณ์ จังหวัดลำปาง
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ไล่เรียงกันก็หลายองค์ที่ผมยังไม่ได้ทราบประวัติอย่างละเอียด นักท่องเที่ยวที่มาชมสามารถอ่านรายละเอียดจากแผ่นพับและป้ายที่ทางพิพิธภัณฑ์จัดแสดงระหว่างทางเดินได้ ผมก็ต้องอาศัยอ่านจากป้ายเหมือนกัน
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
เราเดินชมหุ่นขี้ผึ้งพระอริยะสงฆ์ จนออกมาที่ชุดเหนื่อยนักพักก่อนซึ่งอยู่บริเวณเดียวกันกับชุดหมากรุกไทย ผมมาทีไรก็ต้องมาจ้องพิจารณาชุดนี้ทุกครั้ง สำหรับผมหุ่นชุดนี้เป็นชุดที่มีการแสดงออกทั้งหน้าตากิริยาอาการสมจริงมาก
ทั้งตาลุงที่คงจะคร่ำหวอดกับกลหมากรุก ส่งสายตาเยาะเย้ยแบบว่าเป็นต่อกับอาการครุ่นคิดหนักว่าจะเดินหมากยังไงถึงจะรอดของชายหนุ่มวัยกลางคน อีกทั้งยังมีผู้ดูที่ดีคงจะเป็นเพื่อนตาลุงนั้นแหละผมว่า มายืนส่งสายตาประมาณว่า..รอดยาก ชุดนี้ขอแนะนำเลยใครมาอย่าพลาดชม จากชุดหมากรุกไทยถัดไปก็เป็นชุดชุดพระบรมรูปอดีตพระกษัตริย์ราชวงศ์จักรี รัชกาลที่ 1-8 และชุดนิทรรศการพิเศษ 100 ปี สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี
.jpg)
.jpg)
จากนั้นเราก็ต้องเดินขึ้นไปยังชั้นสองของอาคารเพื่อชมชุด ครูเพลงไทย ชุดบุคคลสำคัญของโลก การละเล่นของเด็กไทย ชุดหัวล้านชนกัน
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ชุดวรรณคดีไทยเรื่องพระอภัยมณี ของสุนทรภู่ ถัดจากนั้นก็เป็นชุด สมเด็จพระปิยมหาราช ทรงประกาศเลิกทาส โซนนี้ดูแล้วจะเป็นชุดจัดแสดงเกี่ยวกับชีวิตของทาสทั้งสิ้น
.jpg)
.jpg)
ตั้งแต่การเข้าโรงบ่อนเบี้ยของหัวหน้าครอบครัว เมื่อเล่นการพนันเสียก็ต้องขายลูกเมียไปเป็นทาส ต้องตกระกำลำบากถูกเฆี่ยนตีตามอารมณ์ของนายทาส จนกระทั่งได้เป็นอิสระ พ้นจากความเป็นทาส จากการประกาศเลิกทาสของรัชกาลที่ 5 หลังจากที่เราได้เดินดูหุ่นขี้ผึ้งจนครบชุดที่ทางพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย จัดแสดงแล้วเราก็เดินลงมาหาที่นั่งพักเหนื่อยกันที่ด้านนอกซึ่งจัดเป็นสวนเรือนไทย ริมสระน้ำ อยู่ด้านข้างอาคารจัดแสดง บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยร่มไม้ น่านั่งพักผ่อนรับลมเอามากๆ เรานั่งพักเหนื่อยไม่นานก็ต้องออกเดินทางกันต่อ จากพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทย เราออกเดินทางต่อไปยังลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน ซึ่งตั้งอยู่บนถนนเพชรเกษม ก.ม. ที่ 30 ไม่ไกลจากพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งไทยนัก ถ้ามาจากทางหนองแขม ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพรานจะอยู่ด้านซ้ายมือ .jpg)
.jpg) ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน ก่อตั้งโดยคุณพิชัย ชัยมงคลตระกูล เปิดให้บริการแก่นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ อย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 24 มีนาคม 2528 เป็นแหล่งความรู้ แหล่งเพาะพันธุ์พืช และสัตว์ โดยเฉพาะจระเข้ซึ่งใกล้สูญพันธุ์จากแหล่งน้ำธรรมชาติ และเป็นแหล่งอนุรักษ์ช้าง โดยมีการนำช้างจากจังหวัดสุรินทร์มาฝึกหัดเพื่อแสดงให้นักท่องเที่ยวได้ชม ภายในลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพรานแบ่งเป็นส่วนต่าง ๆ ดังนี้
.jpg)
.jpg)
ส่วนที่เป็นแหล่งเรียนรู้ และทัศนศึกษา 1.ส่วนนิทรรศการ อยู่บริเวณหน้าเรือนกล้วยไม้ ประกอบไปด้วยบอร์ดวิชาการ เกี่ยวกับวงจรชีวิตของช้างและจระเข้ในเมืองไทย กล้วยไม้พรรณต่างๆ ฯลฯ 2.เรือนเพาะพันธุ์กล้วยไม้ เป็นสวนกล้วยไม้ขนาดประมาณ 5 ไร่ สำหรับเพาะพันธุ์กล้วยไม้สายพันธุ์ต่างฯ โดยเฉพาะแคทลียา อนุญาตให้นักท่องเที่ยว นักเรียน นักศึกษา ที่สนใจเข้าเยี่ยมชมได้ .jpg)
.jpg)
.jpg)
ส่วนที่เป็นฟาร์มเพาะเลี้ยงจระเข้ 1.บ่อเพาะเลี้ยงจระเข้น้ำจืด น้ำเค็ม และพันธุ์ผสม ซึ่งสามารถอยู่รวมกันได้โดยแบ่งตามช่วงอายุ 2.บ่ออนุบาล ใช้เลี้ยงจระเข้แรกเกิด 3.บ่อพ่อพันธุ์-แม่พันธุ์ ใช้เลี้ยงจระเข้ตั้งแต่อายุ 8-20 ปี 4.บ่อจระข้ตัวใหญ่ โดยอายุสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 70 ปี โดยบ่อนี้น้ำลึกประมาณ 6 เมตร 5.บ่อจระเข้พิการ 6.บ่อเพาะพันธุ์ตะโขง
.jpg)
.jpg)
ส่วนที่เป็นการแสดงโชว์ 1.บ่อทำการแสดงจับจระเข้ด้วยมือเปล่า จะทำในบ่อน้ำตื้น และมีอัฒจรรย์สำหรับนักท่องเที่ยวได้ชม 2 ชั้น 2.ลานแสดงช้าง ใช้ทำการแสดงมายากล และการแสดงช้างประกอบเสียง
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
หลังจากผ่านประตูทางเข้าใหญ่มาแล้วเราก็แวะดูโน่นดูนี่ โดยเฉพาะเสือที่ทางเจ้าหน้าที่ลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพราน ให้บริการถ่ายรูปแก่นักท่องเที่ยว ก่อนที่เราจะตรงรี่ไปที่ลานแสดงช้างทันทีเพราะได้ยินเสียงประกาศให้นักท่องเที่ยวได้ทราบว่าการแสดงโชว์ช้างกำลังจะเริ่มขึ้นในอีกไม่นาน เราเข้ามาทันดูโชว์มายากลชุดสุดท้ายเอาตอนจบการแสดงพอดี แหมเสียดาย..ไม่นานนักการแสดงโชว์ช้างก็เริ่มขึ้นด้วยการเดินพาเหรดช้างออกมาโชว์ป้ายยินดีต้อนรับจากลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพรานเรียกน้ำย่อยก่อน
.jpg)
ตามมาด้วยการแสดงพิธีคล้องช้างในพะเนียดที่ออกจะอยู่ห่างไปสักหน่อยต้องเพ่งสายตาอยู่นานว่าควาญช้างแต่ละคนกำลังนั่งทำอะไรอยู่บ้าง เพราะเสาพะเนียดบังมุมเสียหมด กว่าจะหามุมสูงดูให้เข้าที่เข้าทางควาญช้างก็ดำเนินการคล้องขาเจ้าช้างน้อย เป็นอันจบการแสดงชุดพิธีกรรมคล้องช้างในเพนียดซะแล้ว ต่อมาก็เป็นการแสดงโชว์ชุดนักวิ่งลมกรดที่มีเจ้าช้างน้อยสามเชือกมาวิ่งแข่งกันนำขวดไม้ไปใส่ในตะกร้าเรียกเสียงลุ้นเสียงหัวเราะให้กับนักท่องเที่ยวที่กำลังนั่งชมอยู่บนอัฒจรรย์ เพราะเจ้าช้างน้อยหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันดันชวนเพื่อนวิ่งออกมาขอเสียงเชียร์ถึงนอกสนามทำเอานักท่องเที่ยวที่อยู่ด้านหน้าทำท่าจะลุกหนีเอา
.jpg)
จบจากการแสดงชุดวิ่งแข่งก็มาถึงชุดดาวซัลโวที่มีเหล่าช้างน้อยคาดผ้าผืนโตติดชื่อนักฟุตบอลชื่อดัง อย่าง Kaka Torres Leesaw มาออกลีลาเลี้ยงพ่อฟุตบอล(ยืนยันว่าเป็นพ่อฟุตบอล เพราะลูกใหญ่มาก) ก่อนจะซัดซะเต็มเหนี่ยวด้วยงวงบ้าง ขาบ้าง เข้าประตูไปแบบนายทวารต้องตั้งท่าสวยๆ แล้วเตรียมวิ่งหลบให้ทัน แต่ละลูกที่เจ้าช้างน้อยเตะออกไปถึงรับลูกได้ก็คงต้องลอยเข้าประตูไปอยู่ดี
.jpg)
.jpg)
ถ้าเป็นเราก็ต้องวิ่งหลบเหมือนกันไม่งั้นช้ำในแน่นอน หลังจากที่ยิงลูกได้แล้วก็ตามธรรมเนียมแบบนักฟุตบอลมืออาชีพ เจ้าช้างน้อยก็ควงงวงเสียจนกลัวว่างวงจะหลุด แล้ววิ่งไปที่ข้างสนามหน้าอัฒจรรย์ที่ผู้ชมนั่งชม แล้วยืนเอาขาวางบนที่กั้นพร้อมกับชูงวงแสดงความยินดี
.jpg)
เสียงผู้เข้าชมก็เฮให้กำลังใจ เจ้าช้างน้อยก็ส่ายหัวส่ายก้นไปเข้าแถวรอซัลโวประตูจนนายทวารส่ายหน้าไม่ขอสู้ด้วยเป็นอันจบการแสดงชุดนี้ไปตามระเบียบ ปิดท้ายด้วยการแสดงชุดย้อนรำลึกถึง สงครามยุทธหัตถีที่ยิ่งใหญ่ ด้วยระบบ Sound Track และ Effect ประกอบการแสดงที่เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ
.jpg)
.jpg)
.jpg)
มีการปีนค่าย ยิงปืนใหญ่ และ การแสดงชนช้างจำลองเหตุการณ์สงครามยุทธหัตถี ด้วยนักแสดงที่แต่งตัวโพกหัวแบ่งข้างออกมาตะลุมบอนกันด้วยดาบจริงๆ ทำเอานักท่องเที่ยวต่างชาติตื่นตาตื่นใจ
.jpg)
ในขณะที่คนไทยเห็นจนชินตา แต่ก็ไม่วายหวาดเสียวแทน ต้องยอมรับว่าแสดงได้สมจริงสมจังน่าดู เสียดายผู้ที่แสดงเป็นพระมหาอุปราชาออกมาชนช้างกับสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ฟันง้าวได้แป๊ปเดียวก็นอนคว่ำหน้าอยู่บนหัวช้างเสียแล้ว
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg) ปล่อยให้ทหารพลเดินเท้าฟันดาบกันอยุ่พักใหญ่ จนแพ้แล้วถูกจับไปจนหมดถึงจะจบชุดการแสดงนี้ เรียกเสียงปรบมือจากผู้เข้าชมกันเกรียวกราว แล้วปิดท้ายการโชว์ช้างโดยผู้แสดงชุดสุดท้ายมาขอบคุณท่านผู้ชม และให้ผู้ชมสามารถถ่ายรูปกับช้างและผู้แสดงได้ หรือนักท่องเที่ยวจะซื้อกล้วยซื้ออ้อยให้ช้างได้กินทางลานแสดงก็มีให้บริการ
.jpg)
.jpg)
.jpg) เห็นนักท่องเที่ยวต่างก็อุดหนุนกล้วยอ้อยกันคนละหอบใหญ่มาให้ช้างที่แสดงกินกัน ไม่วายที่เจ้าตัวเล็กขาใหญ่ก็ขอออกมาแจมด้วยการยื่นงวงป้อมๆ ส่งเสียงแอ๊บๆ ผงกหัวขอกล้วยจากนักท่องเที่ยวด้วย
.jpg) เราออกจากลานแสดงช้างมาที่บ่อโชว์การแสดงจับจระเข้ด้วยมือเปล่าที่อยู่ไม่ห่างกันมากนัก นักแสดง..เรียกว่าหมอจระเข้ น่าจะถูกต้องกว่าแต่ละคนอายุน้อยๆ ทั้งนั้น เราตื่นเต้นระทึกใจกับการแสดงจับจระเข้โชว์ด้วยมือเปล่าจากหมอจระเข้ ด้วยการลากจระเข้ขึ้นมาจากน้ำมาวางไว้กลางลานแสดงแล้วให้หมอจระเข้วิ่งไถลน้ำมาจูบปากกับเจ้าชาละวันเขี้ยวคมแบบหวาดเสียว
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ตามมาด้วยการสาธิตวิธีฝากเงินในปากเจ้าเขี้ยวคมแบบไม่กลัวมือไปติดอยู่ในปากเจ้าชาละวัน ที่น่าตื่นเต้นแทบจะหยุดหายใจก็ได้แก่การหยอดหัวใส่ปากเจ้าชาละวัน นึกไปถึงภาพยนต์ไทยเรื่อง “อีติ๋มตายแน่” ที่โน้ตอุดม เล่นจูบปากกับเจ้าชาละวันแล้วเสียวไส้แทน บอกได้คำเดียวว่าไม่เอาด้วยคน ยิ่งมาเห็นของจริงด้วยแล้ว..บรื๋อ
.jpg)
.jpg)
หลังจบการแสดงเราก็ออกมาชมบรรยากาศด้านนอกที่ข้างลานแสดงช้างมีการสาธิตการลากซุงของช้างให้นักท่องเที่ยวได้ชม จบจากการแสดงใครอยากนั่งช้างก็สามารถซื้อตั๋วได้
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
เห็นนักท่องเที่ยวทั้งคนไทยและชาวต่างชาติสนใจรอคิวให้ช้างมารับหลายคู่เหมือนกัน ส่วนเราขอตัวไปดูจระเข้และป้ายนิทรรศการที่หน้าเรือนกล้วยไม้ ที่จุดแสดงนิทรรศการให้ความรู้เรื่องจระเข้และช้างเป็นห้องโถงเปิดโล่งไม่กว้างมากนัก ภายในจัดแสดงความรู้เกี่ยวกับช้างในเมืองไทยว่ามีความสำคัญต่อบ้านเมืองเราอย่างไรตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน ส่วนของที่จัดแสดงก็มีเชือกปะกำ สำหรับคล้องช้างของแท้ที่ทำจากหนังควายป่า .jpg)
.jpg)
ปัจจุบันเชือกปะกำนี้ไม่ได้ใช้งานแล้วเนื่องจากไม่รู้ว่าจะไปหาจับช้างป่าแบบไม่ผิดกฎหมายได้ที่ไหน ส่วนที่สาธิตวิธีคล้องช้างที่ลานแสดงก็ใช้เชือกไนล่อนสีคล้ายๆกัน มาจำลองใช้ ครั้นจะเอาเชือกปะกำเส้นจริงไปใช้โชว์ ถ้าจะไม่คุ้ม ถัดจากนั้นก็เป็นส่วนจัดแสดงพันธ์จระเข้ในเมืองไทย มีจระเข้สตาฟ์ขนาดตัวเขื่องๆมาโชว์ให้จับต้องสัมผัสถึงตัวกันได้ด้วย
.jpg)
จากนั้นนักท่องเที่ยวยังสามารถเข้าไปชมเรือนเพาะชำกล้วยไม้ที่ทางลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพรานเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมถ้ายังไม่อิ่มอกอิ่มใจกับที่มีแขวนโชว์ที่ห้องจัดแสดง เราพากันเดินดูทั่วห้องจัดแสดงนิทรรศการแล้วเราก็ออกมาชมจระเข้กันต่อ ที่บ่อมีจระเข้ให้นักท่องเที่ยวได้ชมมามายเสียจนต้องบอกว่าดูกันเบื่อไปข้างหนึ่งเลยทีเดียว
.jpg)
.jpg)
นักท่องเที่ยวสามารถซื้ออาหารจระเข้ไปโยนให้จระเข้ที่อยู่ในบ่อได้ ทางเจ้าหน้าที่มีให้บริการเป็นถังใส่น้ำเล็กๆ แบบที่ใช้ใส่แป้งดินสอพองเล่นกันวันสงกรานต์
.jpg)
.jpg)
เดินไปเดินมาชักจะหิวหลังจากที่แวะทักทายเล่นดันหัวกับเจ้าช้างน้อยจอมซนอยู่พักใหญ่จนเหนื่อย เราเลยเดินไปหาอาหารรองท้องกันที่ห้องอาหารของทางลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพรานที่นี่มีให้บริการเป็นแบบอาหารบุปเฟ่ สนนราคาท่านละ 160 บาท(ใช้หางบัตรเข้าชมเป็นส่วนลด) อาหารมีให้เลือกมากมายทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง รับประทานได้ไม่อั้นถ้าไม่กลัวพุงแตกเสียก่อน
.jpg)
.jpg)
หลังจากอิ่มหนำกับอาหารกลางวันแล้วเราก็ชวนกันออกเดินทางต่อไปยัง สวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ ซึ่งอยู่ห่างจากลานแสดงช้างและฟาร์มจระเข้สามพรานไปอีกเพียง 2 กม. บอกแบบให้ไปเดาอายุกันเองสมัยผู้เขียนยังเด็กก็มาเที่ยวที่นี่เป็นประจำ แขกไปใครมาคิดหาที่เที่ยวไม่ออกถ้าไม่ไปบางแสนก็สวนสามพรานนี่แหละใกล้ดี สมัยนั้นที่นี่ยังใช้ชื่อว่า สวนสามพราน ยังไม่เป็น สวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ อย่างในปัจจุบัน ยุคนั้นใครมาเที่ยวที่นี่ก็ต้องมาถ่ายรูปกับสวนดอกไม้และชมการแสดงโชว์ลืมๆไปแล้วว่ามีโชว์อะไรบ้าง
.jpg)
มาเที่ยวทั้งทีก็ต้องรู้ประวัติความเป็นมาของสวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ เอาไว้ประดับความรู้กันหน่อย สวนสามพรานเริ่มก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2505 โดย ดร.ชำนาญ และ คุณหญิงวลี ยุวบูรณ์ ท่านทั้งสองได้ตัดสินใจซื้อที่ดินริมแม่น้ำท่าจีนเพื่ออนุรักษ์ต้นพิกุลใหญ่อายุเกือบ 100 ปีที่กำลังจะโค่นล้มเพราะตลิ่งพัง หลังจากปลูกบ้านพักส่วนตัวสำหรับวันหยุดของครอบครัวบนที่ดินผืนนี้แล้ว
.jpg)
ท่านจึงได้เริ่มปลูกกุหลาบเป็นงานอดิเรกและขยับขยายตัดดอกขายร้านดอกไม้ต่างๆ ทั่วกรุงเทพฯ กระทั่ง พ.ศ.2508 สวนสามพราน จึงเป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไปว่าเป็นสวนกุหลาบ ในนาม Rose Garden และได้เปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าเยี่ยมชมพร้อมกับเปิดภัตตาคารในชื่อ Rose Garden Restaurant
.jpg)
ต่อมาในปี พ.ศ.2510 เรือนไทยโบราณจากละแวกบางเลน สุพรรณบุรี อยุธยา หลายสิบหลัง ถูกคัดเลือกเพื่อนำมาประกอบและตกแต่งเป็นบ้านพักสำหรับแขกผู้มาเยือน และเพื่อเป็นการอนุรักษ์วิถีการดำรงชีวิตแบบไทย จากนั้นสวนสามพรานได้เริ่มพัฒนาศูนย์การแสดงวัฒนธรรมไทยขึ้นในปี พ.ศ.2515 ซึ่งต่อมาได้สร้างชื่อเสียงแก่สวนสามพรานให้เป็นที่รู้จักทั่วโลกในนาม Thai Village Cultural Show (หมู่บ้านไทย) เป็นศูนย์แสดงนาฏศิลป์จากภูมิภาคต่างๆ ของไทย การแสดงนาฏศิลป์ของสวนสามพรานได้รับความนิยมอย่างมากจากนักท่องเที่ยว
.jpg)
กระทั่งคณะนาฏศิลป์ของสวนสามพรานได้มีโอกาสเป็นตัวแทนประเทศไทย ในการเผยแพร่การแสดงนาฏศิลป์ไทยในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 70 ครั้ง รวมถึงเมื่อครั้งสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จไปเผยแพร่โครงการศิลปาชีพ ที่เมืองดัลลัส ประเทศสหรัฐอเมริกา ใน พ.ศ.2524 และเมื่อครั้งสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ได้เสด็จงาน World Expo ที่เมืองบริสเบน ประเทศออสเตรเลีย
.jpg) นับตั้งแต่ พ.ศ.2516 เป็นต้นมา สวนสามพรานได้พัฒนาสถานที่และบริการมาอย่างต่อเนื่อง อาทิเช่น สนามกอล์ฟซึ่งได้รับคัดเลือกเป็นสนามกอล์ฟยอดเยี่ยมของโลก สร้างอาคารโรงแรมขนาดเล็กและอาคารโรงแรมหลังใหม่ริมแม่น้ำในเวลาต่อมา สร้างสระว่ายน้ำบำบัดปราศจากสารเคมี อีกทั้งยังร่วมมือกับผู้ประกอบการในท้องถิ่นส่งเสริมการท่องเที่ยวของจังหวัด เปิดบริการทางด้านสุขภาพเพิ่มการบริการสปาบำบัด
.jpg)
ร่วมมือกับผู้ประกอบการในจังหวัดนครปฐมจัดตั้งโครงการ “แหล่งการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติศึกษา” เปิดสโมสร “ม้าก้านกล้วย Family Club” ส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้มีกิจกรรมร่วมกัน
.jpg)
.jpg)
ต่อมาในปี พ.ศ.2549 สวนสามพรานได้เปิดตัวภายใต้ชื่อใหม่ “โรสกาเด้น ริเวอร์ไซด์” กับแนวคิด ‘วิถีไทย ริมสายน้ำ’ จนถึงวันนี้สวนสามพรานได้เป็นแหล่งพักผ่อนและสถานที่ท่องเที่ยวที่มีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาเยือนแล้วไม่ต่ำกว่า 16 ล้านคน สวนสามพรานเปิดให้เข้าชม ตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น. ติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่ โทร. 0-3432 2544 0-3432 2588 Web Site: www.rosegardengolfclub.com เราเข้ามายัง สวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ ก็พอดิบพอดีกับรอบการแสดงศิลปวัฒนธรรม วันหยุดอย่างนี้นักท่องเที่ยวชาวไทยมากันมากพอสมควร ไม่นับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่มีบริษัททัวร์พามาเที่ยวตามโปรแกรมเป็นปรกติอยู่แล้ว
.jpg)
.jpg)
การแสดงศิลปวัฒนธรรมเริ่มขึ้นที่กลางลานดินซึ่งถูกปักเสาให้เป็นเวทีมวยเล็กๆ แล้วมีนักมวยสองวัยสวมนวมมาต่อยกันท่ามกลางกองเชียร์ที่เฮกันสนั่นเวที ผลปรากฎว่านักมวยรุ่นพ่อส่งหมัดขาวเปรี้ยงเข้าที่หน้านักมวยรุ่นลูกชนะไปอย่างสวยงาม สมใจคนดูที่ลุ้นเชียร์นักมวยรุ่นใหญ่
.jpg)
ต่อมาก็เป็นการแสดงการต่อสู้ด้วยกระบองปะทะกับเขน ที่ดูแล้วน่าสนุกสอดแทรกมุกตลกเรียกเสียงหัวเราะได้ตลอดการแสดงแล้ว ตามด้วยชุดแสดงการต่อสู้ด้วยดาบแบบตะลุมบอน ชุดการแสดงนี้น่าหวาดเสียวเพราะนักแสดงเยอะจนต้องทะยอยกันล้มลงทีละคูเหลือแต่นักแสดงหญิงที่ฟาดดาบสู้กับผู้ชายแบบสุดแรงเกิดเป็นซีนที่น่าดูในชุดนี้ ดูไปลุ้นเอาใจช่วยนักแสดงหญิงไป สุดท้ายก็ชนะตามระเบียบ
.jpg)
จากนั้นก็มาถึงชุดวิถีชีวิตไทยเริ่มการแสดงด้วยการจำลองวิถีชีวิตชาวนา และประเพณีงานบวชนาค พิธีการแต่งงานแบบไทย รำสี่ภาค รำกระทบไม้
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ปิดท้ายการแสดงด้วยการรำวงโดยเหล่านักแสดงออกมาเชื้อเชิญนักท่องเที่ยวออกไปรำกันที่กลางลานเป็นที่สนุกสนานจนจบเพลงหลังจากนั้นใครจะถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับนักแสดงก็สามารถขอถ่ายรูปได้ตามอัธยาศัย .jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
หลังจบการแสดงเราก็ชวนกันออกมายังด้านนอกซึ่งเป็นโซนหมู่บ้านไทย ซึ่งกำลังมีการสาธิตการสีข้าวและฝัดข้าว โดยมีนักท่องเที่ยวขอลองทำกันอยู่กลุ่มใหญ่ โซนหมู่บ้านไทยนี้มีกิจกรรมสาธิตต่างๆ มากมายทั้ง การเข้าครัวไทยลองขูดมะพร้าวทำขนมไทย การแกะสลักผักและผลไม้ สานปลาตะเพียนด้วยใบมะพร้าว ร้อยมาลัยกล้วยไม้
.jpg)
.jpg)
นักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้ศิลปะการวาดร่ม รวมไปถึงการดูวิถีชีวิตของชาวนา การละเล่นของไทย ขั้นตอนการเลี้ยงไหมและทอผ้าอย่างครบวงจร ดูการปั้นเครื่องปั้นดินเผาเป็นรูปสัตว์ต่างๆ เรียนรู้เกี่ยวกับสมุนไพรไทยและการทำลูกประคบ และอีกหลากหลายกิจกรรม เรียกว่ามาเที่ยวที่สวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ ที่เดียวได้ความรู้เกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมของไทยผ่านประสบการณ์ตรงไปคุย ได้อีกนาน
.jpg)
.jpg)
นักท่องเที่ยวที่อยากมาลองทำกิจกรรมก็ลองสอบถามดูได้ที่ สวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ เท่าที่ดูจากตารางสาธิตของโซนหมู่บ้านไทย ก็จะสาธิตกันในช่วงเวลาประมาณ 10.00-12.00 น. ทุกวัน นอกจากนี้ทางสวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ ยังมีบริการล่องเรือเส้นทางแม่น้ำท่าจีนสู่ตลาดน้ำดอนหวายชมความงามสองฝั่งแม่น้ำ และวิถีชีวิตของชาวบ้านที่ผูกพันกับสายน้ำ ฟังเรื่องราวน่าสนใจของวัดวาอารามริมแม่น้ำและพันธุ์ไม้ริมน้ำต่างๆ จากวิทยากรผู้มีความรู้ แวะจับจ่ายซื้อของที่ตลาดน้ำดอนหวาย (บริการทุกวันเสาร์และวันอาทิตย์) อีกด้วย
.jpg)
ส่วนกิจกรรมอื่นๆ อย่าง ห้องเรียนธรรมชาติ การเข้าชมสวนพันธุ์ไม้หายากและสวนสมุนไพร (Botanical Walk) ตลอดจนการทำปุ๋ย น้ำชีวภาพ และเรียนรู้การทำแปลงผักจากวัสดุเหลือใช้ ที่สวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ ก็มีให้เข้าชม ส่วนนี้ต้องติดต่อล่วงหน้า
.jpg)
หลังจากที่เดินชมจนทั่วบริเวณแล้วเราก็มานั่งพักกันที่ห้องอาหารไทย อินจัน ริมแม่น้ำท่าจีน หาขออร่อยๆ ทานเล่นกัน ที่ด้านนอกห้องอาหารมีบริการ เครื่องดื่มและขนมไทย ให้นักท่องเที่ยวได้ลิ้มชิมรส อย่างชานม กาแฟโบราณ น้ำตะไคร้ น้ำมะตูม ที่สะดุดตาก็มีเรือขายขนมครกหยอดกันใหม่ๆ สดๆในเรือ เรียกลุกค้ามาออกันริมท่าน้ำจนต้องรอคิวกันนานกว่าจะได้ชิม รสชาติก็อร่อยสมกับที่ต้องรออยู่พักใหญ่ ที่ห้องอาหารไทย อินจัน นี้มีบริการอาหารไทยต้นตำรับหลากหลาย อาทิเช่น เนื้อเค็มต้มกะทิ เมี่ยงคะน้า กุ้งนางทอดกระเทียม แจ่วพริกสด ยำส้มโอ และอีกหลากหลายรายการตามฤดูกาล แต่ไม่ว่านักท่องเที่ยวจะมาทานเมื่อไหร่ก็รับรองว่าต้องถูกปากกับอาหารไทยรสเลิศแน่นอน
.jpg)
พักเหนื่อยกันครู่ใหญ่ดูเวลาแล้วเราต้องออกเดินทางกันต่อเสียที ขากลับออกมาเราแวะอุดหนุนแม่ค้าที่พายเรือมาขายผัก ผลไม้ ที่ท่าน้ำหน้าห้องอาหาร ทางเจ้าหน้าที่บอกกับเราว่า แม่ค้าที่มาพายเรือขายของเป็นชาวบ้านในละแวกนี้เองส่วนผักผลไม้ในเรือก็เป็นของที่มีในสวนของชาวบ้านเสียเป็นส่วนใหญ่ ที่มาขายนี่ก็ไม่ได้เสียค่าที่ค่าทางอะไร ก็ถือว่าเป็นการช่วยเหลือชาวบ้านให้มีอาชีพอีกทางหนึ่ง
.jpg)
.jpg)
น่าเสียดายที่วันนี้เราไม่ได้กลับกรุงเทพฯ เราเลยไม่ได้อุดหนุนผักสดๆ ราคาไม่แพงกลับไปด้วย ได้แต่ผลไม้เอาไว้ทานเล่นระหว่างที่เราเดินทางไปยังสถานที่ท่องเที่ยวต่อไป ห้องอาหารไทย อินจัน เปิดบริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 11.30-14.30 น. และ 17.30-21.30 (เดือน มิ.ย.-ก.ย. 52 เปิดบริการมื้อเย็นเฉพาะคืนวันศุกร์ เสาร์และอาทิตย์)
หน้าต่อไป
|