|
จากสวนสามพราน โรสการ์เด้น ริเวอร์ไซด์ เราออกเดินทางต่อไปยังวัดไร่ขิง หรือ วัดมงคลจินดาราม ใช้เส้นทางแยกหน้าสวนสามพรานไปไม่ไกลก็ถึงตัววัด ประวัติของวัดไร่ขิงจากคำบอกเล่าของคนรุ่นเก่าเล่าว่าได้มีการสร้างวัดไร่ขิงขึ้นในปี พ.ศ. 2394 สมัยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) ซึ่งตรงกับรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4
.jpg)
เมื่อแรกสร้างวัดนั้นได้มีการเรียกชื่อวัดตามชื่อตำบล ต่อมาในปี พ.ศ. 2456 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เปลี่ยนชื่อวัดเสียใหม่ว่าวัดมงคลจินดาราม แต่ชาวบ้านสมัยนั้นนิยมเรียกชื่อวัดมงคลจินดารามไร่ขิง จนกระทั่งต่อมาเหลือแต่คำว่าวัดไร่ขิง เหมือนเมื่อครั้งแรกเริ่มสร้างวัดไปในที่สุด หลังจากสร้างวัดไร่ขิงแล้วเสร็จ จึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปจากวัดศาลาปูน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มาประดิษฐานเป็นพระประธานที่วัดไร่ขิงชาวบ้านเรียกว่า “หลวงพ่อวัดไร่ขิง”
.jpg)
หลวงพ่อวัดไร่ขิง เป็นพระพุทธรูปเนื้อทองสัมฤทธิ์หน้าตักกว้าง 4 ศอก 2 นิ้วเศษ สูง 4 ศอก 16 นิ้วเศษ ปางมารวิชัยแบบประยุกต์ คือมีพุทธลักษณะผึ่งผายคล้ายพระสมัยเชียงแสน พระหัตถ์เรียวงามตามแบบพระสมัยสุโขทัย ส่วนพระพักต์ละม้ายมาทางศิลปะสมัยรัตนโกสินทร์ สันนิษฐานว่าเป็นฝีมือช่างสมัยไทยล้านนา และล้านช้าง
.jpg)
ตามตำนานเล่ากันว่าหลวงพ่อวัดไร่ขิงลอยน้ำมา และชาวบ้านอัญเชิญขึ้นไว้ที่วัดศาลาปูนอยู่หลายปี ก่อนที่จะได้รับการอัญเชิญมาประดิษฐานที่วัดไร่ขิงแห่งนี้ เรามาถึงวัดไร่ขิงก็ต้องวนหาที่จอดรถอยุ่หลายรอบ ทั้งที่บริเวณลานจอดรถกว้างขวางเอามากๆ แต่ก็แน่นไปด้วยรถของพุทธศาสนิกชนที่ศรัทธาในองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิง ต่างก็เดินทางมาสักการะองค์หลวงพ่อกันอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะวันหยุดเสาร์-อาทิตย์อย่างนี้
.jpg)
.jpg)
หาที่จอดรถได้แล้วเราก็ตรงไปยังพระอุโบสถที่ประดิษฐานองค์หลวงพ่อวัดไร่ขิง ทำบุญรับดอกไม้ ธูป เทียน ทอง แล้วเราก็ไปไหว้พระที่หน้าพระอุโบสถ แต่พอเข้าไปยังตัวพระอุโบสถเท่านั้นก็ต้องอึ้งเพราะแทบจะไม่มีที่ให้นั่งกราบพระกันเลยทีเดียวเชียว
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ต้องรออยู่พักใหญ่ให้คนที่เข้ามาไหว้หลวงพ่อก่อนเราลุกออกไปถึงพอจะมีที่ว่างให้เราได้นั่งบ้าง เสียกระบอกเซียมซี ดังไม่ขาดระยะ เดี๋ยวทางโน้นเขย่า เดี๋ยวทางนี้เขย่า เราเลยขอเขย่าเซียมซีต่อจากคนข้างๆ บ้างทำตัวกลมกลืนไปกับเขาเสียเลย เท่าที่เราสังเกตุดูคนที่มาสักการะหลวงพ่อวัดไร่ขิงต่างก็น่าจะมาขอพรจากองค์หลวงพ่อหรือบนบานศาลกล่าวอะไรบางอย่างเพราะแต่ละคนใช้เวลาอธิฐานนานพอดู
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
หลังจากที่เราไหว้หลวงพ่อวัดไร่ขิงเสร็จตามธรรมเนียมของพวกเราก็ต้องเดินถ่ายรูปเก็บรายละเอียดเอามาฝากมิตรรักนักท่องเที่ยว ต้องขอโทษขอโพยแล้วก็ขอแทรกสาธุชนที่กำลังนั่งกันอยู่เต็มพื้นพระอุโบสถ เพื่อถ่ายภาพหลวงพ่อวัดไร่ขิง และภาพวาดจิตกรรมไทยประยุกต์
เราต้องรีบทำเวลาไม่งั้นเดียวจะโดนสวดให้พร การถ่ายภาพในพระอุโบสถหลวงพ่อวัดไร่ขิงครั้งนี้นับว่าเป็นการถ่ายภาพที่อัตคัดที่ทางที่สุดครั้งหนึ่ง จนต้องปารภกับบัดดี้คู่ใจที่มาร่วมชะตากรรมว่า ถ้าครั้งหน้าถ้าต้องมาถ่ายภาพที่นี่อีกขอมาวันธรรมดาก็แล้วกัน ไม่อยากรบกวนผู้มีจิตศรัทธาที่อุตส่าห์เดินทางมาไกลแล้วมาเจอช่างภาพเอาขาตั้งกล้องแหย่หน้าแหย่หลัง เสียอารมณ์หมดเลย.. สาธุ
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
หลังจากที่ถ่ายภาพภายในพระอุโบสถเรียบร้อยแล้วเราก็ออกมายังศาลาด้านหน้าไหว้พระทำบุญสะเดาะเคราะห์ หล่อเทียน เรียบร้อยแล้วเราก็เดินออกมาชมมณฑป และหอระฆัง
.jpg) .jpg)
น่าเสียดายที่ทางวัดไม่ได้เปิดให้เข้าชมได้แต่เดินชมผ่านประตูเหล็กอยู่รอบนอก และดูรูปปั้นของสองศิลปินใหญ่ คือป๋าต๊อก และ ยอดรัก สลักใจ
.jpg)
หลังจากที่เดินจนไม่รู้ว่าจะเดินไปดูอะไรในวัดอีกแล้ว เราเลยตกลงออกเดินทางไปตลาดน้ำดอนหวายซึ่งอยู่ในเส้นทางเดียวกันกับวัดไร่ขิงดีกว่า
.jpg)
ตลาดดอนหวาย อยู่ในบริเวณเดียวกันกับวัดคงคารามดอนหวาย จากลานจอดรถของทางวัดนักท่องเที่ยวสามารถเดินเข้าสู่ตัวตลาดริมแม่น้ำท่าจีนได้เลย ตัวตลาดเป็นอาคารไม้เก่า สร้างตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 แต่ก่อนตลาดดอนหวายเป็นศูนย์รวมสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคสำหรับชาวสวนและชาวนาในอดีตตั้งแต่รัชกาลที่ 5 เมื่อครั้งที่การเดินทางติดต่อกันยังใช้ทางน้ำเป็นหลัก ต่อมาเมื่อการคมนาคมทางบกสะดวกขึ้นตลาดน้ำดอนหวายจึงร่วงโรยไปตามกาลเวลา จนกระทั่งในปี พ.ศ. 2542 ตลาดดอนหวายแห่งนี้จึงกลับมาคึกคักอีกครั้งหนึ่ง จากสภาพเศรษฐกิจในขณะนั้นที่ข้าวของแพง แต่ที่ตลาดดอนหวายยังคงขายสินค้าในราคาประหยัดแบบชาวบ้านกันอยู่
.jpg)
.jpg)
นักท่องเที่ยวที่ได้ผ่านมาเที่ยวในเส้นทางนี้เมื่อแวะตลาดดอนหวายต่างก็ติดอกติดใจกับสินค้าพื้นบ้านราคาไม่แพง ต่างก็บอกกันปากต่อปากตลาดน้ำดอนหวายจึงกลับมาบูมเป็นพลุแตก หลังจากนั้นตลาดดอนหวายจึงแทบจะไม่ว่างเว้นนักท่องเที่ยวเลย โดยเฉพาะวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ส่วนวันธรรมดาก็จะมีนักท่องเที่ยวบางตาไปบ้าง แต่ก็มีแม่ค้าขาประจำมาขายสินค้าทุกวันตั้งแต่เวลา 06.00-18.00 น.
.jpg)
อย่างวันนี้ที่เรามาก็เป็นช่วงวันหยุดนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติต่างก็มาเที่ยวที่ตลาดดอนหวายกันมาก บรรยากาศตลาดก็คึกครื้นดีแม้จะต้องเดินเบียดเสียดกันบ้าง
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
เราเดินเลือกซื้อของที่วางขายกันตามสองข้างทางเดิน มีทั้งของกินของใช้ให้เลือกหาจนลายตาเลือกซื้อไม่ถูกไปพักใหญ่สรุปว่าคงต้องเป็นของกินนั่นแหละง่ายดี ที่ตลาดดอนหวายมีของกินขึ้นชื่อมากมาย ไม่ว่าจะเป็นขนมเปี๊ยะ ขนมไทย เป็ดพะโล้ มีให้เลือกหลายเจ้าต้องมาลองชิมกันเองว่าถูกปากเจ้าไหน
.jpg)
.jpg)
.jpg)
มาเที่ยวตลาดดอนหวายก็ขอแนะนำว่าเผื่อเวลาไปนั่งเรือกระแชงล่องชมทิวทัศน์ของสองฝั่งแม่น้ำท่าจีน ซึ่งมีให้เลือกทั้งระยะสั้นและระยะยาวอีกด้วย ในตลาดดอนหวายมีให้เลือกหลายผู้ประกอบการ ถ้าเอาแบบเจ้าเก่าดั้งเดิมผู้บุกเบิกการล่องเรือในแม่น้ำสายนี้ก็ เลือกใช้บริการ “เรือศรีสวัสดิ์ย้อนยุค” มีเรือวิ่งให้บริการทุกวันจากตลาดน้ำดอนหวายไปสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆในเส้นทาง อาทิ ไปวัดท่าพูด วัดไร่ขิง สวนสามพราน วังปลาแล้วไปสุดที่บ้านไทยโบราณ ใช้เวลาประมาณ 1-2 ชั่วโมง แล้วแต่ว่าท่องเที่ยวในเส้นทางไหน
.jpg)
เรือศรีสวัสดิ์ย้อนยุค” มีเรือออกทุกวัน (วันจันทร์-ศุกร์ มี 2 รอบ เวลา 12.30 น. และ14.00 น.) ส่วนวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ มีเรือออกวิ่งตั้งแต่ 09.30-17.00 น.ในแต่ละเส้นทางสามารถสอบถามได้ที่ โทร. 08 1448 8876, 08 1659 5805 นอกจากนี้ เรือศรีสวัสดิ์ย้อนยุค ยังมีโปรแกรมล่องเรือถวายสังฆทาน-ไหว้พระ 9 วัด ให้บริการด้วย ในราคา ผู้ใหญ่ 550 บาท เด็ก 400 บาท ราคานี้รวมเรื่องถวายสังฆทาน 9 ชุด พร้อมอาหารกลางวันและเครื่องดื่มตลอดเส้นทาง
.jpg)
.jpg)
เราเดินออกมาจากตัวตลาดมายังวัดดอนหวาย มาไหว้พระก่อนที่จะออกเดินทางกันต่อ วัดดอนหวาย แห่งนี้แต่เดิมมีชื่อว่า “วัดโคกหวาย” ตามภูมิประเทศรอบบริเวณวัดที่มีต้นหวายอยู่มากมาย ตามประวัตินั้นวัดแห่งนี้สร้างขึ้นนช่วงเวลาไล่เลี่ยกันกับวัดไร่ขิง
.jpg)
ตามประวัตินั้นผู้สร้างวัดแห่งนี้คือสมเด็จพระพุฒาจารย์ (พุก) มาสร้างวัดแล้วแสร็จในสมัยรัชกาลที่ 5 โดยท่านเจ้าคุณพระธรรมราชานุวัตร
.jpg)
ต่อมาสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ได้เปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดคงคารามดอนหวาย” ในปี พ.ศ. 2456 แต่ชาวบ้านก็ยังคงเรียกกันติดปากว่า วัดดอนหวาย เรื่อยมา
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
สิ่งศักดิ์สิทธิ์ภายในวัดดอนหวายที่พุทธศาสนิกชนมักจะมาสักการะกันก็ได้แก่ หลวงพ่อวิไลเลิศ ในพระอุโบสถ และหลวงพ่อวิสาหาร พระประธานในวิหาร ชาวบ้านในละแวกนี้ศรัทธากันมาก
.jpg)
.jpg)
กล่าวกันว่าถ้าได้มาอธิฐานขอสิ่งใดที่ไม่ผิดทำนองคลองธรรมแล้วก็มักจะประสบความสำเร็จดังที่ปรารถนาทุกประการ หลังจากที่ไหว้พระขอพระกันเรียบร้อยแล้วเราก็ออกเดินทางต่อไปยังวัดกลางบางแก้ว
.jpg)
วัดกลางบางแก้ว สันนิษฐานว่าเป็นวัดที่สร้างมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยจากโบราณสถานและโบราณวัตถุที่พบในวัด เป็นต้นว่า พระอุโบสถ ใบเสมา ตลอดจนพระพุทธรูปหินทรายแดง ซึ่งเป็นพระประธานในพระอุโบสถ (หลวงพ่อโต) มีปรากฏรอยจารึกว่า วัดแห่งนี้ตั้งขึ้นเมื่อ ปี พ.ศ.1895 ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา เมื่อปี พ.ศ. 1905 เขตวิสุงคามสีมากว้าง 10 เมตร ยาว 26.50 เมตร แต่เดิมชื่อวัดคงคาราม อยู่ริมแม่น้ำท่าจีน ชาวบ้านในละแวกนี้มักจะเรียกกันติดปากว่า “วัดกลาง”
.jpg)
เนื่องจากทำเลที่ตั้งของวัดนั้นอยู่ปากคลองบางแก้ว ตำบลปากน้ำ แขวงนครชัยศรี (ต่อมาเปลี่ยนเป็นตำบลนครชัยศรี) เมื่อปี พ.ศ.2458 สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส เสด็จตรวจ สังฆมณทลมาตามลำน้ำนครชัยศรี(ลำน้ำท่าจีน) ได้เสด็จขึ้นทอดพระเนตรวัด ได้ทรงตรัสถามถึงชื่อวัด ครั้งนั้นมรรคทายกวัดชื่อนายปะ ชมพูนิช ได้ทูลว่าชื่อวัดคงคาราม ทรงเห็นว่าทำเลที่ตั้งวัดอยู่ริมน้ำตรงปากคลองบางแก้ว และมีวัดที่อยู่ใกล้เคียงกันอีก 2 วัดซึ่งมีอาณาเขตติดต่อกัน คือวัดใหม่สุปดิษฐารามซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศใต้และวัดตุ๊กตาซึ่งตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันตก จึงทรงประทานชื่อวัดให้ใหม่ว่า “วัดกลางบางแก้ว” ตรงกับสมัยที่ พระพุทธวิถีนายก (หลวงปู่บุญ) เป็นเจ้าอาวาส
.jpg)
วัดกลางบางแก้วนี้ เล่ากันว่าเป็นวัดที่เจริญรุ่งเรืองมาตั้งแต่ในอดีต ได้รับการปฏิสังขรณ์สืบต่อกันเรื่อยมา ในนิราศพระแท่นดงรังของสุนทรภู่ ซึ่งเขียนในช่วงระหว่างปลายสมัยรัชกาลที่ 2 ถึงต้นรัชกาลที่ 3 ยังกล่าวไว้ในนิราศว่า "ถึงบางแก้วมองเขม้นไม่เห็นแก้ว เห็นแต่แนวคงคาพฤษาสลอน มีวัดหนึ่งโตใหญ่ใกล้สาคร สง่างอนช่อฟ้าศาลาตะพาน ดูเบื้องบนอาวาสก็ลาดเลี่ยน ต้นตะเคียนร่มรกปกวิหาร อีกทั้งสระโกสุมปทุมมาล บ้างตูมบานเกสรอ่อนละออ" แม้ว่าในนิราศพระแท่นดงรัง ของท่านกวีเอกสุนทรภู่จะไม่ได้กล่าวถึงชื่อวัดไว้ก็ตาม แต่ก็จะเป็นวัดอื่นไปเสียไม่ได้เพราะตอนปากคลองแม่น้ำ ในสมัยนั้นมีวัดอยู่เพียงวัดเดียวคือวัดคงคาราม แสดงว่าวัดกลางบางแก้วนั้นเป็นวัดใหญ่ที่เจริญรุ่งเรือง สะอาดสะอ้านร่มรื่นมาตั้งแต่สมัยนั้นและเท่าที่ได้สืบค้นรายนามประวัติของเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้วนั้นก็สามารถสืบค้นขึ้นไปได้เพียง 3 องค์ที่ปกครองวัดก่อนหลวงปู่บุญ คือ 1 ท่านเจ้าคุณในตึก(ไม่ทราบนามจริงของท่าน) ทราบแต่เพียงว่าเป็นเจ้านายในราชวงศ์ มาครองวัดและปลูกกุฎิตึกไว้หลังหนึ่ง ชาวบ้านจึงเรียกกันว่าเจ้าคุณในตึก ไม่ทราบว่าครองวัดตั้งแต่ปี พ.ศ.ใด ทราบแต่เพียงว่าท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสจนถึงปี พ.ศ. 2378 2 พระปลัดทอง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดฯ ปี พ.ศ. 2378 - พ.ศ. 2418 3 พระอธิการแจ้ง ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดฯ ปี พ.ศ. 2418 - พ.ศ. 2428 4 พระพุทธวิถีนายก (บุญ ขนฺธโชติ) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดฯ ปี พ.ศ. 2429 - พ.ศ. 2478 5 พระปลัดหล่อ (รักษาการอยู่ 5 ปี) ปี พ.ศ. 2478 - พ.ศ. 2482 6 พระพุทธวิถีนายก (เพิ่ม ปุญฺญวสโน) ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดฯ ปี พ.ศ. 2482 - พ.ศ. 2526 7 พระปลัดใบ คุณวีโร (รักษาการอยู่ 1 ปี) ปี พ.ศ. 2426 - พ.ศ. 2527 8 พระครูสิริชัยคณารักษ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดฯ ปี พ.ศ. 2527 - พ.ศ. 2544 9 พระครูสถิตบุญเขต ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสปกครองวัดฯ ปี พ.ศ. 2544 – ปัจจุบัน .jpg)
นักท่องเที่ยวที่มายังวัดกลางบางแก้วแห่งนี้ส่วนมากแล้วก็มาเพราะศรัทธาในพระเครื่องและเครื่องรางของขลัง โดยเฉพาะพระเครื่องที่สร้างจากว่านยาจิดามณี และเบี้ยแก้ ถึงกับมีการเรียกกันเป็นที่ติดปากว่า “ยาจินดามณีและเบี้ยแก้สายวัดกลางบางแก้ว” เนื่องด้วยที่วัดกลางบางแก้วแห่งนี้มีการสร้างวัตถุมงคลชนิดนี้มาตั้งแต่สมัยหลวงปู่บุญท่านเป็นเจ้าอาวาสเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน เรียกว่าถ้ากล่าวถึงวัตถุมงคลทั้งสองชนิดส่วนใหญ่ก็จะนึกถึงวัดกลางบางแก้วกันเป็นที่แรก
.jpg)
เราเดินทางมาถึงที่วัดกลางบางแก้วในวันที่คนน้อยผิดคาด มีเพียงนักท่องเที่ยวกลุ่มเล็กๆ ที่เดินทางมาด้วยรถเก๋ง รถกระบะ มาไหว้หลวงปู่บุญ หลวงปู่เพิ่ม ที่วิหาร กับกลุ่มของเราเท่านั้น
.jpg)
หลังจากที่ไหว้พระเรียบร้อยแล้วเราก็ไปเดินชมรอบๆบริเวณวัด หลังจากที่มาเลียบๆ เคียงๆ มองวัตถุมงคลรุ่นเก่า ที่สร้างในสมัยหลวงปู่เพิ่ม และวัตถุมงคลของหลวงปู่เจือบางรุ่นที่หมดไปจากทางวัดแล้ว ก็ได้แต่มองด้วยความอยากแล้วก็รีบตัดใจเดินออกมาหามุมถ่ายรูปดีกว่า ดูแล้วเกิดกิเลส เราชวนกันเดินไปที่พระอุโบสถเพื่อสักการะหลวงพ่อโต พระประธานประธานที่กล่าวกันว่าศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านร้าละแวกวัดเป็นอย่างมาก
.jpg)
พระอุโบสถที่เราเห็นในปัจจุบันนี้เป็นพระอุโบสถที่สร้างขึ้นใหม่ในตำแหน่งเดียวกันกับพระอุโบสถหลังเดิม โดยเริ่มสร้างตั้งแต่ปี พ.ศ 2542 ใช้เวลาก่อสร้างรวมตกแต่งลายปูนปั้นประดับถ้วยลายคราม ถ้วยสี จากเมืองจีน ร่วม 5 ปีจึงแล้วเสร็จ หลังจากนั้นทางวัดก็หยุดเตรียมความพร้อมจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2552 จึงได้จัดงานฝังลูกนิมิต พระอุโบสถแห่งนี้ได้รับการออกแบบ ตกแต่งจากสถาปนิกและช่างผุ้มีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักที่ต่างก็มาร่วมใจกันสร้างงานชิ้นเอกด้วยความศรัทธาในเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้วตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน รายชื่อผุ้มีส่วนร่วมสร้างพระอุโบสถที่พอจะคุ้นหูก็ได้แก่ อาจารย์ประเวศน์ ลิมปรังษี อาจารย์ทองร่วง เอมโอฐ อาจารย์อวบ สานะเสน ช่างไพรัช เหลืองไพรินทร์ฯลฯ เรียกว่ารวมผู้ชำนาญในแต่ละสาขาช่างมาไว้ที่นี่กันเลย เราเดินขึ้นบันไดเข้าสู่ภายในพระอุโบสถด้วยความรู้สึกสงบอย่างประหลาดเมื่อมองตรงไปยังหน้าพระประธานได้เห็นรูปหล่อหลวงปู่บุญสีทองอร่ามสวยงามกว่าที่ได้เห็นมาที่วิหารที่เราเพิ่งเดินจากมาเมื่อครู่ใหญ่
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
หลังจากไหว้หลวงพ่อโต และหลวงปู่บุญแล้วเราก็เดินชมภาพจิตรกรรมภายในพระอุโบสถ ที่สวยสมกับที่เป็นงานจากช่างวาดฝีมือดี หลังจากที่เราเดินชมภาพอยู่ครู่ใหญ่ก้เริ่มมีนักท่องเที่ยวทยอยกันขึ้นมายังพระอุโบสถ เราจึงเดินกลับลงไปเพื่อไปชมพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก
.jpg)
พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก ก่อตั้งขึ้นโดยพระครูสิริชัยคณารักษ์ อดีตเจ้าคณะอำเภอนครชัยศรีและอดีตเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว เพื่อเก็บรักษาโบราณวัตถุและศิลปะวัตถุล้ำค่าต่างๆ รวมทั้งข้าวของเครื่องใช้ของอดีตเจ้าอาวาส 2 รูป คือ หลวงปู่บุญ หรือ ท่านเจ้าคุณพุทธวิถีนายก(บุญ ขันธโชติ) และหลวงปู่เพิ่ม พระพุทธวิถีนายก (เพิ่ม ปุญญวสโน) ซึ่งเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่บุญและสืบตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดต่อมาในระยะเวลาอันยาวนาน ที่หลวงปู่ทั้งสองปกครองวัดกลางบางแก้วนั้น ท่านได้ฝากผลงานสร้างความเจริญแก่พระพุทธศาสนามากมาย โดยเฉพาะหลวงปู่บุญนั้นท่านเป็นเจ้าคณะมณฑลนครชัยศรี ปกครองท้องที่จังหวัดสุพรรณบุรี สมุทรสาครและนครปฐม นอกจากงานด้านพระสงฆ์ ท่านยังเป็นที่พึ่งพาของผู้คนมากมายทั้งในด้านกฤตยาคมขลัง แพทย์แผนโบราณของไทย การสร้างพระเครื่องบูชาและเครื่องรางของขลังหลายชนิด เมื่อสิ้นหลวงปู่บุญแล้ว หลวงปู่เพิ่มก็ได้สืบทอดงานด้านสร้างสรรค์ต่างๆ ของหลวงปู่บุญทั้งหมด และยังดูแลวัดพร้อมกับรักษาของมีค่าทั้งหลายที่เป็นของเก่าแก่คู่กันมากับวัดและที่หลวงปู่บุญสร้างหรือมีผู้ถวายไว้อย่างดี เมื่อมาถึงสมัยของพระครูสิริชัยคณารักษ์ ท่านได้ร่วมกับคณะศิษย์จัดสร้างพิพิธภัณฑ์ขึ้นเพื่อเก็บรักษาของมีค่าทั้งหลายและเปิดโอกาสให้ผู้สนใจเข้าชมและศึกษาหาความรู้ได้ตามหลักเกณฑ์การอนุรักษ์มรดกศิลปวัฒนธรรมไทย จึงเกิดเป็น "พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก" ขึ้น
.jpg)
พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ประกอบพิธีเปิดเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม 2537 โดยสมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปริณายก เสด็จเป็นประธาน ในครั้งนั้น หลังจากทรงพระดำเนินชมจนทั่วอาคารทั้ง 3 ชั้นแล้ว ตรัสชมว่า "เก็บรักษาข้าวของจำนวนมากไว้ได้ดีและจัดเป็นพิพิธภัณฑ์ได้น่าสนใจมาก"
.jpg)
การจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก ได้จัดแสดงเรื่องราวโบราณวัตถุและศิลปวัตถุ แบ่งออกเป็น 3 ชั้น ได้แก่ ชั้นที่หนึ่ง ส่วนพระพุทธวิถีนายก จัดแสดงประวัติและเข้าของเครื่องใช้ของหลวงปู่บุญ (พระพุทธวิถีนายก-บุญ ขันธโชติ) และหลวงปู่เพิ่ม (พระพุทธวิถีนายก-เพิ่ม ปุญญวสโน) โดยทางซีกตะวันออก (ซ้ายมือ) จัดแสดงพระเครื่อง เครื่องรางของขลัง วัตถุมงคลและพระบูชาของหลวงปู่ ซึ่งมีอายุการสร้างเกือบร้อยปี อีกส่วนหนึ่งเป็นเรื่องของตัวยาไทย สมุนไพร ยารักษาโรค และเครื่องมือช่างสารพัดรูปแบบ ในฐานะที่หลวงปู่เป็นนักพัฒนาก่อสร้างและบูรณะปฏิสังขรณ์วัดมาโดยตลอด กับเอกสารที่เป็นการปฏิบัติงานในหน้าที่คณะสงฆ์ และบันทึกหรือจดหมายติดต่อกับบรรดาผู้เกี่ยวข้องต่างๆ ปฏิทินโหราศาสตร์แต่ละปีที่หลวงปู่คำนวณและเขียนขึ้นด้วยลายมือ รูปปั้นของหลวงปู่บุญและรูปถ่ายของหลวงปู่ทั้งสองติดเรียงรายไว้ตามฝาผนัง

ส่วนคัมภีร์และสมุดข่อย จัดแสดงในห้องกระจกซีกตะวันตก (ขวามือ) มีคัมภีร์ใบลาน เนื้อหาเป็นพระธรรม หนังสือเทศน์และเรื่องราวที่เป็นความรู้ต่าง จารตัวอักษรขอมเป็นส่วนใหญ่ และจารในใบลานขนาดยาวสั้นต่าง ๆ กัน ห่อในผ้าห่อคัมภีร์เก่า บรรจุในกลักไม้และในหีบพระธรรม ส่วนสมุดข่อย มีทั้งสมุดขาวและสมุดดำ ขนาดใหญ่และเล็กต่างๆ กัน มีทั้งอักษรไทยและอักษรขอม มีชนิดที่มีภาพสวยงามคือสมุดภาพพระมาลัยและสมุดภาพพุทธประวัติ นอกจากนี้มีเนื้อหาเป็นพระราชพงศาวดารตำราพิชัยสงคราม วรรณคดี หนังสือเรียน ตำรายาไทยและการรักษาโรค ตำราโหราศาสตร์ อัขระเลขยันต์และคาถาอาคมต่าง ๆ มีทั้งในลักษณะของสมุดที่เป็นตำราและสมุดที่แสดงให้เห็นว่าใช้ในการศึกษาเล่าเรียน มีร่องรอยการคัดลอกเรื่องต่าง ๆในห้องนี้ยังมีตู้พระธรรม หีบพระอภิธรรมลายลดน้ำ และพานแว่นฟ้าซึ่งเกี่ยวข้องกันจัดรวมไว้ด้วย ชั้นที่สอง จัดแสดงของใช้ประเภทต่าง ๆ เครื่องเบญจรงค์ เครื่องลายคราม ถ้วยชามของใช้ ปั้นชา ถ้วยชา แก้วเจียระไน เครื่องทองเหลือง เครื่องเขิน เครื่องไม้ ถาดเคลือบ และเครื่องมุกในห้องมุก มีธรรมมาสน์มุกของหลวงปู่บุญซึ่งพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในรัชการที่ 8 สร้างถวาย โดยมีสัญลักษณ์รูปพระอาทิตย์และตัวอักษรจีนว่าพระอาทิตย์อยู่ที่พนักธรรมาสน์ ในห้องกระจกด้านทิศใต้ จัดแสดงพระพุทธรูปปางต่าง ๆ พระพุทธรูปทรงเครื่องและพระปางป่าเลไลยก์ ซึ่งผู้ถวายหล่อด้วยเงินพดด้วงที่เหลือจากการเล่นแร่แปรธาตุ

ชั้นที่สาม จัดแสดงพระบุเงินและพระบูชาไม้แกะ พระเนื้อทองเหลืองทรงเครื่องและพระมาลัยโปรดสัตว์นรก ในห้องซีกตะวันตกซึ่งมีธรรมมาสน์บุษบกของเก่าเป็นธรรมมาสน์สลักไม้ลงรักปิดทอง เป็นของคู่กับวัดตั้งเป็นประธานในด้านนี้ ส่วนซีกตะวันออกจัดแสดงพระบูชาขนาดใหญ่ มีทั้งที่เป็นของเก่า และที่พุทธบริษัทสร้างถวายในสมัยหลวงปู่บุญ ตรงกลางของชั้นสาม คือกุฏิเก่าของหลวงปู่ ส่วนประกอบที่เนื้อไม้ยังพอใช้ได้ โดยเฉพาะบรรดาฝาปกนต่าง ๆ และลายฉลุช่องลมกับประตูหน้าต่างได้นำมาประกอบเป็นกุฏิของท่านในลักษณะเดิมเพื่อประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งของหลวงปู่ ประกอบกับเข้าของเครื่องใช้ของท่านเหมือนกับสมัยเมื่อท่านยังมีชีวิตอยู่ พระพุทธรูปขนาดใหญ่ตรงกลางภายในกุฏิคือพระสัมพุทธมหามุนีพุทธวิถีนายก ปุญญวสนนิมมิต สมัยเชียงแสน ซึ่งหลวงปู่เพิ่มได้พระเศียรมาจากเมืองเชียงแสนแล้วได้สร้างซ่อมแซมจนเป็นองค์ที่สมบูรณ์ พิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายกเปิดทุกวันพฤหัสบดี - อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ตั้งแต่เวลา 09.00-16.00 น. (ควรไปก่อนเวลา 15.30 น.) ค่าเข้าชมผู้ใหญ่ 20 บาท เด็กนักเรียน นักศึกษา 10 บาท (เข้าชมเป็นหมู่คณะ ต้องทำหนังสือจดหมายติดต่อล่วงหน้า เรียนเจ้าอาวาสวัดกลางบางแก้ว) สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 3433 1462, 0 3433 2182 (ทางพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก ไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวถ่ายภาพภายในพิพิธภัณฑ์ เพื่อความเรียบร้อยและความปลอดภัยต่อสิ่งของที่จัดแสดงอยู่ภายใน)
.jpg)
หลังจากที่เราได้เดินชมภายในพิพิธภัณฑ์พระพุทธวิถีนายก อยู่พักใหญ่เราก็มาพักรับลม ให้อาหารปลาที่ท่าน้ำของทางวัดซึ่งอยู่ติดกับกุฎิหลวงปู่เจือ ปิยสีโล ทีแรกกะว่าจะแวะเข้าไปกราบท่านเสียหน่อยแต่ก็ต้องผิดหวังเพราะท่านอาพาธไม่สามารถออกมาต้อนรับสาธุชนได้ขนาดผู้เขียนแวะเวียนไปที่วัดเกือบสิบครั้งยังไม่สบโอกาสเข้าหาท่านเลย พบแต่ลูกศิษย์ท่านมาเฝ้าจำหน่ายวัตถุมงคลอยู่ที่หน้ากุฎิ มาทีไรก็ไม่ได้พบ เพราะมีเหตุ ถ้าท่านไม่ได้ไปรักษาตัวที่โรงพยาบาลก็จำวัดเพราะอาพาธ ลูกศิษย์ท่านว่าอย่างนั้น จนเราเบื่อไปเอง

สาธุชนที่ตั้งใจจะมากราบท่านก็ขอแนะนำให้มาที่วัดกลางบางแก้วในงานฉลองวันเกิดของท่านซึ่งจัดขึ้นที่วัดกลางบางแก้ว ในวันที่ 14 พฤษภาคม ของทุกปี รับรองไม่ผิดหวัง หลวงปู่เจือท่านเป็นพระที่น่ากราบองค์หนึ่งของยุคนี้เลยทีเดียว จากวัดกลางบางแก้วเราออกเดินทางต่อไปยังวัดศรีษะทองซึ่งอยู่ในเส้นทางเดียวกับทางไปตัวเมืองนครปฐม วัดศรีษะทองสร้างจากการร่วมแรงร่วมใจของชาวบ้าน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวลาวที่อพยพมาจากเวียงจันทน์ในสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ในขณะที่มีการขุดดินสำหรับสร้างวัดนั้นได้พบเศียรพระทองจมอยู่ในดิน จึงถือเป็นนิมิตที่ดี จึงได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า “วัดหัวทอง” ตั้งแต่นั้นมา
.jpg)
เจ้าอาวาสองค์แรกคือ หลวงปู่ไต เป็นพระชาวลาวที่มาจากเวียงจันทน์ จากวัดเล็กๆ กลายมาเป็นวัดใหญ่ สืบทอดเจ้าอาวาสมาอีก 6 รุ่นจนมาถึง สมัยหลวงพ่อน้อย นาวารัตน์ ซึ่งได้สร้างความเจริญรุ่งเรืองให้แก่วัดและหมู่บ้านศรีษะทองเป็นอย่างมาก
.jpg)
หลวงพ่อน้อย ท่านเป็นที่รู้จักกันดีในฐานะผู้สืบทอดตำราการสร้างพระราหูอมจันทร์จากกะลาตาเดียว เป็นเครื่องรางที่ได้รับความนิยมอย่างกว้างขวางได้สร้างชื่อเสียงให้กับวัดศรีษะทองมาจนถึงปัจจุบัน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 5 ทางการได้ขุดคลองเจดีย์บูชา แยกจากแม่น้ำนครชัยศรี ไปยังองค์พระปฐมเจดีย์เพื่อสะดวกในการเสด็จพระราชดำเนินไปนมัสการองค์พระปฐมเจดีย์ คลองนี้ได้ผ่านพื้นที่ทางตอนใต้ของวัดหัวทองและหมู่บ้าน ชาวบ้านจึงอพยพมาอยู่ใกล้คลองเพราะสะดวกในการคมนาคม วัดศรีษะทองจึงย้ายจากที่เดิมมาอยู่ใกล้คลองเจดีย์บูชาและเปลี่ยนชื่อวัดเป็น “วัดศีรษะทอง” สืบมาจนถึงทุกวันนี้ ที่วัดศีรษะทองนี้มีประชาชนเป็นจำนวนมากที่นับถือ และนิยมมาบวงสรวงพระราหู ที่วัดศีรษะทองนี้ เพื่อความเป็นศิริมงคล
.jpg)
หลังจากที่ได้เข้าไปกราบรูปเหมือนของหลวงปู่ไตและหลวงพ่อน้อย ที่ศาลาการเปรียญบารมีหลวงพ่อน้อยแล้วเราก็เดินมายังศาลาประดิษฐานรูปพระราหูองค์ใหญ่ซึ่งตั้งอยู่หน้าพระวิหาร
.jpg)
.jpg)
.jpg)
ช่วงที่เรามาถึงนั้นมีสาธุชนเดินทางมาบวงสรวงพระราหูกันมากดูจากถาดถวายของดำที่มีไก่ดำ องุ่นดำ ฯลฯ ล้วนแต่เป็นของทานได้ที่มีสีดำเป็นเคล็ด ไม่รู้ว่าใครเป็นต้นคิดตำรับของถวายพระราหู แหมคิดมาได้หัวสร้างสรรค์จริงๆ
.jpg)
.jpg)
.jpg)
เราได้เพียงเข้าไปไหว้พระราหูแล้วถ่ายรูปอยู่ครู่เดียวก่อนที่จะเดินมายังพระวิหารของทางวัด ซึ่งสร้างได้สวยงามอลังการจริงๆ
.jpg)
แค่ลวดลายปูนปั้นฝีมือช่างเมืองเพชร ที่ปั้นรูปตัวละครในมหากาพย์รามเกียรติ์ รวมไปถึงเหล่ารูปเทวดา นางฟ้า อสูร และสัตว์ในป่าหิมพานต์ ประดับด้วยเครื่องเคลือบลายน้ำทองก็ชวนให้ต้องเดินพินิจชมงานศิลป์ฝีมือช่างชั้นครูอยู่นานจนทีมงานต้องมาเรียกให้รีบถ่ายรูปเร็วๆ เพราะจะต้องออกเดินทางกันต่อแล้ว
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
.jpg)
นักท่องเที่ยวท่านใดมีโอกาสมายังวัดศรีษะทองก็ขอแนะนำให้มาเดินชมงานปูนปั้นที่พระวิหารหลังงามนี้ แล้วจะรู้ว่างานปูนปั้นเมืองเพชรฝีมือช่างชั้นครูเป็นอย่างไร
.jpg)
จากวัดศรีษะทองเราเดินทางต่อไปยังวัดพระประโทณเจดีย์วรวิหาร ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นใน ราวพุทธศตวรรษที่ 12-16 เป็นช่วงที่อาณาจักรทวารวดีรุ่งเรือง จากการขุดค้นทางโบราณคดีในบริเวณใกล้เคียงองค์พระประโทณเจดีย์ ได้พบรูปกวางหมอบสลักด้วยศิลา อยู่ห่างไปประมาณ 5 เส้นเศษ รวมอยู่กับเจดีย์เก่า และบริเวณนั้นมีอิฐโบราณอยู่เป็นจำนวนมาก อยู่ทางด้านทิศเหนือของวัด กวางหมอบศิลานั้นเป็นศิลปะแบบทวารวดี ที่รับเอารูปแบบศิลปะในยุคคุปตะมา ซึ่งถือว่าเป็นยุครุ่งเรืองของศาสนาพุทธในดินแดนชมพูทวีปยุคหนึ่งเลยทีเดียว
.jpg)
ครั้งสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช เพราะในสมัยนั้นยังไม่มีการสร้างพระพุทธรูปขึ้น จึงนิยมสร้างวัตถุที่เกี่ยวกับสังเวชนียสถานเป็นส่วนมาก เช่นรูปกวางหมอบ เสมาธรรมจักร มีความหมายถึงตอนที่พระพุทธเจ้า แสดงพระธรรมเทศนาโปรดปัญจวัคคีเป็นครั้งแรก ที่ป่าอิสิปตนมฤคหทายวัน เป็นต้น
.jpg)
.jpg)
นอกจากนี้ยังมีหลักฐานที่ยืนยันความเป็นมาของวัดพระประโทณเจดีย์ ควบคู่กับความเป็นมาของอาณาจักรทวารวดี คือ ได้พบเหรียญเงิน 2 เหรียญ เส้นผ่าศูนย์กลาง 1.2 และ 1.5 เซนติเมตร ค้นพบที่บ้านสองตอน (ปัจจุบัน อยู่ใกล้บ้านหนองบอนงาม) ม. 2 ต. พระประโทน อ. เมืองนครปฐม จ. นครปฐม ซึ่งศาสตราจารย์ยอร์ช เซเดส์ อ่านจารึกบนเหรียญดังกล่าว ได้ความว่า "ศรีทวารวดี ศวรบุณยะ" ซึ่งแปลว่า "บุญของพระราชาแห่งศรีทวารวดี" สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ กล่าวไว้ในเรื่องมูลเหตุการสร้างวัด ซึ่งกรมศาสนาพิมพ์ขึ้นไว้ในหนังสือชื่อใบลาน ตอนหนึ่งได้ทรงเอ่ยถึงวัดพระประโทณเจดีย์ว่า “ชั้นเดิมพระพุทธศาสนาคงจะรุ่งเรืองแต่ในบ้านเมืองแล้วจึงแผ่ออกไปที่อื่นโดยลำดับ ด้วยเหตุนี้วัดในสมัยโบราณ ซึ่งยังปรากฏให้เห็นอยู่จึงมักอยู่ในท้องถิ่นอันเป็นเมืองเก่า และเป็นเมืองอันเคยเป็นราชธานี โดยเฉพาะห่างออกไปหาใคร่จะมีไม่ จะยกเป็นอุทาหรณ์ดังเช่นเมืองนครปฐม นอกจากพระปฐมเจดีย์ ยังปรากฏวัดซึ่งมีเจดีย์ใหญ่ๆ สร้างไว้อีกหลายแห่ง แต่พอเห็นได้ง่ายในเวลานี้ เช่นวัดพระงาม และวัดพระประโทณเจดีย์ เป็นต้น”
.jpg)
นอกจากนี้พระองค์ยังได้ทรงสันนิษฐานถึงเหตุแห่งการสร้างวัดไว้อีกว่า การสร้างวัดแต่สมัยดึกดำบรรพ์ มี 2 ประการ คือ สร้างเป็นพุทธเจดีย์ ถือว่าเป็นหลักของพระพุทธศาสนาในที่แห่งนั้นอย่างหนึ่ง สร้างเป็นอนุสาวรีย์เจดีย์ เป็นที่บรรจุอัฐิของท่านผู้ทรงคุณธรรมในศาสนาอินเดียโบราณอย่างหนึ่ง แต่ก็อุทิศให้เป็นเรือนเจดีย์ในพระพุทธศาสนาด้วยและเนื่องจากวัดในสมัยทวารวดีนั้นคงจะมีหลายวัด ที่มีความสำคัญ เช่น วัดพระปฐมเจดีย์ ฯ วัดพระงาม วัดพระประโทณเจดีย์ แต่หลักฐานที่ยืนยันว่าพระประโทณเจดีย์อยู่กลางเมืองและน่าจะเป็นศูนย์กลางความเจริญในสมัยทวารวดี ก็คือ จากการค้นพบแนวเมืองเก่าโดยภาพถ่ายทางอากาศ ในส่วนของเรื่องราวพระประโทณเจดีย์ ที่ปรากฏตั้งแต่สมัยโบราณ จากอมตะวรรณกรรมของสุนทรภู่ ได้บรรยายตำนานเกี่ยวกับพระประโทณเจดีย์ ไว้ในนิราศ พระประธม ตอนหนึ่งว่า
เอาพานทองรองประสูติพระบุตรา กระทบหน้าแต่น้อยน้อยเป็นรอยพาน พอโหรทายร้ายกาจไม่พลาดเพลี่ยง ผู้ใดเลี้ยงลูกน้องจะพลอยผลาญ พญากงส่งไปให้นายพราน ทิ้งที่ธารน้ำใหญ่ยังไม่ตาย ยายหอมรู้จู่ไปเอาไปเลี้ยง แกรักเพียงลูกรักไม่หักหาย ใครถามไถ่ไม่แจ้งให้แพร่งพราย ลูกผู้ชายชื่นชิดสู้ปิดบัง ครั้นเติบใหญ่ได้วิชาตะปะขาว แกเป็นชาวเชิงพนมอาคมขลัง รู้ผูกหญ้าพยนต์มนต์จังงัง มีกำลังลือฤทธิ์พิสดาร พญากงลงมาจับก็รับรบ ติดกระทบทัพย่นถึงชนสาร ฝ่ายท้าวพ่อมรณาพญาพาน จึงได้ผ่านพบผดุงกรุงสุพรรณ เข้าหาพระมเหสีเห็นมีแผล จึงเล่าแต่ความจริงทุกสิ่งสรรพ์ เธอรู้ความถามไถ่ได้สำคัญ ด้วยคราวนั้นคนเขารู้ทุกผู้คน ครั้นถามไถ่ยายหอมก็ยอมผิด ด้วยปกปิดปฏิเสธด้วยเหตุผล เธอโกรธฆ่ายายนั้นวายชนม์ จึงให้คนก่อสร้างพระปรางค์ประโทน .jpg)
ซึ่งเรื่องราวในนิราศพระประธมนั้นท่านสุนทรภู่คงจะได้รับคำบอกเล่ามาอีกทอดหนึ่ง ตามนิยายปรัมปราที่กล่าวถึงมูลเหตุการสร้างพระประโทณเจดีย์นี้ว่า พญาพานได้สร้างขึ้นโดยมีเรื่องว่า เมื่อพญากงได้ครองเมืองศรีวิชัย คือ เมืองนครปฐมในปัจจุบันนี้ สืบต่อจากพระเจ้าสิการาชผู้เป็นพระราชบิดาแล้ว ต่อมาได้พระราชบุตรประสูติแต่พระมเหสีองค์หนึ่ง โหรได้ถวายคำพยากรณ์ว่า พระราชกุมารจะเป็นผู้มีบุญญาธิการมาก จะได้ครองราชสมบัติเป็นกษัตริย์ต่อไปในภายหน้า แต่ว่าพระราชกุมารนี้จะกระทำปิตุฆาต คือ ฆ่าพ่อ เมื่อพญากงได้ทราบดังนั้น จึงรับสั่งให้ราชบุรุษ นำพระราชกุมารไปฆ่าทิ้งเสียในป่า ราชบุรุษจึงได้นำไปที่ป่าไผ่ ซึ่งอยู่ในบริเวณไร่ของยายหอม และด้วยเกิดความสงสารจึงไม่ได้ฆ่าพระราชกุมารตามที่พญากงได้รับสั่ง เมื่อยายพรมไปพบพระราชกุมารเข้า จึงเก็บมาเลี้ยงไว้ แต่ยายพรมมีลูกหลานมาก จึงยกพระราชกุมารให้ยายหอมไปเลี้ยงไว้ ยายหอมได้เลี้ยงพระราชกุมารอยู่ระยะหนึ่ง แล้วนำไปถวายให้เจ้าเมืองราชบุรีเลี้ยงเป็นบุตรบุญธรรม ครั้งนั้นเมืองราชบุรียังเป็นเมืองขึ้นของเมืองศรีวิชัย ภายหลังพระราชกุมารเติบโตขึ้นได้แข็งเมืองไม่ยอมส่งบรรณาการ และได้ท้ารบกับพระยากง จนได้ชนช้างกัน เมื่อฆ่าพญากงสำเร็จแล้วได้เข้าเมืองศรีวิชัย เวลานั้นพระมเหสีของพญากงซึ่งเป็นพระชนนีของพญาพาน ยังมีพระชนม์อยู่ กล่าวกันว่ารูปโฉมสวยงาม พญาพานคิดอยากได้เป็นมเหสี ได้เสด็จเข้าไปที่ตำหนัก เทพยดาได้แปลงเป็นแพะบ้าง บ้างก็แปลงเป็นแมวแม่ลูกอ่อน นอนขวางบันไดปราสาทอยู่ เมื่อพญาพานข้ามสัตว์ทั้งสองนั้นไป สัตว์จึงพูดกับแม่ว่า “ท่านเห็นเป็นเดรัจฉานจึงข้ามไป แม่ตอบลูกว่า นับประสาอะไรกับเราเป็นสัตว์เดรัจฉาน แต่มารดาของท่าน ท่านยังจะเอาเป็นเมีย” พญาพานได้ฟังดังนั้นก็ประหลาดพระทัยนัก จึงทรงตั้งอธิษฐานว่า ถ้าพระมเหสีของพระยากงเป็นพระมารดาของเราจริงแล้ว ขอให้น้ำนมหลั่งออกจากถันทั้งสองข้างให้ปรากฏ ถ้าไม่ใช่พระมารดาของเราก็ขออย่าให้น้ำนมไหลออกมาเลย พญาพานตั้งอธิษฐานแล้ว น้ำนมได้หลั่งออกมาจากถันเป็นที่ประจักษ์แก่สายตา พญาพานจึงได้ไต่ถามได้ความว่าเป็นพระมารดาจริง เมื่อทรงทราบว่าพญากงเป็นพระราชบิดา จึงโกรธยายหอมว่า มิได้บอกให้ตนทราบว่าเป็นบุตรใคร จนได้ทำบาปถึงปิตุฆาต แล้วได้ไปเรียกยายหอมมาจับฆ่าเสีย คนทั้งปวงจึงเรียกพระราชกุมารว่า พญาพาน เพราะไม่รู้จักคุณคนก็มี เรียกพญาพานเพราะเมื่อเวลาเกิดนั้นพระพักตร์กระทบพานทองเป็นแผลก็มี
.jpg)
เมื่อพญาพานฆ่ายายหอมแล้ว ก็รู้สึกเสียพระทัย ว่าฆ่าผู้มีพระคุณเสียแล้วอีกคนหนึ่ง จึงได้ถามสมณพราหมณาจารย์ว่าจะทำอย่างไร จึงจะล้างบาปในการฆ่าพระราชบิดาและฆ่ายายหอม ผู้ที่ได้เลี้ยงตนมาแต่เยาว์วัย พระสงฆ์ก็ได้ถวายพระพรว่า ให้สร้างเจดีย์สูงเท่านกเขาเหิน จึงได้สร้างพระปฐมเจดีย์ขึ้นเพื่อล้างบาปที่ฆ่าพ่อ และสร้างพระประโทณเจดีย์ขึ้นเพื่อล้างบาปที่ฆ่ายายหอม ตั้งแต่นั้นมา ตามตำนานที่กล่าวมารู้สึกเป็นนิยายพื้นเมืองที่ได้เล่าลือกันมาเพื่อเป็นเครื่องเชื่อมโยงเรื่องราวให้ปะติดปะต่อกัน นับว่าเป็นประโยชน์ดีอยู่ ในตำนานพระอารามหลวง ยังได้เขียนบอกชื่อผู้ที่สร้างวัดประโทณเจดีย์ และวัดพระปฐมเจดีย์ว่า พญาพานเป็นผู้สร้าง แต่จะเป็นผู้ใดสร้างนั้น เมื่อไม่ปรากฏหลักฐานทางจดหมายเหตุ นักโบราณคดีจึงสันนิษฐานว่าผู้สร้างต้องเป็นกษัตริย์ ที่ทรงมีพระราชอำนาจ และมีศรัทธาแก่กล้าในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก จึงได้สามารถสร้างพระเจดีย์ใหญ่ได้ถึงเพียงนี้ได้
.jpg)
ส่วนตำนานพระประโทณเจดีย์ ฉบับนายอ่อง ไวกำลัง และตำนานพระปฐมเจดีย์และพระประโทณเจดีย์ ฉบับพระยามหาอรรคนิกรและฉบับนายทอง กล่าวความไว้คล้ายกัน คือ บริเวณที่ตั้งพระประโทนเจดีย์นั้น แต่เดิมเป็นตำบลบ้านพราหมณ์ เรียกว่า “บ้านโทณพราหมณ์” ซึ่งได้นำ “ทะนานทอง” ที่ใช้ตวงพระบรมสารีริกธาตุมาบรรจุไว้ในเรือนหิน เมื่อ พ.ศ.1133 ท้าวศรีสิทธิชัยพรหมเทพ มาสร้างเมืองนครไชยศรีขึ้นเป็นเมืองใหญ่ ได้ขอทะนานทองจากพราหมณ์เพื่อจะนำไปแลกเปลี่ยนกับพระบรมสารีริกธาตุจากเจ้าเมืองลังกา แต่ได้รับการปฏิเสธ ทำให้รู้สึกขัดเคืองพระทัยจึงยกรี้พลออกไปตั้งเมืองใหม่ชื่อว่า “ปาวัน” และให้สร้างพระปฐมไสยาสน์องค์หนึ่งใหญ่ยาวมหึมา หลังจากนั้น จึงยกรี้พลมาแย่งทะนานทองไปให้เจ้าเมืองลังกาเพื่อบรรจุไว้ในสุวรรณเจดีย์ ต่อมาเมื่อพระพุทธศักราชล่วงได้ 1199 พรรษา พระเจ้ากากะวรรณดิศราชแห่งเมืองละโว้ ได้มาก่อพระเจดีย์ล้อมเรือนศิลาที่เคยบรรจุทะนานทองไว้แล้วให้นามว่า”พระประโทณเจดีย์” ไม่ว่าตำนานพระประโทณในแต่ละที่มาจะกล่าวมูลเหตุการสร้างพระเจดีย์องค์นี้ไว้อย่างไรแต่ก็เชื่อได้ว่าพระประโทณองค์นี้มีความสำคัญต่อพระพุทธศาสนาในดินแดนแถบนี้เป็นอย่างยิ่ง จากการขุดพบโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่น พระพุทธรูป เศียรพระพุทธรูปปูนปั้น พระดินเผา และสิ่งของอื่นๆ อีกมามาย รวมทั้งรูปโลหะสำริด รูปครุฑพ่าห์เหยียบนาค ซึ่งรัชกาลที่ 6 ทรงใช้เป็นเครื่องหมายประจำพระองค์ตลอดรัชกาล
.jpg)
.jpg)
เราได้เข้าไปกราบหลวงพ่อโต พระประธานในวิหาร ก่อนที่จะออกมาเดินถ่ายรูปที่องค์พระประโทณเจดีย์ นอกจากพระประโทณเจดีย์แล้ว ที่วัดแห่งนี้ยังมีเจดีย์อีกองค์หนึ่งที่จะเว้นไม่กล่าวถึงเสียมิได้คือ เจดีย์จุลประโทณอยู่ห่างจากพระประโทณเจดีย์ ไปทางทิศตะวันออกประมาณ 500 เมตร เข้าไปทางถนนสายต้นสำโรง ข้างวิทยาลัยเทคนิคนครปฐมด้านทิศตะวันออก เมื่อปี พ.ศ. 2483 กรมศิลปากร ได้ร่วมมือกับศาสตราจารย์ชาวฝรั่งเศส ชื่อ มองสิเออร์ ปิแอร์ดูปองต์ ทำการขุดค้นพร้อมกับขุดวัดพระเมรุ ใกล้สวนนันทอุทยาน พบเจดีย์ใหญ่ยอดปรักหักพังหมด และยังพบปฏิมากรรมรูปปั้นดินเผา ในสมัยแรกสร้างองค์พระเจดีย์ และ ปฏิมากรรมปูนปั้นในสมัยที่ 2
.jpg)
จากการขุดพบสันนิษฐานว่าเจดีย์จุลประโทณ ได้มีก่อสร้างเพิ่มเติมถึง 3 สมัยด้วยกัน แต่การสร้างครั้งที่ 3 ไม่ปรากฏรอยให้เห็นในปัจจุบัน เพราะในการขุดค้นต้องรื้อออกให้เห็นการสร้างครั้งที่ 2 และครั้งที่ 1 โบราณวัตถุที่ขุดพบในบริเวณเจดีย์จุลประโทณมีมากมาย โดยเฉพาะขุดแต่งเพิ่มเติมอีกครั้งของกรมศิลปากร ในราวปี พ.ศ.๒๕๑๑ ซึ่งได้พบภาพปูนปั้นชาดกที่ฐานเจดีย์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นหลักฐานที่สำคัญชิ้นหนึ่งที่ใช้ในการศึกษาเกี่ยวกับเจดีย์จุลประโทณ ปัจจุบันภาพชาดกของเจดีย์จุลปะโทนจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ พระปฐมเจดีย์
.jpg)
.jpg)
ในสมัยพระครูสมถกิตติคุณ (ชุ่ม) ได้มีการขุดพบโบราณวัตถุอีกมากมาย เช่น พระพุทธรูป ลูกประคำ เศียรพราหมณ์ เศียรพระพุทธรูป ซึ่งทำด้วยปูนปั้นตามที่กล่าวมาแล้วโบราณวัตถุเหล่านี้ ได้นำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อำเภออู่ทอง จังหวัดสุพรรณบุรี บางส่วนจัดแสดงอยู่ในพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ จังหวัดนครปฐม และมีบางส่วนที่หลวงพ่อชุ่มได้มาจากชาวบ้านที่ขุดพบในบริเวณที่ดินของตนเอง แล้วนำมามอบให้ท่านเก็บไว้ ซึ่งก็มีเป็นจำนวนมาก
.jpg)
บางส่วนท่านได้นำไปติดไว้รอบเจดีย์ที่ท่านได้สร้างขึ้นไว้ที่หน้ากุฏิของท่าน เรียกกันว่า “อนุสาวรีย์กลางแจ้ง” ซึ่งถือว่าเป็นพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง เป็นแหล่งรวบรวมและแสดงโบราณวัตถุสมัยทวารวดีของวัดพระประโทณเจดีย์ แต่ละปีจะมีนักโบราณคดี นักประวัติศาสตร์ และนักศึกษาทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ มาดูมาศึกษาเป็นระยะๆ ซึ่งปัจจุบันเจดีย์นี้เป็นที่บรรจุอัฐิของท่านด้วย หลังจากที่เราเดินชมอนุสาวรีย์กลางแจ้งอยู่พักใหญ่เราก็ออกเดินทางกันต่อเพื่อไปยังองค์พระปฐมเจดีย์ ดูเวลาแล้วเราคงเข้าไปยังองค์พระไม่ทันแน่เลยตกลงกันว่าจะไปหาที่พักและอาหารอร่อยที่รอบองค์พระปฐมทานกันดีกว่า พรุ่งนี้ค่อยออกเที่ยวกันต่อ คืนนี้เรากะว่าจะหาที่พักที่ใกล้กับองค์พระปฐมจะได้เดินทางสะดวก วนไปเวียนมาก็มาลงที่ โรงแรมริเวอร์ ซึ่งอยู่ด้านถนนเพชรเกษม หลังจากที่เราเก็บสำภาระ อาบน้ำอาบท่าให้ชื่นใจ พักเหนื่อยกันจนเย็นย่ำดูเวลาแล้วร้านขายอาหารรอบองค์พระปฐมคงเปิดกันหมดแล้ว เราจึงออกเดินทางไปหาทานมื้อเย็นกัน
.jpg)
ที่ลานจอดรถขององค์พระปฐมด้านตะวันตกมีร้านขายอาหารซึ่งนักท่องเที่ยวที่เคยมาเที่ยวต่างก็รู้จักกันดีและแวะเวียนมาใช้บริการกันมาก ทั้งขาจรขาประจำเนื่องจากมีอาหารให้เลือกหลากหลายล้วนแล้วแต่อาหารอร่อยๆ ทั้งนั้น เราแวะร้านบะหมี่เกี๊ยว ชื่อ จอนยาวบะหมี่เกี๊ยว เจ้าประจำที่มาทีไรก็ต้องมาลงที่นี่เป็นที่แรก เพราะถ้าใจเย็นไม่มาทานก่อนก็พลาดอดกินไปตามระเบียบ
.jpg)
.jpg)
เราเห็นลูกค้าออกันเต็มหน้าร้านดูจากคิวแล้วเราต้องรออีกพักใหญ่เป็นเรื่องปรกติของเจ้าอร่อย บะหมี่เกี๊ยวร้านนี้¬ขายดีจนห่อเกี๊ยวแทบไม่ทันห่อไปลวกไปมือเป็นระวิงทั้งครอบครับดูวุ่นวายน่าสนุกไปอีกแบบ หลังจากที่รออยู่พักใหญ่เราก็ได้บะหมี่เกี๊ยวชามโตมาวางไว้ตรงหน้า กลิ่นหอมฉุยของน้ำซุป หมูแดงและเส้นบะหมี่ตีเองที่ยังคงรสชาติอร่อยเหมือนทุกครั้งที่แวะมาทานทำให้บะหมี่เกี๊ยวชามโตหมดลงอย่างรวดเร็ว ตามมาด้วยบะหมี่แห้งพิเศษอีกชาม ทำเอาต้องพักเหนื่อยหลังจัดการกับมื้อเย็น
.jpg)
.jpg)
ปิดท้ายด้วยไอศกรีมลอยฟ้าที่ด้านหลังร้านบะหมี่เกี๊ยว อร่อยและเพลินไปกับลีลาโยนไอศกรีมของเฮียเจ้าของร้านที่เรียกลูกค้าด้วยลีลาโยนไอศกรีมขี้นฟ้าแล้วเอาถ้วยรับแบบไม่มีพลาดเพราะผมเห็นเฮียเจ้าของร้านแกโยนมาตั้งแต่ผมยังวัยละอ่อนจนบัดนี้เฮียแกก็ยังโยนไม่เลิก แต่ว่าความถี่ในการโยนออกจะน้อยไปหน่อยนะเฮีย นี่ดีว่าลีลาเฮียแกดีกว่าแต่ก่อนเยอะก็พอกล้อมแกล้มไปไม่รู้ว่าวันไหน อาเฮียอาซ้อแกข้อมือไม่มีแรงใครจะมาโยนแทนกันละเนี่ย
.jpg)
หลังจากทานไอศกรีมลอยฟ้าหมดถ้วยแล้วเราก็รีบออกมาจากร้านเพราะลูกค้าเฮียแกมากเสียจนนักชิมต้องมายืนจองโต๊ะกันตั้งแต่ลูกค้ายังทานไอศกรีมไม่หมด หลังจากนี้เราไปหาอะไรเบาๆ ทานเล่นกันพร้อมกับเดินย่อยอาหารไปในตัว
.jpg)
.jpg)
.jpg)
เดินไปเดินมาก็มาลงที่ร้านโรตีมะตะบะเจ้าเดิม หลังจากที่เดินไปกินไปจนเหนื่อยอยากจะพักแล้วเราก็ออกเดินทางกลับโรงแรมเพื่อพักผ่อน พรุ่งนี้เรามีโปรแกรมเที่ยวอยู่ในตัวเมืองนครปฐมเกือบครึ่งวัน ยังมีร้านอร่อยอีกหลายร้านที่ยังไม่ได้ไปทาน ไม่รู้ว่าจะอร่อยเหมือนเดิมหรือเปล่า พรุ่งนี้ รู้กัน คืนนี้ราตรีสวัสดิ์กันที่องค์พระปฐมเจดีนี่หละครับ หน้าต่อไป
|