ป้ายโฆษณา

2 วัน 1 คืน ขับรถเที่ยวเมืองประวัติศาสตร์กาญจนบุรี

จากกรุงเทพฯทีมงาน www.idotravellers.com สองชีวิตออกเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัวมุ่งหน้าสู่จังหวัดกาญจนบุรีตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกมีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 3 ของประเทศไทยรองจากจังหวัดนครราชสีมาและเชียงใหม่


เราสองคนขับรถข้ามสะพานพระปิ่นเกล้าจากนั้นข้ามเส้นทางคู่ขนานลอยฟ้าจากนั้นขับรถตรงไปเรื่อยๆจนถึงทางแยกไปอำเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม

แล้วขับรถชิดขวาข้ามสะพานแล้วขับรถไปตามทางหลวงหมายเลข 4 ผ่านอำเภอนครชัยศรีอำเภอเมืองนครปฐมจนถึงกิโลเมตรที่ 69 เราสองคนขับรถชิดซ้ายใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 323 (ถนนแสงชูโต) ผ่านสามแยกกระจับอำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรีผ่านอำเภอท่ามะกา อำเภอท่าม่วงรวมระยะทางประมาณ 129 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 2 ชั่วโมงในที่สุดเราสองคนก็เดินทางมาถึงตัวเมืองกาญจนบุรี

ก่อนที่จะเดินทางท่องเที่ยวต่อไปยังแหล่งท่องเที่ยวต่างๆในจังหวัดกาญจนบุรีเราสองคนแวะกราบนมัสการศาลหลักเมืองและพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 3 ซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของจวนผู้ว่าราชการจังหวัด

จากนั้นจึงเดินเที่ยวชมถ่ายรูปกำแพงเมืองเก่าซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่3 กำแพงเมืองเก่านี้สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่3 เมื่อปี พ.ศ. 2374 ซึ่งพระองค์ได้ทรงย้ายเมืองกาญจนบุรี(เก่า)ในตำบลลาดหญ้ามาตั้งอยู่ยังสถานที่ปัจจุบันนี้

หลังจากนั้นเราจึงเดินเที่ยวชมบ้านเรือนผู้คนในย่านชุมชนเก่าบนถนนสองแควที่ยังคงมีบ้านเรือนเก่าแก่อายุเกือบร้อยปีตั้งเรียงรายอยู่สองฟากฝั่งของแม่น้ำแควใหญ่ซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังของประตูเมือง

หลังจากเดินเที่ยวชมและถ่ายรูปชุมชนเก่าเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงเดินหาอาหารเช้าข้าวราดแกงราคาประหยัดแบบชาวบ้านรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย อิ่มหนำสำราญพุงกางกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงขับรถท่องเที่ยวไปตามแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญต่างๆในตัวเมืองซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาตร์ที่สำคัญ

สำหรับแหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกที่เราสองคนจะเดินทางไปเที่ยวชมก็คือ สุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรักซึ่งตั้งอยู่ริมถนนแสงชูโตบนเส้นทางหลวงหมายเลข 323 เยื้องกับสถานีรถไฟกาญจนบุรีห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือประมาณ 1.5 กิโลเมตร

ซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติเป็นจำนวนมากที่เดินทางมาเยี่ยมชมสุสานทหารสัมพันธมิตรดอนรักแห่งนี้ 

สำหรับสุสานดอนรักหรือสุสานทหารสหประชาชาติแห่งนี้เป็นขนาดใหญ่ตั้งอยู่บนพื้นที่ 17 ไร่เป็นพื้นที่ที่ประชาชนชาวไทยมอบให้กับทหารสัมพันธมิตรทุกคนที่เสียสละชีวิตในระหว่างการสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะเมื่อครั้งสงครามเอเซียบูรพาเมื่อประมาณ 60 กว่าปีที่ผ่านมาใช้เป็นที่นอนหลับพักผ่อนตลอดชั่วนิจนิรันด์

บรรยากาศภายในสุสานดอนรักเงียบสงบร่มรื่นสวยงามแต่เศร้าสร้อย ในแต่ละวันจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติตลอดจนญาติมิตรของทหารสัมพันธมิตรที่เสียสละชีวิตเดินทางมาจากแดนไกลนำดอกไม้มาเคารพศพญาติพี่น้องตลอดจนเพื่อนร่วมชาติกันอย่างคับคั่งในแต่ละวัน

สำหรับสุสานดอนรักแห่งนี้บรรจุร่างอันไร้วิญญานของเหล่าทหารสัมพันธมิตรที่เสียชีวิตในระหว่างการสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ซึ่งมีหลุมฝังศพของทหารหาญจำนวนถึง 6,982 หลุม ซึ่งแต่ละหลุมจะมีแผ่นหินอ่อนสลักไว้ด้วยถ้อยคำภาษาอังกฤษที่เศร้าสะเทือนใจทุกคนที่ได้อ่านข้อความบนแผ่นหินอ่อนทุกอันในสุสานดอนรักแห่งนี้ อาทิเช่น  “ญาติพี่น้องทุกคนกำลังรอต้อนรับคุณกลับบ้านอยู่เสมอ” ทำเอาเราทั้งสองน้ำตาซึมไปตามๆกัน

ในทุกๆ ปี จะมีพิธีรำลึกถึงทหารเชลยศึกทุกคนที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับในการสร้างเส้นทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้โดยการแยกออกเป็นเชื้อชาติดังนี้ เช่น วันแอนเชดเดย์  สำหรับทหารที่มาจากออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ซึ่งจัดขึ้นในทุกวันที่ 25เมษายนของทุกปี


ส่วนวันอาร์มิสทิสเดย์ของชาวเนเธอร์แลนด์จัดขึ้นทุกวันที่ 5 พฤษภาคมของทุกปี และวันรีเมธานซีเดย์ของชาวอังกฤษจะจัดขึ้นในวันที่ 11 พฤษภาคมของทุกปี และที่สุสานเขาปูน (ช่องไก่) ซึ่งเป็นอีกสุสานหนึ่งซึ่งห่างจากตัวเมืองขึ้นไป 2 กิโลเมตรจะมีแต่หลุมฝังศพของเชลยศึกชาวอังกฤษและออสเตรเลียเท่านั้น
เราสองคนเดินเที่ยวชมภายในสุสานดอนรักจนสมควรแก่เวลาพร้อมกล่าวคำอำลาและอาลัยทหารสัมพันธมิตรทุกคนที่จากไปอย่างไม่มีวันกลับในสุสานดอนรักแห่งนี้

จากนั้นเราทั้งสองคนจึงขับรถแวะเข้าไปเที่ยวชมสถานีรถไฟกาญจนบุรีที่ตั้งอยู่ใกล้กับสุสานดอนรัก บริเวณปากทางเข้าสถานีรถไฟกาญจนบุรีมีหัวจักรไอน้ำที่ใช้ในช่วงระหว่างสงครามโลกครั้งที่สองตั้งแสดงอยู่

เราสองคนเดินทางเข้าไปเที่ยวชมภายในของสถานีรถไฟกาญจนบุรีบริเวณด้านหน้าเป็นที่ตั้งของอนุสรณ์สถานกรมพระกำแพงเพชรอัครโยธินพระบิดาแห่งการรถไฟไทยตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ด้านหน้าของสถานีรถไฟกาญจนบุรีที่กำลังคับคั่งไปด้วยประชาชนทั่วไปตลอดจนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่มารอคอยขบวนรถไฟที่ออกเดินทางมาจากสถานีรถไฟบางกอกน้อยผ่านสถานีรถไฟกาญจนบุรีไปยังสถานีรถไฟน้ำตกอันเป็นสถานีสุดท้ายจุดหมายปลายทางของรถไฟขบวนนี้


สำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์จะเดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดกาญจนบุรีโดยทางรถไฟ  ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดขบวนรถไฟกรุงเทพฯ-กาญจนบุรีให้บริการทุกวันๆละ 2 เที่ยวด้วยกันคือเที่ยวเวลา 07.30 น. และ13.50 น.โดยเริ่มต้นที่สถานีรถไฟบางกอกน้อยแวะจอดที่สถานีรถไฟกาญจนบุรี สะพานข้ามแม่น้ำแคว ท่ากิเลน สถานีรถไฟน้ำตก ใช้เวลาเดินทางประมาณ 5-6 ชั่วโมง ค่าโดยสารคนละ 39 บาท
 

แต่ตอนนี้ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยให้บริการรถไฟฟรีแก่ประชาชนทั่วไปตามนโยบายแบ่งเบาภาระช่วยเหลือประชาชนรายได้น้อยของทางรัฐบาล นักท่องเที่ยวที่สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีรถไฟบางกอกน้อยโทรศัพท์ 0 2411-3102 สำหรับวันเสาร์-อาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์ จะมีขบวนรถไฟเที่ยวพิเศษนำเที่ยวไป-กลับภายในวันเดียวสอบถามรายละเอียดได้ที่ การรถไฟแห่งประเทศไทย โทรศัพท์  0 2621 7701-9  สายด่วน 1690 หรือ www.railway.co.th
 

ท่านใดที่ชื่นชอบการท่องเที่ยวโดยทางรถไฟก็ขอเชิญได้เลยน่ะครับ แต่ขอบอกเสียก่อนน่ะครับว่าการใช้บริการรถไฟไทยต้องทำใจกันไว้สักหน่อยน่ะครับ


 
จากสถานีรถไฟกาญจนบุรีเราสองคนขับรถไปทางทิศเหนือตามถนนแสงชูโตเลียบแม่น้ำแควใหญ่เดินทางต่อไปยังสะพานข้ามแม่น้ำแควตั้งอยู่ที่ตำบลท่ามะขามห่างจากตัวเมืองไปทางทิศเหนือระยะทางประมาณ 4 กิโลเมตรมีป้ายชี้ทางเข้าบอกไว้อย่างชัดเจน

สะพานข้ามแม่น้ำแควแห่งนี้มีประวัติความเป็นมายาวนานแต่มีอดีตที่แสนเศร้ามีชื่อเสียงเล่าขานกันไปทั่วโลกจนฮอลลีวู้ดนำไปสร้างเป็นภาพยนต์เรื่อง “The Bridge of RiverKwai” ซึ่งนำแสดงโดยดาราชาวอังกฤษรุ่นเก่า เช่น วิลเลียม โฮเด้นท์ เดวิด นิเวน ออกฉายจนภาพยนต์เรื่องนี้โด่งดังไปทั่วโลกท่านที่สนใจ ลองหาซื้อแผ่นCDภาพยนต์เรื่องนี้แถวคลองถมมาลองดูก็ได้คิดว่ายังคงพอมีหลงเหลืออยู่บ้างและด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้เมืองไทยของเราได้รับกุศลผลบุญจากภาพยนต์เรื่องนี้ไปด้วย จังหวัดกาญจนบุรีจึงเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังจังหวัดกาญจนบุรีกันเป็นจำนวนมาก

โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่จะได้มีโอกาสสักครั้งหนึ่งในชีวิตนั่งรถไฟบนเส้นทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ข้ามสะพานแม่น้ำแควซึ่งถือได้ว่าเป็นสะพานประวัติศาตร์ที่สำคัญในสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่สอง จนอาจกล่าวได้ว่านักท่องเที่ยวท่านใดที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดกาญจนบุรีแล้วยังไม่ได้มีโอกาศนั่งรถไฟหรือเดินเท้าข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแควแล้วล่ะก็เปรียบเสมือนกับยังมาไม่ถึงจังหวัดกาญจนบุรี 


ดังนั้นในแต่ละวันจะแลเห็นนักท่องเที่ยวจำนวนมากเดินเท้าข้ามไปมากันบนสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่แห่งนี้พร้อมถ่ายภาพเก็บไว้เป็นที่ระลึกในการที่ครั้งหนึ่งในชีวิตได้มีโอกาสเดินทางข้ามสะพานประวัติศาตร์บนเส้นทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้ที่คร่าชีวิตเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรไปเป็นจำนวนมาก

สำหรับประวัติความโหดร้ายของการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควและทางรถไฟสายมรณะแห่งนี้มีเรื่องจริงที่เล่าขานสืบต่อกันมาว่าในช่วงสงครามมหาเอเซียบูรพาหรือสงครามโลกครั้งที่สองกองทัพญี่ปุ่นมีชัยชนะเหนือกองทัพของฝ่ายสัมพันธมิตรในภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้กองทัพญี่ปุ่นต้องการที่จะสร้างเส้นทางรถไฟจากประเทศไทยไปยังประเทศพม่าเพื่อเป็นเส้นทางยุทธศาตร์บรรทุกอาวุธยุทธโธปกรณ์ในกิจการของทหาร

ซึ่งการสร้างเส้นทางรถไฟในสมัยนั้นจะต้องสร้างสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่ตลอดเส้นทางการวางรางรถไฟจะต้องผ่านป่าดงดิบรกทึบเต็มไปด้วยสิงสาราสัตว์ตลอดจนโรคภัยไข้เจ็บนานาชนิดโดยเฉพาะไข้ป่า สำหรับการสร้างสะพานช่วงแรกจะต้องสร้างตอหม้อสะพานและไม้หมอนรองรางรถไฟที่ทำมาจากไม้นานาชนิดที่จะพอหาได้ในป่าห่างจากตัวสะพานลงไปทางทิศใต้ระยะทางประมาณ 1,000 เมตร ต่อมากองทัพญี่ปุ่นคิดที่จะสร้างสะพานเหล็กแบบถาวรขึ้นโดยใช้เหล็กที่นำเข้ามาจากต่างประเทศและใช้แรงงานเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรซึ่งได้แก่ เชลยศึกชาวอังกฤษ อเมริกัน ออสเตรเลีย ฮอลันดาและนิวซีแลนด์ ประมาณ 61,700 นาย และกรรมกรชาวจีน ญวน มลายู พม่า อินเดีย จำนวนมากมาก่อสร้างทางรถไฟสายยุทธศาตร์เดินทางเข้าสู่ยังประเทศพม่า

สำหรับสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่แห่งนี้ถูกสร้างเสร็จในปี พ.ศ.2486 ต่อมาถูกทำลายลงด้วยระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตรในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2487  ช่วงเวลาในการก่อสร้างสะพานแห่งนี้ใช้เวลาไม่กี่เดือนแต่ได้คร่าชีวิตของบรรดาเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรไปเป็นจำนวนมาก สาเหตุส่วนใหญ่มาจากไข้ป่าและความอดอยาก  และสำหรับเส้นทางรถไฟสายมรณะสายนี้เริ่มต้นตั้งแต่สถานีรถไฟหนองปลาดุกในอำเภอบ้านโป่งจังหวัดราชบุรีผ่านจังหวัดกาญจนบุรีข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่ไปทางทิศตะวันตกจนถึงด่านเจดีย์สามองค์จุดหมายปลายทางของเส้นทางรถไฟสายมรณะสายนี้ก็คือเมืองตันบูซายัตในประเทศพม่า รวมระยะทางในเขตประเทศไทยระยะทาง 300 กิโลเมตรใช้เวลาสร้างทั้งกลางวันกลางคืนสามารถสร้างเสร็จโดยใช้เวลาเพียงหนึ่งปีเท่านั้นโดยเริ่มต้นตั้งแต่ปี พ.ศ. 2485 ถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2486 เพื่อใช้เป็นเส้นทางยุทธศาตร์ผ่านไปยังประเทศพม่า

หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลงทางรถไฟบางช่วงถูกเลาะรางทิ้งบางส่วนจมอยู่ใต้ทะเลสาบเขื่อนวชิราลงกรณ์หรือชื่อเดิมว่าเขื่อนเขาแหลมในอำเภอทองผาภูมิ ดังนั้นเส้นทางรถไฟสายนี้ถือได้ว่าเป็นอนุสรณ์ให้รำลึกถึงเหตุการณ์สงครามมหาเอเซียบูรพาและเชลยศึกทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่เสียสละชีวิตในการสร้างทางรถไฟสายมรณะสายนี้  ปัจจุบันเส้นทางรถไฟสายนี้ทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยได้จัดเป็นเส้นทางท่องเที่ยวทางรถไฟสายประวัติศาตร์โดยเริ่มตั้งแต่สถานีรถไฟธนบุรีแล่นข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแควไปสิ้นสุดที่สถานีรถไฟน้ำตกในอำเภอไทรโยค ส่วนที่บริเวณเชิงสะพานรถไฟข้ามแม่น้ำแคว

ทางการรถไฟแห่งประเทศไทยได้จัดรถไฟขบวนพิเศษให้นักท่องเที่ยยวได้นั่งรถไฟข้ามสะพานข้ามแม่น้ำแควพร้อมชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางไป-กลับโดยใช้เวลาประมาณ 15-20 นาทีสำหรับอัตราค่าบริการคนละ 20 บาทขอทราบรายละเอียดได้ที่สถานีรถไฟย่อยของการรถไฟแห่งประเทศไทยบริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่แห่งนี้
 

สำหรับในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคมของทุกปีจะมีการจัดแสดงแสง สี เสียงบริเวณสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่ซึ่งจำลองบรรยากาศเหตุการณ์การทิ้งระเบิดทำลายสะพานจากเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรได้อย่างสมจริงสมจังโดยจะมีขบวนรถไฟแล่นข้ามสะพานแห่งนี้ผ่านไปผ่านมาพร้อมการจุดพลุขึ้นไปยังท้องฟ้าคล้ายเสียงระเบิดตลอดจนเสียงเครื่องบินของฝ่ายสัมพันธมิตรบินวนเวียนไปมาเพื่อทิ้งระเบิดทำลายสะพานแห่งนี้ สร้างความตื่นตาตื่นใจให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาชมเป็นอย่างยิ่งสำหรับการเดินเท้าเที่ยวชมวิวทิวทัศน์บนสะพานข้ามแม่น้ำแควควรเดินเท้าเที่ยวชมด้วยความระมัดระวังซึ่งทางการรถไฟได้ทำจุดหลบรถไฟไว้เป็นระยะๆไว้บนสะพาน บนสะพานข้ามแม่น้ำแควใหญ่แห่งนี้มีมุมถ่ายรูปสวยๆอยู่หลายมุมให้เราสองคนได้บันทึกภาพจนหนำใจ เสียงเปิดวูด ปู๊นๆๆๆรถไฟมาแล้วเราสองคนเผ่นกันก่อนเถอะน่ะครับท่านผู้อ่าน

 สำหรับบริเวณเชิงสะพานข้ามแม่น้ำแควมีบริการแพอาหารจำหน่ายอาหารและบริการเรือหางยาวรับจ้างพานักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิวทิวทัศน์สองข้างทางของแม่น้ำแควใหญ่ อีกด้วยส่วนบริเวณถัดจากเชิงสะพานลงมาจะเต็มไปด้วยร้านจำหน่ายของที่ระลึกและร้านจำหน่ายอัญมณีและพิพิธภัณฑ์สงครามโลกครั้งที่สองซึ่งเป็นของเอกชนบริเวณด้านหน้ามีหัวรถจักรไอน้ำแบบโบราณภายในพิพิธภัณฑ์จัดแสดงเครื่องมือเครื่องใช้ของหทารญี่ปุ่นตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ของเหล่าเชลยศึกฝ่ายสัมพันธมิตรพร้อมภาพประวัติศาตร์และวัตถุโบราณที่หาชมได้ยากอีกด้วยสำหรับท่านที่สนใจเข้าชมจะต้องเสียค่าเข้าชมคนละ 20บาท 
   


                             
เราสองคนลาจากสะพานข้ามแม่น้ำแควมาได้เวลาอาหารกลางวันพอดีสำหรับร้านที่เราสองคนจะเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันกันนั่นคือร้าน “กุ๊กโหน่ง”ซึ่งนอกจากจะเลื่องลือและมีชื่อในเรื่องการทำอาหารปลาแล้วยังมีชื่อในเรื่องการทำอาหารป่าอีกด้วย ร้านอาหารกุ๊กโหน่งตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 323 เส้นทางถนนไปทองผาภูมิจะมีถนนราดยางหมายเลข 3305 แยกซ้ายมือจากปากทางเข้าไป 2 กิโลเมตรเราสองคนก็จะเห็นร้านอาหารกุ๊กโหน่งตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ริมทางเราสองคนไม่รอช้าจัดการสั่งอาหารป่าเมนูเด็ดประจำร้าน อาทิเช่น กบผัดใบกระเพรา 50 บาท เนื้อแดดเดียว 50 บาท เก้ง(ฟาร์ม)ผัดเผ็ด 60 บาท น่องไก่พริกไทดำ 80 บาทไส้อ่อนหมูผัดกระเทียมพริกไท 50 บาท ตบท้ายด้วยไข่ตุ๋นทรงเครื่อง 50 บาท


 เราสองคนรับประทานอาหารกลางวันมื้อนี้ด้วยความเอร็ดอร่อยส่วนในเรื่องรสชาติของอาหารนั้นจัดจ้านตามสไตล์ของอาหารป่า นักท่องเที่ยวท่านใดที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดกาญจนบุรีแล้วสนใจอยากจะลองลิ้มชิมรสเมนูอาหารป่าของครัวกุ๊กโหน่งว่าจะอร่อยสะใจขนาดไหนเราสองคนขอเชิญชวนมาที่ร้านอาหารครัวกุ๊กโหน่ง เลขที่ 1/25 หมู่7 ตำบลแก่งเสี้ยน อำเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรี แต่ถ้าเดินทางมาไม่ถูกโทรศัพท์ไปสอบถามเส้นทางได้ที่ เบอร์โทร 0 9549 4363 เปิดให้บริการตั้งแต่เวลา 10.00-22 .00 น. ทุกวัน

กุ๊กโหน่งกระซิบบอกเราสองคนว่าเชลล์ไม่ต้องมาชิมแม่ช้อยไม่ต้องมารำ หมึกแดงถอยไปให้ไกล  กุ๊กโหน่งจัดให้เอง รับประกันคุณภาพรสชาติอร่อยตายไม่คิดตังค์ครับ
หลังอาหารกลางวันเราสองคนปรึกษากันว่าจะขับรถไปเที่ยวที่ไหนกันดีเราสองคนตกลงกันว่าในวันนี้ควรที่จะขับรถท่องเที่ยวตามแหล่งท่องเที่ยวภายในตัวเมืองและรอบๆ ชานเมืองก่อนจากนั้นพรุ่งนี้จึงค่อยออกเดินทางท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวที่ไกลออกไปจากตัวเมืองแต่ในบ่ายวันนี้สถานที่ต่อไปที่เราจะออกเดินทางไปก็คือ  พิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึกหรือพิพิธภัณฑ์วัดใต้ซึ่งตั้งอยู่ในวัดไชยชุมพลชนะสงคราม(วัดใต้) ตำบลบ้านใต้

ตั้งอยู่ห่างจากถนนแสงชูโตระยะทางประมาณ 300 เมตร เราสองคนเดินทางเข้าไปในวัดไชยชุมพลชนะสงครามเรียกชื่อเต็มๆว่า วัดพังตรุไชยชุมพลชนะสงคราม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวัดบ้านใต้สร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ภายในวัดมีเจดีย์เก่าแก่อยู่ใกล้กับพระอุโบสถหลังเก่าตั้งอยู่ริมตลิ่งมีชื่อว่าเจดีย์ไชยชุมพลชนะสงคราม
 

ตามประวัติศาตร์ไทยรบกับพม่าตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์กองทัพสยามได้ทำการชุมนุมพลกันที่บริเวณพระเจดีย์องค์นี้ก่อนออกไปทำศึกสงครามและรบชนะกองทัพพม่าทุกครั้ง จึงสร้างพระเจดีย์องค์นี้ไว้เป็นอนุสรณ์ ภายในวัดปัจจุบันองค์พระเจดีย์มีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก เพราะตั้งตระหง่านท้าทายแดดลมมานานนับเป็นร้อยๆ ปี


 เราสองคนกราบนมัสการองค์พระเจดีย์ และรูปหล่อเกจิอาจารย์ต่างๆ ภายในวัดจากนั้นเดินออกมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์สงครามอักษะและเชลยศึกที่ตั้งอยู่ภายในวัดใต้ซึ่งเปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00-18.00 น.


สำหรับค่าเข้าชมชาวไทยคนละ 10 บาท ชาวต่างชาติคนละ 30 บาท เราสองคนเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในพิพิธภัณฑ์สงครามวัดใต้ ที่สร้างเป็นกระท่อมไม้ไผ่เลียนแบบค่ายเชลยศึกทหารสัมพันธมิตรสมัยสงครามมหาเอเซียบูรพา


ภายในพิพิธภัณฑ์เป็นที่เก็บรวบรวมภาพถ่ายภาพเขียนและบทความต่างๆที่แสดงถึงชีวิตความเป็นอยู่ของเชลยศึกตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้อาวุธปืนและลูกระเบิดในสมัยสงครามภายในพิพิธภัณฑ์โดยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินเที่ยวชมกันตลอดทั้งวัน

เราสองคนเดินเที่ยวชมจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงออกเดินทางต่อมายังวัดถาวรวรารามหรือที่ชาวบ้านเรียกว่า “วัดญวน” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำแควใหญ่ในตัวเมืองจังหวัดกาญจนบุรี

สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดญวนแห่งนี้ผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ทราบพอสังเขปดังนี้น่ะครับ วัดถาวรวราราม หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดญวนนั้น อยู่นอกกำแพงเมืองกาญจนบุรี ถัดจากวัดเทวสังฆารามขึ้นมาสักหน่อย วัดนี้เป็นวัดพระสงฆ์ฝ่ายอนัมนิกาย


โบสถ์ของวัดถาวรวรารามมีรูปทรงคล้ายวัดจีนโดยทั่วๆ ไป เพราะสถาปัตยกรรมของญวนนั้นได้รับอิทธิพลมาจากจีน จึงมีรูปร่างและทรวดทรงคล้ายคลึงกันมาก แต่ภายในโบสถ์มีพระพุทธรูปศิลาทรายสีแดงซึ่งเชิญมาจากวัดนางพิม พระพุทธรูปองค์นี้เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หน้าตักกว้างประมาณ 2.50 เมตร และยังมีพระพุทธรูปปางสมาธิกับปางมารวิชัย ตั้งอยู่ข้างซ้ายและข้างขวาของพระประธาน เป็นพระพุทธรูปสมัยอยุธยา แต่ลงรักปิดทองใหม่ ดูเหลืองอร่ามไปทั้ง 3 องค์ นับว่าเป็นศรีของวัดอย่างยิ่ง

วัดญวณแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3 คือ หลังจากที่สยามทำสงครามกับญวนแล้ว ปรากฏว่ามีพวกญวนสมัครตามกองทัพเข้ามาอยู่ในสยาม พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงโปรดให้พวกที่เข้ารีตถือศาสนาคริสตัง ตั้งบ้านเรือนอยู่ในกรุงเทพฯ ที่ตำบลสามเสน อยู่ใกล้กันกับพวกเชื้อสายโปรตุเกสที่ถือศาสนาคริสตังเหมือนกัน ซึ่งก่อนหน้านั้นเข้ามาทางเมืองเขมร  ส่วนพวกญวนที่นับถือพุทธศาสนาพระองค์ทรงโปรดให้ออกไปรักษาป้อมซึ่งสร้างขึ้นใหม่ที่เมืองกาญจนบุรี จึงเกิดมีบ้านและวัดญวนขึ้นที่เมืองกาญจนบุรีตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา 
 


 
ครั้นถึงรัชกาลที่ 4 พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้พวกญวนที่เมืองกาญจนบุรี ซึ่งสมัครใจเข้ามาอยู่ในกรุงเทพฯ ไปตั้งบ้านเรือนอยู่ที่ริมคลองผดุงกรุงเกษม ต่อมาได้สร้างวัดญวนขึ้นที่ตำบลนั้น พระราชทานนามว่า “วัดสมณานัมบริหาร”  ยังปรากฏอยู่ในอยู่ในท้องที่อำเภอดุสิตทุกวันนี้

วัดญวนซึ่งสร้างที่เมืองกาญจนบุรีตั้งแต่รัชกาลที่ 3 นั้น ไม่ใหญ่โตกว้างขวางเท่ากับที่ปรากฏอยู่ในปัจจุบัน ต่อมาในรัชกาลที่ 5 มีพระญวน 2 องค์ ชื่อองค์เบาหายองค์ 1 และองค์เหยี่ยวเคองค์ 1 พระญวนทั้งสององค์นี้ได้ออกไปจากวัดอุภัยราชบำรุง (วัดญวน) ที่ตำบลตลาดน้อย จังหวัดพระนคร แล้วไปพำนักอยู่ที่เมืองกาญจนบุรีเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2440


ต่อมาจึงได้ร่วมมือกันบูรณะปฎิสังขรณ์วัดญวนที่เมืองกาญจนบุรีขึ้นเป็นการใหญ่ ได้ลงมือหักร้างถางพงก่อสร้างวัดรวมทั้งรอบบริเวณวัด และองค์เหยี่ยวเคเป็นผู้สร้างโบสถ์ แล้วพระญวนทั้งสองรูปนี้ ก็ช่วยกันทำนุบำรุงวัดให้เจริญขึ้นมาตามลำดับตราบจนเท่าทุกวันนี้  ปัจจุบันวัดญวนแห่งนี้มีพระญวนจำพรรษาอยู่หลายสิบรูป

เราสองคนเดินเท้าเข้าไปในวัดญวนเสียงสวดมนต์ทำวัตรเป็นภาษาไทยดังก้องออกมาจากพระอุโบสถของวัดหลังจากสวดมนต์จบก็เป็นเสียงระฆังส่งเสียงดังกังวานโดยรอบวัด บริเวณภายในวัดญวนแห่งนี้ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่มีเจดีย์รูปทรงคล้ายเก๋งจีนตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ริมแม่น้ำแควใหญ่

เราสองคนเดินเท้าขึ้นไปบนชั้นบนสุดของเจดีย์ อันเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุและรอยพระพุทธบาทของพระพุทธเจ้าพร้อมกราบสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุและรอยพระพุทธบาทหลัง


จากนั้นจึงเดินเท้าออกมาบริเวณระเบียงขององค์เจดีย์ชมวิวทิวทํศน์อันสวยงามของแม่น้ำแควใหญ่ไหลคดเคี้ยววกวนมาจากขุนเขาที่ตั้งตระหง่านเป็นแบ็คกราวน์อยู่เบื้องหลังเป็นภาพที่สวยงามมากโดยเฉพาะในยามดวงอาทิตย์จะลาลับขอบฟ้า


าเราสองคนเดินเท้าเที่ยวชมความสวยงามภายในวัดจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงขับรถออกมาเดินทางต่อไปยังวัดถ้ำเขาน้อยซึ่งตั้งอยู่ในอำเภอท่าม่วงห่างจากตัวเมืองระยะทางประมาณ 18กิโลเมตรบนถนนสาย323เราสองคนขับรถไปยังอำเภอท่าม่วงเลียบไปตามคลองชลประทานผ่านเขื่อนแม่กลองซึ่งเป็นเขื่อนทดน้ำขนาดใหญ่ห่างจากตัวเมืองกาญจนบุรีระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร เป็นเขื่อนที่มีความสำคัญที่สุดในการพัฒนาลุ่มแม่น้ำแม่กลองครอบคลุมพื้นที่กว่า 3 ล้านไร่ ตัวเขื่อนกว้าง 117.50 เมตร ยาว 1,650 เมตร เขื่อนแม่กลองแห่งนี้เอื้ออำนวยประโยชน์อย่างมากมายให้กับประชาชนที่ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทางด้านการเกษตรกรรมในจังหวัดกาญจนบุรีและจังหวัดใกล้เคียงบริเวณด้านเหนือเขื่อนขึ้นมามีวิวทิวทัศน์สวยงามมากเราสองคนขับรถมาสักครู่หนึ่งก็แลเห็นเจดีย์แบบเก๋งจีนของวัดถ้ำเขาน้อยตั้งตระหง่านอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก

เราสองคนขับรถต่อไปตามเส้นทางที่มีป้ายบอกทางเข้าวัดถ้ำเขาน้อยเป็นระยะๆจนในที่สุดก็เดินทางมาถึงยังวัดถ้ำเขาน้อยซึ่งอยู่ติดกันกับวัดถ้ำเสือ

วัดนี้ประดับประดาไปด้วยสิ่งก่อสร้างต่างๆ ที่ผสมผสานศิลปะเเบบจีนซึ่งมีความสวยงามเป็นอย่างมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งเก๋งจีนแปดเหลี่ยมบนยอดเขาซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเดินเท้าขึ้นไปเที่ยวชมวิวทิวทัศน์และทัศนียภาพอันสวยงามของอำเภอท่าม่วงและเขื่อนแม่กลองได้ถ้ามีแรงเดินขึ้นไปถึง(เพราะไม่มีลิฟท์ขึ้นไปเหมือนกับวัดถ้ำเสือ)
 

เราจอดรถไว้ที่บริเวณลานจอดรถอันกว้างขวางในบริเวณลานจอดรถวัดถ้ำเขาน้อยจากนั้นจึงเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในบริเวณวัด


พอเราสองคนก้าวเข้าสู่ประตูของวัดถ้ำเขาน้อยจะพบกับพระสังกัจจายพร้อมเทพทั้ง18 อรหันต์องค์สีทองตามความเชื่อของคนจีนโบราณ


จากนั้นจึงเดินเท้าขึ้นไปตามขั้นบันไดหินที่ทอดตัวยาวขึ้นไปยังชั้นบนซึ่งระหว่างชั้นต่างๆจะมีที่พักเป็นระยะๆใช้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปอาทิ เช่นพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมและท้าวจตุรบาลที่คอยคุ้มครองสถานที่


เราสองคนเดินเท้าขึ้นมาบนชั้นสุดท้ายซึ่งสามารถเรียกเหงื่อได้พอสมควรเลยทีเดียวจะพบกับองค์พระเจดีย์คีรีบรมธาตุซึ่งมีลักษณะแบบเก๋งจีนทรงแปดเหลี่ยมภายในแบ่งเป็นชั้นๆ ซึ่งแต่ละชั้นจะมีพระพุทธรูปปางต่างๆ ประดิษฐานอยู่เป็นชั้นๆ เชื่อมต่อกันด้วยบันไดเวียนที่วกวนจนน่าเวียนหัว

องค์พระเจดีย์แต่ละชั้นเปิดประตูโล่งลมสามารถพัดผ่านได้เย็นสบายซึ่งแต่ละชั้นเชื่อมต่อกันจนสามารถเดินเที่ยวชมได้โดยรอบส่วนฝาผนังถูกประดับประดาไว้ด้วยภาพเขียนแบบจีนและแผ่นกระเบื้องนูนรูปทรงแบบศิลปจีน

ส่วนชั้นบนสุดขององค์พระเจดีย์เป็นที่ประดิษฐานของพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบรรยากาศบนนี้สงบเงียบเหมาะสำหรับการนั่งสมาธิทำจิตใจให้เงียบสงบบริเวณด้านนอกมีระเบียงสามารถชมวิวทิวทัศน์ของอำเภอท่าม่วงและเขื่อนแม่กลองได้อย่างชัดเจน เราสองคนกราบสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงเดินเท้าลงมายังเบื้องล่างของวัดถ้ำเขาน้อยหยุดแวะให้อาหารปลาบริเวณบ่อเลี้ยงปลาหน้าวัดที่ชุกชุมไปด้วยปลาแรด ปลายี่สก ตะพาบน้ำขนาดใหญ่จำนวนมาก

ซึ่งแตกต่างจากวัดทั่วไปที่เต็มไปด้วยปลาสวาย  หลังจากนั้นจึงเดินเท้าต่อมายังวัดถ้ำเสือซึ่งอยู่ใกล้ชิดติดกับวัดถ้ำเขาน้อยและถ้าไม่สังเกตุมองไกลๆ แทบจะเป็นวัดเดียวกัน

แต่สิ่งที่เหมือนกันของวัดทั้งสองแห่งก็คือตั้งอยู่บนเขาและสิ่งที่แตกต่างกันของวัดทั้งสองแห่งก็คือวัดถ้ำเขาน้อยนั้นไม่มีลิฟท์แต่วัดถ้ำเสือนั้นมีลิฟท์ให้บริการแก่บรรดาญาติโยมผู้เฒ่าผู้แก่ที่ไม่มีแรงจะเดินขึ้นบันไดที่มีมากถึง 159 ขั้น

สำหรับค่าบริการลิฟท์ไป-กลับคนละ15 บาท จ่ายบำรุงค่าไฟฟ้ากับวัด แต่ถ้าต้องการออกกำลังกายเดินขึ้นบันไดนาคก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่ด้วยสาเหตุที่เราสองคนกำลังอยู่ในวัยความหนุ่มเหลือน้อยลงทุกทีเราสองคนจึงเลือกที่จะขึ้นลิฟท์มากกว่าเดินเท้าขึ้นบันไดและในที่สุดเราสองคนก็ขึ้นมาถึงชั้นบนสุดของวัดถ้ำเสือ
 

บริเวณด้านบนของลานวัดกว้างขวางใหญ่โตอากาศเย็นสบายมองเห็นวิวทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาอันเขียวขจีโดยมีเทือกเขาอันสลับซับซ้อนตั้งตระหง่านเด่นเป็นสง่าอยู่เบื้องหลัง

บริเวณลานกว้างของวัดเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาททององค์พระเจดีย์เป็นสีอิฐทั้งองค์โดยแบ่งเป็นชั้นต่างๆ 7-8 ชั้นซึ่งแต่ละชั้นจะประดิษฐานพระพุทธรูปต่างๆมากมายจนถึงชั้นบนสุดใช้เป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่อัญเชิญมาจากประเทศอินเดียซึ่งนอกจากนี้ยังมีวิหารต่างๆ ให้นักท่องเที่ยวเข้าไปสักการะพระพุทธรูปพร้อมชมความงดงามตระการตาของจิตกรรมฝาผนังภายในองค์พระเจดีย์

ถัดจากพระเจดีย์เกษแก้วมหาปราสาทมาจะเป็นพระพุทธรูปปางประทานพรที่ลือกันว่ามีความศักดิ์สิทธิ์และใหญ่ที่สุดในจังหวัดกาญจนบุรี 


องค์พระพุทธรูปงดงามได้สัดส่วนลงตัวประดับด้วยโมเสคทั้งองค์ แม้ว่าวันนี้จะเป็นวันธรรมดาแต่ก็ยังมีนักท่องเที่ยวและประชาชนทั่วไปเดินทางมาสักการะบูชาไม่ขาดสายในทุกๆวัน

เราทั้งสองจุดดอกไม้ธูปเทียนบูชาพร้อมไหว้พระขอพรกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วหลังจากนั้นจึงโดยสารลิฟท์เดินทางลงมายังลานวัดเบื้องล่างจากนั้นจึงแวะเข้าไปดูภายในถ้ำเสือซึ่งเป็นถ้ำขนาดเล็กตั้งอยู่บริเวณเชิงเขาภายในถ้ำเป็นที่ประดิษฐานพระประจำวันเกิดมีประชาชนเดินทางมาไหว้พระประจำวันเกิดกันพอสมควร

นอกจากนี้แล้วยังมีร้านจำหน่ายวัตถุมงคลเครื่องรางของขลังต่างๆ อีกด้วย จากวัดถ้ำเสือเราสองคนขับรถเดินทางไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 232 บริเวณหลักกิโลเมตรที่ 92-93 จะมีป้ายบอกทางเข้าซ้ายมือไปยังโบราณสถานพงตึกและเมื่อข้ามสะพานจันทรุเบกษาจะผ่านวัดดงสักซึ่งตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือจากนั้นให้ตรงไปจนผ่านป้อมตำรวจพงตึกที่ตั้งอยู่ทางขวามือโบราณสถานพงตึกจะตั้งอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก

เราสองคนขับรถเกือบจะเลยโบราณสถานพงตึกเพราะบริเวณโบราณสถานพงตึกถูกปกคลุมไปด้วยต้นไม้ใหญ่อันร่มรื่นถ้านักท่องเที่ยวสังเกตุไม่ดีมีสิทธิขับรถเลยไปได้ง่ายๆ


เราสองคนจอดรถพร้อมเดินสำรวจไปรอบๆโบราณสถานพงตึกซึ่งครั้งหนึ่งบริเวณสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารีเคยทรงเสด็จมาเยี่ยมชมพร้อมทรงปลูกต้นพิกุลไว้เป็นที่ระลึกเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2531

สำหรับโบราณสถานพงตึกสันนิษฐานว่าในอดีตเคยเป็นที่ตั้งของเมืองโบราณในสมัยทราวดีโดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปอินเดียแบบคุปตะชาวเมืองนับถือศาสนาพุทธและพราหมณ์ในอายุในราวศตวรรษที่ 11-12และเนื่องจากกรมศิลปากรได้ขุดค้นพบวัตถุโบราณในสมัยทราวดีเป็นที่โบราณสถานพงตึกเป็นจำนวนมากเมื่อปี พ.ศ.2470 เช่น ตะเกียงทองสำริดโรมัน พระพิมพ์ดินเผา พระนารายณ์สลักจากหิน พระพุทธรูป ฯลฯ

ต่อมาในปี พ.ศ. 2477 ดร.เวลส์ผู้แทนสมาคมค้นคว้าวัตถุโบราณจากประเทศอินเดียได้เดินทางมาสำรวจและขุดค้นวัตถุโบราณเพิ่มเติมที่โบราณสถานพงตึกและยืนยันว่าบริเวณแห่งนี้เคยเป็นเมืองโบราณที่มีความเจริญรุ่งเรืองมากเมื่อสมัยพันปีที่ผ่านมาปัจจุบันโบราณสถานบางอย่างถูกนำมาเก็บรักษาไว้ยังวัดดงสัก

บางส่วนก็นำมาเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพระนครที่กรุงเทพฯ  เราสองคนเดินเที่ยวชมโดยรอบของโบราณสถานพงตึกจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงออกเดินทางกลับไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 323 ถึงบริเวณแยกตลาดท่าเรือจากนั้นเลี้ยวขวาไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 3081ระหว่างกิโลเมตรที่ 9-10 เราสองคนก็เดินทางมาถึงวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร

เราจอดรถที่บริเวณลานจอดรถอันกว้างขวางในบริเวณวัดจากนั้นจึงเดินตามบันไดนาคขึ้นไปกราบสักการะรอยพระพุทธบาทที่ทำมาจากไม้ขนาดใหญ่ประดิษฐานอยู่ภายในมณฑปบนเนินเขาหลังจากราบสักการะบูชารอยพระพุทธบาทเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกมาเดินเที่ยวชมโดยรอบของวัดพระแท่นดงรังวรวิหาร

สำหรับวัดพระแท่นดงรังอยู่ในเขตตำบลพระแท่นดงรัง อำเภอท่ามะกา เดิมเป็นวัดราษฎร ไม่มีหลักฐานปรากฎว่าสร้างขึ้นเมื่อใด จากนิราศพระแท่นดงรังที่แต่งเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2376 แสดงว่าวัดพระแท่นดงรังแห่งนี้มีมาก่อนนั้นแล้ว พระมหากษัตริย์ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์หลายพระองค์ได้เสด็จมานมัสการพระแท่นดงรัง

วัดพระแท่นดงรังได้รับสถาปนาเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดวรวิหาร เมื่อปี พ.ศ. 2515 พระแท่นดงรังเป็นพระแท่นที่เป็นหินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ยาวประมาณ 5 เมตร กว้างประมาณ 2 เมตร สูงประมาณ 1เมตร ด้านขวาพระแท่นมีรอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุก

วิหารครอบพระแท่น ก่ออิฐถือปูนรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า หันหน้าไปทางทิศใต้ เครื่องบนและเสาเป็นไม้ เพดานไม้เขียนเป็นลายดาว ภายในวิหารมีเสากลมปักรอบพระแท่น รอบวิหารเป็นลานทักษิณและกำแพงแก้ว มีเจดีย์ขนาดเล็กอยู่หลายองค์ จากหลักฐานในหนังสือประชุมพงศาวดารแสดงว่าวิหารหลังนี้ สร้างขึ้นก่อนสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และมาสำเร็จในรัชสมัยของพระองค์

วิหารพระอานนท์  ตั้งอยู่บนลานประทักษิณบริเวณด้านหลังเยื้องไปทางขวาของวิหารครอบพระแท่น ก่ออิฐถือปูน รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า มีประตูทางด้านทิศตะวันออก หลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้องสร้างขึ้นในสมัยเดียวกันกับวิหารครอบพระแท่น
วิหารหินบดยา ตั้งอยู่ทางซ้ายของวิหารพระอานนท์ เป็นวิหารขนาดเล็กก่ออิฐถือปูน รูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า  
                         

ภายในประดิษฐานพระพุทธรูปปางทุกขกิริยา เบื้องหน้าเป็นแท่นหินบดยา สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นพร้อมกับวิหารครอบพระแท่น
เจดีย์ใกล้วิหารครอบพระแท่น เป็นเจดีย์ขนาดเล็กก่ออิฐถือปูนมีหลายองค์ สันนิษฐานว่า สร้างขึ้นพร้อมกับวิหารครอบพระแท่น
พระอุโบสถเก่า เป็นพระอุโบสถขนาดเล็กก่ออิฐถือปูน ตั้งอยู่บนเนินเขาเตี้ย ๆ หันหน้าไปทางทิศตะวันออกหลังคาเป็นเครื่องไม้มุงกระเบื้อง ภายในมีเสาไม้รับเพดาน 6 ด้าน  สันนิษฐานว่าสร้างในเวลาใกล้เคียงกับวิหารครอบพระแท่น

รอยพระพุทธบาทจำลองและมณฑปครอบบนเขาถวายพระเพลิง อยู่ห่างจากวิหารครอบพระแท่นไปทางตะวันตกประมาณ 400 เมตร ก่ออิฐถือปูนย่อมุมไม้สิบสอง พระพุทธบาทจำลองทำด้วยหิน

รอยพระพุทธบาทไม้ประดับมุก  กว้างประมาณ 85 เซนติเมตร ยาวประมาณ 1.85 เมตร ประดับมุกเป็นภาพมงคล 108 ประการ ในทุกๆวันจะมีประชาชนจำนวนมากเดินทางมายังวัดพระแท่นดงรังวรวิหารเพื่อมาสักการะบูชารอยพระพุทธบาทและพระแท่นศักดิ์สิทธิ์และยังแวะเที่ยวพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านที่ตั้งอยู่ภายในวัด ราวๆ กลางเดือน 4 จะมีงานนมัสการพระแท่นดงรักซึ่งภายในงานจะจัดอย่างยิ่งใหญ่เป็นประจำทุกปี

ก่อนจะเดินทางออกจากวัดพระแท่นดงรังวรวิหารเราสองคนแวะที่บริเวณปากปล่องพญานาคที่ตั้งอยู่บริเวณประตูทางเข้าด้านหนึ่งของวัดซึ่งชาวบ้านเชื่อกันว่าเป็นทางขึ้นจากเมืองบาดาลขึ้นมายังโลกมนุษย์ของบรรดาเหล่าพญานาคเราสองคนก้มลงไปมองดูในปากปล่องพญานาคความลึกเอาการอยู่เหมือนกัน ก้นบ่อมีน้ำขังอยู่พอสมควร

ใกล้ค่ำแล้วเราสองคนขับรถเข้าไปในตัวเมืองหาอาหารค่ำรับประทานพร้อมหาที่พักค้างแรมในคืนนี้กันดีกว่าครับ

เราสองคนเดินทางเข้ามาในตัวเมืองกาญจนบุรีพร้อมหาอาหารค่ำรับประทานกันบริเวณสถานีขนส่งในตัวเมืองกาญจน์ ซึ่งมีร้านอาหารให้เลือกรับประทานมากมาย

เราสองคนรับประทานอาหารค่ำด้วยความเอร็ดอร่อยจากนั้นจึงเดินทางเข้าสู่ที่พัก สำหรับที่พักของเราทั้งสองคนในคืนนี้ได้แก่ “พลอยริเวอร์แควรีสอรท์”

ตั้งอยู่บนถนนแม่น้ำแควใหญ่หรือที่รู้จักกันในนามของถนนข้าวเปลือก ห่างจากสะพานข้ามแม่น้ำแควระยะทางประมาณ 1 กิโลเมตร เจ้าของรีสอรท์คือคุณ วิชุดา สุขารมณ์ ลูกสาวของท่านนายแพทย์เดชา สุขารมณ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ เขต1 กาญจนบุรี

ภายในรีสอรท์บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้น้อยใหญ่อยู่ติดกับแม่น้ำแควใหญ่มีจำนวนห้องพัก 20 ห้อง พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันและแอร์คอนดิชั่นเย็นฉ่ำทุกห้องในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 950-1,200 บาทต่อคืน

นักท่องเที่ยวท่านใดที่สนใจสามารถติดต่อสำรองห้องพักได้ที่ พลอยริเวอร์แควรีสอร์ท โทรศัพท์ 034 51 5804, 081 807 7475 หรือที่ www.ploygh.com  คืนนี้เราสองคนขอกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์”น่ะครับ

หน้าต่อไป
 

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา