ป้ายโฆษณา

5 คืน 4วัน เที่ยวกับทัวร์เวียดนามกลาง
กวางบินห์ เว้  ดานัง  ฮอยอัน
วันแรกของการเดินทาง
ในค่ำวันหนึ่งของเดือนกรกฎาคมทีมงาน www.idotravellers.com  สองชีวิตพร้อมกันที่จุดนัดพบบริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 6 สวนลุมพินี เพื่อร่วมกับคณะทัวร์ fan tip ของบริษัทอินโดไชน่าเอ็กพลอเร่อร์(ประเทศไทย) จำกัด เดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศเวียดนามตอนกลาง ณ เมืองกวางบินห์ เว้ ดานัง ฮอยอัน


สำหรับบริษัทอินโดไชน่าเอ็กพลอเรอร์ จำกัด เป็นบริษัทประกอบธุรกิจท่องเที่ยวทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเทศแถบอินโดจีน เช่น ลาว กัมพูชา เวียดนาม และ พม่า ท่านผู้อ่านที่อ่านท่องเที่ยวฉบับนี้เสร็จแล้วสนใจที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศเวียดนามกลางสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่บริษัท อินโดไชน่าเอ็กพลอเรอร์ (ประเทศไทย )จำกัด โทรศัพท์ 02 898 1817 ,898 2324 ,081 9307030 หรือคลิ๊กเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซด์ได้ที่ www.indochinaexplorer.com หรือ E-mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน ชอบโปรแกรมท่องเที่ยวที่ไหนจะเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะหรือจะเดินทางไปท่องเที่ยวเป็นการส่วนตัวพร้อมครอบครัวบริษัท อินโดไชน่าเอ็กพลอเรอร์ (ประเทศไทย )จำกัด สามารถจัดให้ได้ทั้งนั้นครับ ขอให้ติดต่อเข้าไปเถอะครับรับรองไม่ผิดหวังแน่นอนเพราะบริษัทฯ ประกอบธุรกิจทัวร์บนเส้นทางอินโดจีนนี้มายาวนานโดยเฉพาะประเทศกัมพูชาจะเชี่ยวชาญเป็นพิเศษ จนเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วไปที่สนใจเดินทางท่องเที่ยวในประเทศแถบอินโดจีน และเมื่อลูกทัวร์ครบทุกอย่างพร้อมจากนั้นรถทัวร์โดยสารของบริษัทอินโดไชน่าเอ็กพลอเร่อร์ ก็เดินทางออกจากกรุงเทพฯ แล่นฝ่าความมืดมุ่งหน้าสู่ยังอำเภอเมืองจังหวัดมุกดาหารประตูสู่อินโดจีนในทันที 


คณะของเราดินทางมาถึงยังตัวเมืองมุกดาหารเมื่อเวลา 06.00 น.จากกรุงเทพฯถึงจังหวัดมุกดาหาร ระยะทาง 642 กิโลเมตรใช้เวลาในเดินทางประมาณ 9-10 ชั่วโมง คณะของเราแวะปฎิบัติภารกิจส่วนตัวและรับประทานอาหารเช้ากันที่ร้านเมืองมุกดา ตั้งอยู่ริมถนนบายพาสสาย 212 ห่างจากสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 ระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตรใช้เป็นที่พักของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเป็นหมู่คณะหรือเดินทางมาเป็นส่วนตัว แวะมาพักผ่อนปฎิบัติภาระกิจส่วนตัว ก่อนที่จะเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 สู่แขวงสะหวันนะเขตในสปป.ลาว สำหรับภายในร้านของเมืองมุกดานอกจากจะมีอาหารเช้าพร้อมชา กาแฟไว้บริการนักท่องเที่ยวแล้วยังมีบริการห้องอาบน้ำห้องน้ำที่สะอาดได้มาตราฐานพร้อมอุปกรณ์อาบน้ำครบครัน อีกทั้งยังมีบริการรถตู้ปรับอากาศ 10ที่นั่งรับส่งนักท่องเที่ยวจากตัวเมืองมุกดาหารถึงสนามบินจังหวัดอุบลราชธานี พร้อมจัดบริการท่องเที่ยวในสปป.ลาวและเวียดนามอีกด้วย พร้อมกันนี้ในร้านเมืองมุกดายังจำหน่ายสินค้าOTOP ที่คัดสรรสินค้าดีมีคุณภาพจากภูมิปัญญาคนไทยจำหน่ายสินค้าพื้นเมืองอีสานและผลิตภัณฑ์ชุมชนท้องถิ่นอีกด้วย

ร้านเมืองมุกดาเปิดให้บริการทุกวันไม่มีวันหยุด สนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 081 910 7165 081 564 4981  042-661 029 หรือคลิ๊กเข้าไปเยี่ยมชมเว็บไซด์ได้ที่ www.mukda.asia หรือ E-mail: อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
เราสองคนถือโอกาศอาบน้ำชำระล้างร่างกายเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงมานั่งดื่มกาแฟและรับประทานอาหารเช้าเพื่อรอเวลาที่ด่านตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหาร สะพานมิตรภาพไทย-ลาว เปิดทำการเวลา 08.00 น.

เมื่อด่านตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหารเปิดทำการคณะทัวร์ของบริษัทอินโดไชน่าฯ พร้อมเราสองคนออกเดินทางจากร้านเมืองมุกดามุ่งหน้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมืองมุกดาหารบรรยากาศคับคั่งไปด้วยประชาชนทั้งสองประเทศที่เดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวทำมาค้าขายกันเป็นกิจวัตรประจำวันที่เราเห็นกันจนชินตาตามด่านตรวจคนเข้า-ออกเมืองทุกแห่งที่มีพรมแดนใกล้ชิดติดกับประเทศเพื่อนบ้าน สำหรับสะพานไทยลาวแห่งที่ 2 มีรายละเอียดตามที่ผมจะเล่าให้ท่านผู้ที่สนใจฟังดังต่อไปนี้ครับ
สะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2  ตั้งอยู่ที่บ้านสงเปือย ตำบลบางไทรใหญ่ ห่างจากตัวจังหวัดไปทางทิศเหนือ 7 กิโลเมตร โดยข้ามไปลงที่ บ้านนาแก เมืองคันทะบูลี ซึ่งอยู่ห่างจากตัวแขวงสะหวันนะเขตไปทางทิศเหนือประมาณ 5 กิโลเมตร เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 ธันวาคม 2549 โดยรูปแบบสะพานเป็นสะพานคอนกรีต 2 ช่องจราจร ผิวจราจรกว้าง 8 เมตร ไหล่ทางข้างละ 1.5 เมตร ความยาวสะพานทั้งสิ้น 2,702 เมตร

สะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 2 นี้ ถือเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเส้นทางขนส่ง เชื่อมโยงจากตะวันออกคือเมืองดานัง (เวียดนาม) ข้ามแม่น้ำโขงที่แขวงสะหวันนะเขต ต่อมายังมุกดาหาร และผ่านไปยังตะวันตกที่ชายแดนไทย-พม่า ที่อำเภอแม่สอด และเมืองเมียวดี และไปสิ้นสุดที่ เมืองมะละแหม่งของพม่า สำหรับในการเดินทางข้ามสะพานฯ จะต้องใช้บริการรถโดยสารประจำทางระหว่างประเทศเท่านั้น โดยค่าโดยสารท่านละ 45 บาท โดยฝั่งไทยจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเหยียบแผ่นดิน ส่วน สปป.ลาว มีการจัดเก็บดังนี้ หนังสือเดินทาง (Passport) วันธรรมดา 20 บาท วันหยุด 40 บาท หนังสือผ่านแดน (Borderpass และ Temporary Borderpass) วันธรรมดา 50 บาท วันหยุด 100 บาท โดยมีจุดจอดรถโดยสารบริเวณเชิงสะพานมิตรภาพไทย-ลาว แห่งที่ 2 ส่วนการเดินทางข้ามไปเที่ยวที่แขวงสะหวันนะเขต มีรายละเอียดการข้ามสะพานฯ ดังนี้น่ะครับ

สำหรับบุคคลทั่วไป
1. หนังสือเดินทาง (Passport) ที่ยังไม่หมดอายุสำหรับบุคคลที่มีสัญชาติไทย สัญชาติลาว และบุคคลที่มีสัญชาติในประเทศที่ 3   บุคคลที่มีสัญชาติไทย ติดต่อทำได้ที่สำนักงานหนังสือเดินทางชั่วคราวจังหวัดอุบลราชธานีและจังหวัดขอนแก่น หรือ
2. หนังสือผ่านแดนชั่วคราว (Temporaty Borderpass) ชนิดแผ่นใช้ครั้งเดียว (ไป-กลับ) มีภูมิลำเนาอยู่ในจังหวัดใดก็ได้ เดินทางได้ 3 วัน 2 คืน สามารถดำเนินการได้ที่ อาคารท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย จ.มุกดาหาร(ด่านท่าเรือ), ที่ทำการบริษัทขนส่ง จำกัด ภายในอาคารสถานีผู้โดยสาร จ.มุกดาหาร เชิงสะพานมิตรภาพฯ แห่งที่ 2  มุกดาหาร-สะหวันนะเขต และศาลากลางจังหวัดมุกดาหาร
เอกสารหลักฐานประกอบคำขอประกอบด้วย สำเนาบัตรประจำตัวประชาชน รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว ไม่สวมหมวกและแว่นตาดำ จำนวน 2 รูป ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือผ่านแดนชั่วคราวจำนวน 30 บาท หรือ
 3. หรือหนังสือผ่านแดน (Borderpass) ชนิดเล่ม ต้องมีภูมิลำเนาในเขตจังหวัดมุกดาหารเท่านั้น ใช้ได้ 1 ปี ซึ่งสามารถดำเนินการได้ที่ ที่ทำการปกครองจังหวัดมุกดาหาร ใกล้ท่าเรือเทศบาล และอาคารอ่านควบคุมขาออกสะพานฯ
หลักฐานประกอบคำขอประกอบด้วย รูปถ่ายขนาด 1 นิ้ว ไม่สวมหมวกและแว่นตาดำ จำนวน 2 รูป ค่าธรรมเนียมในการออกหนังสือผ่านแดนจำนวน 200 บาท ผู้ติดตามที่เป้นเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ต้องได้รับการยินยอมจากบิดา-มารดา ก่อนจึงจะได้รับอนุญาต
 สำหรับรถยนต์
1. หนังสืออนุญาตรถระหว่างประเทศ (Passport รถยนต์) ที่ยังมีอายุการใช้งานอยู่ และติดเครื่องหมายแสดงประเทศไว้ที่รถ ติดต่อขอทำได้ที่ สำนักงานขนส่งจังหวัดที่จดทะเบียน หรือที่สำนักงานขนส่งจังหวัดมุกดาหาร
 2. เตรียมเอกสารจัดทำประกันภัยรถยนต์ เพื่อคุ้มครองผู้ประสพภัยจากรถที่ด่านพรมแดน แขวงสะหวันนะเขต ตามกฎหมายของ สปป.ลาว


สำหรับรายละเอียดที่ผมเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดังที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ถือว่าเป็นเกร็ดความรู้เล็กน้อยๆสำหรับนักท่องเที่ยวที่มีความประสงค์จะเดินทางมาท่องเที่ยวด้วยตนเองแต่ถ้าต้องการตัดปัญหายุ่งยากในการทำเอกสารขับรถยนต์ส่วนตัวข้ามไปท่องเที่ยวยังฝั่งสปป.ลาว ก็ให้ร้านเมืองมุกดา ช่วยเป็นธุระจัดการให้จะสะดวกสบายกว่าโดยเสียค่าบริการเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ถือเสียว่าซื้อความสะดวกก็แล้วกันนะครับ  สำหรับการเดินทางข้ามไปยังแขวงสะหวันเขตเพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวยังประเทศเวียดนามกลางในสมัยก่อนที่สะพานมิตรภาพแห่งที่ 2 จะเปิดให้ใช้งานได้นั้นเป็นเรื่องที่ยุ่งยากพอสมควรโดยเฉพาะในช่วงฤดูแล้งปริมาณน้ำในแม่น้ำโขงนั้นจะลดระดับลงมาก นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวด้วยตนเองจำเป็นจะต้องขนสัมภาระขึ้นลงเรือข้ามฟากด้วยตนเอง แต่ถ้าเดินทางมากับบริษัททัวร์ก็สบายไปเพราะทางบริษัททัวร์ทัวร์จะจัดการขนกระเป๋าสัมภาระให้ท่านทั้งหมด ท่านเพียงแต่เดินขึ้นและลงเรือเท่านั้นและในปัจจุบันสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 นี้เปิดให้ใช้งานได้แล้วนั้นทำให้นักท่องเที่ยวสะดวกสบายขึ้นเป็นอันมาก      นักท่องเที่ยวสามารถนั่งรถของบริษัททัวร์ที่ท่านใช้บริการเดินทางมายังด่านตรวจคนเข้าเมืองทางฝั่งไทยจากนั้นก็ลงจากรถให้เจ้าหน้าที่ ต.ม ตรวจเช็คพาสปอร์ตหลักฐานเป็นที่เรียบรอยแล้วจากนั้นจึงกลับมาขึ้นรถของบริษัททัวร์ที่ท่านใช้บริการเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพที่ภาษาลาวเรียกกันว่า “ขรัว” เดินทางข้ามแม่น้ำโขงมายังบ้านนาแก เมืองคันทะบูลี ในแขวงสะหวันะเขตอันเป็นที่ตั้งของด่านตรวจคนเข้าเมือง สปป.ลาว เป็นอันเรียบร้อยโรงเรียนลาว  เป็นไงครับเดินทางมากับบริษัทอินโดไชน่าฯ สะดวกสะบายกว่าเดินทางมาด้วยตัวเองเยอะเลย



แต่ถ้ามีความประสงค์จะเดินทางมาท่องเที่ยวด้วยตัวเองชนิดค่ำไหนนอนนั่นประเภท Back package อันนี้ก็ต้องลำบากกันนิดหน่อยในเรื่องการจัดเตรียมเอกสารและการซื้อตั๋วรถข้ามสะพานมิตรภาพจากฝั่งไทยข้ามไปยังฝั่งลาวจะมาแบกเป้เดินเทิ่งๆ เดินข้ามสะพานเหมือนกับเดินข้ามสะพานพุทธหรือสะพานพระนั่งเกล้านั้นไม่ได้น่ะครับและก็อีกอย่างหนึ่งสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 นี้มีความยาว3-4 กิโลเมตร เดินแบกเป้ไปเห็นท่าจะไม่ไหวแน่ จะต้องนั่งรถทัวร์โดยสารระหว่างประเทศคนละ 45 บาท เท่านั้นนะครับถึงจะเดินทางข้ามมายังสปป.ลาวได้



 สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวด้วยตัวเองประเภทBack packageสามารถเดินทางไปยังประเทศเวียดนามได้โดยใช้บริการรถทัวร์โดยสารระหว่างประเทศ ลาว-เวียดนาม เดินทางไปยังเวียดนามตอนกลาง เช่น เมืองเว้ มีบริการรถทัวร์โดยสารเดินทางไปเมืองเว้อาทิตย์ละ 3 วันๆละหนึ่งเที่ยวคือวันอังคาร วันพฤหัส และ วันเสาร์โดยออกจากสถานีขนส่งสะหวันนะเขตเวลา 10.00 น. ถึงเมืองเว้เวลา 18.00 น. ค่าโดยสารคนละประมาณ 500 บาทระยะทางประมาณ 400 กิโลเมตร



สนใจจะนั่งรถไปเที่ยวเองก็ได้น่ะครับ แต่ต้องทำใจนิดหน่อยกับการเดินทางท่องเที่ยวโดยรถโดยสารท้องถิ่น (LOCAL BUS) ของลาวซึ่งเป็นรถหวานเย็นและก็รับผู้โดยสารไม่อั้นทั้งคนทั้งของจักรยานและมอเตอร์ไซด์เต็มบนหลังคารถไปหมด เราสองคนเรียกกันว่า “รถมหาสนุก” ท่านใดที่อยากเรียนรู้ประสบการณ์การเดินทางแบบทรมานบันเทิงก็ขอเรียนเชิญได้เลยครับ แต่เราสองคนต้องขอตัวก่อนน่ะครับเพราะได้เรียนรู้มาแล้วจากประสบการณ์การเดินทางจากเมืองขรัวของลาวไปยังเดียนเบียนฟู ประเทศเวียดนาม ทรมานบันเทิงตลอดการเดินทางเลยครับ ลองคลิ๊กเข้าไปชมใน www.idotravellers.com ปีที่ 1 ฉับบที่ 5 ก็ได้นะครับ



คณะทัวร์โดยสารเดินทางข้ามสะพานมิตรภาพไทย-ลาวแห่งที่ 2 มาถึงยังด่านตรวจคนเข้าเมืองสปป.ลาวหลังจากผ่านพิธีการตรวจคนเข้าเมืองของสปป.ลาวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงจัดการเปลี่ยนรถโดยสารมาใช้รถโดยสารของลาวแทนเพราะสามารถขับเข้าไปในประเทศเวียดนามได้เลย โดยระหว่างลาวและเวียดนามนั้นมีสนธิสัญญาการคมนาคมซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ 



เมื่อคณะทัวร์ของบริษัทอินโดไชน่าฯและรถโดยสารทางฝั่งลาวพร้อมเป็นที่เรียบร้อยแล้ว การเดินทางจากสปป.ลาว สู่ตอนกลางของประเทศเวียดนามก็ได้เริ่มต้นขึ้น
รถโดยสารพาคณะทัวร์และเราทั้งสองคนเดินทางไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 9 เส้นทางสายหลักที่สามารถเดินทางเข้าสู่ประเทศเวียดนามกลางได้สะดวกและเร็วที่สุดระยะทางประมาณ 240 กิโลเตรใช้เวลาเดินทางประมาณ 4 ชั่วโมงเท่านั้น
รถโดยสารของคณะทัวร์บริษัทอินโดไชน่าฯ พาเราเดินทางผ่านสี่แยกทางหลวงหมายเลข13 มีเส้นทางเลี้ยวขวาเดินทางไปยังเมืองปากเซ หัวเมืองทางตอนใต้ของสปป.ลาว ห่างจากแขวงสะหวันนะเขตระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตร เลยต่อมาเล็กน้อยมีเส้นทางถนนราดยางเลี้ยวซ้ายมือไปยังกำแพงนครเวียงจันทน์ เมืองหลวงของสปป.ลาว ระยะทางประมาณ 480 กิโลเมตร 


เสียงไกด์พูสาวลาวก็เริ่มอธิบายเรื่องราวการเดินทางตลอดสองข้างทางที่รถแล่นผ่านให้ลูกทัวร์และเราทั้งสองคนฟังอย่างเพลิดเพลิน เดินทางต่อมาได้ประมาณเกือบ 45 นาที รถโดยสารก็พาคณะทัวร์เดินทางมาถึงเซโดน(XENO) ไกด์พูสาวลาวได้เล่าให้พวกเราฟังว่า “ชื่อเมืองเซโดน(XENO) นี้เป็นภาษาฝรั่งเศสส่วนภาษาลาวเรียกว่าเมืองอุทุมพรตั้งอยู่ห่างจากเมืองสะหวันเขตระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร


ในสมัยที่ลาวตกอยู่ในการปกครองของฝรั่งเศสเมืองเซโดนนี้เคยใช้เป็นสถานที่ตั้งของกองทหารฝรั่งเศส สังเกตุได้จากสองข้างทางยังมีตึกเก่าๆ ที่มีลักษณะคล้ายกับค่ายทหารสภาพชำรุดทรุดโทรมตั้งเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง เมืองเซโดนแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นสมรภูมิสู้รบอันดุเดือดและหนักหน่วงที่สุดทางภาคใต้ของลาวระหว่างกองทัพของขบวนการประเทศลาวที่ได้รับการสนับสนุนจากเวียดนามและรัสเซีย สำหรับจุดประสงค์ใหญ่คือต้องการขับไล่กองทัพฝรั่งเศสให้ออกไปจากแผ่นดินลาวจนล่วงเลยเข้าสู่สมัยสงครามเวียดนามซึ่งมีพี่เบิ้มสหรัฐอเมริกาเป็นหัวโจกใหญ่เข้ามาปกครองลาวเสียหลายปี การต่อสู้ในดินแดนแถบนี้ก็ยังไม่สิ้นสุดลงแต่เป็นการเปลี่ยนคู่ชกจากฝรั่งเศสมาเป็นอเมริกา มวยรุ่นใหญ่กว่าแต่ก็โดนมวยรุ่นเล็ก คือลาวฝ่ายซ้ายจากการนำของท่านไกสอน พมวิหานไล่ถลุงจนตกเวทีพ่ายแพ้ไปอย่างน่าอับอายขายหน้าชาวโลก ปัจจุบันสถานที่แห่งนี้ถูกใช้เป็นสถานที่ตั้งของค่ายทหารกองทัพประชาชนลาว ซึ่งรวมทั้งรันเวย์สนามบินที่ปัจจุบันโดนแปรสภาพมาเป็นลานตากข้าวโพดของเกษตรกรชาวลาว รวมทั้งฝูงวัวควายใช้เป็นลานเดินเล่นออกกำลังกายกันเป็นที่สบายอุราไป




นอกจากนี้บริเวณสองข้างทางของถนนสายสะหวันนะเขต-เซโดน นี้ยังมีโรงงานอุตสหกรรมของนายทุนต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลี ฯลฯ มาเปิดโรงงานอุตสหกรรมประกอบรถจักรยานยนต์ โรงงานทอผ้า โรงงานปูนซีเมนต์ตรากระทิง เรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทางของเส้นทางสายนี้ ซึ่งทางรัฐบาลญี่ปุ่นได้ให้เงินช่วยเหลือรัฐบาลลาวในการสร้างเส้นทางถนนสายนี้ รถทัวร์โดยสารพาคณะทัวร์และเราสองคนเดินทางออกจากเมืองเซโดนผ่านเมืองผลาญไชย เมืองพินจนถึงเมืองบ่อคำ จะมีทางแยกถนนราดยางเข้าไปทางซ้ายมือเข้าไปอีกประมาณ 10 กิโลเมตรจะเป็นที่ตั้งของเหมืองแร่ทองคำของลาวซึ่งแต่ก่อนบริษัทของออสเตรเลียได้รับสัมปทานในการขุดแร่ทองคำ แต่ในปัจจุบันบริษัทจากประเทศจีนได้เข้ามารับสัมปทานแทนบริษัทจากประเทศออสเตรเลียแต่เพียงผู้เดียว ซึ่งนอกจากจะเป็นแหล่งผลิตแร่ทองคำแล้วยังใช้เป็นแหล่งผลิตแร่ทองแดงขึ้นรูปใช้ในงานอุตสหกรรมอีกด้วย




จากนั้นเราสองคนเดินทางผ่านเมืองเซโปนซึ่งเป็นชุมชนชาวเผ่าพูไทซึ่งเป็นชนเผ่าหนึ่งคล้ายกับชนเผ่าภูไทที่จังหวัดกาฬสินธุ์บ้านเรา และในที่สุดเวลาเที่ยงเศษๆ คณะทัวร์ของเราก็เดินทางมาถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองแดนสวรรค์ของสปป.ลาว ซึ่งมีพรมแดนติดกับด่านลาวบาวของเวียตนาม


ระยะทางจากสะหวันเขตถึงด่านลาวบาว พรมแดนเวียดนามระยะทางประมาณ 240 กิโลเมตรใช้เวลาในการเดินทาง 3 ชั่วโมงเศษๆ คณะทัวร์พร้อมเราทั้งสองคนแวะพักรับประทานอาหารกลางวันกันที่ร้านอาหารที่ตั้งอยู่ใกล้กันด่านตรวจคนเข้าเมืองแดนสวรรค์ของลาวเพื่อรอเวลาให้พนักงานของบริษัทอินโดไชน่าฯ ได้ดำเนินการทำเอกสารผ่านสปป.ลาว เข้าสู่เวียดนามโดยที่ลูกทัวร์ไม่ต้องไปยืนเข้าแถวยื่นเรื่องทำเอกสารผ่านแดนด้วยตนเอง ซึ่งเป็นความสะดวกสบายที่นักท่องเที่ยวจะได้รับเมื่อเดินทางมากับบริษัททัวร์อินโดไชน่าฯ



บริเวณด่านแดนสวรรค์ของลาวเราจะเห็นแม่ค้าชาวเวียดนามรับแลกเปลี่ยนเงินไทยไปเป็นเงินด่องในอัตราแลกเปลี่ยน 400โด่งเท่ากับ 1 บาท หรือ400,000โด่งเท่ากับ 1,000 บาทไทย ส่วน 1 ยูเอสดอลล่าร์จะเท่ากับ 17,000โด่ง ซึ่งลูกทัวร์ของบริษัทอินโดไชน่าฯใช้บริการกันอย่างคับคั่ง สำหรับธนบัตรรุ่นใหม่ของเวียดนามได้รับการปรับปรุงคุณภาพการพิมพ์และกระดาษ จากที่เคยใช้กระดาษธรรมดาในการพิมพ์ที่มีคุณภาพแย่เอามากๆ คล้ายกับแบงค์กงเต็กในงานศพของชาวไทยเชื้อสายจีนบ้านเราใช้เพียงไม่กี่ครั้งธนบัตรก็ยับยู่ยี่เปื่อยยุ่ยจนเน่าคามือ ปัจจุบันหันมาใช้โพลีเมอร์ในการพิมพ์ธนบัตรเหมือนกับแบงค์ 50 บาท


ในสมัยก่อนของบ้านเราที่ปัจจุบันได้ยกเลิกการใช้ไปแล้ว ซึ่งหลังจากที่ได้ปรับปรุงการพิมพ์พร้อมทั้งกระดาษที่นำมาพิมพ์ทำเป็นธนบัตรของเวียดนามที่ใช้ในปัจจุบันดูสวยงามสะอาดตาน่าใช้กว่าแต่ก่อนมาก แต่ถ้าขากลับใช้เงินโด่งไม่หมดสามารถนำกลับมาแลกเปลี่ยนเป็นเงินไทยคืนได้ในอัตราแลกเลี่ยนอีกอัตราหนึ่งซึ่งอาจจะขาดทุนไปบ้างเล็กน้อยก็ไม่ว่ากัน ถือเสียว่าซื้อความสะดวกก็แล้วกัน ดังนั้นก่อนที่จะแลกเงินไทยเป็นเงินโด่งก็ขอให้เช็คดูอัตราการแลกเปลี่ยนเงินให้ดีๆเสียก่อนเพราะแม่ค้าเวียตนามแต่ละคนให้อัตราการแลกเปลี่ยนไม่เหมือนกัน แม่ค้าบางคนเอากำไรมากบางคนก็เอากำไรน้อยแต่อยากจะขอเตือนว่า สายตาของท่านได้โปรดอย่าสับสนกับจำนวนของเลขศูนย์ที่อยู่บนธนบัตรญวน เพราะเคยมีนักท่องเที่ยวบางคนงงกับเลขศูนย์มองเห็นธนบัตร100,000โด่งเป็น 10,000โด่งซื้อสินค้าราคา 10000โด่งแต่ควักแบงค์100,000โด่งจ่ายให้แม่ค้าญวนหน้าตาเฉยโดยไม่รับเงินทอน ถ้าเจอแม่ค้าที่มีจิตใจดีก็ดีไปแต่ถ้าเจอแม่ค้าขี้โกงก็ถือว่าเป็นความซวยของท่านไปที่ซื้อสินค้าราคาแพงกว่าปกติหลายเท่าเพราะฉะนั้นอย่าสับสนกับการใช้เงินญวนควรนับเลขศูนย์ให้ดีๆว่าเป็นหลักพัน หลักหมื่นหรือหลักแสนโดยเฉพาะนักท่องเที่ยวสูงวัยไม่ใส่แว่นสายตาควรระมัดระวังเป็นพิเศษเดี๋ยวจะมาหาว่าไอ้ปื้ดไม่เตือน
เมื่อทำการแลกเปลี่ยนสกุลเงินตรากันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราสองคนจึงร่วมวงรับประทานอาหารกลางวันพร้อมกับคณะทัวร์ของอินโดไชน่าฯ สำหรับเมนูอาหารกลางวันในมื้อนี้ของคณะทัวร์จะออกไปทางลาวผสมเวียดนามนิดๆเพราะร้านอาหารตั้งอยู่ติดกับพรมแดนเวียดนามรวมทั้งเจ้าของร้านอาหารก็เป็นคนเวียดนามเสียด้วย กลิ่นไอของเวียดนามจึงเริ่มโชยเข้ามาแตะจมูกของเราเล็กน้อย


เราสองคนจัดการกับเมนูอาหารด้วยความหิว อร่อยหรือไม่อร่อยนั้นค่อยว่ากันอีกเรื่องหนึ่งเพราะตอนเช้าที่ร้านเมืองมุกดากินกาแฟและข้าวต้มกันคนละเล็กน้อยเท่านั้น พอเราสองคนจัดการกับอาหารกลางวันเสร็จสรรพ  การทำเอกสารผ่านเข้าเมืองของทางเจ้าหน้าที่บริษัทอินโดไชน่าฯ ก็เสร็จพร้อมกันพอดีไม่ต้องเสียเวลามากจะได้มีเวลาอยู่ท่องเที่ยวเวียดนามได้อย่างคุ้มค่าราคาทัวร์



เราสองคนพร้อมกับคณะทัวร์เดินเท้าจากด่านแดนสวรรค์ของลาวข้ามฟากมายังด่านลาวบาวของเวียตนามระยะทางห่างกันประมาณ 300 เมตร พอเดินเท้ามาถึงด่านลาวบาวบรรดาลูกทัวร์ของบริษัทอินโดไชน่าฯ ก็ถ่ายรูปหมู่ร่วมกันเป็นที่ครึกครื้นบริเวณประตูทางเข้าด่านลาวบาว

ปัจจุบันด่านลาวบาวแห่งนี้ได้รับการพัฒนาปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิมมาก มีความสะอาดสะอ้านมากขึ้นกว่าเดิมซึ่งรวมถึงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเวียดนามก็รวดเร็วฉับไวกว่าเดิม แตกต่างจากที่เราสองคนเคยเดินทางมาเมื่อ 3-4 ปีก่อนโดยสิ้นเชิง



ซึ่งในอดีตเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้า-ออกเมืองของเวียตนามทำงานอืดเหมือนเรือเกลือเครื่องเสีย ซึ่งกว่าจะจัดการตรวจเช็คเอกสารและสัมภาระเสร็จเรียบร้อยได้ก็ทำเอาเสียเวลาเข้าไปตั้งครึ่งค่อนวัน ปัจจุบันทุกอย่างมีแนวโน้มการพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นและเมื่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้า-ออกเมืองของเวียดนามทำการตรวจสอบเอกสารเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นรถทัวร์โดยสารก็พาคณะทัวร์ของอินโดไชน่าฯ เข้าสู่เวียดนามในทันที




สำหรับจังหวัดแรกที่คณะทัวร์พร้อมเราสองคนเดินทางเข้ามาเป็นจังหวัดแรกในเวียดนามตอนกลางนั้นก็คือจังหวัดกวางตรี (QUANG TRI) ซึ่งมีพรมแดนติดกับสปป.ลาว สำหรับจุดหมายปลายทางสำหรับการท่องเที่ยวของคณะทัวร์บริษัทอินโดไชน่าฯ ในวันนี้ก็คือ ถ้ำฟองญ่า (PHONG NHA CAVES) ในจังวัดกวางบินห์ (QUANG BINH) ห่างจากเมืองโด่งฮา (DONG HA) เมืองเอกในจังหวัดกวางตรี ซึ่งจะเป็นที่พักของเราในคืนนี้ระยะทางประมาณ 130 กิโลเมตร


รถทัวร์โดยสารขับพาเราสองคนพร้อมคณะทัวร์ไปตามถนนหมายเลข 9 เลียบแม่น้ำ DAKRONG ผ่านสะพานแขวนที่เชื่อมกับถนนหมายเลข 9 เข้ากับเส้นทางสายโฮจิมินห์ซึ่งในสมัยสงครามอินโดจีน ปี ค.ศ. 1960-1974 เวียดนามได้ใช้ถนนสายนี้ทำการส่งอาวุธยุทธโธปกรณ์และเสบียงอาหารไปช่วยลาวฝ่ายซ้ายขบวนการประเทศลาวที่นำโดยท่านไกสอน พมวิหานรบกับลาวฝ่ายขวาที่ได้รับการสนับสนุนจากอเมริกา เราสองคนเพลินเพลินไปกับวิวทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาสายน้ำอันงดงามสลับกันกับเทือกเขาอันสลับซับซ้อนในจังหวัดกวางตรี ซึ่งครั้งหนึ่งที่ผ่านมาในอดีตบริเวณนี้เคยเป็นสมรภูมิสู่รบอันดุเดือดระหว่างฝ่ายเวียดกงกับทหารอเมริกันผุ้รุกราน



แต่ในปัจจุบันไม่เห็นซากผลพวงของสงครามอินโดจีนที่ผ่านมาให้เราสองคนได้เห็นอีกต่อไปแล้ว มีแต่ท้องไร่ท้องนาอันเขียวชะอุ่มชาวนาเวียดนามกำลังก้มหน้าก้มตาทำนากันอยู่อย่างขะมักขะเม้น ลืมเรื่องราวความโหดร้ายของสงครามครั้งที่ผ่านมาร่วมกันก้มหน้าก้มตาทำงานสร้างชาติกันอย่างขยันขันแข็ง รถทัวร์โดยสารพาคณะทัวร์ของบริษัทอินโดไชน่าฯเดินทางผ่านเมืองก่ามโล่(KAMLO)ในจังหวัดกวางตรีซึ่งตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 9 ไกด์เวียดนามได้เล่าให้ลูกทัวร์และเราทั้งสองคนฟังว่า ในสมัยสงครามเวียดนามประมาณปี ค.ศ 1972 เมืองก่ามโล่แห่งนี้อยู่ในการปกครองของเวียดนามเหนือเคยให้การต้อนรับ ฟิลเดีย คาสโตรอดีตผู้นำคิวบาเพื่อนร่วมรุ่นกับเช กูวาร่า นายแพทย์นักปฎิวัติชาวอาเจนไตน์เดินทางมาเยี่ยมเยียนแนวรบของเวียดนามเหนือที่เมืองก่ามโล่แห่งนี้ในสมัยที่เวียดนามยังไม่รวมประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันเหมือนเช่นทุกวันนี้ ซึ่งในสมัยสงครามเวียดนาม เวียดนามกับคิวบามีลูกพี่ใหญ่เดียวกันคือสหภาพโซเวียตเมื่อครั้งยังไม่ล่มสลายเป็นประเทศเล็กประเทศน้อยเหมือนทุกวันนี้และยังมีศัตรูตัวสำคัญเหมือนกันอีก คือ อเมริกานักเลงโตแห่งโลกทุนนิยม ดังนั้นเวียดนามกับคิวบาจึงให้ความช่วยเหลือซึ่งกันและกันมาโดยตลอดในฐานะประเทศที่ปกครองในระบอบเดียวกันคือคอมมิวนิสต์เวียดนามปลูกข้าวได้ก็ส่งไปช่วยคิวบาส่วนคิวบาผลิตน้ำตาลได้ก็ส่งมาให้เวียดนาม ในช่วงสงครามเวียดนาม คิวบาได้ส่งครูฝึกการรบแบบกองโจรมาช่วยฝึกเวียดกงรบกับอเมริกาจนเวียดกงได้รับชัยชนะต่ออเมริกาในเวลาต่อมา ปัจจุบันยังมีบ้านพักของฟิลเดีย คาสโตรเป็นหลักฐานการเดินทางมาเยี่ยมเยือนของฟิลเดีย คาสโตรตั้งอยู่ภายในเมืองก่ามโล่แห่งนี้เผอิญบ้านพักของฟิลเดีย คาสโตรไม่อยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวนี้เราจึงอดแวะเข้าไปเยี่ยมชมเอาไว้โอกาสหน้าก็แล้วกันน่ะครับ



จากเส้นทางหลวงหมายเลข 9 รถทัวร์โดยสารพาคณะทัวร์เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนหมายเลข 15 เรื่อยขึ้นไปทางตอนเหนือมุ่งหน้าสู่ถ้ำฟองญ่าซึ่งตั้งอยู่ในจังหวัดกวางบินห์ (QUANG BINH) และเนื่องจากในประเทศเวียดนามใต้มีกฎหมายกำหนดความเร็วในการขับรถไม่เกิน 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง มีการตรวจจับความเร็วของตำรวจทางหลวงเวียดนามตลอดเส้นทางโชเฟอร์ชาวเวียดนามของเราจึงต้องขับรถด้วยความระมัดระวังในเรื่องของความเร็ว แต่บางครั้งก็ไม่วายถูกตำรวจทางหลวงเรียกตลอดเส้นทาง ซึ่งก็ต้องจ่ายเงินค่าปรับใต้โต๊ะให้เหมือนกับบ้านเรา แต่เงินใต้โต๊ะตำรวจเวียดนามแพงกว่าที่เมืองไทยหลายเท่า เช่น ถ้าเมืองไทยจ่ายใต้โต๊ะ100 บาท ที่เวียดนามต้องจ่ายถึง 500 บาท ต่อคัน สาเหตุเพราะกฎหมายควบคุมความเร็วในเวียดนามนั้นรุนแรงกว่าเมืองไทยหลายเท่า มีสิทธิถึงยกเลิกใบอนุญาตตลอดชีวิตเลยทีเดียว โชว์เฟอร์เวียดนามจึงต้องขับรถด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษไม่เช่นนั้นอาจถึงกับโดนยึดใบอนุญาตขับรถตลอดชีวิตหมดอาชีพขับรถไปเลยก็ได้


ในที่สุดคณะทัวร์ของ บริษัท อินโดไชน่าฯ ก็เดินทางมาถึงถ้ำฟองญ่า ตราสัญญลักษณ์มรดกโลกขององค์การมรดกโลกตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บนเทือกเขาหินปูนซึ่งมองเห็นได้ในระยะไกล อุทยานแห่งชาติ ฟองญ่า-แกะบ่าง (Phong Nha-Ke Bang National Park) หนึ่งในมรดกโลกทางธรรมชาติ รับรองโดยองค์การยูเนสโก (UNESCO) ตั้งอยู่ห่างจากเมืองด่งเฮย จังหวัดกวางบินห์ ไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือประมาณ 50 กิโลเมตร



บริเวณพื้นที่อุทยานฯ ซึ่งกินเนื้อที่ประมาณ 2,000 ตารางกิโลเมตร เป็นภูเขาหินปูนที่มีอายุเก่าแก่ที่สุดในทวีปเอเชีย คาดว่ามีอายุกว่า 400 ล้านปี ถ้ำฟองญ่าเป็นถ้ำ ซึ่งยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เป็นมรดกโลกอันดับล่าสุดของเวียดนาม
ถ้ำฟองยาได้รับการยอมรับจากนักสำรวจถ้ำทั่วโลกว่า เป็นถ้ำอันดับหนึ่งของโลก เนื่องจากเป็นเจ้าของสถิติถึง 4 รายการได้แก่ น้ำลอดยาวที่สุดในโลก โถงถ้ำสูงที่สุด ยาวที่สุด และกว้างที่สุด มีหาดทรายภายในถ้ำที่สวยงาม และความอลังการของหินงอกหินย้อย วิจิตรตระการตา ตัวถ้ำลึกเกือบ 8 กิโลเมตร ส่วนที่มีน้ำลอดทั้งหมดยาว 14 กิโลเมตร มีถ้ำแยกย่อยทั้งหมด 14  ถ้ำ ซึ่งรวมระยะทางที่สำรวจแล้วถึง 44.5 กิโลเมตร กระแสน้ำภายในถ้ำแห่งนี้ไหลมาจาก สปป.ลาว ลอดเข้ามาภายในถ้ำแล้วไหลออกมาเป็นแม่น้ำซอง จากนั้จึงไหลไปลงยังทะเลจีนใต้ของประเทศเวียดนาม พอลงจากรถทัวร์โดยสารไกด์สาวชาวเวียดนามพูดไทยได้ก็จัดการแบ่งลูกทัวร์ออกเป็นกลุ่มๆ ละ 8-10 คน เพื่อให้พอดีกับจำนวนที่นั่งในเรือมังกรที่ทำจากไม้ติดเครื่องยนต์รองรับนักท่องเที่ยวได้ลำละ 8-10 คน




 เมื่อลูกทัวร์ลงไปในเรือเป็นที่เรียบร้อยแล้วเจ้าเรือมังกรก็ออกเดินทางล่องไปตามแม่น้ำซอนสู่ถ้ำฟองญ่าในทันที สภาพอากาศของเวียดนามในวันนี้ท้องฟ้าสวยแดดใสเป็นใจให้กับการถ่ายรูปของเราทั้งสองคนเป็นอย่างยิ่ง




เจ้าเรือมังกรพาคณะทัวร์แล่นไปตาแม่น้ำซอนอันกว้างขวางสองข้างทางเรียงรายไปด้วยบ้านเรือนชาวเวียดนามสลับกับเทือกเขาหินปูนอันสลับซับซ้อนและสูงชันอากาศเย็นสบายทำให้บรรดาลูกทัวร์ของบริษัทอินโดไชน่า ฯ เพลิดเพลินกับวิวทิวทัศน์ตลอดสองข้างทาง


ใช้เวลาในการล่องเรือประมาณ 30 นาที เจ้าเรือมังกรก็พาคณะเดินทางล่องเรือเข้ามายังภายในถ้ำฟองญ่าจากนั้นคนขับเรือจึงดับเครื่องยนต์ใช้ไม้พายแจวเรือเข้าไปภายในถ้ำอย่างเงียบ ๆ ลำแสงของดวงอาทิตย์สะท้อนผิวน้ำภายในถ้ำน้ำใสอย่างกับสระมรกต


เรือมังกรพายฝ่าความมืดเข้าไปได้ประมาณ 800 เมตร จากนั้นก็หยุดให้ลูกทัวร์ชมหินงอกหินย้อยภายในถ้ำที่วางไฟไว้ตามหินงอกหินย้อยหลายจุดด้วยกัน เจ้าเรือมังกรเข้าไปไกลมากกว่านี้ไม่ได้แล้วเพราะอาจเกิดอันตรายจากหินปูนที่ผุกร่อนบนผนังถ้ำอาจตกลงมาทำอันตรายกับนักท่องเที่ยวทั่วๆไปได้ จากนั้นจึงปล่อยให้ลูกทัวร์ขึ้นฝั่งเดินชมความสวยงามของหินงอกหินย้อยภายในถ้ำตามทางเดินที่ทางอุทยานฯ ได้ทำไว้ให้ระยะทางประมาณ 500 เมตร




จากนั้นจึงออกมาลงเรือมังกรลำเดิมที่จุดจอดเรือรอลูกทัวร์อยู่บริเวณด้านหน้าของถ้ำฟองญ่า เราสองคนเข้าไปเที่ยวในถ้ำฟองญ่าแล้วชวนให้นึกถึงถ้ำเลเขากอบที่จังหวัดตรัง เพราะมีลักษณะสภาพทางภูมิศาตร์ใกล้เคียงกันมากจะแตกต่างกันตรงที่ขนาดความใหญ่โตของถ้ำ ซึ่งถ้ำฟองญ่ามีขนาดใหญ่กว่าถ้ำเลเขากอบที่จังหวัดตรังหลายสิบเท่า




แต่ถึงถ้ำเลเขากอบจะเล็กกว่าถ้ำฟองญ่า แต่ถึงจะจิ๋วก็แจ๋วกว่าในเรื่องความสวยงามของหินงอกหินย้อยภายในถ้ำแล้วถ้ำเขากอบของเรากินขาดสำหรับถ้ำฟองญ่าเหนือกว่าถ้ำเลเขากอบก็เพียงแต่ความใหญ่โตและความยาวของถ้ำเท่านั้นเอง เราสองคนไม่ใช่ชาตินิยมน่ะครับไม่เชื่อท่านลองไปชมเองก็แล้วกันครับ




คณะทัวร์ของบริษัท อินโดไชน่าฯ และเราสองคนเดินทางออกจากอุทยานแห่งชาติฟองญ่า-แกะบ่างโดยใช้เส้นทางถนนหมายเลข 15 จากนั้นจึงมาเข้าสู่เส้นทางหลวงสายหลักของประเทศเวียดนามคือหมายเลข 1A เชื่อมถนนตั้งแต่เหนือสุดจดใต้สุดของประเทศเวียดนาม ระยะทางประมาณ 2,000 กว่ากิโลเมตร เปรียบเทียบระยะทางก็ประมาณจากจังหวัดเชียงใหม่ถึงประเทสสิงค์โปร์ล่ะครับ ถ้าขับรถท่องเที่ยวตั้งแต่เหนือสุดจดใต้สุดของประเทศเวียดนามก็เรียกว่าขับกันจนหายอยากล่ะครับ ยิ่งในประเทศเวียดนามจำกัดเรื่องความเร็ว 80กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งถนนสายหลักมีเพียงแค่สองเลนเหมือนถนนสายย่อยเข้าสู่อำเภอต่างๆ ของบ้านเรา แถมจะต้องขับรถขึ้นเขาลงเขาเลียบถนนสายทะเลจีนใต้ด้วยแล้ว ลองนึกภาพดูเอาเองเถอะครับว่าจะมันยกร่องฟักทองแตงไทขนาดไหน แถมกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์รถมอเอร์ไซด์วิ่งกันให้เพ่นพ่านเหมือนผึ้งแตกรัง ไม่ทราบว่าจะทำใจได้หรือเปล่าครับกับจราจรของเวียดนาม ส่วนป้ายบอกทางต่างๆ ก็เป็นภาษาเวียดนามอีกต่างหาก ตำรวจจราจรก็คุยกันไม่รู้เรื่อง อีกคนหนึ่งคุยภาษาไทยหรืออังกฤษแต่อีกคนหนึ่งตอบกลับมาเป็นภาษาเวียดนาม ลองคิดดูซิครับว่ามันจะวุ่นวายขนาดไหนล้มเลิกความตั้งใจที่จะขับรถท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามกันเสียเถอะน่ะครับ ขับรถท่องเที่ยวในประเทศลาวถึงจะขับชิดเลนซ้ายแต่เรื่องของภาษาพูดและภาษาเขียนแล้วใกล้เคียงกันก็ยังพอสื่อสารกันรู้เรื่องบ้าง ไม่ใช่งงเป็นไก่ตาแตกเหมือนขับรถในเวียดนามเชื่อผมเถอะครับ สำหรับการจัดคาราวานทัวร์จากเมืองไทยขับรถไปเที่ยวยังประทศเวียดนามนั้นทางรัฐบาลเวียดนามอนุญาติให้เฉพาะในเวียดนามกลางเท่านั้นส่วนในเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้นั้นไม่อนุญาติให้เดินทางไปท่องเที่ยวในรูปแบบจัดแบบคาราวานขับรถท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะโดยเด็ดขาดเพราะการจราจรในสองเมืองใหญ่คือกรุงฮานอยและนครโฮจิมินห์การจราจรจะคับคั่งเป็นอันมาก



ในที่สุดคณะทัวร์และเราทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงยังอุโมงค์วินม๊อคในยามแดดร่มลมตก จากนั้นชำระค่าเข้าชมคนละ 30000โด่ง(60บาท) จากนั้นจึงเดินเท้าตามเส้นทางเดินเท้าเข้าไปยังภายในบริเวณที่ตั้งของอุโมงค์วินม๊อค บรรยากาศร่มรื่นเงียบสงบใกล้ชิดติดกับทะเลจีนใต้บริเวณโดยรอบมีร่องรอยหลุมระเบิดที่บอมบ์ลงมาจากทางอากาศกระจายอยู่ทั่วไป




สำหรับอุโมงค์วินม๊อคตั้งอยู่ในหมู่บ้านวินม๊อค (Vinh Moc village) ในเขตเมืองกวางตรี เป็นผลพวงมาจากสงครามเพื่อแสวงหาการอยู่รอดจากการทิ้งระเบิดอย่างหนักของอเมริกา และการกวาดล้างจนแทบจะล้างเผ่าพันธุ์




ชาวเวียดนามจึงร่วมใจกันขุดอุโมงค์ใต้ดิน (Vin Moc tunnels) ขึ้นเพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านจำนวน 66 ครอบครัว เมื่อปี ค.ศ. 1966 ใช้ระยะเวลาในการขุดอยู่ราว 20 เดือน



โดยภายอุโมงค์ถูกแบ่งเป็นออกเป็นชั้นๆ ลึก 12, 15 และ 23 เมตรตามลำดับ อุโมงค์ทุกอุโมงค์สามารถเชื่อมต่อกันได้หมด โดยมีเด็กที่เกิดในอุโมงค์วินม๊อคจำนวน 17  คน แต่ละคนมีสภาพผอมโซตัวขาวซีด เนื่องจากไม่ได้รับแสงแดดมาเป็นเวลานาน




ในอุโมงค์มีคอกเลี้ยงสัตว์ มีบ่อน้ำ ห้องพยาบาล ห้องสุขา ห้องซักล้าง ห้องครัว ห้องประชุม และใช้เป็นที่เก็บสะสมอาวุธนานาชนิด การขุดอุโมงค์จะทำในเวลากลางวัน ส่วนกลางคืนจะช่วยกันลำเลียงดินออกไปทิ้งทะเลที่อยู่ติดกัน ทำให้อเมริกาไม่เห็นซากดินที่ขุดออกจากอุโมงค์ อุโมงค์วินม๊อกจึงรอดพ้นจากการตรวจตราของอเมริกาไปได้ แต่ก็ไม่วายโดนหางเลขไปด้วยเหมือนกันดังที่เห็นอยู่ทั่วไปในบริเวณรอบๆ ของอุโมงค์วินม๊อก


ชาวบ้านทั้ง 66 ครอบครัว ใช้อุโมงค์แห่งนี้เป็นที่หลบภัยสงครามอยู่นานถึง 6 ปี นับเป็นสิ่งที่น่าอัศจรรย์และเป็นความเพียรพยายามอย่างแรงกล้าในการเอาตัวรอดของมนุษย์ที่ถูกกระทำจากมนุษย์ด้วยกัน ซึ่งต่างกันเพียงลัทธิการปกครองเท่านั้นเอง

เราสองคนเดินเท้าเที่ยวชมบริเวณโดยรอบของอุโมงค์วินม็อคและเข้าไปเยี่ยมชมภายในพิพิธภัณฑ์ซึ่งแสดงรูปชีวิตความเป็นอยู่ของชาวเวียดนามที่อาศัยอยู่ภายในอุโมงค์วินม็อคแห่งนี้พร้อมอาวุธยุทธโธปกรณ์ต่างๆที่ใช้ในสมัยสงครามทั้งของอเมริกาและเวียดกง




เราสองคนเดินมาหยุดอยู่ที่สมุดบันทึกการมาเยี่ยมเยียนพิพิธภัณฑ์แห่งนี้พร้อมเปิดเข้าไปดูภายในสมุดบันทึกซึ่งลายมือภายในสมุดบันทึกส่วนใหญ่เป็นของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเยี่ยมชมพิพิธภัณฑ์แห่งนี้พร้อมเขียนบันทึกลงในสมุดเยี่ยมชมแสดงความยินดีต่อชาวเวียดนามทุกคนที่ต่อสู้กับศัตรูผู้รุกรานจนได้รับเอกราชมาจนตราบเท่าทุกวันนี้จากนั้นเราสองคนเดินเท้ามายังจุดชมวิวที่ตั้งอยู่ภายในอุโมงค์วินม็อคมองลงไปแลเห็นทะเลจีนใต้และชายหาดโค้งเว้าเป็นแนวยาวสวยงามมากจากนั้นจึงออกเดินทางต่อสู่เมืองดองฮา


คณะทัวร์ของบริษัทอินโดไชน่าฯ และเราทั้งสองคนออกเดินทางข้าสู่โรงแรมที่พักเมืองดองฮาในจังหวัดกวางตรี สำหรับโรงแรมที่พักของคณะทัวร์ในคืนนี้ได้แก่โรงแรมหูงี่ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองดองฮา 



หลังจากจัดการเก็บสัมภาระเข้าสู่ห้องพักเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงลงมารับประทานอาหารค่ำที่ห้องอาหารของโรงแรมกับคณะทัวร์ ซึ่งได้รับการต้อนรับจากผู้ประกอบธุรกิจการท่องเที่ยวในเมืองดองฮาอย่างดียิ่ง



สำหรับอาหารค่ำที่รับประทานส่วนใหญ่จะเป็นอาหารทะเล สาเหตุเพราะเมืองดองฮาเป็นเมืองชายทะเลอยู่ใกล้ชิดติดกับทะเลจีนใต้เราสองคนรับประทานอาหารค่ำด้วยความเอร็ดอร่อยจากนั้นจึงกลับเข้าห้องพักเพื่อพักผ่อนหลังจากที่เหน็ดเหนื่อยกับการเดินทางมาตลอดทั้งวันเพื่อเก็บแรงเอาไว้เดินทางในวันรุ่งขึ้น

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา