ป้ายโฆษณา

วันที่สองของการเดินทาง
เราทั้งสองคนตื่นนอนแต่เช้าตรู่หลังจากจัดการกับธุรกิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงเดินลงมาหาอาหารเช้ารับประทานกันที่ห้องอาหารของโรงแรม Salina hotel เพื่อรอเวลาออกเดินทางไปท่องเที่ยวตามปราสาทต่างๆในเมืองเสียบเรียบพร้อมกับคณะทัวร์ และเมื่อทุกคนพร้อมแล้วเราสองคนก็ออกเดินทางติดตามคณะทัวร์เข้าไปยังเมืองพระนคร



โดยเริ่มต้นเที่ยวชมปราสาทที่ตั้งอยู่ไกลๆ ก่อนเช่นปราสาทบันทายศรีจากนั้นจึงค่อยขยับเข้ามาเที่ยวชมยังปราสาทใกล้ๆ เช่นปราสาทตาพรหม ปราสาทบายน และสุดท้ายก็คือ มหาปราสาทนครวัด เป็นไฮไลท์ของวันนี้



เราสองคนพร้อมกับคณะทัวร์นั่งรถออกจากโรงแรม Salina hotel มุ่งหน้าไปตามถนนสายหลักมุ่งหน้าสู่ปราสาทนครวัดตัวปราสาทนครวัดตั้งอยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบระยะทางประมาณ 2 กิโลเมตรเท่านั้นและตลอดเส้นทางมีป้ายบอกทางเข้าสู่ปราสาทนครวัดเป็นระยะๆ



แต่ก่อนที่จะเดินทางเข้าสู่ปราสาทนครวัดและเมืองพระนครคณะทัวร์และเราสองคนจำเป็นจะต้องแวะซื้อบัตรเป็นค่าธรรมเนียมเข้าชมเสียก่อนซึ่งมีให้เลือกหลายราคาในอัตราค่าธรรมเนียมดังนี้คือ 1 วัน 20 ยูเอสดอลล่าร์ 3วัน 40 ยูเอสดอลล่าร์ 7วัน 60 ยูเอสดอลล่าร์  ถ้าซื้อหนึ่งวันทางเจ้าหน้าที่ก็จะออกเป็นบัตรอ่อนให้ซึ่งใช้ได้เฉพาะแต่ในวันที่ระบุไว้ในบัตรเท่านั้นใช้วันเดียวก็ทิ้งไปเลยแต่ถ้าเป็นบัตร 3 วันหรือ 7 วันทางเจ้าหน้าที่ที่จำหน่ายบัตรจะทำการถ่ายรูปติดบัตรเคลือบด้วยพลาสติกแข็งอย่างดีให้พร้อมกับกำหนดระยะเวลาวันที่เข้าเที่ยวชมไว้ด้วยเพื่อแสดงให้แก่เจ้าหน้าที่ตรวจบัตรที่ประจำอยู่ตามปราสาทต่างๆได้ตรวจสอบเป็นการป้องกันนักท่องเที่ยวบางคนที่ชอบมั่วนิ่มลักลอบเข้าไปเที่ยวชมปราสาทต่างๆโดยไม่ซื้อบัตร



แต่ถ้าโดนเจ้าหน้าที่จับได้จะต้องถูกปรับเป็นเงินหลายสิบเท่าของราคาบัตร ถ้าไม่มีเงินจ่ายค่าปรับก็ติดคุกเขมรใช้หนี้ไปถ้าเกิดอยากเที่ยวชมคุกเขมรว่าจะแตกต่างจากคุกไทยแค่ไหนก็ลองดูได้น่ะครับไม่มีใครว่าอะไร  สำหรับเราสองคนไม่ขอเอาด้วยล่ะครับถ้าต้องเลือกติดคุกเขมร ขอติดคุกไทยสบายใจกว่าถึงอย่างไงก็ยังพูดกันรู้เรื่องบ้าง ญาติพี่น้องเดินทางมาเยี่ยมได้ง่าย



ลูกทัวร์ไทยบางคนร้องโอ๊ยเมื่อได้ทราบถึงราคาบัตรผ่านประตูเข้าชมปราสาทนครวัด-นครธม ว่าทำไมมันถึงได้เก็บแพงมหาโหดเช่นนี้ล่ะนายจ๋า แตกต่างจากปราสาทหินพนมรุ้งและปราสาทหินพิมายที่บ้านฉันเก็บคนไทย 20 บาท ชาวต่างชาติ 100 บาทเท่านั้น คนไทยบางคนยังบ่นพึมพัมเป็นหมีกินผึ้งเลย แต่คนกัมพูชาเพื่อนผมเขาบอกว่าถ้าอยากจะชมของดีๆ ระดับสิ่งมหัศจรรย์ 1 ใน 7  ของโลกก็ต้องเสียเงินแพงหน่อยเป็นธรรมดาไม่ดูก็ไม่มีใครว่าอะไรเพราะทางบริษัทฯ ทัวร์จ่ายเงินค่าบัตรผ่านประตูมาแล้วสำหรับราคาค่าบัตรผ่านประตูเข้าชมปราสาทนครวัด-นครธมในปัจจุบันนี้ยังถือว่าถูกที่สุดแล้วน่ะครับเพราะตอนที่กัมพูชาเริ่มเปิดประเทศให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมปราสาทนครวัดใหม่ๆ ราคาค่าบัตรพุ่งสูงถึงคนละ100 ยูเอสดอลล่าร์ต่อวันเลยทีเดียว เจ้าหน้าที่ของรัฐบาลเก็บเงินกันไปเก็บเงินกันมาเป็นที่สนุกสนานแต่ไม่รู้ว่าเงินไปอยู่ในกระเป๋าใครหมด ทางรัฐบาลกัมพูชาจึงตัดสินใจให้ทางกระทรวงอัปสราเข้ามาจัดระเบียบใหม่หมดพร้อมลดราคาค่าบัตรผ่านประตูที่แพงมหาโหดลงมาเหลือ 20 ยูเอสดอลล่าร์ต่อวันโหดลงมาน้อยหน่อยแต่บางคนก็ยังบ่นว่าแพงเกินไปอีก นักท่องเที่ยวที่สนใจในเรื่องราวประวัติศาตร์ของปราสาทนครวัด-นครธม เที่ยวชมวันเดียวไม่พอหรอกครับมันต้องซื้อบัตรเข้าเที่ยวชม 7 วันมันถึงจะสะใจโก๋เพราะไม่ใช่ว่าจะมีแต่ปราสาทนครวัด-นครธมที่เป็นไฮไลท์แล้วยังมีปราสาทเล็กปราสาทน้อยในเมืองพระนครให้เดินเท้าเข้าเที่ยวชมอยู่อีกหลายสิบปราสาทจำชื่อกันไม่หวั่นไม่ไหวว่าแต่ว่าจะมีแรงเดินกันหรือเปล่าเท่านั้นเอง แค่มหาปราสาทนครวัดปราสาทเดียวก็เดินเที่ยวชมกันจนเข่าอ่อนดมยาดมกันไปตลอดทางเข้าเที่ยวชมแล้ว



เอาล่ะครับนอกเรื่องไปมากแล้วมาเข้าโปรแกรมทัวร์กันดีกว่า หลังจากเจ้าหน้าที่ตรวจบัตรนับจำนวนคนเป็นที่เรียบร้อยแล้วรถทัวร์โดยสารของบริษัทอินโดไชน่า เอ็กพลอเรอร์ก็พาคณะทัวร์และเราทั้งสองคนออกเดินทางไปตามถนนโบราณเส้นทางราดยางมุ่งหน้าไปยังปราสาทบันทายศรีที่ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเมืองเสียมเรียบระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตรตลอดสองข้างทางเส้นทางราดยางสู่ปราสาทบันทายศรีเต็มไปด้วยวิวทิวทัศน์ท้องทุ่งนาอันเขียวขจีภาพชาวนากัมพูชากำลังสาละวนอยู่กับการใช้ควายไถนาที่เห็นได้ยากแล้วในบ้านเราชาวนาไทยยุคไฮเทคหันมาใช้ควายเหล็กกันหมด สลับกับภาพต้นตาลที่ยืนต้นโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ในท้องทุ่งนาเป็นระยะๆวิวทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาในกัมพูชาคล้ายกับท้องไร่ท้องนาในจังหวัดสุรินทร์ถิ่นอีสานบ้านเฮา สำหรับบ้านเรือนของชาวนากัมพูชาส่วนใหญ่จะปลูกบ้านในลักษณะยกพื้นใต้ถุนสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมปลูกเรียงรายอยู่สองข้างทางเป็นระยะๆ



รถทัวร์โดยสารใช้เวลาเดินทางประมาณเกือบหนึ่งชั่วโมงก็พาเราสองคนพร้อมคณะทัวร์เดินทางมาถึงปราสาทบันทายศรีซึ่งบรรยกาศกำลังคับคั่งไปด้วยบรรดานักท่องเที่ยวชาวต่างชาติโดยเฉพาะทัวร์ไทยมองดูชุลมุนวุ่นวายไปหมดบรรยากาศทางเข้าปราสาทบันทายสรีแตกต่างกับครั้งแรกที่เราสองคนเดินทางมาเมื่อหลายปีที่แล้วจนแทบจะจำไม่ได้เลยทีเดียว



โดยเฉพาะเส้นทางเดินเท้าเข้าสู่ตัวปราสาทจากเดิมที่เคยลงรถปุ๊บก็เดินเท้าเข้าสู่ประตูปราสาทปั๊บ ปัจุบัน ถูกปรับปรุงใหม่มาโดยให้รถของบริษัททัวร์ทุกบริษัทจะต้องจอดรถไว้ที่บริเวณลานจอดรถด้านนอกจากนั้นให้ลูกทัวร์เดินเข้าไปตามทางเดินเท้าระยะทางประมาณเกือบ 800 เมตร ก็จะถึงประตูทางเข้าสู่ตัวปราสาทบันทายศรี เราสองคนไม่รอช้าเดินเท้าเข้าไปในตัวปราสาทบันทายศรีหามุมถ่ายรูปจากนั้นกดซัตเตอร์กันแบบไม่ยั้งมือเพราะว่าถ้ามัวแต่โอ้เอ้ชักช้านักท่องเที่ยวคงจะต้องหลั่งไหลกันเข้ามาเที่ยวชมจนเต็มปราสาทแน่การถ่ายรูปก็จะยากลำบากขึ้น



 หลังจากเก็บภาพจนเป็นที่พอใจแล้วจึงเดินเท้าเที่ยวชมความสวยงามของปราสาทบันทายศรีพร้อมกับฟังประวัติเรื่องราวความเป็นมาของปราสาทบันทายศรีจากคุณวันชัย อาจารย์สอนประวัติศาตร์และโบราณคดีที่ร่วมคณะทัวร์มากับเราในทริปนี้อาจารย์วันชัยได้เล่าให้เราทั้งสองคนฟังว่า ปราสาทบันทายศรีหรือที่ชาวเขมรเรียกกันว่า บันเตียเสรัย ที่แปลว่า ป้อมสตรี ตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือห่างจากเมืองเสียมเรียบประมาณ 35 กิโลเมตร



ตามตำนานเล่าขานสืบต่อกันมาว่าปราสาทบันทายศรีแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพราหมณ์ที่มีชื่อว่า  “ยัชญวราหะ” เป็นอาจารย์ในศาสนาพราหมณ์ลัทธิไศวนิกายและเป็นพระอาจารย์ท่านแรกของพระราชาแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา พราหมณ์ผู้นี้เคยแป็นผู้เลี้ยงดูและอบรมสั่งสอนพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ตั้งแต่สมัยยังทรงพระเยาว์

    


สำหรับปราสาทบันทายศรีแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.1510 ก่อนเวลาสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าราเชนทรวรมันเพียงเล็กน้อยเท่านั้น และมาสร้างเสร็จสมบูรณ์ในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 5 ปราสาทแห่งนี้สร้างอุทิศถวายพระอิศวรภายใต้พระนามว่า “ตรีภูวนมเหศวร” หรือผู้เป็นใหญ่ในสามโลกเป็นปราสาทหรือเทวาลัยที่สร้างขึ้นด้วยหินทรายสีชมพูเหมือนกับปราสาทพนมรุ้งของไทยและจะมีขนาดเล็กลงทุกทีเมื่อเดินเข้าไปใกล้ตัวปราสาทจนต้องเดินก้มตัวเข้าไปในปราสาทหลังกลาง



สำหรับสิ่งที่น่าสนใจในปราสาทบันทายศรีมีดังต่อไปนี้ครับ
- ซุ้มประตูทางเข้า จำหลักภาพพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณลวดลายมีความละเอียดสวยงามมาก
- ซุ้มทางด้านซ้ายมือ จำหลักภาพพระอิศวรทรงโคนนทิมีพระอุมาเทวีประทับด้านซ้าย
- ซุ้มทางขวามือ มีรูปพระนารายณ์อวตารเป็นนรสิงห์
เมื่อผ่านประตูเทวาลัยเข้าไปภายในจะแลเห็นปราสาทองค์แรก สร้างอยู่เหนือฐานเดียวกันซึ่งสูง 90 เซนติเมตร ขนาบด้วยบรรณาลัย ซึ่งเป็นที่เก็บรักษาตำราหรือวัตถุที่ใช้ในพิธีกรรมทางศาสนาฮินดู มีประตูเข้าทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก




ซุ้มประตูหรือโคปุระนี้ ประดิษฐานปฏิมากรรมซึ่งถูกช่างขอมโบราณแกะสลักขึ้นด้วยลวดลายอันวิจิตรบรรจงและอ่อนช้อยไม่ว่าจะเป็นทวารบาลและนางอัปสราเทพธิดาที่เฝ้าเทวาลัยก็เต็มไปด้วยความสง่างามและมีชีวิตจิตใจกลายมาเป็นมรดกอันล้ำค่าของศิลปะขอมจนถูกยกย่องให้เป็น “รัตนชาติแห่งมรดกขอม” ในกรอบซุ้มปราสาทองค์แรก มีรูปพระศิวะกำลังร่ายรำหรือที่เรียกว่า “ศิวนาคราช”ท่ารำของพระองค์มีถึง 108 ท่า แต่ละท่ามีผลต่อฟ้าดิน




ส่วนหน้าบันของห้องสมุดทางด้านทิศใต้ สลักภาพพระอิศวรกำลังประทับนั่งอยู่เหนือเขาไกรลาศ และที่บริเวณหน้าบันห้องสมุดทางด้านทิศเหนือ แสดงภาพพระอินทร์ กำลังบันดาลให้ฝนตกลงมาและบนอาคารเดียวกันนี้เองเหนือหน้าบันทางทิศตะวันตกแสดงภาพพระกฤษณะกำลังประหารพระยากงศ์ในพระราชวัง ภาพสลัก ณ ปราสาทบันทายศรี




นอกจากความงดงามในฝีมือการแกะสลักแล้ว ยังมีคุณค่ากับมวลมนุษย์อย่างมหาศาล อันจะเห็นได้จากความรู้สึกที่แสดงออกมาจากภาพเหล่านั้น ซึ่งเป็นพยานหลักฐานชิ้นแรกและชิ้นสำคัญ ที่ทำให้เราทราบถึงเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตของชาวขอมในต้นพุทธศตวรรษที่ 16 และความวิจตรบรรจงของงานแกะสลักหินจากฝีมือช่างขอมโบราณ



นักเขียนชาวฝรั่งเศส ชื่อ อองเดร มาลโรซ์เจ้าของผลงาน เสน่ห์ตะวันออก เดินทางมาชมปราสาทนี้เมื่อปี พ.ศ. 2466 และได้ใช้เลื่อยและลิ่มสกัดเอาซอกมุมรูปนางอัปสรา ออกไป 6 ชิ้น มาลโรซ์และเพื่อนถูกจับบนเรือกลไฟที่พนมเปญ เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม ปีเดียวกันนั้นเอง เมื่อวันที่ 11 กรกฏาคม พ.ศ. 2467 ศาลที่กรุงพนมเปญได้ตัดสินให้จำคุกมาลโรซ์เป็นเวลา 3 ปีและเพื่อนได้รับโทษจำคุก 8 เดือนแต่รอลงอาญาทั้งคู่ สิ่งของที่ขโมยออกไปนั้นถูกนำกลับมาไว้ที่เดิมในปี พ.ศ. 2467



หลังจากกลับไปยังปารีส เขาได้ออกหนังสือพิมพ์ชื่อ อินโดจีน เผยแพร่เรื่องราวของปราสาทในกัมพูชาจนโด่งดังไปทั่วโลกและ ด้วยผลงานที่เป็นนักศิลปะจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒธนธรรม ในปี พ.ศ. 2502



นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังโบราณสถานในประเทศกัมพูชา จะต้องไม่พลาดโอกาสที่จะมาเที่ยวชมปราสาทบันทายศรี ถึงแม้ว่าจะเป็นเทวาลัยขนาดเล็กแต่ก็มีความสวยงามของลวดลายแกะสลักที่มีความวิจิตรบรรจงเป็นหนึ่งไม่เป็นสองรองใคร จนมีนักท่องเที่ยวบางคนกล่าวให้เราสองคนฟังว่า “ ตายไปก็ไม่เสียดายถ้าได้มาเห็นปราสาทนครวัดและปราสาทบันทายศรีสักครั้งหนึ่งในชีวิต”



หลังจากเราสองคนฟังอาจารย์วันชัยเล่าถึงเรื่องราวประวัติความเป็นมาอย่างคร่าวๆ ของปราสาทบันทายศรีจนสมควรแก่เวลาจากนั้นเราสองคนจำเป็นต้องถอยออกมาขึ้นรถทัวร์ที่จอดรออยู่สาเหตุเพราะกองทัพนักท่องเที่ยวทั้งไทยและเทศต่างก็กรีฑาเข้ามาอยู่ภายในปราสาทบันทายศรีกันจนเนื่องแน่นไปหมด



เสียงไกด์ไทย อังกฤษ ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น จีน แข่งกันบรรยายดังแซ่งแซ่ไปหมดจนฟังไม่ได้ศัพท์ ประกอบกับภายในตัวปราสาทบันทายศรีมีขนาดเล็กด้วยแล้วจึงแลดูอึดอัด ยิ่งสายนักท่องเที่ยวก็ยิ่งหลั่งไหลกันเข้ามามากเพราะทุกๆ ทัวร์ในเมืองเสียมเรียบจะพานักท่องเที่ยวมาเที่ยวชมปราสาทบันทายศรีเป็แห่งแรกนักท่องเที่ยวจึงเนื่องแน่นในตอนเช้าของทุกๆวัน



จากปราสาทบันทายศรีคณะทัวร์เดินทางต่อไปยังปราสาทตาพรหมซึ่งในระหว่างทางเราผ่านปราสาทแปรรูป ปราสาทกะวัน ปราสาทบันเตียกะไดและก็สระสรงซึ่งเป็นสระน้ำขนาดใหญ่เป็นรูปสี่เหลี่ยมล้อมรอบด้วยศิลาแลงกินพื้นที่หลายร้อยไร่เป็นสระน้ำที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใช้ลงสรงพระวรกายให้สะอาดก่อนที่จะเข้าไปทำพิธีกรรมทางศาสนา ภายในปราสาทบันเตียกะไดซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของสระสรง เสียงนักท่องเที่ยวบางคนที่ร่วมขบวนมากับเราแซวกันว่านี่คือสระว่ายน้ำของพระเจ้าชัยวรมันทรงซ้อมว่ายน้ำเตรียมตัวไว้แข่งขันในกีฬาโอลิมปิคเกมส์ที่กรีซ คณะทัวร์ใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาทีก็เดินทางมาถึงปราสาทตาพรหมซึ่งมีบรรยากาศจำนวนนักท่องเที่ยวไม่แตกต่างจากปราสาทบันทายศรีสักเท่าไหร่แต่เผอิญปราสาทตาพรหมมีขนาดใหญ่กว่าปราสาทบันทายศรีหลายเท่าการเดินเที่ยวชมภายในปราสาทตาพรหมจึงแลดูไม่อึดอัด



เราสองคนเดินเท้าไปตามทางเดินเข้าสู่ตัวองค์ปราสาท เสียงวงมโหรีปี่พาทย์ สล้อ ซ้อ ซึงสำเนียงเขมรดังแว่วมาแต่ไกลบรรเลงโดยนักดนตรีชาวเขมรบางคนก็พิการขาขาดเพราะพิษภัยของสงครามครั้งที่ผ่านมานั่งพับเพียบเรียบร้อยบรรเลงดนตรีเขมร มีกล่องรับบริจาคแล้วแต่คนจะศรัทธาช่วยสร้างบรรยากาศในการเข้าชมปราสาทตาพรหมเป็นอย่างดี




แต่ถ้าได้ยินในยามค่ำคืนบรรยากาศวังเวงแล้วล่ะก็มีสิทธิวิ่งกันป่าเขมรราบแน่ๆ ในที่สุดเราสองคนก็เดินเข้ามาถึงยังบริเวณหน้าปราสาทตาพรหมซึ่งมีสภาพชำรุดทรุดโทรมมาก กองหินขนาดใหญ่ที่เคยถูกก่อเป็นตัวองค์ปราสาทปัจจุบันพังทลายลงมากองรวมกันอยู่เบื้องล่างเป็นกองหินขนาดใหญ่ จะไม่ให้พังทลายลงมาอย่างไงไหวล่ะครับพี่ท่านเพราะตัวปราสาทผ่านร้อนผ่านหนาวมาเกือบพันปีแล้ว



ประกอบกับสภาวะสงครามในประเทศทั้งสองฝ่ายยิงปืนใหญ่ถล่มกันเละทุกวันยิงผิดบ้างถูกบ้างอะไรจะไปทนไหวล่ะครับ น้ำหยดลงหินทุกวันหินมันยังกร่อนแต่นี่ลูกระเบิดทั้งลูกแมวที่ไหนจะไปทนไหวล่ะครับ  สำหรับปราสาทตาพรหมแห่งนี้เคยถูกใช้เป็นฉากในภาพยนต์ฮอลีวู้ดเรื่อง “ทูมไรเดอร์” ที่นำแสดงโดย แองโจลี่น่าโจลี่ นางเอกคนดังภรรยาสาวของแบดพิทท์ ออกฉายจนโด่งดังไปทั่วโลกจากภาพยนต์เรื่องนี้ทำให้ปราสาทตาพรหมเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวทั่วโลกตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา




สำหรับไฮไลท์สำคัญของปราสาทตาพรหมที่บรรดานักท่องเที่ยวให้ความสนใจมากที่สุดก็คือต้นสะปงยักษ์หรือไทยเราเรียกว่าต้นสำโรงเป็นไม้ยืนต้นเนื้ออ่อนรากของมันจะดูดน้ำจากใต้พื้นดินเข้าไปเลี้ยงลำต้นทำให้รากดูโป่งพองโอบรัดอยู่บนปรางค์ปราสาทมานานนับ 100 ปี คล้ายหนวดปลาหมึกยักษ์ที่โอบรัดปรางค์ปราสาทเอาไว้ไม่ให้พังทลายลงมากองกับพื้น



แต่ถ้าตัดโค่นต้นสะปงลงมาเมื่อไหร่ปรางค์ปราสาทแห่งนี้มีสิทธิพังทะลายลงมากองกับพื้นอย่างแน่นอนและถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆรากของต้นสะปงก็จะชอนไชไปตามก้อนหินจนปราสาทอาจจะพังทลายลงมาได้ทั้งหลังเช่นกัน



ดังนั้นจึงต้องปล่อยไปตามกาลเวลานึกปลงเสียเถอะครับว่าเมื่อมีผู้สร้างและก็มีผู้ทำลายโดยพลังอันยิ่งใหญ่จากธรรมชาติ  และบริเวณจุดนี้เป็นจุดที่นักท่องเที่ยวให้ความสนใจมาแอ็คชั่นถ่ายรูปกันอย่างคับคั่ง



เราสองคนเดินเที่ยวชมความมหัศจรรย์จากฝีมือชนชาติขอมโบราณที่ครั้งหนึ่งเคยยิ่งใหญ่จนสามารถสร้างสิ่งก่อสร้างที่คนทั่วโลกคาดไม่ถึงว่าจะเป็นฝีมือของคนเอเซียตัวเล็กๆที่ฝรั่งชาวยุโรปดูถูกดูแคลนอยู่เสมอๆว่าเป็นประเทศด้อยพัฒนาและป่าเถื่อน



เราสองคนเดินเที่ยวชมพร้อมฟังคำบรรยายของอาจารย์วันชัยที่เล่าเรื่องราวและประวัติศาตร์ความเป็นมาของปราสาทตาพรหมให้เราสองคนฟังว่า ปราสาทตาพรหมเป็นศิลปขอมแบบบายนสร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสร้างให้เป็นวัดในพระพุทธศาสนาเมื่อปี พ.ศ.1729 เพื่อทรงถวายแก่พระราชมารดาของพระองค์ทรงพระนามว่า “ชัยราชจุฑามณี” ซึ่งสิ้นพระชนม์ไปแล้วภายใต้รูปของนางปรัชญาปารมิตา (เทวีแห่งความเฉลียวฉลาดในพุทธศาสนาลัทธิมหายาน) ผู้เป็นพระมารดาของพระพุทธเจ้าทั้งปวงซึ่งหมายถึงพระองค์ซึ่งเป็นอวตารของพระโพธิสัตว์อวโรติเกศวรภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้า



ปราสาทตาพรหมเป็นสถาปัตยกรรมแบบศาสนสถานบนฐานเป็นชั้นสมมุติว่าเป็นภูเขาจำลองตั้งอยู่บนพื้นราบธรรมดา



สำหรับปราสาทตาพรหมถูกสร้างขึ้นเคียงคู่กับปราสาทพระขรรค์ซึ่งพระองค์ทรงสร้างขึ้นมาเพื่อถวายให้แก่พระราชบิดาของพระองค์โดยปราสาทตาพรหมถูกสร้างขึ้นมาหลังปราสาทพระขรรค์เพียง 5 ปีเท่านั้น และภายในปราสาทตาพรหมมีโบสถ์ วิหารหอพระไตรปิฎกเพื่อประโยชน์ในการศึกษาค้นคว้าพระพุทธธรรมคำสั่งสอนและลานกว้างขนาดใหญ่ที่ให้เหล่าพุทธศาสนิกชนเข้ามาทำบุญสดับรับฟังพระธรรมเทศนาโดยพระภิกษุสงฆ์ ส่วนภาพจำหลักตามผนังโดยรอบตัวปราสาทก็มิใช่เทพเจ้าในศาสนาฮินดูแต่เป็นภาพจำหลักของนางปรัชญาปรมิตาเทวีแห่งปัญญาและความเฉลียวฉลาดพระราชมารดาของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นั่นเอง



นอกจากนี้ยังมีภาพแกะสลักของพระโพธิสัตว์อวโรติเกศวรและพระพุทธรูปปางสมาธิจำหลักอยู่ทั่วไปตามหน้าบัน ทับหลังและผนังระเบียงรอบกำแพงปราสาทซึ่งถือว่าเป็นภาพจำหลักที่สำคัญตามคติความเชื่อในศาสนาพุทธนิกายมหายาน ปราสาทตาพรหมจึงมั่งคั่งไปด้วยแก้วแหวนเงินทองจากพุทธศาสนิกชนที่เลื่อมใสในพุทธศาสนานำมาถวายยังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นจำนวนมาก ตามหลักฐานที่จารึกถึงพุทธศาสนิกชนผู้ศรัทธาจำหลักลงบนแท่งหินทรายภายในตัวปราสาทตาพรหม  ภายหลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสิ้นพระชนม์ลงกษัตริย์ขอมองค์ต่อมาก็หันกลับไปนับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายเหมือนเดิมและไม่ยอมรับที่จะให้มีรูปพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์อวโรติเกศวรจำหลักอยู่ตามปราสาทต่างๆในเมืองพระนครโดยให้มีการทำลายทิ้งด้วยการสกัดหินรูปพระพุทธรูปออกหรือไม่ก็สกัดแขนสกัดขาแล้วตกแต่งให้กลายเป็นรูปศิวลึงค์ในศาสนาฮินดูหรือไม่ก็ให้กลายเป็นภาพฤาษีแทน



การทำลายล้างเช่นนี้เกิดขึ้นทั่วไปในปราสาทหลายแห่งเช่น ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทนาคพัน ปราสาทบันทายกุฎี บางปราสาทก็ถูกทำลายแต่ไม่ถึงกับหมดยังคงเหลือร่องรอยเดิมอยู่บ้าง ซึ่งสามารถแลเห็นร่องรอยได้ตามปราสาทต่างๆ เช่นที่เช่นปราสาทพระขรรค์ฯลฯ แต่สำหรับพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโรติเกศวรที่มีใบหน้า 216 หน้าที่ปราสาทบายนในเมืองพระนครไม่ได้ถูกทำลายลงไปเพราะชาวขอมที่นับถือศาสนาฮินดูเชื่อกันว่าเป็นพระพักตร์ของพระศิวะเทพผู้ยิ่งใหญ่ในศาสนาฮินดูทำให้ปราสาทบายนจึงรอดตัวไปแต่ก็ไม่วายจะถูกทำลายบนยอดปรางค์สูงสุดของปราสาทบายน



เราสองคนเดินเที่ยวชมความอัศจรรย์ของปราสาทตาพรหมด้วยความสนใจจนหมดแรงข้าวเช้า ได้เวลาเที่ยงตรงแล้วไปหาข้าวกลางวันรับประทานเติมพลังกันก่อนดีกว่าน่ะครับ  คณะทัวร์อินโดไชน่าพร้อมเราสองคนใช้เวลา 15 นาทีก็เดินทางมาถึงเมืองเสียมเรียบจากนั้นก็ตรงไปที่ภัตตาคารเจ้าพระยาซึ่งในปัจจุบันถูกเปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นภัตตาคารจัตุรมุข ซึ่งมีเจ้าของคนเดียวกันกับภัตตาคารโตนเลสาป  ภัตตาคารทะเลแม่โขง และก็มีผู้จัดการคนเดียวกันก็คือ คุณชัยพฤกษ์  ภูมิเมือง



ภัตตาคารจัตุรมุขตั้งอยู่ห่างจากโรงแรมแกนด์ประมาณ 100 เมตร บนเส้นทางถนนสู่ปราสาทนครวัด ภายในภัตตาคารจัตุรมุขโอ่โถงกว้างขวางโดยมีเมนูอาหารมากมายหลากหลายชนิดทั้งอาหารไทย จีน ฝรั่ง และอาหารเขมรซึ่งถูกจัดในรูปแบบของบุฟเฟ่ต์ให้เลือกรับประทานพร้อมกันกับให้บริการแก่นักท่องเที่ยวทั่วไปแบบวอคล์อินในราคาค่าบริการคนละ 12-15  ยูเอสดอลล่าร์ต่อหนึ่งอิ่ม


นักท่องเที่ยวชาวไทยสนใจแวะเวียนมาเยี่ยมเยียนลองชิมอาหารกันได้น่ะครับ เราสองคนรับประทานอาหารกลางวันด้วยความเอร็ดอร่อย



ตบท้ายด้วยกาแฟคนละแก้วจากนั้นจึงออกมานั่งรับลมร้อนเอ๊ย!ไม่ใช่ครับลมเย็นๆ ที่บริเวณหน้าร้านจัตุรมุขเพื่อรอเวลาออกเดินทางไปท่องเที่ยวยังปราสาทต่างๆ อีกครั้งในช่วงบ่าย และเมื่อคณะทัวร์พร้อมแล้วเราสองคนจึงออกเดินทางท่องเที่ยวยังปราสาทต่อไป คณะทัวร์เดินทางไปตามถนนราดยางเส้นทางสู่ปราสาทบายนซึ่งตั้งอยู่ในเมืองพระนครในระหว่างเดินทางสู่ปราสาทบายนคณะทัวร์เดินทางผ่านปราสาทต่างๆ ที่ตั้งอยู่สองข้างทางเช่นปราสาทพนมบาแค็งที่ตั้งอยู่บนภูเขามีความสูงประมาณ 80 เมตรสูงน่าดูเลยน่ะครับ



ซึ่งถูกสร้างขึ้นในรัชสมัยพระเจ้ายโสวรมันที่1 กลางพุทธศตวรรษที่ 15 หรือประมาณ ปี พ.ศ. 1450 เป็นศิลปะแบบบาแค็งในศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกาย



ถัดขึ้นมาอีกหน่อยก็เป็นปราสาทปักษีจำกรงสร้างขึ้นในปลายพุทธศตวรรษที่ 15 ราวปี พ.ศ.1471ในรัชสมัยของพระเจ้าหรรษาวรมันที่ 1 และได้รับการบูรณะใหม่ในรัชสมัยของพระเจ้าราเชนทรวรมันที่ 2 เป็นศิลปะแบบบาเเค็งและเ กาะแกร์รวมกัน สำหรับชื่อที่มาของปราสาทปักษีจำกรงนั้นมาจากนิยายปรำปราพื้นบ้านของชาวเขมรเล่าสืบต่อกันมาว่า  มีพญาปักษีได้นำพระราชโอรสของพระราชาองค์หนึ่งซึ่งตกอยู่ในอันตรายระหว่างการแย่งชิงราชสมบัติกันเองในพระราชวังไปเลี้ยงดูจนเติบใหญ่ หลังจากนั้นพระโอรสองค์ดังกล่าวจึงกลับมากอบกู้ราชสมบัติคืนมาได้และปราบดาภิเษกพระองค์ขึ้นเป็นกษัตริย์ซึ่งต่อมาพระองค์จึงได้ทรงสร้างปราสาทปักษีจำกรงขึ้นเพื่อทดแทนบุญคุณของพญาปักษี จากนั้น กระเถิบขึ้นมาอีกนิดเป็นที่ตั้งของปราสาททามอบายกะแอกซึ่งสร้างขึ้นในสมัยพุทธศตวรรษที่ 15 ในรัชสมัยของพระเจ้ายโศวรมันที่ 1 เป็นศิลปแบบบาเค็งในศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกาย ตั้งอยู่ด้านหน้าของปราสาทเบยซึ่งถูกสร้างขึ้นในสมัยเดียวกัน



แต่ในปัจจุบันแทบจะไม่หลงเหลือโครงสร้างเดิมอยู่เลย มีก็แต่เพียงฐานของอิฐและแท่งศิวลึงค์ตั้งอยู่บนฐานของโยนีเท่านั้น สำหรับชื่อที่มาของปราสาทแห่งนี้เกิดขึ้นจากการบูรณะองค์ปราสาทเมื่อปี พ.ศ. 2503 ชาวบ้านที่มาทำงานซ่อมแซมปราสาท นั่งพักรับประทานอาหารกลางวันกันอยู่บริเวณโดยรอบองค์ปราสาทเมื่ออิ่มแล้วก็ทิ้งเศษข้าวที่เหลือไว้โค่นต้นไม้ซึ่งต่อมามีอีกามากินเศษอาหารที่เหลือทิ้งไว้และส่งเสียงร้องลั่นไปทั่วบริเวณปราสาทจึงเป็นที่มาของชื่อปราสาทแห่งนี้คือ ทะมอ(หิน) บาย(ข้าว) กะแอก(อีกา) แปลได้ความว่า อีกาหินกินข้าว ครับ




รถโดยสารคณะทัวร์ของเรามาหยุดลงตรงประตูทางเข้าเมืองพระนครซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับปราสาท
ทามอบายกะแอกเพื่อถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก ซึ่งครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเดินทางมาเยือนเมืองพระนครเราสองคนไม่รอช้าจัดแจงลงจากรถเพื่อบันทึกภาพในทันที จากนั้นจึงเดินเท้าข้ามสะพานโบราณเข้าสู่ประตูเมืองพระนครทางด้านทิศใต้ซึ่งมีอายุประมาณพันกว่าปี


เมืองพระนครหรือที่เราเรียกกันว่านครธมแห่งนี้ถูกล้อมรอบด้วยคูน้ำมีความกว้างประมาร 80 เมตร กำแพงแต่ละด้านมีความยาวถึง 3 กิโลเมตรโดยมีกำแพงก่อขึ้นด้วยศิลาแลงสูง 7 เมตรล้อมรอบทั้งหมด 4  ด้านมีพื้นที่ 5,625 ไร่



เรียกว่ากว้างขวางใหญ่โตเอาการอยู่น่ะครับคล้าย กับเมืองๆ หนึ่งเลยทีเดียวบริเวณสองข้างทางของราวสะพานโบราณที่ทอดตัวยาวเข้าสู่ประตูเมืองพระนครมีรูปหินทรายแกะสลักแบบลอยตัวส่วนหัวเป็นรูปแกะสลักของพญานาควาสุกรีจากนั้นไล่เรื่อยลงมาเป็นรูปของเหล่าเทวดากำลังเล่นชักคะเย่อกับพญานาควาสุกรีมีจำนวน 58 องค์ซึ่งถ้าเป็นเทวดาหน้าตาจะดูสะอาดหล่อเหลาเกลี้ยงเกลาคล้ายดาราหนังเกาหลีแถมสวมมงกุฎชฏาบอกยี่ห้อให้ทุกคนได้รู้ว่าข้านี่แหล่ะคือตัวพระเอกของเรื่องรามเกียรติ์



ส่วนทางด้านขวามือเป็นรูปของเหล่ายักษ์อสูรกำลังเล่นชักคะเย่อกันกับพญานาควาสุกรีเช่นเดียวกับเทวดามีจำนวน 58 ตนเหมือนกันซึ่งถ้าเป็นยักษ์หน้าตาจะมีลักษณะบอกเลยว่าเป็นยักษ์ชัวร์คือ ผมหยิก หน้าก้อ คอสั้น แถมตาโปนอีกต่างหาก ให้คนทั่วโลกรู้ว่าข้าคือตัวผู้ร้ายขาประจำในเรื่องรามเกียรติ์



ทั้งยักษ์และเทวดาต่างช่วยกันฉุดกระชากลากถูชักเย่ออยู่กับพญานาควาสุกรีมาหลายพันปีซึ่งหน้าตาของยักษ์และเทวดาดูทีท่าว่าจะอ่อนระโหยโรยแรงกันพอสมควร  แต่ก็ยังไม่รู้แพ้รู้ชนะกันสักทีหนึ่งซึ่งไม่รู้ว่าทั้งยักษ์และเทวดาจะเล่นชักเย่อกับพญานาควาสุกรีไปอีกนานสักกี่ร้อยกี่พันปีถึงจะทราบว่าใครเป็นผู้ชนะ



สำหรับเศียรบางเศียรของยักษ์และเทวดาที่ถูกมือไม่ดีขโมยตัดเอาไปนั้น  ซึ่งต่อมาทางกองโบราณคดีของกัมพูชาได้หามาทดแทนโดยการแกะสลักขึ้นมาใหม่จากนั้นจึงนำมาตั้งไว้ที่เดิมซึ่งจะสังเกตุได้ว่าถ้าหากเป็นเศียรใหม่เนื้อหินที่นำมาแกะสลักจะเป็นหินทรายสีชมพูมองดูใหม่ๆ แสดงว่าเป็นของใหม่ แต่ว่าถ้าหากเป็นเศียรเก่าจะไม่มีร่องรอยการตัดแต่จะมีคราบตะไคร้น้ำสีเขียวออกดำเกาะติดกันจนเต็มไปหมดทั้งเศียรยักษ์และเศียรเทวดาเพราะตั้งท้าทายแดดลมมานานนับพันปีเศียรที่มีตะไคร้น้ำสีเขียวๆ ดำๆนี้ล่ะครับแสดงว่าเป็นเศียรจริงของเก่าแน่นอน



ส่วนเศียรเก่าที่ถูกมือไม่ดีขโมยตัดเอาไปและถูกตามกลับคืนเอามาได้นั้นปัจจุบันถูกนำไปเก็บไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติในกรุงพนมเปญเพราะถ้าขืนนำมาตั้งไว้ที่เดิมอีกก็มีสิทธิหายได้อีกเหมือนกัน



จากนั้นเราสองคนจึงเดินเท้าข้ามสะพานโบราณเข้าสู่ประตูเมืองพระนคร  สำหรับประตูที่เราสองคนกำลังที่จะเดินเท้าผ่านเข้าไปนี้คือประตูเมืองพระนครทางด้านทิศใต้สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งบางคนเชื่อกันว่าใครก็ตามที่ได้มีโอกาสเดินผ่านประตูนี้เข้าไปยังเมืองพระนครอายุจะยืนยาวราวกับการได้รับการปะพรมด้วยน้ำอมฤตชีวิตจะเป็นอมตะแต่มีวันตายเอ๊ะ!พูดยังไงแปลกๆ เล่าเรื่องกันต่อเถอะครับ


สำหรับยอดบนสุดของซุ้มประตูเมืองพระนครหรือที่เรียกกันว่าโคปุระมีหินทรายแกะสลักเป็นรูปพระพักตร์ของพระโพธิสัตว์อวโรติเกศวรภาคหนึ่งของพระพุทธเจ้าทั้งสี่ด้านรวมกันก็มีสี่หน้า แต่บางคนก็เชื่อกันว่าเป็นใบหน้าของจัตุโลกบาลผู้รักษาทิศทั้งสี่ทิศเพราะใบหน้าทั้งสี่หน้ามีรูปลักษณะไม่ค่อยคล้ายกันมากนักส่วนบริเวณริมขอบประตูทางเข้าเมืองพระนครจะมีรูปจำหลักของพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณสามเศียรงวงยาวจนปลายของงวงทั้งสามลงมาแตะที่ดอกบัว ส่วนขนาดของประตูเมืองค่อนข้างแคบความกว้างพอที่ช้างจะเดินผ่านได้เพียงตัวเดียวเท่านั้น



ดังนั้นรถโดยสารที่จะพาคณะทัวร์เข้าไปท่องเที่ยวยังเมืองพระนครหรือนครธมจะต้องใช้บริการรถตู้ขนาดเล็ก12-30 ที่นั่งเท่านั้นหรือไม่ก็รถสามล้อของเขมรที่เรียกว่าละเมาะถึงจะผ่านเข้า-ออก ยังประตูแห่งนี้ได้เพราะบรรดาสถาปนิกขอมโบราณไม่ได้นึกถึงว่าในอนาคตเมืองพระนครจะกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมเหมือนเช่นทุกวันนี้ไม่เช่นนั้นแล้วคงจะออกแบบประตูเมืองเผื่อเอาไว้ให้รถท่องเที่ยวขนาดใหญ่ผ่านเข้าออกได้ง่ายและเมื่อพันกว่าปีที่ผ่านมาประตูแห่งนี้เคยใช้เป็นเส้นทางเดินทัพของกองทัพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงกรีฑากองทัพขอมอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกรมากมายไปด้วยเหล่าบรรดาขุนศึก นาย กอง ตลอดจนช้าง ม้า วัว ควาย หลายร้อยหลายพันเชือกพร้อมเสียงกลองศึกกลองมโหระทึกดังสนั่นลั่นไปทั่วโดยมีชาวบ้านโปรยข้าวตอกดอกไม้อวยชัยให้พรตลอดสองข้างทางที่เดินทัพออกจากเมืองพระนครผ่านประตูเมืองแห่งนี้ออกไปทำศึกสงครามกับกองทัพจามศัตรูของขอมโบราณในสมัยนั้น ลองหลับตานึกภาพดูซิครับว่ากองทัพขอมจะยิ่งใหญ่และเกรียงไกรขนาดไหนซึ่งในเวลานั้นประเทศไทยยังไม่เกิดขึ้นมาบนแผนที่โลก  สำหรับการเดินทัพของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ออกจากประตูเมืองแห่งนี้เปรียบเสมือนกับการเดินทัพผ่านการปะพรมน้ำพระพุทธมนต์จากพระสงฆ์ในปัจจุบันเพราะการชักคะเย่อกันของยักษ์และเทวดากับพญานาควาสุกรีนั้นก็คือการกวนเกษียณสมุทรเพื่อให้ได้น้ำอมฤตชีวิตจะได้เป็นอมตะอยู่ยงคงกระพันชาตรีนั่นเองล่ะครับซึ่งเป็นความเชื่อของชาวขอมโบราณที่สืบทอดกันมาแต่นมนาน และเพราะการกวนเกษียณสมุทรนี้เองทำให้เทวดากับยักษ์ที่แต่ก่อนเคยเป็นเพื่อนซี้กอดคอจีบผู้หญิงคนเดียวกันกลับกลายมาเป็นศัตรูคู่อาฆาตกัน เจอกันที่ไหนเป็นไม่ได้ท้ารบกันจนฟ้าถล่มดินทลายเล่นเอาชาวบ้านตาดำๆบนโลกมนุษย์เดือดร้อนกันไปถ้วนหน้า สำหรับสาเหตุเกิดจากอะไรและทำไมเทวดากับยักษ์จึงได้ทะเลาะเบาะแว้งจ้องที่จะจองล้างจองผลาญกันเป็นประจำเล่ากันสามวันสามคืนก็ไม่จบครับยาวตายโฮ้งเลย ครับ ดังนั้นกรุณาไปหาอ่านกันเอาเองในเรื่องรามเกียรติ์ก็แล้วกันน่ะครับ และเมื่อเราสองคนเดินเท้าผ่านเข้ามาในเมืองพระนครแห่งนี้ก็ทำให้ฉุกคิดถึงครั้งหนึ่งกองทัพสยามของสมเด็จพระราชาธิราชที่ 1 (เจ้าสามพระยา) เคยยกกองทัพมาตีเมืองพระนครในปี พ.ศ1874 หลังพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ทรงสิ้นพระชนม์ อาณาจักรขอมเริ่มอ่อนแอลง กองทัพสยามได้รับชัยชนะเหนือกองทัพขอมและต่อมาอาณาจักรขอมอันยิ่งใหญ่และเกรียงไกรก็ถึงกาลล่มสลายตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา



จากประตูเมืองพระนครมีเส้นทางลาดยางความยาวประมาณ 1.5 กิโลเมตรมุ่งหน้าตรงไปยังปราสาทบายนซึ่งตลอดสองข้างทางร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่เหมือนเดินทางย้อนเวลากลับมาสู่เส้นทางโบราณเมื่อพันปีที่ผ่านมาและในที่สุดคณะทัวร์ฯก็เดินทางมาถึงยังปราสาทบายนภายในเมืองพระนคร



ซึ่งหลังจากลงจากรถเป็นที่เรียบร้อยเราสองคนจึงรีบสาวเท้าก้าวขึ้นไปตามขั้นบันไดหินอันสูงชันสู่บริเวณด้านบนของตัวปราสาทบายน



และเมื่อเราสองคนเดินเท้าขึ้นมายังระเบียงคตด้านบนก็ต้องตื่นตะลึงกับใบหน้าขนาดใหญ่หลายร้อยใบหน้าซึ่งตั้งอยู่บนปรางค์ประธานทั้ง 54 ปรางค์ๆ ละ4 หน้าแต่ละหน้าหันพระพักตร์ออกไปทั้ง 4 ทิศ รวมทั้งหมด 216 หน้า คอยจ้องมองเราสองคนไม่ว่าจะเดินเท้าไปยังมุมไหนของตัวปราสาท



สายตาเหล่านี้ ก็จะคอยจ้องมองเราสองคนอยู่ตลอดเวลาอย่างไม่คลาดสายตา นักโบราณคดีเชื่อกันว่าใบหน้าที่จ้องมองเราสองคนอยู่ในขณะนี้คือใบหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรศมันตมุขผู้คุ้มครองศาสนาพุทธนิกายมหายาน



แต่สำหรับนายยอรซ์ เซเดซ์ ศาสดาจารย์ชาวฝรั่งเศสเชื่อว่าอาจเป็นพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (อวตารของเทพเจ้าลงมายังโลกมนุษย์) นัยน์ตากึ่งหลับเหมือนกับกำลังเจริญวิปัสสานากรรมฐานพร้อมกับเฝ้ามองดูความทุกข์สุขเหล่าพสกนิกรของพระองค์ ริมฝีปากยิ้มอย่างมีความสุขบ่งบอกถึงความมีเมตตาธรรมอยู่ในจิตใจ ส่วนใบหน้าทั้งสี่หน้านั้นแทนพรหมวิหารสี่คือความมีเมตตา กรุณา มุทิตาและอุเบกขา vol.16 day 2 (109)
ซึ่งจะต้องมีอยู่ในจิตใจของกษัตริย์ขอมทุกๆ พระองค์ที่ทรงขึ้นครองราชย์ แต่ในปัจจุบันมีความเชื่อใหม่ขึ้นมาอีกว่าอาจเป็นพระพักตร์ของพระพรหมผู้สร้างโลกและมนุษย์นั่นเอง ส่วนคำว่า “บายน” มาจากชื่อว่า “ไพชยนต์” เป็นชื่อของปราสาทอันเป็นที่อยู่ของพระอินทร์



สำหรับผู้สร้างปราสาทแห่งนี้คือพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ครองราชย์ราวปี พ.ศ. 1724-1761 พระองค์ทรงสร้างเมืองพระนครแห่งนี้ขึ้นและทรงนับถือศาสนาพุทธนิกายมหายานซึ่งแตกต่างไปจากกษัตริย์ขอมองค์อื่นๆ ที่นับถือศาสนาพราหมณ์หรือศาสนาฮินดูเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นปราสาทบายนแห่งนี้แทนที่จะเป็นลัทธิเทวราชาซึ่งนับถือกษัตริย์เปรียบเสมือนกับอวตารของพระวิษณุเทพหรือพระนารายณ์จึงกลับกลายมาเป็นลัทธิพุทธราชาซึ่งนับถือกษัตริย์เปรียบเสมือนกับองค์อวตารของพระพุทธเจ้าหรือพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรนั่นเอง



สำหรับปราสาทบายนประกอบด้วยระเบียงคตสองชั้นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ระเบียงคตชั้นนอกมีขนาดความกว้าง 140 เมตรยาว160 เมตร ส่วนระเบียงคตชั้นในมีความกว้าง 70 เมตรยาว 80 เมตร โดยรอบองค์ปราสาทบายนแบ่งออกเป็นสามชั้นประกอบด้วยชั้นของระเบียงคตด้านนอกและชั้นของระเบียงคตด้านในส่วนชั้นบนสุดเป็นปรางค์ประธานและปรางค์บริวารทุกๆปรางค์มีภาพแกะสลักใบหน้าของพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรมีขนาดใหญ่ที่สุด 2.50 เมตร หันหน้าไปทั้ง 4 ทิศ และด้วยกาลเวลาที่ผ่านมาเกือบพันปีและสภาวะสงครามภายในประเทศที่ผ่านมายาวนานทำให้ปรางค์ประธานพระพักตร์บนยอดสุดของปราสาทบายนพังทลายลงมาซึ่งรวมทั้งหลังคาของระเบียงคตชั้นนอกที่มุงด้วยหินทรายพังทลายลงมากองอยู่กับพื้น



ข้างในปราสาทบายน สำหรับผนังของตัวปราสาทบายนทั้ง 4 ทิศมีความยาว 35 เมตร สูง 3 เมตร ถูกแกะสลักตลอดแนวเป็นภาพนูนต่ำของกองทัพพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 กำลังทำสงครามยุทธนาวีกับกองทัพจามซึ่งนักรบขอมจะไม่สวมหมวกไม่สวมรองเท้าแต่ใส่เสื้อยันต์อักขระขอมโบราณกันเหนียวพร้อมกองทัพพันธมิตรแต่ไม่ใส่เสื้อเหลืองน่ะครับแต่งตัวแบบพวกมองโกลมีหนวดเครา  



ส่วนกองทัพจามจะสวมหมวกเป็นรูปดอกบัว บริเวณด้านหลังของกองทัพขอมจะเป็นกองเสบียงหลังมีโคเทียมเกวียนบรรทุกเสบียงอาหาร คนหาบหมูไปเป็นเสบียงในระหว่างการทำศึกสงครามกับพวกจาม  ภาพทหารขอมใช้หอกแทงทหารจาม ภาพทหารขอมทำยุทธนาวีรบชนะทหารจามแทงทหารจามตกเรือลงไปในโตนเลสาปถูกจระเข้งับกินเป็นอาหาร



ภาพกองทัพจามยกทัพเรือมาทางโตนเลสาปเข้าตีเมืองพระนครแต่ประสบกับความพ่ายแพ้ถูกทหารขอมไล่ตีจนแตกทัพหนีกันกระเจิงน้ำบาน



นอกจากนั้นก็เป็นภาพในราชสำนักขอมโบราณซึ่งมีการเล่นกายกรรม มายากล การแสดงละครสัตว์และการร่ายรำของบรรดานางสนมกำนัลต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ตลอดจนภาพในชีวิตประจำวันของชาวขอมในสมัยนั้นเช่นการชนไก่  ก่อไฟย่างปลาการคลอดลูกด้วยหมอตำแย ฯลฯ



ส่วนผนังปราสาทด้านนอกทางทิศตะวันตกถูกแกะสลักเป็นรูปมหากาพย์รามมายนะตอนยักษ์กับเทวดากวนเกษียณสมุทรเพื่อเอาน้ำอมฤต  




ในขณะที่มหาปราสาทนครวัดมีภาพแกะสลักภาพมหาภารตะยุทธและรามายนะในศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายที่นับถือองค์พระวิษณุเทพเป็นใหญ่ตามที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงนับถือ แต่ที่ปราสาทบายนในเมืองพระนครสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 นี้ได้แสดงให้เห็นถึงวิถีชีวิตของขอมโบราณในสมัยเมื่อเกือบพันปีที่ผ่านมา



ซึ่งหากจะเปรียบเทียบภาพแกะสลักทั้งสองปราสาทนี้แล้วปราสาทบายนแห่งนี้อาจจะมีความงดงามของการแกะสลักดูจะด้อยกว่าภาพแกะสลักที่มหาปราสาทนครวัดอยู่บ้างแต่สามารถดูได้ง่ายและเข้าใจมากกว่าที่มหาปราสาทนครวัด



เพราะปราสาทบายนเป็นพุทธศาสนสถานไม่ใช่เทวสถานจึงไม่ได้มีภาพแกะสลักอันสละสลวยมโหฬารตระการตาด้วยนิยายปรัมปราพื้นบ้านของฮินดูเรื่องรามเกียรติ์ เช่น ภาพมหาภารตะยุทธและรามายนะ เหมือนเช่นที่มหาปราสาทนครวัด มีแต่ภาพที่แสดงถึงวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวขอมโบราณในสมัยนั้นและการทำสงครามทางยุทธนาวีกับพวกจามทุกอย่างเป็นการแกะสลักมาจากความเป็นจริงไม่ใช่เรื่องเล่าการแสดงอภินิหารจากเทพเจ้าองค์หนึ่งองค์ใดในศาสนาฮินดู



สำหรับสิ่งที่น่าสนใจซึ่งถูกบรรดานักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มองข้ามไปก็คือบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ในมุมมืดแห่งหนึ่งบริเวณระเบียงคตชั้นในของปราสาทบายนเป็นบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่เหล่าแม่ทัพนายกองและทหารหาญของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ใช้ ดื่มกินก่อนที่จะกรีฑาฑัพออกไปทำศึกสงครามกับบรรดาอริราชศัตรูและได้รับชัยชนะกลับมาทุกครั้ง



บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้มีน้ำใสสะอาดตลอดปีชาวกัมพูชาที่เลื่อมใสศรัทธานิยมนำภาชนะมาบรรจุน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ไปดื่มกินกันเป็นประจำโดยมีความเชื่อมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าน้ำจากบ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์จะรักษาโรคภัยไข้เจ็บและนำมาชำระร่างกายเพื่อความเป็นศิริมงคลแก่ตนเองและครอบครัว  



เราสองคนเดินเที่ยวชมความมหัศจรรย์ในการสร้างปราสาทบายนจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินออกมายังลานช้างซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของเมืองพระนครห่างจากปราสาทบายนระยะทางประมาณ 200 เมตรลักษณะเป็นระเบียงก่อสร้างด้วยหินทรายและศิลาแลงความยาวประมาณ 350 เมตรสูงจากพื้นดิน 3 เมตร บริเวณผนังทางด้านพลับพลาที่ประทับเป็นหินตั้งอยู่บริเวณด้านหน้าของประตูพระราชวังโดยมีมุขยื่นออกมาทั้งสองด้านคือมุขของช้างเอราวัณและมุขครุฑโดยมีบันไดขึ้นลง 5 ทางส่วนบันไดใหญ่สุดตรงกลางใช้เป็นเส้นทางเสด็จพระราชดำเนินของพระมหากษัตริย์ในการเสด็จพระราชดำเนินมาร่วมในงานประเพณีต่างๆรวมใช้ในการตรวจพลสวนสนามของเหล่าแม่ทัพนายกองก่อนที่จะออกเดินทางไปทำศึกสงครามกับอริราชศัตรู


ใกล้กับลานช้างเป็นลานของพระเจ้าขี้เรื้อนสร้างขึ้นเมื่อพุทธศตวรรษที่ 18-19 ในรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 และบูรณะใหม่ในรัชสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่8ศิลปแบบบายนนิกายมหายานบริเวณลานพระเจ้าขี้เรื้อนแห่งนี้ในสมัยโบราณเชื่อกันว่าใช้ในการตัดสินลงโทษผู้ กระทำความผิดโดยมีความยาว 25 เมตร สูง 6 เมตรภายในมีช่องทางเดินแคบๆ คล้ายกับทางเดินในเขาวงกตผนังของทางดินมีภาพของพญายมและนางนาคอยู่ทั้งสองข้างเล่าเรื่องราวถึงเมืองบาดาลอันเป็นที่อยู่ของนางนาค


บ่ายคล้อยแล้วคณะทัวร์และเราสองคนเดินทางออกจากลานช้างในเมืองพระนครมุ่งหน้าสู่มหาปราสาทนครวัดไฮไลท์ของการเดินทางในทริปนี้



คณะทัวร์ของบริษัทอินโดไชน่าและเราสองคนเดินทางถึงมหาปราสาทนครวัดในยามแดดร่มลมตกซึ่งหลังจากตรวจบัตรเข้าชมภายในของมหาปราสาทนครวัดจากเจ้าหน้าที่เป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราสองคนไม่รอช้าให้เสียเวลาเดินเท้าไปตามสะพานนาคราชข้ามคูเมืองที่มีความกว้างประมาณ 100 เมตรมุ่งหน้าเข้าสู่ปราสาทชั้นในสุดของมหาปราสาทนครวัดซึ่งจากระยะทางจากประตูทางเข้าสะพานนาคราชจนถึงปรางค์ปราสาทชั้นในสุดมีความยาวประมาณ 500 เมตรเรียกว่าเดินกันจนเหงื่อซึมไกลเอาการอยู่เหมือนกันน่ะครับ



ก่อนที่จะเดินเท้าถึงปรางค์ปราสาทชั้นในสุดเราสองคนต้องเดินเท้าไปตามสะพานนาคราชผ่านโคปุระชั้นนอกสุดซึ่งหันหน้าไปทางทิศตะวันตกโดยมีระเบียงคตความยาวประมาณ 200 เมตรอยู่ติดกับคูน้ำชั้นนอกสุดตั้งตระหง่านอยู่ก่อนถึงตัวปราสาทชั้นในสุด




สำหรับระเบียงคตชั้นนอกสุดเป็นที่ประดิษฐานประติมากรรมลอยตัวขององค์พระวิษณุเทพหรือพระนารายณ์เทพสูงสุดในศาสนาฮินดูลัทธิไวษณพนิกายที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงเคารพนับถือ



โดยพระองค์มีความเชื่อว่าพระองค์คืออวตารขององค์พระวิษณุเทพหรือพระนารายณ์อวตารลงมาปกครองโลกโดยเป็นทั้งกษัตริย์และเทพเจ้าในองค์เดียวกันตามความเชื่อของศาสนาฮินดูลัทธิเทวราชาองค์พระวิษณุเทพหรือพระนารายณ์ทรงประทับอยู่ในท่ายืนสภาพชำรุดทรุดโทรมโดยพระกรรณฐ์ที่ทรงศาสตราวุธนานาชนิดถูกมือไม่ดีตัดขโมยเอาไปจนเกือบหมด



มีชาวเขมรเดินทางมากราบสักการะบูชาองค์พระวิษณุเทพกันอย่างคับคั่งกลิ่นธูปควันเทียนอบอวลไปทั่วบริเวณจากนั้นเราสองคนจึงเดินเท้าไปตามสะพานนาคราช ก้าวเข้าสู่มหาปราสาทนครวัด1ใน7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างเต็มตัว




สำหรับมหาปราสาทนครวัดถูกสร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 ในรัชสมัยของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ.1656- พ.ศ1693) ทรงครองราชยือยู่นานถึง 37 ปีและทรงสร้างมหาปราสาทนครวัดถวายแด่องค์พระวิษณุเทพหรือพระนารายณ์โดยเทวสถานแห่งนี้จะเป็นสถานที่ที่หล่อหลอมดวงวิญญาณของพระองค์คือองค์เทวราชาแห่งชนชาติขอมโบราณตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่พระองค์ทรงนับถือ



ครั้นเมื่อพระองค์ทรงเสด็จสวรรคตลงไปแล้วก็จะอันเชิญพระบรมศพของพระองค์มาบรรจุไว้ใต้ฐานเทวรูปบริเวณปรางค์ปราสาทองค์กลางเพื่อหล่อหลอมดวงวิญญาณของพระองค์ให้กลับชาติมาจุติเป็นเทวราชาอีกครั้งหนึ่ง   



สำหรับมหาปราสาทนครวัดแห่งนี้ได้รับการขนานนามหลังพระองค์เสด็จสวรรคตว่า “พระบรมวิษณุโลก” ต่อมาศาสนาพุทธเริ่มเข้ามามีบทบาทในอาณาจักรขอมจึงเปลี่ยนชื่อมาเป็น “ มหาปราสาทนครวัด” จนถึงทุกวันนี้ส่วนฝรั่งเรียกว่าอังกอร์ (Angkor)มาจากคำว่า “นคร” สาเหตุเพราะฝรั่งออกเสียงเรียกคำว่านครไม่ได้จึงออกเสียงว่าอังเกอร์ แทน



มหาปราสาทนครวัดถูกล้อมรอบไว้ด้วยคูน้ำขนาดใหญ่ความยาว 1.5  กิโลเมตรความกว้างของคูน้ำ 1.3 กิโลเมตร มีเนื้อที่ทั้งหมด 1,219 ไร่ องค์มหาปราสาทนครวัดหันหน้าไปทางทิศตะวันตกคือทิศแห่งความตาย



 กำแพงชั้นนอกสุดสร้างขึ้นด้วยศิลาแลงความยาวหลายกิโลเมตรตามความเชื่อของศาสนาฮินดูที่จำลองรูปแบบมาจากเขาพระสุเมรุอันเป็นที่อยู่ของเหล่าบรรดาทวยเทพนั่นคือปรางค์ประธานองค์กลาง ส่วนปรางค์ประธานที่ล้อมรอบปรางค์ประธานองค์กลางทั้งสี่ทิศเปรียบประดุจขุนเขาน้อยใหญ่ที่รายล้อมเขาพระสุเมรุคือสัญญลักษณ์ของระบบสุริยะจักรวาล



ส่วนปรางค์ประธานองค์กลางคือศูนย์กลางของโลกและจักรวาลตามความเชื่อของศาสนาฮินดูนั่นเอง  สำหรับปรางค์ประธานทั้ง 5 ปรางค์ตั้งอยู่บนฐานยกพื้นสูงขนาดใหญ่โดยมีราวบันไดทางขึ้นที่สูงชันทั้งสี่ด้านด้านละ 3 แห่ง รวมทั้งหมด12 แห่งโดยรอบฐานบนยอดปรางค์ประธานองค์กลางชั้นบนสุดเป็นแท่นที่วางเทวรูปพระวิษณุเทพใต้ฐานของเทวรูปเป็นที่ฝังพระศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่2 ซึ่งปัจจุบันไม่มีร่องรอยของพระบรมศพให้เห็นอีกต่อไปแล้ว  



นักโบราณคดีสันนิษฐานกันว่าในการสร้างมหาปราสาทนครวัดแห่งนี้ใช้หินทรายในการสร้างหลายสิบล้านลูกบาศก์เมตร



โดยใช้ช้างนับพันเชือกชักลากหินทรายมาจากแหล่งตัดหินบนเทือกเขาพนมกุเลนซึ่งตั้งอยู่ห่างจากมหาปราสาทนครวัดระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตร หินทรายบางส่วนใช้แพล่องมาตามแม่น้ำเสียมเรียบ ใช้แรงงานและช่างแกะสลักชาวขอมนับจำนวนหมื่นๆ คนโดยใช้เวลาในการสร้างประมาณ 30 ปีก็ยังไม่แล้วเสร็จ พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ทรงรอไม่ไหวจึงเสด็จสวรรคตไปก่อนที่จะสร้างเสร็จ ปราสาทแห่งนี้จึงได้หยุดการสร้างไว้แต่เท่านั้น



ดังจะสังเกตุได้จากภาพแกะสลักบางภาพบนผนังบางด้านของมหาปราสาทนครวัดยังแกะไม่เสร็จ ชาวขอมจึงหยุดการแกะสลักหันไปจัดพระราชพิธีพระบรมศพ โดยการตั้งโกศใส่พระบรมศพบนฐานสี่เหลี่ยมที่แกะสลักด้วยหินทรายจากนั้นจึงทำการเจาะรูให้ลึกลงไปจนถึงตัวปราสาท



ชั้นล่างบรรจุทรายละเอียดใส่ไว้ให้เต็มเพื่อใช้เป็นที่รองรับพระบุพโพ (น้ำเหลือง) ของพระบรมศพให้ซึมไหลลงไปสาเหตุที่ต้องทำไว้ให้ลึกมากๆ เพื่อป้องกันมิให้กลิ่นน้ำเหลืองซึมไหลออกมารบกวนประชาชนที่จะเข้าไปสักการะบูชาพระบรมศพ



ชาวขอมโบราณเชื่อกันว่ากษัตริย์เมื่อทรงเสด็จสวรรคตแล้วจะหลอมรวมดวงวิญญาณเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับองค์พระวิษณุเทพ พระบรมศพที่บรรจุอยู่ในพระโกศจะประดับประดาไปด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ตลอดจนเครื่องประดับอันสูงค่าให้สมกับการเป็นเทวราชาจึงจำเป็นจะต้องสร้างเทวาลัยใส่พระบรมศพและด้วยเหตุนี้เองมหาปราสาทนครวัดจึงจำเป็นต้องหันหน้าไปทางทิศตะวันตกอันเป็นทิศแห่งการดับสูญหรือทิศแห่งความตายตามความเชื่อของชาวขอมโบราณนั่นเอง



แตกต่างจากปราสาทแห่งอื่นๆที่มักจะหันหน้าไปทางทิศตะวันออกจึงอยากจะขอแนะนำท่านผู้อ่านให้ให้เดินทางไปเที่ยวชมนครวัดในช่วงบ่ายสามโมงเย็นไปแล้วจะถ่ายรูปได้สวยงามแถมอากาศยังไม่ร้อนจนเกินไปนัก



พอพระเจ้าสุริยวรมันทรงเสด็จสวรรคตไปแล้วการสร้างมหาปราสาทนครวัดก็เลยต้องหยุดชะงักลงกษัตริย์ขอมองค์ต่อไปไม่คิดที่จะสร้างต่อให้เสร็จเรียบร้อยกลับเกณฑ์ไพร่พลชาวขอมไปสร้างปราสาทประจำรัชกาลของตนเองขึ้นมาใหม่อีกหลายสิบแห่งแต่ก็ไม่มีปราสาทใดเลยที่จะยิ่งใหญ่และอลังการงานสร้างมากไปกว่ามหาปราสาทนครวัดนี้อีกต่อไปแล้ว



มหาปราสาทนครวัดถูกก่อสร้างเพิ่มเติมขึ้นอีกในสมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งเมืองพระนครแต่ก็ยังไม่เสร็จสมบูรณ์ สำหรับภาพแกะสลักใหม่ที่บริเวณระเบียงคตทางด้านทิศใต้แกะสลักจนเกือบจะเสร็จสมบูรณ์ในสมัยของนักองค์จันทร์ในช่วงปี พ.ศ. 2059 -2099 แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์ดีนักโดยจะเห็นได้จากบริเวณผนังหินทรายทางด้านทิศใต้มีลักษณะว่างเปล่าอย่างเห็นได้ชัดเจน
รัชกาลของกษัตริย์ขอมโบราณดำเนินเรื่อยมาจนถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่เลื่อมใสในพุทธศาสนานิกายมหายานการก่อสร้างองค์ปราสาทที่จัดได้ว่าเป็นวัดในพระพุทธศาสนาเช่นปราสาทบายน ปราสาทตาพรหมและปราสาทพระขรรค์ ฯลฯหลังสิ้นรัชกาลของพระองค์พระเจ้าชัยวรมันที่ 8 ได้หันกลับมานับถือศาสนาฮินดูลัทธิไศวนิกายได้ดัดแปลงปราสาทต่างๆในพระพุทธศาสนาให้เป็นศาสนสถานในแบบฮินดูโดยการสกัดรูปพระพุทธรูปออกเปลี่ยนเป็นศิวลึงค์และรูปฤาษีแทน



หลังจากสิ้นรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 8 อาณาจักรขอมเริ่มเสื่อมอำนาจเกิดความอ่อนแอทางเศรษฐกิจเพราะใช้ทรัพย์สินเงินทองและข้าทาสบริวารหมดไปในการก่อสร้างปราสาทต่างๆมากมายมหาศาล ทั้งยังเกิดการแก่งแย่งชิงอำนาจกันระหว่างพราหมณ์กับพระในพุทธศาสนาอีกทั้งเกิดสงครามกับอาณาจักรไดเวียดหรือเวียดนามในปัจจุบันต ลอดจนต้องส่งเครื่องราชบรรณาการให้กับจีนและมองโกลทั้งยังต้องประสบกับการรุกรานจากสยาม อาณาจักรขอมโบราณจึงเริ่มอ่อนแอลงเรื่อยๆ และล่มสลายในเวลาต่อมาจนถึงสมัยของนักองค์จันทร์(พ.ศ.2059-2099)ได้สร้างพระพุทธรูปไว้บนระเบียงคตและบนปรางค์ปราสาทต่างๆมากมายจากฐานะสุสานของเทวาลัยจึงกลายมาเป็นวัดในพระพุทธศาสนาที่มีชื่อว่า “นครวัด”ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา    ซึ่งหลังจากนั้นก็ไม่ปรากฎเรื่องราวของกษัตริย์ขอมโบราณอีกเลย
การล่มสลายเกิดขึ้นในอาณาจักรขอมโบราณปราสาทต่างๆ ถูกปล่อยให้รกร้างถูกผืนป่ากลืนกินอยู่นานเกือบ 500 ปี จนล่วงเข้าสู่ปี พ.ศ. 2410 ซึ่งตรงกับรัชสมัยของรัชกาลที่ 4 แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ได้มีนักพฤกษศาตร์ชาวฝรั่งเศสนามว่านายอองรี มูโอต์ เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาศึกษาพรรณพืชเขตร้อนในไทย ลาวและกัมพูชาซึ่งจากมืองไทยนายอองรีเดินทางไปยังเมืองชายทะเลตะวันออกของไทยนั้นคือจังหวัดตราดในปัจจุบันลงเรือที่จังหวัดตราดไปขึ้นบกยังเมืองกำปอดของกัมพูชาเมื่อเดือนมกราคม พ.ศ.2403 จากนั้นจึงเดินทางต่อไปจนถึงเมืองพระตะบองและจากที่นี่นายอองรีแกได้ทราบข่าวจากมิชชันนารีชาวฝรั่งเศสด้วยกันว่าอีกฟากหนึ่งของทะเลสาปในเมืองเสียมเรียบมีเมืองโบราณแห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางป่าใหญ่ จากนั้นนายอองรีจึงรีบเดินทางข้ามทะเลสาปไปยังเมืองเสียมเรียบและบุกเข้าไปสำรวจในป่าทึบก็ได้พบกับมหาปราสาทนครวัดเป็นแห่งแรกนับว่าเป็นการค้นพบโบราณสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกเลยทีเดียวหลังจากที่ดินแดนขอมโบราณได้ถูกป่าใหญ่กลืนกินมานานเป็นเวลาเกือบ 500 ปี
จากนั้นนายอองรีได้เดินทางกลับฝรั่งเศสเขียนหนังสือถึงโบราณสถานต่างๆที่ได้พบในกัมพูชา
ซึ่งในตอนแรกนายอองรียังงงเป็นไก่ตาแตกไม่รู้ว่าโบราณสถานต่างๆที่ตนเองได้พบเห็นนั้นมันคืออะไรกันแน่พี่แกเลยพาลมั่วนิ่มบอกว่าเป็นผลงานของอันศักดิ์สิทธิ์ของพระเจ้าโซโลมอนที่สร้างขึ้นโดยวิศวกรใหญ่นามว่าไมเคิ่ล  แองเจโล่เถไถไปโน่นแถมยังพูดดูถูกอีกว่าโบราณสถานอันน่ามหัศจรรย์เช่นนี้มาตั้งอยู่ในดินแดนอันป่าเถื่อนนี้ได้อย่างไรและพวกคนป่าเถื่อนไร้ซึ่งความศิวิไรซ์ในดินแดนนี้ไม่มีความรู้ความสามารถที่จะสร้างสิ่งมหัศจรรย์เหล่านี้ขึ้นมาได้ พวกฝรั่งหัวสีทองตาน้ำข้าวมีนิสัยเสียอยู่อย่างหนึ่งคือถ้าเห็นชนชาติใดที่ผิดแผกแตกต่างจากพวกตนแล้วล่ะก็มองเป็นพวกป่าเถื่อนไปหมดทั้งที่อาณาจักรขอมโบราณมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนพวกยุโรปนานนับเป็นร้อยๆ ปีแต่ยังมีหน้ามาบอกแก่ชาวโลกว่าตัวเองมีความเจริญรุ่งเรืองมาก่อนคนอื่นๆ สามปีหลังจากที่นายอองรีแกค้นพบมหาปราสาทนครวัดในปีพ.ศ.2406 ฝรั่งเศสก็จัดการงาบเอาเขมรเป็นเมืองขึ้นเสียเลย
หลังจากนั้นก็เริ่มมีนักโบราณคดี  นักประวัติศาตร์ ผู้เชี่ยวชาญทางศิลป นักมนุษวิทยา วิศวกรและสถาปนิกเหล่าผู้ดีขี้โม้ต่างๆซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นชาวฝรั่งเศสพากันเดินทางหลั่งไหลกันเข้ามาศึกษาและสำรวจมหาปราสาทนครวัดกันอย่างมากมาย แม้ว่าฝรั่งเศสจะยึดครองกัมพูชาเป็นเมืองขึ้นยาวนานแต่ฝรั่งเศสก็พยายามช่วยบูรณะมหาปราสาทนครวัดและปราสาทต่างๆในเมืองพระนครไว้ให้มีสภาพที่ยืนหยัดอยู่ได้ต่อไปซึ่งต้องใช้ทั้งเวลาและงบประมาณจำนวนมากมายมหาศาลเพื่อทำให้มหาปราสาทนครวัดยืนหยัดมาตราบจนทุกวันนี้ และนี้ก็คือเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆของมหาปราสาทนครวัดถ้าจะให้ผมเล่าให้ละเอียดลึกลงไปกว่านั้นสามเดือนก็ยังไม่จบเหมือนกับเรื่องสามก๊กบวกรามเกียรติ์เย็บเล่มรวมกันเสียอีก



เราสองคนเดินเท้าหามุมถ่ายรูปภายในมหาปราสาทนครวัด สำหรับมุมมหาชนเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวมากที่สุดก็คือมุมทางด้านซ้ายมือหน้าบาราย (สระน้ำ) หลังจากเดินเท้าผ่านโคปุระชั้นแรกมาแล้วประมาณ 200 เมตรมีบันไดจากสะพานนาคราชลงไปยังสนามหญ้าทางด้านซ้ายมือ



เพราะจะสามารถมองเห็นปรางค์ปราสาทได้ครบทั้งห้ายอดทั้งยังมีเงาสะท้อนของมหาปราสาทนครวัดทอดลงมาในสระน้ำอีกภาพหนึ่งด้วยครับ จากมุมมหาชนเราสองคนเดินเข้าไปยังระเบียงคตด้านนอกขององค์ปราสาททางทิศตะวันตกตามฝาผนังระเบียงคตทางด้านทิศเหนือจำหลักเป็นเรื่องราวมหาภารตะยุทธการรบที่กรุงลงกาถัดมาทางฝาผนังด้านทิศตะวันออกจำหลักเป็นรูปเทวดาทะเลาะกับยักษ์ ต่อมาก็เป็นภาพจำหลักรูปพระกฤษณะปราบพระยาพาล



ไฮไลท์ที่สำคัญอยู่ทางฝาผนังด้านทิศตะวันตกเป็นรูปการกวนเกษียณสมุทรระหว่างยักษ์กับเทวดามีความยาวประมาณ 50 เมตรแต่ในขณะที่เราสองคนเดินเท้ามานั้นเส้นทางเดินถูกขึงปิดด้วยเชือกพร้อมกับคำว่า “ห้ามเข้า” กำลังอยู่ในระหว่างปรับปรุงเราจึงอดชมภาพการกวนเกษียรสมุทรระหว่างยักษ์กับเทวดาในระยะใกล้ๆ



แต่ทางเจ้าหน้าที่ของปราสาทก็ยังอุตส่าห์นำภาพวาดเหมือนมาแสดงไว้ด้านล่างให้นักท่องเที่ยวได้ชมแทนซึ่งต้องขอชมว่าช่างก็อปปี้ได้เหมือนของเดิมจริงๆครับดูได้จากรูปครับ



สำหรับสาเหตุของการกวนเกษียรสมุทรระหว่างยักษ์กับเทวดาผมจะขอเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดังนี้ครับ จุดประสงค์ของการกวนเกษียรสมุทรนั้นคือการผลิตน้ำอมฤตโดยจะต้องใช้เวลาในการกวนนานถึงพันปีสำหรับน้ำอมฤตนั้นมีฤทธิ์เดชทำให้ผู้ที่ดื่มกินมีชีวิตที่เป็นอมตะ เทวดากับยักษ์ทะเลาะเบาะแว้งกันทุกวันถึงกับยกทัพไปต่อยตีผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะกันเป็นประจำฝ่ายเทวดามักจะพลาดท่าเสียทีให้กับยักษ์เป็นประจำเหมือนกันจึงไปขอคำปรึกษากับพระวิษณุเทพว่าทำอย่างไรถึงจะรบชนะยักษ์ได้สักทีพระวิษณุเทพออกอุบายให้เทวดาแกล้งไปทำตีซี้ชวนยักษ์ให้มากวนเกษียรสมุทรเพื่อเอาน้ำอมฤตชีวิตจะได้เป็นอมตะแต่การกวนเกษียรสมุทรเป็นงานช้างจะต้องใช้แรงมากจึงจำเป็นต้องพึ่งยักษ์โดยเทวดาให้สัญญากับยักษ์ว่าจะแบ่งน้ำอมฤตให้ยักษ์ครึ่งหนึ่ง ฝ่ายยักษ์เห็นดีด้วยจึงตอบตกลงแบ่งข้างกันชักเย่อโดยให้พระวิษณุเทพเป็นแม่งานและใช้พญานาควาสุกรีแทนเชือกจากนั้นจึงเลือกข้างกันชักเย่อฝ่ายเทวดาเลือกอยู่ทางฝ่ายหางส่วนยักษ์รู้ไม่เท่าทันเทวดาจึงเลือกอยู่ทางฝ่ายหัวของพญานาควาสุกรีจากนั้นจึงเอาลำตัวพญานาควาสุกรีพันเข้ากับเขามันทระโดยรอบเพื่อให้ภูเขานั้นหมุนไป โดยการกวนเกษียรสมุทรใช้เวลากวนนานถึงพันปีเขามันทระค่อยๆเจาะลึกลงไปจนถึงแกนของโลก พระวิษณุเป็นห่วงกลัวโลกจะแตกสลายจึงอวตารลงมาเป็นเต่า(ปางกูรมาวตาร)เอากระดองมารองรับเขามันทระไว้



ถ้ามองจากขอบภาพด้านซ้ายจะเห็นเป็นภาพของฝ่ายยักษ์กำลังพร้อมรบเพื่อแย่งน้ำอมฤตสำหรับหัวแถวผู้นำฝ่ายยักษ์คือทศกัณฑ์ผู้ร้ายตลอดกาล ถัดลงมาเป็นแถวยักษ์มีจำนวน 91 ตนไล่ดูไปจนถึงกลางภาพเป็นรูปของพระวิษณุสี่กรคอยควบคุมการชักเย่ออยู่บนเขามันทระใต้เขามันทระลงมาเป็นเ ต่ากำลังเอากระดองรองเขามันทระไว้โดยมีพระอินทร์เหาะลอยอยู่เบื้องบนคอยพยุงเขามันทระไว้ให้ตรงถัดไปทางด้านขวาเป็นแถวของเทวดา88 องค์ส่วนผู้ถือหางคือพระเอกตลอดกาลนั้นคือหนุมาน สำหรับช่วงท้ายของภาพเป็นกองทัพเทวดาตั้งท่าคอยที่จะแย่งน้ำอมฤตจากยักษ์เช่นเดียวกัน และจากการกวนเกษียรสมุทรอยู่นานนับพันปีได้เกิดสิ่งต่างๆจากการกวนเกษียรสมุทรขึ้นอย่างมากมายอาทิเช่นนางอัปสรา พระนางลักษมี ช้างเอราวัณ ฯลฯ และจากภาพของการกวนเกษียรสมุทรนี้แสดงให้เห็นว่าขอมโบราณได้นำเอามหากาพย์รามายนะมาเย็บเล่มรวมเข้ากับคัมภีร์พระเวทได้อย่างแยบยลเลยทีเดียว



ถัดจากภาพการกวนเกษียรสมุทรไปทางระเบียงคตทางด้านทิศใต้เป็นภาพแกะสลักเกี่ยวกับเรื่องนรกสวรรค์และพญายม



 ถัดมาอีกหน่อยเป็นรูปกองทัพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 พระองค์ทรงประทับอยู่บนเสลี่ยงล้อมรอบด้วยเหล่าแม่ทัพนายกองขบวนช้างม้าศึกและภาพการรบตะลุมบอนกันนัวเนียที่ทุ่งกุรุเกษตรในเรื่องมหาภารตะยุทธ



และสุดท้ายไฮไลท์ที่สำคัญคือภาพเสียมกุกหรือกองทัพของสยามที่เดินทัพกันไม่เป็นระเบียบเรียบร้อยเดินกันไปหันหน้ามาคุยกันไปตลอดทางไม่ทราบว่าเป็นสยามก๊กไหนกัน



กว่าเราสองคนจะเดินชมภาพแกะสลักโดยรอบของระเบียงคตในมหาปราสาทนครวัตจนหมดก็เล่นเอาเข่าแทบอ่อน ถ้าจะให้ผมเล่าเรื่องราวความเป็นมาของภาพต่างๆที่แกะสลักอยู่โดยรอบตัวปราสาทต่อไปเห็นทีเจ็ดวันคงจะเล่าให้ท่านฟังไม่จบเอาเป็นว่าเล่าให้ฟังพอหอมปากหอมคอก็แล้วกันน่ะครับ



หลังจากนั้นจึงมานั่งพักดื่มน้ำกันบริเวณทางเข้าปราสาทชั้นในทางด้านทิศตะวันตกเรียกความสดชื่นกลับคืนมาบ้างเล็กน้อยจากนั้นจึงออกเดินเท้าเข้าไปยังบริเวณปราสาทชั้นในแต่พอก้าวเท้าเข้าไปยังปราสาทชั้นในเราสองคนก็ต้องตกตะลึงกับบรรดานางอัปสราที่กำลังโยกย้ายส่ายสะโพกกันตามผนังเกือบทุกซอกทุกมุมในตัวมหาปราสาทนครวัดแห่งนี้นับจำนวนได้ถึง 1,630 องค์



นับได้ว่ามหาปราสาทนครวัดใช้นางอัปสราเฝ้าปราสาทเปลืองที่สุดสำหรับนางอัปสราในความหมายของศาสนาฮินดูก็คือ เหล่านางเทพธิดาที่คอยดูแลศาสนสถาน “บาทบริจาริกา” หรือผู้ที่รับใช้เทพเจ้าแห่งศาสนสถานทั่วทั้งมหาปราสาทนครวัดแห่งนี้ตั้งแต่โคปุระทางเข้าชั้นนอกสุดจนถึงปรางค์ประธานยอดที่ห้าชั้นบนสุดจะมีรูปแกะสลักหินทรายของนางอัปสราประดับประดาไปทั่วทุกซอกทุกมุมของปราสาทในท่วงท่ารำที่อ่อนช้อยงดงามด้วยเครื่องทรงที่ครบเครื่องเรื่องผู้หญิง งดงามด้วยรอยยิ้มที่สำรวมของเหล่านางอัปสราสะท้อนถึงวัฒนธรรมการแต่งกายของสตรีในราชสำนักขอมเมื่อพันปีที่ผ่านมาได้เป็นอย่างดี



พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่6แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงแปลความหมายของคำว่า “อัปสรา” ไว้คือ “ผู้ที่กระดิกอยู่ในน้ำ”เพราะตามคติความเชื่อของศาสนาฮินดูกล่าวกันว่าเมื่อตอนที่ยักษ์และเทวดากำลังกวนเกษียรสมุทรให้ได้น้ำอมฤตอยู่นั้นได้เกิดนางอัปราผุดขึ้นมาจากการกวนเกษียรสมุทรในทะเลน้ำนมนับเป็นหมื่นๆ องค์ คติความเชื่อนี้ปรากฎให้เห็นเป็นรูปธรรมอย่างชัดเจนที่ภาพแกะสลักการกวนเกษียรสมุทรบริเวณฝาผนังมหาปราสาทนครวัดทางด้านทิศตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งที่เราสองคนผ่านมาเมื่อสักครู่นี้นับได้ว่าเป็นภาพแกะสลักที่มีขนาดใหญ่ที่สุดและอลังการมากที่สุดภาพหนึ่งในมหาปราสาทนครวัดและถือว่าเป็นต้นกำเนิดของนางอัปสราในเวลาต่อมา ม.ร.ว.คึกฤทธิ์   ปราโมช  เมื่อครั้งที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้นและได้มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมชมมหาปราสาทนครวัดในปี พ.ศ. 2495 ได้กล่าวถึงนางอัปสราในหนังสือเรื่อง “ถกเขมร”ที่ท่านเขียนไว้ว่า “นางอัปสราแต่ละองค์นั้นบอบเบาราวกับจะปลิวได้เหมือบกับแกะสลักไว้ด้วยวัตถุชนิดหนึ่งซึ่งไม่ใช่ศิลาแลงแต่บางเบาและใสสะอาด



นางอัปสราทุกองค์ซ่อนยิ้มไว้บนใบหน้าซึ่งไม่ใช่รอยยิ้มอันเต็มไปด้วยกิเลสตัณหาแต่เป็นรอยยิ้มอันเกิดจากความสุขบนสรวงสวรรค์รอยยิ้มที่แจ่มใสเหมือนกับท้องฟ้าในยามรุ่งอรุณ” และด้วยความงดงามอ่อนช้อยอันเป็นเลิศของเหล่านางอัปสราแห่งมหาปราสาทนครวัดกลายมาเป็นภาพลักษณ์หนึ่งของศิลปะขอมอันยิ่งใหญ่ตามอาคารและโรงแรมอันทันสมัยในกรุงพนมเปญและเมืองเสียมเรียบและจังหวัดต่างๆ ในประเทศกัมพูชาจะประดับประดารูปของนางอัปสราไว้ทั้งสองข้างประตูทางเข้าและภาพเขียนสีน้ำมันของนางอัปสราไว้บริเวณฝาผนังภายในอาคารและโรงแรมที่พักอันทันสมัย ศิลปะการร่ายรำของนางอัปสรากลายมาเป็นศิลปะการร่ายรำประจำชาติของกัมพูชา กล่าวกันว่าเป็นศิลปะในราชสำนักใช้ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองผู้เดินทางมาเยือนซึ่งแสดงถึงเอกลักษณ์ของชนชาติกัมพูชามาทุกยุคทุกสมัย นั่นคือการฟ้อนรำหรือระบำอัปสราซึ่งถอดแบบการแต่งกายและท่าร่ายรำมาจากภาพจำหลักของนางอัปสราแห่งมหาปราสาทนครวัดแห่งนี้เอง



เราสองคนเดินเที่ยวชมนางอัปสราแต่ละองค์โนบรากันทั้งนั้น นางอัปสราองค์ใดที่อยู่ใกล้มือเอื้อมถึงก็จะถูกนักท่องเที่ยวมือดีลูบคลำที่หน้าอกเสียจนเต้านมทั้งสองข้างมันแผล่บ ซึ่งถ้าเป็นคนป่านนี้นมคงยานถึงสะดือไปแล้วเพราะโดนจับทุกวัน เฮ้อ!ไม่ละเว้นแม่แต่นางฟ้านางสวรรค์กันเลยน่ะคนหนอคน
เราสองคนเงยหน้ามองขึ้นไปยังปรางค์ประธานทั้งห้าปรางค์จนคอเกือบจะตั้งบ่าซึ่งครั้งหนึ่งเมื่อประมาณเกือบ 60 ปีที่ผ่านมาแล้ว ม.ร.วหม่อมราชวงศ์คึกฤทธ์  ปราโมช เคยปีนป่ายขึ้นไปยังชั้นบนสุดของปรางค์ปราสาทชั้นบนสุดและนำเรื่องราวที่ท่านได้เห็นมาเขียนเป็นหนังสือเรื่อง “ถกเขมร”  ในเวลาต่อมาซึ่งในหนังสือเรื่องถกเขมรหม่อมคึกฤทธิ์ได้กล่าวถึงความมหัศจรรย์ของนครวัดไว้ว่า “ใครที่ได้เดินทางมาเห็นมหาปราสาทนครวัด-นครธมแล้วความคิดแรกที่ผุดขึ้นมาในใจคือ สิ่งก่อสร้างด้วยศิลาแลงและหินทรายที่สูงใหญ่และกว้างขวางเทียมขุนเขาเหล่านี้เป็นสิ่งเกินสติปัญญาเกินกำลังศรัทธาของมนุษย์ที่จะสร้างสรรขึ้นมาได้  คำตอบของชาวเขมรที่ว่าพระอินทร์เป็นผู้สร้างหรืองอกขึ้นมาเองจากพื้นดินเองนั้นจึงตรงกับความรู้สึกของผู้ที่ได้มาเห็นปราสาทเหล่านี้เป็นครั้งแรกมากกว่าคำตอบอื่นใด”  สำหรับปรางค์ประธานทั้งทั้งห้าตั้งอยู่บนฐานยกสูงขนาดใหญ่โดยมีบันไดทางขึ้นสูงชันทั้งสี่ด้านด้านละ 3 แห่งทั้งหมด12 แห่งรอบฐานสำหรับสาเหตุที่ขอมโบราณทำบันไดทางขึ้นสูงชันเช่นนี้ก็เพราะว่า เพื่อให้บรรดาพสกนิกรของพระองค์จะต้องก้มคลานขึ้นมาเคารพพระบรมศพของพระองค์ซึ่งเปรียบเสมือนกับพระบรมวิษณุโลกที่ทรงอวตารมาในร่างของพระองค์และเมื่อพระองค์สิ้นพระชนม์ชีพลงแล้วดวงพระวิญญาณของพระองค์ก็จะทรงกลับไปเป็นพระบรมวิษณุโลกเหมือนเช่นเดิม แต่ก็โชคดีหน่อยที่ทางผู้ดูแลสถานที่ได้ทำบันไดไม้และราวสะพานเหล็กเอาไว้อำนวยความสะดวกแก่นักท่องเที่ยว ส.ว(สูงวัย)ทั้งหลายไม่ต้องทรมานทรกรรมเหมือนกับ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์  ปราโมชที่ต้องปีนป่ายขึ้นไปบนชั้นบนสุด  นอกจากปรางค์ที่ห้าอันเป็นปรางค์ที่ใช้เก็บพระบรมศพที่ปัจจุบันไม่มีร่องรอยอะไรให้เห็นอีกแล้วนอกจากรูปแกะสลักของนางอัปสราเทพธิดาที่เฝ้าพระบรมศพมาเกือบพันปีแล้วยังไม่ได้ไปผุดไปเกิดกันเสียที  นางอัปสราแต่ละองค์ที่ประดิษฐานอยู่โดยรอบปรางค์ประธานที่ห้าที่ใช้บรรจุพระบรมศพนี้จะมีลักษณะโดดเด่นกว่านางอัปสราองค์อื่นๆ คือหน้าตาจะสวยงามพร้อมแต่งองค์ทรงเครื่องด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์เครื่องประดับที่มีราคาสวยงามตระการตากว่านางอัปสราองค์อื่นๆ ซึ่งเราสองคนคาดเดาว่าอาจจะเป็นเหล่าสนมเอกของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2  ก็เป็นได้ และที่โคปุระและปรางค์บริเวณปรางค์ประธานทั้งสองแห่งทางด้านทิศตะวันตกบับว่าเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์ที่สวยงามมากแห่งหนึ่งในมหาปราสาทนครวัดสามารถมองเห็นได้กว้างไกลหากมองไปทางทิศตะวันตกจะสามารถเห็นองค์ปราสาทชั้นกลาง ชั้นล่างและระเบียงคตที่ล้อมรอบสองชั้นทางเดินชั้นในกำแพงปราสาท คูเมืองตลอดจนราวป่าด้านนอกและหากมองไปทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือก็จะแลเห็นปราสาทบนเขาพนมบาเค็งซึ่งตั้งอยู่บนยอดเขาห่างจากมหาปราสาทนครวัดประมาณ 800 เมตรได้อย่างชัดเจนและตรงกันข้ามจากยอดเขาพนมบาเค็งสามารถมองย้อนกลับมายังมหาปราสาทนครวัดได้ชัดเจนเช่นกัน เราสองคนเดินเที่วชมชั้นบนสุดของมหาปราสาทนครวัดแต่ไม่สามารถเดินเข้าไปชมแท่นที่วางพระบรมศพของพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ได้เพราะมีเจ้าหน้าที่คอยเฝ้าอยู่บริเวณประตูทางเข้าไม่ทราบสาเหตุใดถึงห้ามเข้าไปเที่ยวชมภายในยอดบนสุดของปรางค์ที่ห้าทั้งๆที่เมื่อ 4-5 ปีก่อนเคยให้นักท่องเที่ยวเข้าไปเที่ยวชมภายในได้ได้สาเหตุเพราะอาจกลัวว่าจะไปรบกวนพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 ขณะกำลังทรงพระบรรทมอยู่ก็เป็นได้  ยิ่งนานวันเข้าทางกระทรวงอัปสราซึ่งเป็นผู้ดูแลมหาปราสาทนครวัดรู้สึกว่าจะออกกฏระเบียบอะไรต่างๆจนหยุมหยิมมากมายไปหมด เอาล่ะครับเมื่อไม่ให้เข้าไปดูก็ไม่ดูปฎิบัติตามกฏกติกาของเขาดีกว่านะครับ



ดวงอาทิตย์เริ่มจะลาลับขอบฟ้าไปแล้วเราสองคนก้าวเดินออกมาตามทางเดินเท้ายาวประมาณ 350เมตร ออกสู่โคปุระชั้นนอกและก่อนที่จะก้าวออกสู่โคปุระชั้นนอกออกสู่มหาปราสาทนครวัดเราสองคนไม่วายที่จะหันกลับมามองมหาปราสาทนครวัดอีกครั้งหนึ่งพร้อมนึกถึงคำกล่าวอันเป็นอมตะของอาร์โนลด์  ทอยน์บี  นักประวัติศาตร์ชาวอังกฤษที่ได้กล่าวประโยคอันเป็นอมตะไว้ว่า   “See Angkor wat and Die” เพียงสักครั้งหนึ่งใดชีวิตที่ได้มาเห็นนครวัดก็ตายตาหลับแล้ว  ซึ่งเราสองคนและนักท่องเที่ยวหลายคนเห็นด้วยกับคำกล่าวนั้นจริงๆครับ.



ดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าลงไปแล้วเราสองคนพร้อมคณะทัวร์เดินทางไปรับประทานอาหารค่ำกันที่ภัตตาคารทะเลแม่โขงในเมืองเสียมเรียบพร้อมชมการแสดงโชว์ศิลปวัฒนธรรมกัมพูชา



ในที่สุดคณะของเราก็เดินทางมาถึงภัตตาคารทะเลแม่โขงซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยบรรดานักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักท่องเที่ยวจากเกาหลี จีน และเวียดนามที่มารับประทานอาหารค่ำ  ภายในภัตตาคารทะเลแม่โขงมีห้องโถงขนาดใหญ่สามารถรองรับนักท่องเที่ยวได้ จำนวนนับพันคน



ส่วนเมนูอาหารถูกจัดเป็นแบบบุฟเฟ่ต์นานาชาติมีอาหารคาวหวานให้เลือกรับประทานมากมายหลากหลายชนิดสด สะอาด อร่อย ให้นักท่องเที่ยวรับประทานกันจนท้องแตกตายไม่คิดสตังค์ เราสองคนพร้อมคณะทัวร์รับประทานอาหารค่ำด้วยความเอร็ดอร่อยหลังจากที่ต้องใช้พลังงานในการเดินมาตลอดทั้งวันจากนั้นจึงเป็นการแสดงบนเวทีศิลปวัฒนธรรมของกัมพูชา เช่น โขนเรื่องรามเกียรติ์ การละเล่นพื้นบ้าน ซึ่งมีความคล้ายคลึงกับไทยเป็นอย่างมาก



ปิดท้ายด้วยการรำอัปสราศิลปะชั้นสูงของกัมพูชาที่จะแสดงต้อนรับผู้มาเยี่ยมเยือน แต่รู้สึกว่าเหล่านางอัปสราจะจ้ำม้ำไปนิดหนึ่งทรวดทรวองค์เอวจะด้อยกว่านางอัปสราที่มหาปราสาทนครวัด



หลังรำอัปสราจบเราสองคนพร้อมคณะทัวร์ก็เดินทางแยกย้ายกันกลับเข้าสู่โรงแรมที่พัก Salina Hotel เพื่อพักผ่อนหลังจากที่เดินทางท่องเที่ยวมาตลอดทังวัน  พรุ่งนี้เช้าคณะทัวร์มีโปรแกรมที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวชมพระอาทิตย์ขึ้นกันที่โตนเลสาป ทะเลสาปน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในเอเซียอาคเนย์กัน  คืนนี้ขอกล่าวคำว่า “ราตรีซัวซเดย” ครับ

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา