วันที่สองของการเดินทาง
อากาศยามเช้าที่ไร่ยศณรงค์รีสอร์ทในอำเอเฉลิมพระเกียรติช่างสดชื่นเหลือเกิน เราสองคนออกมาเดินเล่นสูดอากาศบริสุทธิ์โดยรอบรีสอรท์พร้อมสนทนากับพันตำรวจโทสุจินต์ ยศณรงค์ เจ้าของไร่ยศณรงค์รีสอร์ท



ซึ่งผู้พันสุจินต์ได้เล่าให้เราสองคนฟังว่า ตัวท่านเองเป็นคนอำเอเฉลิมพระเกียรติโดยกำเนิด เคยถูกส่งไปรับราชการยังสามจังหวัดชายแดนาคใต้หลายปี ผ่านประสบการณ์จนแทบจะเอาชีวิตไม่รอดมาก็หลายครั้งจากนั้นจึงตัดสินใจขอย้ายกลับบ้านในอำเอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เพราะกลัวเมียจะเป็นหม้ายลูกจะกำพร้าพ่อเหมือนกับจ่าเพียรขาเหล็กนักรบแห่งเทือกเขาบูโด
หลังจากดินทางกลับมารับราชการที่บ้านเกิดก็จัดการทำสวนผลไม้โดยเฉพาะสวนส้มสีทองที่ปลูกกันอย่างแพร่หลายในจังหวัดน่าน พร้อมกับสร้างบ้านพักไร่ยศณรงค์รีสอร์ทให้บริการนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังอำเอเฉลิมพระเกียรติ อำเอทุ่งช้างและอุทยานแห่งชาติดอยูคาในจังหวัดน่าน ปัจจุบันมีบ้านพักให้บริการนักท่องเที่ยวจำนวน 4หลัง ผู้พันสุจินต์คุยให้เราสองคนฟังว่าถ้ามีเงินทุนก็จะสร้างไปเรื่อยๆ ขณะนี้กำลังสร้างบ้านพักหลังใหญ่เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเป็นหมู่คณะจำนวน15-20 คน ปัจจุบันใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้วคาดว่าจะให้บริการนักท่องเที่ยวได้กลางปี2553 นี้แน่นอน นักท่องเที่ยวท่านใดสนใจเข้าพักติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 081-673-9390 , 089-758-6602 ผู้พันสุจินต์ได้เล่าให้พวกเราฟังว่าอำเอเฉลิมพระเกียรติตั้งอยู่ทางทิศเหนือของจังหวัดน่าน เป็นอำเอชายแดนเล็กๆใกล้ชิดติดกับแขวงไซยะบูลีของสปป.ลาว อยู่ห่างจากตัวเมืองน่านระยะทางประมาณ 138 กิโลเมตร โดยแบ่งเขตการปกครองย่อยออกเป็น 2 ตำบล 22 หมู่บ้านซึ่งได้แก่ ต.ห้วยโกร๋นและต.ขุนน่าน ตำบลห้วยโก๋นเดิมขึ้นกับอำเอทุ่งช้าง ส่วนตำบลขุนน่านเดิมขึ้นกับอำเอบ่อเกลือ ทางราชการได้รวมพื้นที่ทั้ง 2 ตำบล เพื่อตั้งเป็นอำเอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน เป็นกรณีพิเศษโดยไม่ผ่านการเป็นกิ่งอำเอ ตามโครงการจัดตั้งอำเอ เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในมหามงคลวโรกาสจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 50 ปี เมื่อ 5 ธันวาคม 2539 สำหรับคำขวัญประจำอำเอเฉลิมพระเกียรติคือ “น้ำตกวังเปียนเคียงคู่ ฐานสู้รบเหล่าผู้กล้า เฉลิมพระเกียรติเทียมฟ้า สู่แหล่งการค้าชายแดน”
เราสองคนใช้เวลาพูดคุยกับผู้พันสุจินต์จนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงจัดการเก็บสัมาระข้าวของเพื่อออกเดินทางต่อ ซึ่งผู้พันสุจินต์อาสานำทางพาเราสองคนออกเดินทางไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยโก๋น



ระหว่างทางผู้พันสุจินต์พาเราสองคนแวะเข้าไปเที่ยวชมอนุสรณ์สถานยุทธูมิบ้านห้วยโก๋นเก่า ซึ่งตั้งอยู่บนเนินเขาห่างจากไร่ยศณรงค์รีสอร์ทที่พักของเราเมื่อคืนนี้ระยะทางประมาณ 500 เมตร



ายในอนุสรณ์สถานมีพิพิธัณฑ์กลางแจ้งและพิพิธัณฑ์ในร่มจัดแสดงอาวุธยุทโธปกรณ์ต่างๆในการสู้รบของกองกำลังผาเมืองกับผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ในช่วงปี พ.ศ. 2518-2520 บ้านห้วยโก๋นแต่เดิมเคยเป็นฐานปฏิบัติการของกองพันทหารราบที่ 3 ในบริเวณฐานปฏิบัติการยังคงรักษาสาพเดิมไว้เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ศึกษา



มีสนามเพลาะ แนวกับระเบิด คลังอาวุธ จุดที่ทหารไทยเสียชีวิตรถบรรทุกทหารที่ถูก ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์โจมตีมีร่องรอยกระสุนตามตัวถังเป็นรูพรุนจำนวนมาก




และในบริเวณเดียวกันนั้นยังมี ฐานสู้รบเหล่าทหารกล้า ฐานทหารเก่าที่บ้านห้วยโกร๋น ตำบลห้วยโก๋น เป็นสมรูมิการสู้รบในอดีต




เมื่อวันที่ 9 เมษายน 2518 ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ได้เข้าโจมตีฐาน ทำให้ทหารในสังกัดทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ ที่ปฏิบัติหน้าที่ ณ. ฐานแห่งนี้ 69 นาย เสียชีวิต 17 นาย ฝ่ายผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ บาดเจ็บล้มตายเป็นจำนวนมาก ฝ่ายทหารสามารถรักษาฐานปฏิบัติการแห่งนี้ไว้ได้ ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นสถานที่ท่องเที่ยว



มีอนุสรณ์สถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์การต่อสู้ของลัทธิการปกครองที่แตก ต่างกันในอดีตเมื่อ 30 กว่าปีที่ผ่าน ายในฐานยังมีบริการบ้านพักแก่นักท่องเที่ยวติดต่อได้ที่กองพันทหารราบที่ 15 หรือ หน่วยเฉพาะกิจทหารพรานจู่โจม ค่ายสุริยะพงษ์ โทร. 0 5471 0321, 0 5471 3324 ผู้พันสุจินต์พาเราสองคนเดินเที่ยวชมายในพิพิธัณฑ์อย่างเพลิดเพลินจนสมควรแก่เวลาจากนั้นผู้พันสุจินต์จึงพาเราสองคนเดินทางมายังด่านตรวจเข้าเมืองห้วยโก๋น




บริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองบ้านห้วยโก๋นในเช้าวันที่เราสองคนเดินทางมาถึงเป็นวันธรรมดาจึงไม่มีตลาดนัดบรรยากาศจึงไม่ค่อยคึกคักเหมือนกับวันเสาร์-อาทิตย์ ที่จะมีชาวลาวจากแขวงไซยะบูลีและแขวงใกล้เคียงเดินทางข้ามด่านห้วยโก๋นเข้ามาจับจ่ายซื้อสินค้าเครื่องอุปโคบริโคกัน



พ่อค้าแม่ค้าชาวลาวบางคนจะนำสินค้าข้ามเข้ามาขายทางฝั่งไทย สินค้าที่นำมาขายส่วนใหญ่จะเป็นผ้าทอมือและของป่าจำพวกกล้วยไม้ป่านานาชนิด เราสองคนชักชวนผู้พันสุจินต์หากาแฟพร้อมอาหารเช้ารับประทานกันที่ร้านอาหารบริเวณด่านตรวจคนเข้าเมืองบ้านห้วยโก๋นเพื่อรอเวลาด่านตรวจคนเข้าเมืองเปิดทำการเวลา 08.00-17.00 น. หลังจัดการกับอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยโก๋นก็เปิดทำการพอดีเราสองคนกล่าวคำอำลาผู้พันสุจินต์จากนั้นเดินเท้าไปยังด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยโกร๋นเพื่อตรวจสอบเอกสารและขออนุญาตเดินทางออกนอกราชอาณาจักรไทย




ณ. ด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยโกร๋นเราสองคนได้พบกับพี่ทวีศักดิ์ บุญมี เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยโก๋น อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยในยุคของปิยะพงษ์ ผิวอ่อน สังกัดสโมสรตำรวจ พอพี่ทวีศักดิ์ บุญมี รู้ว่าเราสองคนเป็นแฟนฟุตบอลทีมชาติไทยเก่าแถมยังรู้จักชื่อเสียงของพี่ทวีศักดิ์ บุญมี อดีตนักฟุตบอลทีมชาติไทยเด้วยแล้ว ทำให้การสนทนาเริ่มออกรสขึ้นเหมือนกับเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบหน้ากันมานานหลายสิบปี

เราสองคนพูดคุยกับพี่ทวีศักดิ์ บุญมี จนสมควรแก่เวลาพอจัดการเอกสารขออนุญาตินำรถออกนอกประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงกราบลาพี่ทวีศักดิ์ บุญมี เจ้าหน้าที่ประจำด่านตรวจคนเข้าเมืองห้วยโก๋น นำรถยนต์เดินทางเข้าสู่ สปป.ลาวต่อไป



เราสองคนจอดรถอยู่บริเวณด้านหน้าด่านตรวจคนเข้าเมืองลาวซึ่งมีชื่อว่าด่านเมืองเงิน จากนั้นจัดการตรวจสอบเอกสารการนำรถเข้า สปป.ลาวพร้อมประทับตราวีซ่าลงในพาสปอร์ตจากเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของ สปป.ลาว เป็นที่เรียบร้อยแล้ว



หลังจากนี้ไปเราสองคนสามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทุกแขวงในสปป.ลาวและสามารถท่องเที่ยวอยู่ในสปป.ลาวได้หนึ่งเดือนและสามารถจะนำรถยนต์ออกจากสปป.ลาวด่านไหนก็ได้แต่มีข้อแม้ว่าพาสปอร์ตที่จะนำมาใช้งานจะต้องมีอายุการใช้งานก่อนวันหมดอายุ 6 เดือนจำไว้ให้ขึ้นใจเลยน่ะครับ ส่วนบัตรผ่านแดนชั่วคราวสามารถอยู่ใน สปป.ลาวได้เพียง 3 วัน2 คืน และอนุญาตให้เดินทางไปได้แค่แขวงไซยะบูลีเท่านั้นน่ะครับ
หลังจากจัดการกับเอกสารต่างๆเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงเริ่มต้นออกเดินทางจากจุดผ่านแดนถาวรห้วยโก๋น-เมืองเงินไปตามเส้นทางลูกรังบนถนนหมายเลข4A มุ่งหน้าสู่แขวงไชยะบูลีในทันที



สำหรับถนนหมายเลข4A กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ดังนั้นถนนบางช่วงเราจึงเห็นเครื่องจักรกลหนักกำลังทำงานกันอยู่ตลอดเส้นทางสายนี้ ทำให้เราสองคนจำเป็นจะต้องขับรถด้วยความระมัดระวังผ่านทางแยกถนนหมายเลข2ไปท่าเรือปากแบงและเมืองอุดมไซย




เราสองคนขับรถไปตามถนนหมายเลข 4A จนถึงเมืองหงสาซึ่งอยู่ในแขวงไชยะบูลี ระยะทางห่างจากจุดผ่านแดนถาวรห้วยโก๋น-เมืองเงิน 38 กิโลเมตร เราสองคนหยุดพักรถจากนั้นจึงเดินลงไปเที่ยวชมตลาดเมืองหงสา และเนื่องจากในช่วงที่เราสองคนเดินทางมาถึงตลาดเมืองหงสาอยู่ในช่วงเวลาสายมากแล้วตลาดจึงวายหมด ร้านค้าแบกะดินพากันกลับบ้านหมดเหลือแต่เพียงร้านค้าายในตลาดที่จำหน่ายสินค้าอุปโคบริโคที่นำเข้าจากไทยเป็นส่วนใหญ่



เราสองคนหาอาหารกลางวันรับประทานกันในตลาดเมืองหงสาซึ่งหนีไม่พ้นเฝอ หรือที่เมืองไทยเรียกว่าก๋วยเตี๋ยว ราคาก็ใช่ว่าจะถูกกว่าเมืองไทยชามละ10,000 กีบหรือประมาณ 40 บาทไทย แต่เฝอที่เมืองลาวชามใหญ่กว่าบ้านเรามากเรียกว่ากินชามเดียวอิ่มเลย



ส่วนเรื่องรสชาติก็พอกินได้แต่รู้สึกว่าเฝอเมืองลาวนี้จะหนักผงชูรสไปสักหน่อย หลังจากจัดการกับเฝออาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงขับรถวนเวียนไปมาอยู่ในเมืองหงสาหนึ่งรอบ



เมื่อรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าสนใจจึงออกเดินทางต่อมุ่งหน้าสู่แขวงไชยะบูลีระยะทางห่างจากเมืองหงสาประมาณ 90 กิโลเมตร ซึ่งก่อนที่เราสองคนจะออกเดินทางต่อเราไม่ลืมที่จะสอบถามสาพถนนจากชาวลาวซึ่งได้รับคำตอบว่าสาพถนนกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างอาจเดินทางไม่สะดวกบ้างเป็นบางช่วง แต่ก็สามารถเดินทางไปได้




เราสองคนเริ่มต้นออกเดินทางกันต่อไปตามถนนหมายเลข 4A ซึ่งมีสาพถนนไม่แตกต่างไปจากจุดผ่านแดนถาวรห้วยโก๋น-เมืองเงิน เส้นทางที่เราสองคนผ่านมาเมื่อสักครู่นี้ ตลอดสองข้างทางของถนนสายนี้บนพื้นที่ราบจะเต็มไปด้วยท้องไร่ท้องนาอันเขียวชะอุ่มด้วยต้นข้าวที่กำลังออกรวงเขียวขจีสุดลูกหูลูกตา



ถนนบางช่วงก็ลัดเลาะไปตามไหล่เขาอันคดเคี้ยววกวนอุดมสมบูรณ์และหนาแน่นไปด้วยป่าไม้ที่มีค่าทางเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก เราสองคนมองวิวทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาตลอดจนป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์ของลาวแล้วทำให้มีความรู้สึกเสียดายในแผ่นดินผืนนี้ขึ้นมาทันที



นึกในใจว่ามันน่าจะเป็นของไทยมากกว่า เพราะฝรั่งเศสแท้ๆ เลยที่มาตัดแบ่งแผ่นดินผืนนี้ไปให้ลาวในสมัยยุคลาวตกเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ซึ่งในขณะนั้นยังไม่มีสหประชาชาติและศาลโลก ประเทศที่เจริญแล้วทางแถบทวีปยุโรปเช่นอังกฤษ ฝรั่งเศส อยากจะได้ประเทศไหนไปเป็นเมืองขึ้นก็ยกกองทัพไปข่มขู่เอาประเทศนั้นมาเป็นอาณานิคมของตนจากนั้นก็ทำการออกกฎหมายที่ตนเองเขียนขึ้นมาเอง กดขี่ประชาชนในประเทศนั้นๆให้ตกอยู่ายใต้อำนาจของตน ทำการจัดการกอบโกยทรัพยากรในประเทศนั้นๆ กลับไปสร้างความสมบูรณ์พูนสุขให้กับประชาชนในประเทศตัวเอง เช่นประเทศลาว เวียดนาม พม่า เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงของเราก็เคยตกเป็นอาณานิคมของอังกฤษและฝรั่งเศสเช่นกัน




เราสองคนเดินทางต่อไปจนในที่สุดก็เดินทางมาถึงตัวเมืองไซยะบูลีเมื่อเวลาใกล้ค่ำ รวมระยะทางที่เราสองคนเดินทางมาจากจุดผ่านแดนถาวรห้วยโก๋น-เมืองไซยะบูลีประมาณ 130 กิโลเมตรแต่ต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 5 ชั่วโมงสาเหตุเพราะสาพถนนกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง



จากนั้นเราสองคนเริ่มหาโรงแรมที่พักซุกหัวนอนคืนนี้ในเมืองไซยะบูลีกันก่อนเป็นอันดับแรก สำหรับที่พักของเราสองคนในเมืองไซยะบูลีในคืนนี้ได้แก่เรือนพักสันติพาบ ตั้งอยู่ใจกลางเมืองไซยะบูลี บรรยากาศดี สะอาด สะดวก ปลอดัยติดแอร์คอนดิชั่นเย็นฉ่ำราคา 500 บาทต่อคืน



หลังจากหาที่ซุกหัวนอนเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงหาอาหารค่ำรับประทานกันในเมืองไซยะบูลีก่อนที่จะกลับมาพักผ่อนหย่อนใจกันที่เรือนพักสันติพาบเพื่อเก็บเรี่ยวแรงไว้เดินทางต่อไปในวันรุ่งขึ้น

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา