เที่ยวสระแก้ว
วันแรกของการเดินทาง
ผมและทีมงานของ www.idotravellers.com อีกหนึ่งชีวิตเริ่มต้นเดินทางออกจากกรุงเทพฯ ด้วยรถยนต์ส่วนตัว



โดยใช้ทางสายใหม่ผ่านสนามบินสุวรรณูมิข้ามสะพานแม่น้ำบางประกงเข้าสู่เขตจังหวัดฉะเชิงเทราจากนั้นใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 304 ผ่าน อ.บางคล้า พอถึงประมาณกิโลเมตรที่ 35



จากนั้นเลี้ยวขวาเข้าสู่ อ.พนมสารครามผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนซึ่งเป็นโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พอเดินทางถึงกิโลเมตรที่ 95 เราสองคนก็ขับรถเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข 33 ผ่านท้องไร่ท้องนาอันอุดมสมบูรณ์ในช่วงฤดูฝนจนในที่สุดเราก็เดินทางมาถึง อ.กบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี และก่อนที่จะออกเดินทางสู่ จ.สระแก้ว เรามาหาอาหารเช้าในตลาดเมืองกบินทร์บุรีรับประทานกันก่อนน่ะครับ
เราสองคนขับรถวนเวียนไปมาในตลาดกบินทร์บุรี จนมาสะดุดตาอยู่ทีร้านก๋วยเตี๋ยวปากหม้อเจ๊แอบตั้งอยู่ริมถนนายในตลาดเมืองกบินทร์บุรี เราสองคนเห็นชื่อมันแปลกดีอีกทั้งยังไม่เคยรับประทานที่ไหนกันมาก่อนเลยจึงอยากลองชิมดูสักครั้งหนึ่งส่วนเรื่องรสชาติจะอร่อยหรือไม่อร่อยอย่างไรนั้นเดี๋ยวก็รู้เอง



เราสองคนสั่งก๋วยเตี๋ยวปากหม้อใส่เครื่องครบทุกอย่างคนละชาม จากนั้นเจ๊แอบแกก็จะตักน้ำซุปต้มกระดูกหมูพร้อมกระดูกหมูมาให้ นอกจากระดูกหมูแล้วายในชามก็จะมีลูกชิ้นหมูพร้อมทั้งเนื้อหมูและเลือดหมูใส่ลงมาให้ด้วยแต่ไม่มีเส้น



สำหรับเส้นจะใช้ข้าวเกรียบปากหม้อที่เจ๊แอบแกจะนั่งแคะสดๆมาจากหม้อนึ่งใส่ลงในชามก๋วยเตี๋ยวของลูกค้าแทนเส้นก๋วยเตี๋ยว ส่วนลูกค้าก็จะปรุงรสชาติของก๋วยเตี๋ยวปากหม้อด้วยเครื่องเคียงที่วางอยู่บนโต๊ะชอบรสชาติไหนก็สามารถปรุงรสได้ตามชอบใจ



สำหรับรสชาติของก๋วยเตี๋ยวปากหม้อเจ๊แอบที่เราสองคนได้ลองชิมแล้วรสชาติของน้ำซุปต้องยอมรับว่ายังไม่ถึงที่สุดแต่ก็พอรับประทานได้ไม่ขี้เหร่ ส่วนราคาก็มีให้เลือกรับประทานตั้งแต่ชามละ 20-60 บาท แล้วแต่จะใส่เครื่องมากเครื่องน้อยตามแต่จะสั่งครับ ท่านผู้อ่านเดินทางผ่านไปผ่านมายังสี่แยกกบินทร์บุรีเมื่อไหร่ก็ลองแวะมาลองลิ้มชิมรสดูน่ะครับก๋วยเตี๋ยวปากหม้อเจ๊แอบชื่อแปลกๆ แห่งตลาดพนมสารคาม
หลังจากอิ่มหนำสำราญกับอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ก่อนที่จะออกเดินทางกันต่อเราสองคนแวะซื้อขนมกุยช่ายเป็นเสบียงมื้อกลางวันในระหว่างเดินทาง



สำหรับขนมกุยช่ายเจ๊อิมเกาะขนุนมีชื่อเสียงในเรื่องรสชาติความอร่อยโด่งดังไปทั่ว จ.ฉะเชิงเทรา และจังหวัดใกล้เคียง ขนมกุยช่ายเจ๊อิมเกาะขนุนตั้งอยู่ายในซอยเทศบาล1ซึ่งเป็นซอยที่ค่อนข้างแคบและหาอยากอยู่สักหน่อย ลูกค้าขาจรน้อยคนนักที่จะรู้จักนอกจากลูกค้าขาประจำเท่านั้น เราสองคนขับรถเข้าไปในซอยเทศบาล1ซึ่งมีป้ายบอกทางไปยังร้านขนมกุยช่ายเจ๊อิมเกาะขนุน ตลอดทางจนในที่สุดเราสองคนก็เดินทางมาถึงร้านขนมกุยช่ายเจ๊อิมซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยลูกค้ามาเข้าคิวรอซื้อกันเป็นจำนวนมาก ร้านขนมกุยช่ายเจ๊อิมนอกจากจะเป็นร้านขายขนมกุยช่ายทั้งปลีกและส่งแล้วายในร้านยังใช้เป็นโรงงานทำขนมกุยช่ายอีกด้วย



เราสองคนมองเข้าไปในร้านเห็นพนักงานซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้หญิงกำลังสาละวนอยู่กับการปั้นบดอัดขนมกุยช่ายอยู่อย่างขะมักขะเม้น เราสองคนสั่งขนมกุยช่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้วในระหว่างรอรับขนมกุยช่ายเลยถือโอกาสเดินเที่ยวชมขบวนการผลิตขนมกุยช่ายายในร้านซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากเจ๊อิมเจ้าของร้านพร้อมเล่าประวัติความเป็นมาของร้านขนมกุยช่ายให้เราฟังด้วยอัธยาศัยไมตรีอันดียิ่ง



เราสองคนเดินเที่ยวชมขบวนการผลิตขนมกุยช่ายพร้อมลองลิ้มชิมรสขนมกุยช่ายที่ขนมกุยชายแต่ละตัวจะมีขนาดเล็กกว่าที่เห็นกันในตลาดทั่วๆไปแต่ขนมกุยช่ายเจ๊อิมจะมีรสชาติโดดเด่นกว่าที่อื่นๆ ก็คือแป้งที่นำมาทำขนมกุยช่ายจะมีความเหนียวนุ่มเป็นพิเศษ



ส่วนน้ำซีอิ้วที่นำมาราดบนขนมกุยช่ายก็มีรสชาติดี สำหรับราคาขายขนมกุยช่ายที่ร้านขายส่งกล่องละ 20 บาท กล่องหนึ่งมี 10 ตัว ตกราคาตัวละ 2 บาท แต่ถ้าแม่ค้ารับซื้อไปขายปลีกในตลาดกบินทร์บุรีหรือส่งต่อเข้าไปขายในกรุงเทพฯราคาก็จะเพิ่มเป็นกล่องละ 25 บาท ท่านผู้อ่านที่เดินทางผ่านไปมายังสี่แยกกบินทร์บุรีมีโอกาสลองแวะเข้ามาลองลิ้มชิมรสขนมกุยช่ายเจ๊อิมว่าจะอร่อยจริงสมคำร่ำลือหรือไม่ แต่ถ้าหาทางเข้าซอยเทศบาล 1 อันเป็นที่ตั้งของร้านขนมกุยช่ายเจ๊อิมไม่ถูกหรือถ้าต้องการสั่งขนมกุยช่ายเจ๊อิมล่วงหน้าสามารถติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 038-551-722, 087-140-3693 และหลังจากเราได้รับขนมกุยช่ายที่สั่งไว้เป็นที่เสร็จเรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกเดินทางสู่จังหวัดสะแก้วจุดหมายปลายทางของเราสองคนในทริปนี้




เราสองคนขับรถออกจาก อ. กบินทร์บุรีใน จ.ปราจีนบุรีไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 33 เข้าสู่ อ. เมือง จ.สระแก้ว




ระหว่างทางเราแวะเข้าไปยังโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ที่ตั้งอยู่ทางขวามือริมถนนหมายเลข 33 ห่างจากตัวเมืองสระแก้วไม่กี่กิโลเมตร หลังจากหาที่จอดรถเสร็จเรีบยร้อย เราสองคนเดินเข้าไปทักทายกับคุณ นรสาร เทพบุปผา เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ซึ่งคุณนรสารได้เล่าเรื่องราวประวัติความเป็นมาของ โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ให้เราสองคนฟังว่า




มูลนิธิชัยพัฒนาได้จัดตั้งโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ขึ้น เพื่อให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯที่จะให้มีสถานที่ผลิตกระบือที่มีความสามารถใน การทำเกษตรกรรมได้อย่างดี เพื่อให้เกษตรกรที่รับกระบือจากโรงเรียนไปแล้ว สามารถใช้กระบือดังกล่าวทำการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิาพ และเกษตรกรจะได้เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบพึ่งพาตนเองและการอยู่อย่างพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันพร้อมกับดูแลสาพแวดล้อม และรักษาธรรมชาติ สามารถอยู่ร่วมเกื้อกูลกันสืบต่อไป





การดำเนินการจัดสร้างโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานต่างๆ อาทิ จังหวัดสระแก้ว กรมปศุสัตว์ กรมการข้าว กรมชลประทาน กรมพัฒนาที่ดิน กรมส่งเสริมการเกษตร กรมประมง ทางหลวงชนบท ทั้งยังได้มีการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกันระหว่างโครงการพระราชดำริ โดยได้นำราษฎรในพื้นที่โครงการพัฒนาดอยตุง (พื้นที่ทรงงาน) อันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้ามาถ่ายทอดความรู้ระดับท้องถิ่นสู่ท้องถิ่น เป็นการแลกเปลี่ยนความรู้และูมิปัญญาในระดับชาวบ้านด้วยกัน



สำหรับโรงเรียนกาสรกสิวิทย์เป็นโครงการส่วนพระองค์ ตั้งอยู่ใน ต.ศาลาลำดวน อ.เมือง ก่อนถึงตัวเมืองสระแก้วไม่กี่กิโลเมตร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินทรงเปิดโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เป็นการส่วนพระองค์




โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เป็นโรงเรียนที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้มูลนิธิชัยพัฒนาจัดตั้งขึ้น เพื่อเป็นโรงเรียนฝึกกระบือ และให้เกษตรกรมาใช้ชีวิตที่เกี่ยวข้องกับกระบือเพื่องานเกษตรกรรม


มูลนิธิชัยพัฒนาได้ดำเนินการจัดตั้งโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ขึ้นเรียบร้อยแล้ว พื้นที่ายในโรงเรียนสามารถแบ่งออกได้เป็น 7 ส่วน คือ
1. แปลงฝึก มีแปลงฝึกไถ คราด ตีลูกทุบ และหมักดิน ให้เกษตรกรและกระบือมีความคุ้นเคยในการทำนาจนชำนาญ เพื่อกลับไปทำการเกษตรในพื้นที่ของตนเอง



2. แปลงนา เป็นแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ ข้าว คัดเลือกให้ตรงตามสายพันธุ์ และมีคุณาพดี ไม่มีการเจือปน เพื่อขยายผลถึงเกษตรกร ให้มีเมล็ดพันธุ์ข้าวที่ดี เพื่อนำไปปลูกให้ได้ผลผลิตต่อไป



3. นิทรรศการเครื่องมือการทำนา แสดง เครื่องมือและอุปกรณ์ในการทำนา ที่ใช้กันมาแต่ดั้งเดิม ซึ่งทำขึ้นตามูมิปัญญาชาวบ้าน



อุปกรณ์ทุกชิ้นที่แสดงจะนำไปใช้ในการทำการเกษตรในพื้นที่โรงเรียน หลังจากการนำไปใช้แล้ว จะทำความสะอาด เก็บเข้าที่เดิม เพื่อจัดแสดงต่อไป ให้เป็นนิทรรศการที่เคลื่อนไหวและมีชีวิต สอดคล้องกับความเป็นจริง



4. แปลงหญ้าอาหารสัตว์ จะปลูกพืชอาหารสัตว์ในพื้นที่ 11 แปลง แปลงละ 1 ไร่ คาดว่าจะได้ผลผลิต 2.5 ตันต่อไร่ เพื่อเป็นอาหารกระบือายในโครงการ



5. บ้านพักปราชญ์ท้องถิ่น แสดงวิถีชีวิตของชาวบ้านที่มีความผูกพันกับกระบือ และความเป็นอยู่ที่เรียบง่ายแบบพอเพียง มีพืชผักสวนครัว เลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่ในบริเวณที่อยู่อาศัย รวมทั้งการประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยแต่โบราณ



นอกจากนี้ยังได้ทำบ่อก๊าซชีวาพสำหรับใช้ในครัวเรือน เพื่อลดการใช้ไฟฟ้าและน้ำมันลง
6. คอกกระบือ มีที่พักกระบือทรงเลี้ยง จำนวน 26 ตัว ในจำนวนนี้เป็นกระบือผู้ให้ความรู้จำนวน 17 ตัว



นอกจากนี้ยังมีที่พักของกระบือที่มาจากธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ที่เข้ามาเรียนรู้การทำนาในโรงเรียนด้วย
7. บ้านดิน เป็นที่พักของผู้เข้ารับการฝึกอบรม และเป็นต้นแบบของที่อยู่อาศัยจริง



เพื่อหาขนาดที่เหมาะสมกับจำนวนและสาพของการพักอาศัย เพื่อใช้เป็นที่อยู่อาศัยต้นแบบของโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ ซึ่งเป็นแบบที่ผู้เข้ารับการฝึกสามารถกลับไปปลูกสร้างเองได้



โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ มีกระบือทั้งหมด 26 ตัว เป็นกระบือทรงเลี้ยงที่มีผู้น้อมเกล้าฯ ถวาย ในจำนวนนี้ มีกระบือผู้ให้ความรู้ 17 ตัว ส่วนกระบือผู้เรียนรู้นั้น จะเป็นกระบือจากธนาคารโคกระบือเพื่อเกษตรกรตามพระราชดำริ ในปีแรกจะทำการฝึกจำนวนรุ่นละ 5 ตัว ปีละ 10 รุ่น ใน 1 ปี จะมีกระบือผ่านการอบรมรวม 50 ตัว และจะเพิ่มจำนวนกระบือผู้เรียนรู้ เมื่อการฝึกได้ผลเป็นที่น่าพอใจ



สำหรับเกษตรกรผู้ที่จะรับกระบือจากโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ จะต้องเป็นผู้ที่มีความตั้งใจในการนำกระบือไปใช้ในการเกษตรของตนอย่างจริง จัง และจะต้องเข้าพักอาศัยในโรงเรียน ฝึกกับครูฝึกสอนผู้ใช้กระบือของโรงเรียน ซึ่งเป็นปราชญ์ท้องถิ่นที่มีความชำนาญในการฝึกและควบคุมกระบือเพื่อใช้ในการ เกษตร นอกจากนี้ เกษตรกรจะได้รับความรู้ทั้งด้านการเลี้ยง และดูแลกระบือ การจัดการเรื่องหญ้าและอาหารกระบือ



การปลูกพืชเลี้ยงสัตว์ผสมผสาน และการใช้ชีวิตแบบพอเพียง นับเป็นการฝึกกระบือให้ทำการเกษตรได้ดี ทั้งยังฝึกคนให้เข้าใจถึงวิธีการใช้และดูแลกระบือในการทำเกษตรกรรม หลังจากพุดคุยกับคุณนรสาร เทพบุปผา เจ้าหน้าที่ผู้ดูแลโรงเรียนกาสรกสิวิทย์เป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงขออนุญาติเดินเที่ยวชมายในโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ซึ่งมีอุปกรณ์ต่างๆในการทำไร่ทำนามากมายรวมทั้งแปลงทำนาสาธิตการปลูกข้าวตลอดจนแปลงสำหรับการฝึกกระบือไว้ไถนาอีกด้วย





ท่านผู้อ่านที่มีโอกาสขับรถเดินทางมาท่องเที่ยวยังจ.สระแก้วแล้วผ่านมาบนถนนสายนี้ถ้ามีเวลาก็ลองแวะเข้ามาเยี่ยมชมโรงเรียนกาสรกสิวิทย์กันดูบ้างน่ะครับเพราะมีสิ่งที่น่าสนใจและเป็นประโยชน์หลายอย่างๆ เหมาะกับการเรียนรู้เรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นอย่างยิ่งครับหรือท่านผู้อ่านบางคนที่มีลูกมีหลานไม่เอาถ่านประเทขายนาส่งควายเรียนจะลองส่งมาให้ทางโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ฝึกหัดให้ไถนาดูบ้างก็ได้น่ะครับ เผื่อจะไถนาเป็นเหมือนควายมีอาชีพติดตัวไม่เดือดร้อนพ่อแม่ทางบ้านครับ สนใจรายละเอียดติดต่อสอบถามได้ที่ โรงเรียนกาสรกสิวิทย์ โทร 0-3743-5058 หรือที่สำนักบริหารโครงการสำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนาโทรศัพท์ 0-2282-4425 -7 ต่อ 119 120 121 ตามวันเวลาราชการ และท่านผู้อ่านจะได้รู้ว่าควายมีประโยชน์มากกว่าที่ท่านคิด


sakeaw (01)


จากโรงเรียนกาสรกสิวิทย์ เราสองคนขับรถเดินทางมาถึงยังตัวเมืองจ.สระแก้วและก่อนที่เราสองคนจะเดินทางท่องเที่ยวต่อไปในจ.สระแก้วเราสองคนมากราบสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ในจ.สระแก้วกันก่อนดีกว่าน่ะครับเพื่อเป็นศิริมงคลกับตัวเองสืบต่อไปครับ



วัดสระแก้ว (พระอารามหลวง)ใน อ.เมือง จ.สระแก้ว คือวัดที่เราสองคนเดินทางกันมากราบสักการะบูชากันในวันแรกที่เดินทางมาถึงยัง จ.สระแก้ว สำหรับวัดสระแก้ว (พระอารามหลวง) แห่งนี้ ตั้งอยู่ที่ เลขที่ 122 ถนนสุวรรณศร ตำบลสระแก้ว เทศบาลเมืองสระแก้ว อำเอเมือง จังหวัดสระแก้ว ถือเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญเดิมวัดสระแก้ว โดยตั้งอยู่ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือวัดสระแก้ว ตั้งอยู่ติดกับหนองน้ำด้านทิศตะวันออก โดยมีเนื้อที่ 3 ไร่เศษ จึงถูกเรียกว่า “วัดหัวหนอง” ปัจจุบันหนองน้ำดังกล่าวได้เป็นที่ตั้งของโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชสระแก้ว สันนิษฐานกันว่า “วัดหัวหนอง” หรือ “วัดสระแก้ว” ในปัจจุบันได้ถูกสร้างขึ้นเมื่อประมาณปี พ.ศ. 2453 ถึงปี พ.ศ. 2466 โดยหลวงพ่อทองที่ชาวสระแก้วเคารพสักการะบูชา และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจ



ต่อมาในปี พ.ศ. 2466 หลวงพ่อพรหมา จนฺทสโร พร้อมด้วยชาวบ้านโดยมีขุนประกอบ วิสัยการ ปลัดกิ่งอำเอสระแก้ว นายหยี นางหร่าย เป็นกำลังสำคัญในการย้ายวัดจาก “วัดหัวหนอง”มาตั้งวัดใหม่โดยได้ตั้งชื่อตามตำบลและอำเอว่า “วัดสระแก้ว”ณ ที่ตั้งในปัจจุบัน ซึ่งในปัจจุบันวัดสระแก้วมีเนื้อที่ประมาณ 90 ไร่เศษ วัดสระแก้วถือว่าเป็นวัดราษฎร์ ที่ได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2543 และได้รับการยกย่องเป็นวัดพัฒนาตัวอย่างดีเด่น และ สำนักเรียนดีเด่นของจังหวัดสระแก้ว



สำหรับหลวงพ่อทอง หรือ พระครูรัตนสราธิคุณ แห่งวัดสระแก้ว อำเอเมือง จังหวัดสระแก้ว มีความรู้ด้านวิชาการแพทย์แผนโบราณ หลวงพ่อได้ใช้ความรู้ด้านการแพทย์ ช่วยเหลือบำบัดรักษาให้แก่ประชาชนผู้เจ็บป่วย และยังเป็นพระนักพัฒนา จึงเป็นที่เลื่อมใสของประชาชนชาวสระแก้ว และจังหวัดใกล้เคียง ที่ได้แวะเวียนมากราบไหว้เสริมสิริมงคลให้แก่ตนเป็นประจำในทุกวัน แม้ปัจจุบันหลวงพ่อทองจะมรณาพไปนานแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ. 2523 แต่ชาวบ้านก็ยังคงเคารพเลื่อมใสในคุณงามความดีของท่านจึงได้ร่วมใจกันสร้าง รูปปั้นของหลวงพ่อประดิษฐานไว้ในวิหารายในวัดและในวันที่ 1 9มิถุนายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันที่หลวงพ่อทองมรณาพทางวัดจัดให้มีงานปิดทองนมัสการรูปปั้นหลวงพ่อทองขึ้นเป็นประจำทุกปีเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้สักการะบูชาและนึกถึงบุญคุณท่าน



นอกจากนี้ายในวัดสระแก้วยังมีโบสถ์เก่าสร้างขึ้นราวปี พ.ศ. 2476 และมีการบูรณปฎิสังขรณ์เมื่อปี พ.ศ.2544 เป็นโบสถ์ที่หาชมได้ยากเครื่องบนมุงกระเบื้อง ประดับช่อฟ้า ใบระกาหางหงส์ มีเสารับชายคาที่เรียกว่าพาไล ผนังโบสถ์ทำด้วยไม้แบบฝาถังายในโบสถ์ประดับพระพุทธรูปประธานปางมารวิชัยขัดสมาธิราบ อิทธิพลศิลปล้านช้างฝีมือช่างท้องถิ่น



สำหรับวัดสระแก้วนี้ตั้งอยู่ริมถนนสุวรรณศรอำเอเมืองสระแก้วอยู่เลยป้อมตำรวจสี่แยกไฟแดงไปประมาณ 600 เมตรวัดตั้งอยู่ทางซ้ายมือ
จากวัดสระแก้วเราสองคนเดินทางมายังศาลหลักเมืองสิ่งศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สองใน จ.สระแก้ว ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 33เส้นทางไป อ.วัฒนานครห่างจากตัวเมืองสระแก้วระยะทางประมาณ 3 ก.ม. ศาลหลักเมืองสระแก้วจะตั้งอยู่ทางซ้ายมือก่อนถึงศูนย์ราชการระยะทางประมาณ 1.5 ก.ม. ก็จะถึงศาลหลักเมืองสระแก้ว



สำหรับจังหวัดสระแก้วได้รับการสถาปนาให้เป็นจังหวัดลำดับที่ 74 ของประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2536 เพิ่อเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนในจังหวัดสระแก้วจึงได้สร้างศาลหลักเมืองแบบปรางค์ ายในปริมณฑลสวนกาญจนาิเษกพร้อมจัดทำเสาหลักเมืองจากต้นชัยพฤกษ์ที่มีคุณลักษณะถูกต้องตามประเพณี ความสูง 3.50 เมตร และได้กราบบังคมทูลพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทรงพระสุหร่ายและทรงเจิมยอดเสาหลักเมืองและแผ่นทองดวงเมืองของจังหวัดสระแก้วเมื่อวันพฤหัสบดีที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2536



ศาลหลักเมืองตั้งอยู่ ณ ปริมณฑลสวนกาญจนาิเษก หมู่ 3 ตำบลท่าเกษม อำเอเมืองจังหวัดสระแก้ว และในช่วงเดือนกันยายนจังหวัดสระแก้วได้จัดให้มีงานพิธีสมโชและเฉลิมฉลองศาลหลักเมืองเป็นประจำทุกปีอีกด้วยครับ

หลังจากที่เราสองคนกราบนมัสการศาลหลักเมืองเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นก็ขับรถไปตามเส้นทางหลวงหมายเลข 33 ผ่านศูนย์ราชการซึ่งเป็นที่ตั้งของศาลากลางจังหวัดสระแก้ว



โดยบริเวณด้านหน้าของศาลากลางจังหวัดเป็นที่ตั้งของอนุสาวรีย์สมเด็จพระจุลจอลเกล้าเจ้าอยู่รัชกาลที่ 5 ประดิษฐานอยู่



ซึ่งายในศูนย์ราชการแห่งนี้เป็นที่รวมของส่วนราชการต่างๆ ประชาชนจากทุกอำเอใน จ.สระแก้วจะเดินทางมาติดต่อยังศูนย์ราชการเป็นประจำทุกวัน



เราสองคนขับรถเลยจากศูนย์ราชการสระแก้วมาตามเส้นทางถนนหมายเลข 33 ก่อนถึงสี่แยกวัฒนานครประมาณ 1.5 ก.ม. จะเป็นที่ตั้งของพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่บริเวณข้างทาง



เราสองคนเลี้ยวรถเข้าไปเยี่ยมชมและสักการะบูชากันก่อนดีกว่าครับ สำหรับสมเด็จพระนเรศวรมหาราชเมื่อครั้งยังดำรงตำแหน่งพระยศเป็นสมเด็จพระมหาอุปราชได้ทรงมีพระปรีชาสามารถในการทำศึกสงครามเพื่อรักษาประเทศชาติพระองค์ได้ทรงยกกองทัพมาปราบปรามอริราชศัตรูที่ลักลอบเข้ามาโจมตีกวาดต้อนผู้คนบริเวณชายแดนอยู่เนืองๆ



โดยในปี พ.ศ. 2124 ได้ทรงยกทัพมาปราบปรามครั้งแรกต่อมาในปี พ.ศ. 2125 จึงได้โปรดให้สร้างค่ายคูเมืองขึ้นปลูกยุ้งฉางข้าวลำเลียงข้าวเข้าไปเก็บไว้ที่ค่ายพระทำนบ (บริเวณ อ.วัฒนานครในปัจจุบัน) ก่อนที่จะยกทัพมาปราบปรามอริราชศัตรูอย่างราบคาบในปีนั้น



และด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ท่าน จังหวัดสระแก้วจึงได้สร้างพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชประทับยืนชูดาบเหนือพระเศียรแสดงพระราชอำนาจในการปกป้องรักษาพสกนิกรของพระองค์โดยมีความสูงถึง 2.80 เมตร และในเดือนมกราคมของทุกปีทางจังหวัดสระแก้วได้จัดงานวันสมเด็จพระนเรศวรมหาราชขึ้น นอกจากจะมีพิธีถวายราชสักการะของหน่วยงาน ทหาร ตำรวจและประชาชนแล้วในช่วงกลางคืนยังมีการแสดงการต่อสู้ป้องกันตัวแบบไทยทั้ด้วยมือเปล่า หอก ดาบและสืบสานประเพณีรำถวายมือของหญิงสาวชาวสระแก้ว ไม่ว่าจะเป็นคหบดี หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ นักเรียนและประชาชนแล้วยังมีมหรสพสมโชทุกคืนอีกด้วยครับ



เราสองคนกราบสักการะบูชาพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราชเป็นที่เรียบร้อยแล้วจึงออกเดินทางต่อไปบนถนนหมายเลข 33 ถึงบริเวณสี่แยกวัฒนานครจากนั้นจึงเลี้ยวขวาเข้าสู่เส้นทางหลวงหมายเลข 3395 สู่วัดนครธรรมซึ่งตั้งอยู่ในอำเอวัฒนานคร เราสองคนขับรถข้ามทางรถไฟจนในที่สุดก็เดินทางมาถึงวัดนครธรรมอันเป็นวัดที่ประดิษฐานของหลวงพ่อขาวซึ่งเป็นพระพุทธรูปโบราณปางสมาธิเป็นพระพุทธรูปที่ชาว จ.สระแก้ว และประชาชนทั่วไปในจังหวัดใกล้เคียงให้ความเคารพนับถือในเรื่องของความศักดิ์สิทธิ์เป็นอันมาก



สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดนครธรรมนี้ตั้งอยู่ในท่ามกลาง 5 หมู่บ้าน คือ บ้านสระลพ บ้านเมือง บ้านจิก บ้านพร้าว และบ้านตลาดวัฒนานคร หน้าวัดติดกับเทศบาลอำเอวัฒนานคร และกองพิสูจน์หลักฐาน กองวิทยาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ อำเอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้วห่างจากสถานีรถไฟและถนนสุวรรณศร ประมาณ 1 กิโลเมตรเศษ เดิมวัดนี้มีชื่อว่า “วัดสระลพ” มาเปลี่ยนเป็นชื่อว่า “ วัดนครธรรม” นี้เมื่อปี พ.ศ. 2506 เพื่อให้เป็นมงคลแก่พระครูวิวัฒน์นครธรรม ผู้ซึ่งบุกเบิกสร้างวัดนี้มาตั้งแต่ในสมัยที่ท่านยังดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาส



สำหรับผู้สร้างวัดนครธรรมนี้ ตามหลักฐานยังไม่ปรากฏว่าผู้ใดเป็นคนก่อสร้างและสร้างวัดขึ้นมาตั้งแต่สมัยใด แต่ด้วยบารมีของเจ้าอาวาสองค์ก่อนๆ และความร่วมมือร่วมใจ จนเกิดศรัทธาในพระพุทธศาสนา ของเหล่าพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ได้ให้การสนับสนุนอุปถัม์วัดนครธรรมแห่งนี้ด้วยดีเสมอมาจวบจนถึงปัจจุบันนี้



วัดนครธรรมแห่งนี้เป็นวัดโบราณเก่าแก่วัดหนึ่งใน จ.สระแก้ว ได้ทำการปฏิสังขรณ์สืบต่อเนื่องกันมนานหลายสมัยเพื่อให้เป็นวัดที่สมบูรณ์ตามพระราชบัญญัติลักษณะปกครองสงฆ์ ร.ศ.121 ซึ่งเป็นกฎหมายที่บังคับใช้อยู่ในขณะนั้น ทางวัดนครธรรมจึงได้ดำเนินการให้ทางราชการรับรองสาพวัดโดยได้ตั้งเป็นวัดเมื่อ พ.ศ. 2430 และได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อ พ.ศ. 2526 มีเนื้อที่ทั้งหมด 29 ไร่ 3 งาน 14 ตารางวา



เดิมวัดนครธรรมไม่มีพระพุทธรูปองค์ประธานในอุโบสถ ทางเจ้าอาวาสจึงได้อัญเชิญพระพุทธรูปที่ประดิษฐานอยู่ที่วัดร้างที่อยู่บ้านจิก ซึ่งไม่มีผู้ใดดูแลรักษาในสมัยนั้นเป็นพระพุทธรูปโบราณนั่งขัดสมาธิสร้างด้วยปูนและได้นำมาประดิษฐานอยู่ในอุโบสถ เมื่อปี พ.ศ. 2468 พระพุทธรูปองค์นี้มีชื่อว่า “หลวงพ่อปูน” ซึ่งเข้าใจว่าสร้างด้วยปูนแต่โดยส่วนมากชาวบ้านมักจะเรียกกันว่า “หลวงพ่อขาว” จนถึงปัจจุบันนี้



สำหรับในการอัญเชิญหลวงพ่อขาวหรือหลวงพ่อปูนมายังวัดนครธรรมได้นั้นต้องใช้ล้อเลื่อนบรรทุกมาโดยใช้เชือกมะนิลาโยงให้ประชาชนได้ช่วยกันฉุดลากองค์หลวงพ่อขาวมา ปรากฏว่าในวันนั้นเกิดอินิหารจากองค์หลวงพ่อขาวโดยมีชาวบ้านที่มาร่วมชักรอกองค์หลวงพ่อขาวสังเกตุเห็นน้ำตาของหลวงพ่อขาวไหลออกมาจากเบ้าตาอย่างเห็นได้ชัดเจนพร้อมกับมีฝนตกลงมาอย่างหนักโดยที่ไม่มีเมฆฝนตั้งเค้ามาก่อนเลย ตั้งแต่เริ่มชักลากมาจากวัดบ้านจิก ตลอดทางจนมาถึงวัดนครธรรม ชาวบ้านเชื่อถือเป็นนิมิตหมายว่า พระพุทธรูปองค์นี้จะนำความสุขความร่มเย็นมาสู่หมู่บ้านของตนอย่างแน่นอน สำหรับวิหารของหลวงพ่อขาวสร้างเป็นอาคารไม้มุงสังกะสีตั้งอยู่บริเวณใจกลางของวัด ายในวิหารยังประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุที่ได้อัญเชิญมาจากวัดเปมะดุลลาราชะมหาวิหาร เมืองรัตนบุระในประเทศศรีลังกาอีกด้วย



สำหรับสิ่งที่น่าสนใจายในวัดนครธรรมที่ท่านผู้อ่านควรแวะมาเยี่ยมชมได้แก่ หลวงพ่อขาว พระบรมสารีริกธาตุ รอยพระพุทธบาทจำลอง พระสยามเทวาธิราช และนับตั้งแต่ได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุมาประดิษฐานไว้ที่วัดนครธรรมเป็นต้นมา ปกติทางวัดจัดงานปิดทองพระประจำปีเนื่องในงานนมัสการหลวงพ่อขาว หรือหลวงพ่อปูน เป็นประจำทุกปี บางปีจัด 3 วัน 4 วัน 5 วัน ตามแต่โอกาส



แต่ปี พ.ศ. 2536 ได้จัดเป็นกรณีพิเศษ คณะกรรมการวัดได้จัดงาน 10 วัน 10 คืน แต่ก็มีพุทธศาสนิกชนทั้งหลาย ได้พากันเดินทางมาพักค้างแรมกันที่วัดนครธรรม และได้ทำการปิดทองหลวงพ่อขาว และนมัสการพระบรมสารีริกธาตุเป็นจำนวนมาก และในระหว่างงานมีประชาชนผู้เลื่อมใสศรัทธาเดินทางมาปิดทองหลวงพ่อขาวอยู่เสมอเป็นประจำทุกวันอีกด้วย
หลังจากกราบนมัสการองค์หลวงพ่อขาวพร้อมทำบุญเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นก็เดินเที่ยวชมายในบริเวณวัดนครธรรมจนสมควรแก่เวลาหาอาหารค่ำใน อ.วัฒนานคร รับประทานกันก่อนที่จะไปพักแรมค้างคืนในตัวเมืองสระแก้วกันก่อนดีกว่าน่ะครับสำหรับอาหารมื้อค่ำของเราสองคนในคืนนี้คือที่ร้านอาหารริมหลวงในเมืองสระแก้ว



ร้านอาหารริมหลวงตั้งอยู่ริมถนนสุวรรณศรหรือถนนสาย สระแก้ว-อรัญประเทศ หมายเลข 33 ห่างจากตัวเมืองสระแก้วไปทางทาง อ.อรัญประเทศ ระยะทางประมาณ 3 ก.ม.ร้านตั้งอยู่ทางด้านซ้ายมือบริเวณสามแยกจันทร์



ร้านอาหารริมหลวงเป็นร้านอาหารป่าที่มีเมนูอาหารป่ารสชาติจัดจ้านให้ผู้ที่เดินทางผ่านไปผ่านมาบนเส้นทางสายนี้ได้เลือกรับประทานกันซึ่งมีเมนูอาหารให้เลือกรับประทานมากมายอาทิเช่นแกงป่าปลาดุก แกงป่าเนื้อ แกงป่าไก่และอื่นๆ อีกมาก



สำหรับร้านอาหารริมหลวงจะเปิดให้บริการในช่วงเย็นเท่านั้นน่ะครับคือเริ่มต้นตั้งแต่ในช่วงเย็นตั้งแต่เวลา16.00 -21.00น. เท่านั้นน่ะครับห้ามมาผิดเวลาโดยเด็ดขาดเพราะร้านยังไม่เปิดให้บริการลูกค้า



เราสองคนรับประทานอาหารมื้อค่ำใน อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว ด้วยความเอร็ดอร่อย และเมื่อรับประทานกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกเดินทางกลับมายังตัวเมืองสระแก้วพร้อมกับหาที่พักค้างแรมคืนแรกของเราสองคนในจังหวัดสระแก้วกันก่อนดีกว่าน่ะครับไอ้ครั้นจะขออาศัยศาลาวัดนครธรรมค้างแรมก็กระไรอยู่
เราสองคนขับรถกลับเข้ามาในตัวเมืองสระแก้วพร้อมกับสอดส่ายสายตามองหาที่พักและก็มาได้ River Resort & Spa โรงแรมระดับสามดาวตั้งอยู่ริมถนนสุวรรณศรเส้นทางสายสระแก้ว-อรัญประเทศราคาคืนละ 500บาท เป็นที่พักค้างแรมของเราสองคนในคืนนี้



ท่านผู้อ่านที่เดินมาท่องเที่ยวแล้วสนใจที่จะเข้าพักคลิ๊กเข้าไปดูรายละเอียดได้ที่ www.river-resort.com



พรุ่งนี้เราสองคนจะพาท่านผู้อ่านไปเที่ยวชมขบวนแห่งานดูผีเสื้อที่ปางสีดาในตัวเมืองสระแก้ว รวมทั้งพาไปดูผีเสื้อที่อุทยานแห่งชาติปางสีดา และเที่ยวชมอ่างเก็บน้ำพระปรงในอำเอวัฒนานครกันสำหรับวันนี้ขอกล่าวคำว่าราตรีสวัสดิ์ครับ

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา