|
โฮจิมินห์ Ho Chi Minh 
วีรบุรุษของชาวเวียดนาม โฮจิมินห์เกิดเมื่อวันที่19พฤษภาคม ค.ศ. 1890 ที่หมู่บ้านกิมเหลียน ตำบลนามเหลียน อำเภอนามดาน จังหวัด เหงะอัน เดิมชื่อ “เหงียน ตัด ตานห์”ซึ่งบางทีเรียกว่า” เหงียน ซิงห์ คัง” มารดามีอาชีพทำนา บิดามีชื่อว่า เหงียน ซินห์ฮุย เป็นข้าราชการครูชั้นผู้น้อยแต่มีความรู้แตกฉานในวรรณคดีจีนโดยสอนหนังสืออยู่ที่เมืองฮัว สำหรับ โฮจิมินห์เป็นลูกคนที่สามมีพี่สาวคนโตชื่อ “ตรันห์”พี่ชายคนที่สองชื่อ “วาเคียม” เมื่อเขาอายุได้สิบขวบมารดาก็เสียชีวิต โดยโฮจิมินห์เรียนหนังสือชั้นต้นกับบิดา จนสามารถอ่านออกเขียนได้อย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจึงได้เข้าเรียนต่อในชั้นมัธยมในเมืองเว้จนจบและได้ออกมาเป็นครูอยู่ที่หมู่บ้านชาวประมงเล็กๆแห่งหนึ่ง และความที่บิดาเป็นคนที่มีเลือดรักชาติรุนแรงมากจึงทำให้มีความเกลียดชังฝรั่งเศสที่เข้ามาปกครองเวียดนามอย่างที่สุดซึ่งไม่เพียงแต่เกลียดชังอยู่แต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น เขายังได้ถ่ายทอดความเกลียดชังฝรั่งเศสของเขาไปยังลูกๆทั้งสามคนซึ่ง รวมทั้งโฮจิมินห์อีกด้วย ครั้งหนึ่งบิดาของโฮจิมินห์ต่อต้านการเก็บภาษีแบบไม่เป็นธรรมของฝรั่งเศสบิดาของเขาจึงถูกไล่ออกจากงาน และต่อมาไม่นานพี่สาวของเขาซึ่งเป็นนักเรียนพยาบาลก็ถูกจับในข้อหาจัดส่งอาวุธและเสบียงอาหารให้กับกองทัพปลดแอกประชาชนเวียดนาม ส่วนเคียมพี่ชายของเขาถูกจับขังคุกในข้อหาก่อความไม่สงบจึงทำให้เหลือเขากับบิดาเพียงสองคนอาศัยกันอยู่อย่างยากจน เขามีรูปร่างผอมบางและค่อนข้างขี้โรคเมื่อโตขึ้นเป็นหนุ่มเขาก็ยังมีรูปร่างผอมบางเหมือนเช่นเดิม ถึงแม้เขาจะเกลียดชังฝรั่งเศสมากเพียงใดก็ตามแต่เขาก็ได้ชื่อว่ามีความรู้แตกฉานในภาษาฝรั่งเศสมากคนหนึ่งหลังจากเป็นครูอยู่ได้ชั่วพักหนึ่งจากนั้นเขาก็ตัดสินใจเดินทางออกจากเวียดนามโดยอาศัยเรือเดินสมุทรที่แล่นส่งสินค้าระหว่างท่าเรือไฮฟองกับท่าเรือมาร์เซย์ของฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน ค.ศ. 1911 ซึ่งในขณะนั้นเขามีอายุได้ 22 ปี และด้วยความเป็นคนรูปร่างผอมบางคล้ายคนขี้โรคทำให้กัปตันเรือสงสารเปลี่ยนหน้าที่ของเขาจากกะลาสีเรือมาเป็นพ่อครัวประจำเรือเดินสมุทรเดินทางเร่ร่อนไปตามประเทศต่างๆเกือบทั่วโลก ทำให้เขาได้เรียนรู้ภาษาของชาติมหาอำนาจใหญ่ๆได้ถึงหกภาษาเช่น จีน ฝรั่งเศส อังกฤษ สเปน เยอรมัน และ รัสเซีย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อเขามาก เล่ากันว่าในกระบวนรัฐบุรุษคนสำคัญของโลกไม่มีใครทำอาหารได้อร่อยและเก่งเท่ากับโฮจิมินห์ สองปีต่อมาโอจิมินห์ตัดสินใจโบกมีออำลาอาชีพพ่อครัวบนเรือเดินสมุทรขึ้นบกที่ท่าเรือเลอฮาร์ฟประเทศฝรั่งเศสเมื่อปีค.ศ. 1914 ซึ่งขณะนั้นเขามีอายุได้ 24 ปี และไม่มีใครคาดคิดว่า พ่อครัวรูปร่างผอมบางคล้าย เจ๊กขี้ยาผู้นี้จะมีความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่อยู่ในจิตใจของเขานั่นคือการขับไล่ฝรั่งเศสออกไปจากเวียดนามและให้อิสรภาพแก่ประเทศแม่ของตน ต่อมาโฮจิมินห์ได้รับเลือกให้เป็นตัวแทนของชาวเวียดนามผู้รักชาติให้เข้าร่วมประชุมที่พระราชวังแวร์ซายส์บทบาทในการเรียกร้องสิทธิเสรีภาพและเอกราชเพื่อชาวเวียดนามได้เริ่มต้นตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา เล่ากันว่าในการประชุมครั้งนั้นโฮจิมินห์ต้องไปเช่าเสื้อนอกมาสวมซึ่งถือว่าเป็นการสวมเสื้อนอกของชาติตะวันตกเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวของรัฐบุรุษผู้นี้ถึงกระนั้นข้อเรียกร้องของโฮจิมินห์ก็ไม่ได้รับความสนใจใยดีจากฝรั่งเศส และเมื่อดำเนินการตาม วิถีทางอันถูกต้องแล้วไม่ได้ผลโฮจิมินห์จึงหันหน้าเข้าหาคอมมิวนิสต์อย่างเต็มตัว ซึ่งในเวลานั้นทฤษฎีสังคมนิยมกำลังแพร่หลายไปทั่วทั้งยุโรปและรัสเซีย โฮจิมินห์จึงคิดว่าวิธินี้คือวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้ความใฝ่ฝันอันยิ่งใหญ่ของเขาสามารถเป็นจริงขึ้นมาได้นั่นก็คือเลือกเข้าข้างศัตรูของฝรั่งเศสเท่านั้น หลังจากใช้ชีวิตอยู่ในประเทศต่างๆนานถึง 40 ปี จากนั้นในปี ค.ศ.1950 โฮจิมินห์จึงตัดสินใจเดินทางกลับสู่มาตุภูมิเพื่อกอบกู้อิสรภาพให้แก่บ้านเกิดเมืองนอนของตนเองโดยเลือกเอาประเทศสยามเป็นฐานที่มั่นอย่างลับๆ โดยใช้ชื่อใหม่ว่า “จิน” หรือ “วง” โดยอาศัยชาวเวียดนามผู้รักชาติที่อพยพหนีการกดขี่ของฝรั่งเศสเข้ามาทำมาหากินอยู่ในประเทศสยามเป็นจำนวนมากคอยให้การสนับสนุน และอาจจะกล่าวได้ว่าเป็นการเผยแพร่ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นครั้งแรกใน ประเทศสยาม การต่อสู้เรียกร้องเอกราชของโฮจิมินห์เริ่มต้นเป็นจริงเป็นจังขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1950 หลังจากสาธารณรัฐประชาชนจีนโดยประธาน เหมาเจ๋อตุง ได้รับการสถาปนาเป็นประธานาธิบดีของจีนซึ่งในขณะนั้นจีนและโซเวียตยังเป็นมิตรกันอยู่จึงร่วมมือกันให้ความช่วยเหลือแก่โฮจิมินห์ทั้งทางด้านอาวุธยุทธปกรณ์และเงินทำการขับไล่ฝรั่งเศสประกอบกับความรักชาติของชาวเวียดนามทุกคนที่ร่วมมือร่วมใจกันอย่างดียิ่ง จนสามารถทำลายค่ายเดียนเบียนฟูได้อย่างราบคาบจนทำให้ฝรั่งเศสที่ยึดครองต้องถอนตัวออกไปจากเวียดนามเป็นอันสิ้นสุดยุคอาณานิคมของฝรั่งเศสที่ปกครองเวียดนามมาเป็นระยะเวลายาวนานถึง 90 ปี พอฝรั่งเศสออกไปสหรัฐอเมริกาพี่ใหญ่แห่งค่ายเสรีนิยมไม่ยอมให้เสียหน้าเข้ามาปกครองเวียดนามแทนฝรั่งเศส โดยแบ่งเวียดนามออกเป็นสองประเทศโดยใช้เส้นขนานที่ 17 เป็นเส้นแบ่งเขตประเทศทั้งสอง คือเวียดนามเหนือปกครองแบบคอมมิวนิสต์ เวียดนามใต้ปกครองแบบเสรีนิยม ซึ่งสร้างความไม่พอใจให้แก่โฮจิมินห์เป็นอย่างมากจนในที่สุดเกิดมาเป็นสงครามเวียดนามขึ้นอีกครั้งหนึ่งซึ่งกินเวลายาวนาน แต่สำหรับโฮจิมินห์แล้วเป็นที่น่าเสียดายว่าเขาไม่ได้เห็นผลงานแห่งการทุ่มเททั้งชีวิตและร่างกายของเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชอย่างแท้จริงตามที่เขาเคยใฝ่ฝันไว้ตลอดชีวิตของเขาเพราะเขาเสียชีวิตลงก่อนหน้านั้นเป็นเวลาหกปีแต่ถึงอย่างไรก็ตามประชาชนชาวเวียดนามยังคงยกย่องให้เขาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะอันงดงามในครั้งนี้ ปัจจุบันรูปภาพของโฮจิมินห์ถูกประดับไว้ตามฝาผนังบ้านของชาวเวียดนามแทบทุกหลังคาเรือนตลอดจนถนนหนทางทุกสายทั่วประเทศเวียดนามในความรู้สึกลึกๆของชาวเวียดนามทุกคนแล้วโฮจิมินห์ยังไม่ตายไปจากจิตใจของพวกเขาโฮจิมินห์ ผู้มีรูปร่างผอมบางไว้คางแพะเหมือนเจ๊กขี้ยาคือผู้ปลดปล่อยชาวเวียดนามสู่อิสรภาพและรวมประเทศเวียดนามให้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันสิ้นชีวิตลงเมื่อวันที่ 3 กันยายน ค.ศ.1969ด้วยโรคชราหลังจากตรากตรำงานเพื่อเอกราชมาอย่างหนักและยาวนานรวมอายุได้ 79 ปี ปัจจุบันร่างอันไร้วิญญาณของโฮจิมินห์นอนสงบนิ่งอยู่ภายในโรงแก้วในสถานที่บรรจุศพที่ถูกสร้างด้วยหินออน่ทั้งหลัง ณ จัตุรัสบาดิงห์ ใจกลางกรุงฮานอย ประเทศเวียดนามวันที่โฮจิมินห์สิ้นชีวิตจวบจนทุกวันนี้นับเป็นเวลาเกือบ 40กว่าปีแล้ว แต่เขายังเป็นวีรบุรุษที่อยู่ในหัวใจของชาวเวียดนามทุกคนอย่างไม่รู้ลืมตราบจนเท่าทุกวันนี้...............ลุงโฮยังไม่ตาย หน้าต่อไป
|