4 วัน เวียดนามเหนือ จาก ฮาลองเบย์ สู่ ฮาลองบก

สนามบินสุวรรณูมิ กรุงเทพฯ

05.00น. ณ.จุดนัดพบบนบริเวณชั้น 4 ประตู 3 เคาน์เตอร์ E ของสายการบินแอร์เอเซีย คณะของพวกเราชาว IDO travellers.com ได้พบกับคุณวรินทร์พร นีลดานุวงศ์ หรือชื่อเล่นว่า คุณเล็ก แห่งบริษัท “เพื่อนท่องเที่ยว” ซึ่งเป็นผู้สนับสนุนการเดินทางให้กับพวกเรา ในการเดินทางสำรวจแหล่งท่องเที่ยวประเทศเวียดนามตอนเหนือในทริปนี้ สำหรับท่านที่สนใจการเดินทางท่องเทียวในประเทศเวียดนาม สามารถหาข้อมูลรายละเอียดได้ที่ www.friendtravelthai.com
06.55น. หลังจากตรวจเช็คเอกสารการเดินทางกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้านกเหล็กยักษ์ของสายการบินแอร์เอเซีย เที่ยวบินที่ FD3700 ก็พาพวกเราเหิรฟ้าสู่กรุงฮานอย ประเทศเวียดนามในทันที
สนามบินนอยไบ กรุงฮานอย
08.15น.ใช้เวลาในการเดินทางประมาน 1.20 ชั่วโมง เจ้านกเหล็กยักษ์ของสายการบินแอร์เอเซียก็พาพวกเราเดินทางมาถึงสนามบินนานาชาตินอยไบ กรุงฮานอย ประเทศเวียดนาม หลังจากตรวจเช็คสัมาระเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงมาตรวจเอกสารการเดินทางกับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของเวียดนาม ซึ่งในปัจจุบันกระทรวงการต่างประเทศของไทยและเวียดนาม ได้ยกเลิกค่าธรรมเนียมวีซ่าเข้าทั้งสองประเทศมาหลายปีแล้ว นักท่องเที่ยวชาวไทยสามารถเดินทางท่องเที่ยวในประเทศเวียดนามได้ายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งเดือน
หลังจากตรวจเอกสารการเดินทางเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คุณเล็กก็พาพวกเราเดินทางโดยรถตู้ จากสนามบินนอยไบมุ่งหน้าสู่กรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม ระยะทางประมาณ 35 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณ 1 ชั่วโมง สาเหตุที่ต้องใช้เวลาเดินทางนานถึง 1 ชั่วโมง ก็เพราะว่าในประเทศเวียดนาม มีกฏหมายจำกัดความเร็วของรถยนต์ทุกชนิด ไม่เกิน 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพื่อป้องกันอุบัติเหตุบนท้องถนน สำหรับนักท่องเที่ยวประเท Back Packer สามารถใช้บริการรถโดยสารของทางสนามบิน เดินทางมายังกรุงฮานอยได้ในอัตราค่าโดยสารคนละ 100-120 บาท หรือจะใช้บริการรถ Taxi มิเตอร์ ก็มีให้เลือกใช้บริการบริเวณด้านหน้าสนามบิน
พวกเราเพลิดเพลินกับการนั่งชมวิวทิวทัศน์ท้องไร่ท้องนาอันเขียวขจี ตลอดสองข้างทางจนเข้าสู่เขตเมืองใหม่ ซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างตึกรามบ้านช่อง และศูนย์การค้าอันทันสมัย เช่น บิ๊กซี ฯลฯ ตลอดจนอาคารสถาบันการเงินอันทันสมัย ตั้งสูงเด่นเป็นสง่าอยู่ตลอดสองข้างทางเข้าสู่กรุงฮานอย พวกเรานั่งรถข้ามสะพานทังลองที่มีความยาวประมาณ 3 กิโลเมตร ข้ามแม่น้ำแดง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายสำคัญตอนเหนือของประเทศเวียดนาม มีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาอันสลับซับซ้อนในประเทศจีน มีความยาวประมาณ 500 กิโลเมตร จากนั้นจึงไหลเข้าสู่ตอนเหนือของประเทศเวียดนาม ผ่านกรุงฮานอยก่อนจะไหลสู่ทะเลจีนใต้ เป็นอันสิ้นสุดการเดินทางของแม่น้ำสายนี้ รวมระยะทางไหลผ่านตอนเหนือของประเทศเวียดนาม หนี่งร้อยกว่า กิโลเมตร ในที่สุดพวกเราก็มาถึงยังเขตเมืองเก่าของกรุงฮานอย ซึ่งเต็มไปด้วยตึกรามบ้านช่องเก่าๆเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทาง ซึ่งแตกต่างจากอีกฟากหนึ่งของแม่น้ำแดงที่เป็นเขตเมืองใหม่ การจราจรเริ่มคับคั่งไปด้วยยวดยานพาหนะ โดยเฉพาะมอเตอร์ไซด์ พาหนะยอดนิยมของคนเวียดนามมีใช้ทุกครัวเรือน สาเหตุเพราะไปไหนมาไหนได้สะดวก หาที่จอดได้ง่าย มอเตอร์ไซด์ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากประเทศจีนซึ่งมีราคาถูก คุณาพก็สมกับราคา สำหรับมอเตอร์ไซด์จากบ้านเราก็ได้รับความนิยมเช่นกัน เพราะมีคุณาพดีกว่าแต่ราคาก็แพงกว่า ส่วนราคาน้ำมันของเวียดนามถูกกว่าบ้านเรา เพราะเวียดนามมีแหล่งน้ำมันดิบในทะเลจีนใต้ ราคาน้ำมันเบนซินและดีเซลทั้งสองชนิดมีราคาแตกต่างกันไม่มาก ราคาลิตรละประมาณ 31-32 บาท(พฤษาคม 2551) เดินทางมาถึงกรุงฮานอยแล้วถ้าไม่ได้เล่าถึงเรื่องราวประวัติความเป็นมาของกรุงฮานอยให้ฟังมันก็ยังไงอยู่ ผมจะเล่าประวัติความเป็นมาเล็กๆน้อยๆให้ท่านฟังดังนี้นะ
ครับ
กรุงฮานอย เมืองหลวงของประเทศเวียดนาม มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม” มีอายุเก่าแก่กว่า 900 ปี เป็นเมืองหลวงที่มีขนาดเล็ก แต่มีความสวยงามเมืองหนึ่งในแถบูมิาคอินโดจีน จนองค์การยูเนสโกให้กรุงฮานอยเป็น เมืองแห่งความสงบสุข เมื่อปีค.ศ. 1999 คำว่า “ฮานอย”ในาษาเวียดนามมาจากคำสองคำคือ “ฮา” แปลว่า “แม่น้ำ” ส่วน “นอย” แปลว่า “ข้างใน” เพราะกรุงฮานอยตั้งอยู่ใจกลางสันดอนลุ่มแม่น้ำแดงตอนเหนือของประเทศ โดยมีทะเลสาปน้อยใหญ่ มากมายถึง 18 แห่ง ทะเลสาบที่มีชื่อเสียงที่สุดคือ ทะเลสาบคืนดาบ ตั้งอยู่ใจกลางกรุงฮานอย สำหรับกรุงฮานอยเป็นเมืองหลวงเก่าแก่ของเวียดนาม มาตั้งแต่ปีพ.ศ. 1553 ซึ่งเป็นปีที่จักรพรรดิ์ลีไทโต
ทรงสถาปนาพระราชวังทังลองขึ้น ณ ดินแดนแห่งนี้ และตลอดช่วงเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านมา มีการเปลี่ยนแปลงชื่อเมืองอีกหลายครั้ง จนกระทั่งจักรพรรดิตือดึ๊ก ทรงพระราชทานนามว่า “ฮานอย” ซึ่งมีความหมายว่า เมืองบนฝั่งโค้งของแม่น้ำแดง

ดังนั้นเมื่อคุณได้มีโอกาสเดินทางมาเยี่ยมเยือนกรุงฮานอย ผมขอแนะนำให้ไปเริ่มต้นที่ ทะเลสาบคืนดาบ หรือที่ชาวเวียดนามเรียกว่า “โฮฮว่านเกี้ยม” ซึ่งเป็นย่านการค้าที่เก่าแก่ที่สุดของเมือง มีถนนสายเล็กๆตัดสลับกันไปมาถึง 3 สาย ฝรั่ง Back Packer รู้จักเป็นอย่างดีในชื่อของ “โอลด์ควอเตอร์”บรรยากาศเหมือนถนนข้าวสารบ้านเรา เพราะบนถนนสายนี้เต็มไปด้วยสิ่งอำนวยความสะดวก ทั้งโรงแรม เกสต์เฮาส์ บริษัทท่องเทียว ร้านอินเตอร์เนทคาเฟ่ ตลอดจนร้านอาหารมากมายให้คุณได้เลือกรับประทาน แต่ก่อนที่จะเดินทางท่องเที่ยวแบบซิตี้ทัวร์ในกรุงฮานอย ผมขอเชื้อเชิญคุณเดินทางไปยังสุสานโฮจิมินห์ เพื่อคาราวะร่างอันไร้วิญญาณของโฮจิมินห์ หรือ“ลุงโฮ”วีรบุรุษของชาวเวียดนาม เป็นอันดับแรก

Day 1 City tour กรุงฮานอย

สุสานโฮจิมินห์ตั้งอยู่ที่จัตุรัสบาดิงห์ บนถนนเบียนเดียนฟู ใจกลางกรุงฮานอย นอกจากจะใช้เป็นสถานที่ตั้งของสุสานโฮจิมินห์แล้ว ณ จัตุรัสบาดิงห์แห่งนี้ในอดีต เมื่อวันที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2448 หรือเมื่อประมาณ 60 กว่าปีที่ผ่านมา โฮจิมินห์ได้อ่านคำประกาศอิสราพของเวียดนาม พ้นจากการปกครองของฝรั่งเศสหลังจากตกเป็นเมืองขึ้นของฝรั่งเศสอยู่นานถึง 84 ปี สุสานโฮจิมินห์มีลักษณะเป็นอาคารที่โดดเด่น เรียบง่าย สง่างาม แข็งแกร่ง เบรียบประดุจดั่งูผาหิน สำหรับตัวอาคารตั้งอยู่บนฐานสูงหลายชั้นสร้างด้วยหินแกรนิตและหินอ่อนลอดจนไม้มีค่าจากทั่วประเทศเวียดนามมีชื่อเรียกว่า “ล่าจู่ติกโฮจีมินห์.” ายในสุสานบรรจุศพอาบน้ำยาของโฮจิมินห์นอนสงบนิ่งคล้ายคนนอนหลับอยู่ายในโลงแก้วในห้องปรับอากาศขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นการขัดต่อความประสงค์ของโฮจิมินห์ที่ต้องการเผาศพของเขา สุสานแห่งนี้สร้างเมื่อปีพฺ.ศ2516หลังจากที่โฮจีมินห์ถีงแก่กรรมได้4ปี สร้างแล้วเสร็จเมื่อปีพ.ศ2518

ในทุกๆเช้านักท่องเที่ยวจะเดินเรียงแถวเข้าคิวอย่างเป็นระเบียบเงียบสงบและสำรวมเข้าไปคารวะร่างอันไร้วิญญานของโฮจิมินห์วีรบุรุษของชาวเวียดนามชึ่งนอนสงบนิ่งายในโลงแก้วคล้ายคนนอนหลับ โดยห้ามนักท่องเที่ยวนำกล้องถ่ายรูป กล้องถ่ายวีดีโอทุกชนิดตลอดจนกระเป๋าถือกระเป๋าสะพายเข้าไปายในสุสานอย่างเด็ดขาดโดยมีทหารรักษาความปลอดัยอย่างเคร่งครัด สุสานโฮจิมินห์เปิดให้นักท่องเที่ยวทั่วโลกให้ได้เข้าไปคารวะศพของโฮจิมินห์ยกเว้นวันศุกร์และวันจันทร์เท่านั้นโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆสุสานโฮจิมินห์จะปิดเป็นเวลาสามเดือนตั้งแต่เดือนกันยายนถีงเดือนพฤศจิกายนของทุกปี เพื่อชำระล้างซ่อมแซมศพของโฮจิมินห์ให้คงสาพดีตลอดไป

หลังจากคารวะศพร่างอันไร้วิญญาณของโฮจิมินห์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ผมขอพาคุณเดินเท้าไปบริเวณด้านหลังของสุสานโฮจิมินห์ชึ่งเป็นที่ตั้งของทำเนียบประธานาธิบดี ปัจจุบันใช้เป็นที่รับรองแขกบ้านแขกเมืองตัวอาคารทาด้วยสีเหลืองอ่อนทั้งหลัง ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ไกลๆห้ามเข้าไปใกล้แต่อนุญาตให้ถ่ายรูปได้ในระยะไกลๆ

จากทำเนียบของประธานาธิบดีผมขอพาคุณเดินเท้าต่อไปตามทางเดินระยะทางประมาณ100เมตรจะพบกับบ้านพักของโฮจิมินห์สถานที่ที่ท่านเคยพำนักอยู่เมื่อครั้งยังมีชีวิตในช่วงปีพศ 2501-2512 ทำเลบ้านพักตั้งอยู่ในสวนอันร่มรื่นและสระน้ำขนาดกลางมากมายด้วยฝูงปลาสวยงามนานาชนิด

บ้านพักสร้างด้วยไม้ทั้งหลังยกพื้นสูงชั้นล่างโปร่งไม่มีผนังใช้เป็นที่พักผ่อนและต้อนรับแขกมีบันไดไม้ขึ้นไปยังชั้นบนเป็นห้องสมุดและห้องทำงานของโฮจิมินห์สิ่งของเครื่องใช้ที่อยู่ายในห้องแสดงถึงความสมถะเรียบง่ายของรัฐบุรุษผู้นี้ จนได้รับการยกย่องให้เป็น “บิดาของประเทศเวียดนาม” ส่วนด้านหลังของบ้านพักจะมีหลุมหลบัยจากการโจมตีทางอากาศของฝ่ายศัตรู รวมทั้งห้องวางแผนการรบ การปกครองกับบรรดาเหล่าทหารคู่ใจ ก่อนถีงทางออกจากบ้านพักของโฮจิมินห์ จะมีร้านจำหน่ายของที่ระลึก,หนังสือ,โปสการด์ฯ ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะมีรูปาพของโฮจิมินห์ทั้งสิ้น

พวกเราเดินออกจากบ้านพักโฮจิมินห์ด้านขวามือคีอ วัดเจดีย์เสาเดียว

ชาวเวียดนามเรียกว่า “จั่วโมดโกด หรือวัดแห่งความรัก ใช้เวลาเดินเท้าเพียงสามนาทีเท่านั้นจากบ้านพักโฮจิมินห์ก็จะถึงวัดแห่งนี้ซึ่งสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ1592 ต่อมาถูกฝรั่งเศสเผาในปีพ.ศ 2497และได้รับการช่อมแชมใหม่ในปี พ.ศ2498 สร้างขึ้นด้วยไม้ทั้งหลังเป็นศาลาเก๋งจีนหลังเดียวขนาดเล็กตั้งอยู่บนเสาต้นเดียวตั้งอยู่กลางสระบัวซึ่งเชื่อกันว่าเป็นสัญลักษณ์ของโลกในดอกบัว ายในศาลาประดิษฐานรูปปั้นของเจ้าแม่กวนอิม ”

ซึ่งเป็นรูปที่พิเศษกว่ารูปอื่นๆ คือเป็นปางแสดงอินิหารมีสิบกรแต่ละมือถือของมงคลรวมของมงคลรวมแปดอย่าง ด้านหน้ามีบันไดปูนเดินขึ้นไปนมัสการได้และถัดไปเล็กน้อยหลังสวนสาธารณะของวัดเจดีย์เสาเดียวทางด้านขวามือเป็นที่ตั้งของพิพิธัณฑ์แห่งนี้จัดแสดงชีวประวัติของโฮจิมินห์ผสมผสานกับวัฒนธรรมประเพณีของเวียดนาม ถ้าคุณมีเวลามากพอควรเข้าไปเที่ยวชมายในพิพิธัณฑ์แห่งนี้เพราะมีสิ่งที่น่าสนใจให้ศึกษามากมาย พอพวกเราเดินออกมาจากพิพิธัณฑ์ก็ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี คุณเล็กแห่งเพื่อนท่องเที่ยวทัวร์ผู้สนับสนุนการเดืนทางของพวกเราในทริปนี้เชิญชวนพวกเราให้ลองไปลองลิ้มชิมรสอาหารกลางวันสไตล์เวียดนามกันที่ร้าน SENซึ่งตั้งอยู่นอกเมืองฮานอยระยะทางประมาณห้ากิโลเมตร SENเป็นร้านอาหารบุฟเฟต์นานาชาติซึ่งนอกจากจะมีอาหารเวียดนามให้ลองลิ้มชิมรสแล้วยังมีอาหารนานาชาติให้คุณได้เลือกรับประทานอีกด้วยลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการส่วนใหญ่เป็นกรุ๊ปทัวร์ชาวต่างชาติ ายในร้านยังถูกจัดเป็นล็อคๆมีการสาธิตวิธีการปรุงอาหารสไตล์เวียดนามโดยแม่ครัวชาวเวียดนามสำหรับอาหารที่ปรุงให้ลูกค้าได้รับประทานได้แก่ ปอเปี๊ยสด ขนมเบื้องญวน และที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือ เฝอ อาหารยอดนิยมของคนเวียตนามและอาหารอื่นๆอีกมากมายจนสาธยายไม่หมด สำหรับเรื่องรสชาตินั้นหรือครับต้องบอกว่า “งอนหลำ” หรือแปลเป็นไทยว่าอร่อยมากครับ

หลังอาหารกลางวันผ่านพ้นไปแล้วในช่วงบ่ายคุณเล็กบอกกับพวกเราว่าจะพาพวกเราไปท่องเที่ยวแบบcity tour กันในกรุงฮานอยแต่การท่องเที่ยว citytour ของเราในครั้งนี้จะใช้รถซิคโคล่

ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับรถสามล้อถีบในบ้านเราจะแตกต่างกันตรงที่นั่งผู้โดยสารของรถซิคโคล่จะอยู่ด้านหน้าของคนขับซึ่งบ้านเราจะอยู่ด้านหลังคนขับ พวกเราบางคนกลัวไม่กล้านั่งเพราะถ้าเกิดอุบัติเหตุผู้โดยสารตายก่อนคนขับ แต่คนขับรถซิคโคล่เขารับรองในเรื่องความปลอดัยร้อยเปอร์เซ็นต์ สำหรับการท่องเที่ยวในรูปแบบcity tourของรถซิคโคล่ในกรุงฮานอยเป็นที่นิยมชมชอบของบรรดานักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉาะชาวยุโรปเพราะที่บ้านเขาไม่มี จึงเห็นเป็นของแปลกไป สำหรับนักท่อ งเที่ยวคนไทยแล้วเห็นเป็นเรื่องปกติเพราะสามล้อถีบบ้านเราก็มีให้เห็น อยากนั่งสามล้อถีบเมื่อไรไปเที่ยวเมืองนนท์ก็ได้นั่งแล้ว แต่เมื่อได้มีโอกาสมาเที่ยวเวียดนามทั้งที่แล้วลองนั่งรถซิคโคล่ชมเมืองฮานอยดูบ้างก็ไม่เห็นเป็นไร ส่วนเรื่องสนนราคาเรื่องค่าโดยสารระยะทางใกล้ไกลใช้เวลากี่ชั่วโมงสามารถต่อรองกับคนขับเป็นาษาอังกฤษได้เพราะคนขับรถซิคโคล่สามารถพูดาษาอังกฤษได้แทบทุกคน จ่ายเงินค่าโดยสารเป็นยูเอสดอลล่าร์จะสะดวกกว่าจ่ายเป็นเงินโด่งสกุลเงินของเวียดนามใบละเป็นแสนเป็นล้านโด่งบวกลบคูณหารให้ปวดหัวกันเปล่าๆ และเมื่อขบวนรถคาราวานซิคโคล่พร้อมแล้วกิจกรรมท่องเที่ยวกรุงฮานอยด้วยรถซิคโคล่จึงเริ่มต้นขึ้นและเนื่องจากวันนี้เป็นวันอาทิตย์การจราจรจึงไม่แออัดติดขัดเหมือนกับวันธรรมดาก็ถือว่าเป็นความโชคดีของพวกเราไป สำหรับสถานที่แห่งแรกที่คุณเล็กจะพาพวกเราเดินทางไปเที่ยวชมก็คือ วิหารวรรณกรรม

วิหารวรรณกรรมาษาเวียดนามเรียกว่า วันเหมียว (van mieu)ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของสุสานโฮจิมินห์ วิหารแห่งนี้เมื่อปีพ.ศ1613หรือเมื่อประมาณ900กว่าปีล่วงมาแล้วในสมัยพระเจ้า หลี ไท โตสร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้กับขงจื้อและบริเวณที่ติคกันเป็นนี้คือโรงเรียนของพวกขุนนาง ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของเวียดนาม และเมื่อพวกเราเดินทางมาถึงวิหารวรรณกรรมให้สังเกตบริเวณเหนือประตูทางเข้าวัดจะจำหลักตัวอักษรความว่า “ขอให้ผู้มาเยือนลงจากหลังม้าก่อนจะเดินเข้าไปายใน” และจากประตูทางเข้าไปอีกชั้นหนึ่งจะเห็นประตูกำแพงใหญ่อีกชั้นซึ่งมีหอคอยอันงดงามอยู่เหนือบานประตูโดยหอดังกล่าว สร้างเป็นรูปพระอาทิตย์ส่องแสงและสลักเป็นรูปมังกรคู่คาบแก้วและเมื่อเดินผ่านประตูเข้าไปจะพบสระน้ำซึ่งต้องเดินอ้อมเข้าไปถึงจะเห็นแผ่นที่จารึกชื่อผลงานและประวัติทางวิชาการของผู้ที่สอบผ่านการศึกษาได้เป็นจอหงวนในระหว่าง ปี พ.ศ.1985-2322 โดยแผ่นหินเหล่านี้ตั้งอยู่บนหลังเต่าจำนวน 82 ตัว ตั้งขนาบสระน้ำทั้งซ้ายและขวา

และจากบริเวณนี้ต่อไปด้านในจะมีประตูเข้าสู่วัด ด้านซ้ายมือจะเป็นร้านขายของที่ระลึกและเครื่องดื่ม ส่วนายในอาคารหลังใหญ่ของวัดจะเป็นที่ประดิษฐานเคารพขงจื้อพร้อมศิษย์ซึ่งในประเทศเวียดนามผู้คนนิยมนับถือลัทธิขงจื้อกันแพร่หลายซึ่งได้รับอิทธิพลมาจากจีนนั่นเองเพราะจีนเคยปกครอง

เวียดนามอยู่ถึงพันปี นอกจากนั้นายในอาคารหลังนี้ยังมีการแสดงดนตรีสไตล์เวียดนามซึ่งประกอบด้วย สล้อ ซอ ซึงพร้อมด้วยสุาพสตรีชาวเวียดนามมาร้องเพลงขับกล่อมผู้ที่เข้ามาเยี่ยมชมอีกด้วย

หลังจากพวกเราเดินเที่ยวชมายในวิหารวรรณกรรมจนสมควรแก่เวลาจากนั้นพวกเราออกเดินทางไปยัง โบสถ์เซนต์โยเซฟ

โบสถ์เซนต์โยเซฟตั้งอยู่บนถนนยาจุงทางเหนือของทะเลสาบ หว่านเกี๋ยม โบสถ์แห่งนี้สร้างขึ้นในสมัยฝรั่งเศสเข้ามาปกครองเวียดนามทำเลที่ตั้งของโบสถ์แห่งนี้เดิมทีเป็นที่ตั้งของ เจดีย์บ่าวเทียนแต่ ถูกฝรั่งเศสทำลายลงเพราะเพื่อต้องการสร้างโบสถ์ใหม่แห่งนี้ ซึ่งต่อมากลายเป็นโบสถ์เก่าแก่ที่สุดในฮานอยเริ่มเปิดเป็นทางการครั้งแรกในคืนวันคริสต์มาสเมื่อปีพ.ศ 2429บริเวณด้านหน้าของโบสถ์จะมีหอสูงสร้างขึ้นขนาบประตูทางเข้าตัวโบสถ์ซึ่งมีสีเทาแลดูลึกลับ ส่วนสีสันวิถีชีวิตจะปรากฏให้เห็นในตอนโรงเรียนเลิกเมื่อนักเรียนจากโรงเรียนคริสต์เลิกออกมารอผู้ปกครองด้านหน้าของโบสถ์บรรดาพ่อค้าแม่ค้าจะเข็นรถมาขายอาหารและขนมแปลกๆ ให้นักเรียนได้เลือกลิ้มลองก่อนจะเดินทางกลับบ้าน

จากโบสถ์เซนต์โจเซฟ รถซิโคล่พาพวกเราลัดเลาะไปตามตรอกซอกซอยเล็กซอยน้อยในกรุงฮานอย ซึ่งสองข้างทางเรียงรายไปด้วยตึกรามบ้านช่องร้านรวงของชาวเวียดนาม เผอิญวันนี้เป็นวันอาทิตย์การจราจรจึงไม่ค่อยติดขัดทำให้พวกเราเดินทางท่องเที่ยวได้สะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้นพวกเรานั่งชมวิวทิวทัศน์วิถีชีวิตของชาวเวียดนามบนรถซิโคล่จนเดินทางมาถึงโรงละคร Opera house

ตั้งอยู่บนถนน ลี ไท โต ตัดกับถนน ตรังเทน ซึ่งมีลักษณะเป็นวงเวียนห้าแยกซึ่งมองเห็นได้อย่างชัดเจนโรงละครแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2454ตัวตึกสไตล์โคโลเนียลสมัยยุคอาณานิคมฝรั่งเศสทาสีเหลืองสลับขาวตัวตึกแข็งแกร่งถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามมีจำนวนที่นั่ง900ที่นั่ง ปัจจุบันยังเปิดให้บริการอยู่ แต่จะเด่นในเรื่องการแสดงดนตรีคลาสสิคมากกว่าการแสดงละครโอเปร่าซึ่งคนเวียดนามรุ่นใหม่ฟังไม่รู้เรื่อง คู่บ่าวสาวชาวเวียดนามนิยมเดินทางมาถ่ายรูปกันบริเวณด้านหน้าของโรงละครแห่งนี้ ส่วนด้านหลังของโรงละครเป็นที่ตั้งของพิพิธัณฑ์ประวัติศาสตร์เปิดอย่างเป็นทางการเมื่อพ.ศ. 2475สำหรับสิ่งที่นำมาจัดแสดงไว้ายในพิพิธัณฑ์ครอบคลุมถึงประวัติศาสตร์ความเป็นมาของเวียดนามทุกยุคทุกสมัย โดยมีวัตถุโบราณที่หาดูได้ยากสิ่งที่น่าสนใจคือกลองสำริดขนาดใหญ่ของพวกจาม นอกจากนี้ยังมีรูปปั้น เครื่องถ้วยชามโบราณและรูปหล่อเจ้าแม่กวนอิม นอกจากนี้ยังมีห้องจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ต่างๆของกษัตริย์เวียดนามทั้ง13พระองค์แห่งราชวงศ์เหวียน หากคุณชอบในเรื่องที่เกี่ยวกับโบราณวัตถุรับรองว่าพิพิธัณฑ์แห่งนี้จะให้คุณได้สัมผัสถึงรากเหง้าแห่งอารยะธรรมของเวียดนามได้อย่างลึกซึ้งถึงแก่นแท้เลยทีเดียว และจากพิพิธัณฑ์ประวัติศาสตร์เจ้ารถซิโคล่ก็พาพวกเราเดินทางต่อไปยังทะเลสาบคืนดาบซึ่งตั้งอยู่ใจกลางของกรุงฮานอย ระหว่างทางพวกเราเดินทางผ่านสวนสาธารณะเลนิน

และอนุสาวรีย์พระเจ้า หลี ไท โต

ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับทะเลสาบคืนดาบ
ทะเลสาบคืนดาบ

ทะเลสาบคืนดาบหรือที่าษาเวียดนามเรียกว่า “โฮฮว่านเกี๋ยม” มีตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า พระเจ้าหลีไทโต ได้รับมอบดาบวิเศษมาใช้ในการต่อสู้กับพวกหมิงจากจีนในปีพ.ศ.1961-1971 เป็นเวลาสิบปี หลังจากได้รับชัยชนะพระองค์ได้ลงเรือออกไปกลางทะเลสาบแห่งนี้เพื่อที่จะคืนดาบวิเศษให้แก่เต่าศักดิ์สิทธิ์ สักครู่หนึ่งเต่าก็โผล่ขึ้นมารับดาบจากพระหัตถ์ของพระองค์ แล้วดำน้ำหายไปในทะเลสาบแห่งนี้จึงเป็นที่มาของชื่อทะเลสาบคืนดาบแห่งนี้ กลางทะเลสาบมีหอคอยเล็กๆชื่อว่า “หอคอยเต่า”

ตั้งอยู่บนเกาะเล็กๆกลางทะเลสาบและายในทะเลสาบแห่งนี้ยังมีเต่ายักษ์อาศัยอยู่ตราบจนกระทั่งทุกวันนี้ จากนั้นคนขับรถซิโคล่ก็พาพวกเรามาส่งที่บริเวณอนุสาวรีย์แห่งการต่อสู้ตรงข้ามกับวัด หง๊อกเซินที่ตั้งอยู่บนเกาะหยกในทะเลสาบคืนดาบเป็นอันสิ้นสุดารกิจของ รถซิโคล่แต่เพียงเท่านี้ จากนั้นคุณเล็กพาพวกเราเดินข้ามถนนมายัง วัดหง๊อกเซิน สำหรับการข้ามถนนในเวียดนามจะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษโดยเฉพาะรถจักรยานยนต์ซึ่งแล่นผ่านไปผ่านมาจำนวนมาก การข้ามถนนอย่าตัดสินใจชักช้ากล้าๆกลัวๆ หันซ้ายแลขวาพอเห็นว่าปลอดรถก็เดินข้ามเลยเดินตามปกติไม่ต้องรีบร้อนคนขับรถเขาจะหลบให้เอง รับรองใช้วิธีนี้ปลอดัยร้อยเปอร์เซนต์ จากทางเดินรอบทะเลสาบคืนดาบจะมีประตูทางเข้าสู่วัดหง๊อกเซินจากนั้นข้ามสะพานไม้สีแดงมีชื่อว่า เทฮุก แปลว่า “แสงอาทิตย์”

ยาวประมาณ 20 เมตรข้ามไปยังเกาะหยกอันเป็นที่ตั้งของวัดแห่งนี้วัดหง๊อกเซิน


วัดหง๊อกเซินหรือ วัดเนินหยกแห่งนี้ตั้งอยู่ริมทะเลสาบคืนดาบประกอบด้วยอาคารชั้นเดียวจำนวนสองหลังายในประดิษฐานรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมเจ้าพ่อกวนอูและ ขงจื้อพร้อมศิษย์

บริเวณอาคารหลังเล็กมีซากเต่าขนาดใหญ่สตาฟไว้ให้ชมหนึ่งตัวพร้อมดาบศักดิ์สิทธิ์จำลองหนึ่งเล่มใส่ตู้กระจกไว้ใกล้กัน

ในยามเย็นจะมีชาวเวียดนามมานั่งพักผ่อนหย่อนใจ บางคนก็มาออกกำลังกายกันเป็นประจำทุกวันสำหรับค่าเข้าชม 30,000 โด่ง จากวัดหง๊อกเซินคุณเล็กพาพวกเราเดินข้ามถนนมายังย่านการค้าเก่าแก่แห่งหนึ่งใจกลางกรุงฮานอยมีชื่อว่า “โอลด์ควอเตอร์” ซื่งมีลักษณะเป็นถนนสายเล็กๆ36สายตัดสลับกันไปมาจนน่าเวียนหัว

นักท่องเที่ยวต่างชาติชาวback packerจะรู้จักย่านนี้เป็นอย่างดีคล้ายกับถนนข้าวสารบ้านเราซึ่งมีสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆไว้บริการให้แก่นักท่องเที่ยวเช่น โรงแรม ,เกรทเฮาส์, ร้านอาหาร ,ร้านอินเตอร์เนตมีให้บริการทั่วทุกถนนตลอดจนบริษัททัวร์

มากมายหลายบริษัทบริการติดต่อจองโรงแรมที่พัก จองตั๋วเครื่องบิน ,รถไฟ,รถทัวร์,ต่อวีซ่า รวมทั้งมีแพ็คเกจทัวร์นำเที่ยวหลายรายการให้เลือกตามความพอใจ นักท่องเที่ยวชาวไทยนิยมเดินทางมาช้อปปิ้งกันที่บริ เวณย่านการค้าแห่งนี้เพราะมีสินค้าให้เลือกซื้อมากมายราคาต่อรองกันได้ พวกเราเดินเที่ยวไปยังตลาดสดจำหน่ายพืชผักผลไม้ กุ้ง หอย ปู ปลา สารพัดอาหารมีให้เลือกซื้อเลือกกินส่วนเรื่องสนนราคาก็ต่อรองกันเอาเอง สำหรับนักท่องเที่ยวที่ชอบช้อปปิ้งสินค้าจำพวกเป้และกระเป๋าเดินทางร้านค้าสองข้างทางก็มีให้เลือกซื้อหามากมายหลากหลายชนิดหลายขนาดหลายราคาล้วนแต่ยี่ห้อดังๆทั้งนั้นต่อรองราคากันเสร็จจะจ่ายเป็นเงินโด่งก็ได้ ดอลล่าร์ก็ดีแถมบางร้านยินดีรับเงินบาทไทยด้วยแต่ขอแนะนำให้จ่ายเป็นเงินดอลล่าร์จะได้เปรียบกว่าแถมคิคง่ายกว่าอีกด้วย

ยิ่งจวนเวลาใกล้ค่ำอากาศเย็นสบายผู้คนก็เริ่มออกจากบ้านกันถนนหนทางเริ่มคั่บคั่งไปด้วยมอเตอร์ไซค์การจราจรเริ่มหนาแน่น บริเวณรอบๆทะเลสาบเต็มไปด้วยผู้คน คนสูงอายุออกมาเดินเล่นวิ่งออกกำลังกาย หนุ่มสาวก็ออกมานั่งคุยนั่งจู้จี้กันรอบทะเลสาบทำเอาพวกเราบางคนอิจฉาตาร้อนไปตามๆกันเดินจนออน่แรงขาแข้งเริ่มเมื่อยล้าเดินเรื่อยๆมาจนถึงโรงละครหุ่นกระบอกน้ำซึ่งตั้งอยู่บนถนน ดิ่งห์ เตียม ฮว่าง

ทางด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของทะเลสาบคืนดาบคุณเล็กบอกพวกเราว่าอยากพาพวกเรามาดูละครหุ่นกระบอกน้ำซึ่งมีแห่งเดียวในโลกที่กรุงฮานอยประเทศเวียดนามนี้เท่านั้นสำหรับการแสดงหุ่นกระบอกน้ำมีวันละสามรอบฤดูท่องเที่ยวเพิ่มเป็นสี่รอบสำหรับบัตรผ่านประตูเข้าชมมีสองราคาคือ40,000และ20,000โด่งเท่ากับ50และ100บาทไทยตามลำดับ

การแสดงหุ่นกระบอกน้ำในรอบนี้มีนักท่องเที่ยวชาวไทยเข้าคิวรอชมการแสดงจำนวนมาก สำหรับการแสดงหุ่นกระบอกน้ำของเวียดนามคงจะไม่มี่ที่ในโลกเสมอเหมือนเพราะเป็นหุ่นที่ชักเล่นกันอยู่ในน้ำซึ่งมีความลำบากกว่าการชักหุ่นธรรมดามาก ศิลปินชาวเวียดนามผู้ชักหุ่นเหล่านี้จะทำให้หุ่นมีชีวิตชีวาราวกับมีลมหายใจเต้นไปเต้นมาตามจังหวะเพลง ซึ่งการแสดงหุ่นกระบอกน้ำหรือโรย เนื้อกซึ่งแปลตรงตัวว่าหุ่นกระบอกน้ำเป็นรายการที่พลาดไม่ได้สำหรับนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมเยือนกรุงฮานอย ณ.โรงละครหุ่นน้ำทังลอง ริมทะเลสาบคืนดาบแห่งนี้ สนใจลองคลิกเข้าไปดูที่ www.thanglongwaterpupet.org พอโรงละครเปิดผู้ชมก็เริ่มทยอยกันเข้าไปในโรงละครสำหรับผู้ชมที่จะนำกล้องบันทึกาพเข้าไปในโรงละครจะต้องเสียค่าธรรมเนียม กล้องถ่ายรูป 10000และกล้องวีดีโอ 20000 โด่ง ายในโรงละครมีลักษณะคล้ายกับโรงาพยนตร์บ้านเรารองรับผู้ชมได้รอบละหลายร้อยคนพร้อมแอร์เย็นฉ่ำ บรรยากาศมืดสนิททำให้ดูคล้ายกับว่าหุ่นเหล่านี้ลอยอยู่เหนือน้ำได้อย่างแนบเนียน

นักเชิดหุ่นจะยืนแช่น้ำอยู่หลังฉากแล้วยื่นไม้ความยาว 3-4เมตรที่มีหุ่นรูปร่างต่างๆติคอยู่ที่ปลายไม้พร้อมมีสายชักให้แขน ขา คอ ปาก ของหุ่นเคลื่อนไหวยื่นออกมาแสดงในน้ำด้านหน้าฉากโดยให้หุ่นลอยอยู่เหนือน้ำบ้างดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำบ้าง ผู้ชมไม่สามารถจะเห็นคนชักหุ่นได้เลยจนกว่าการแสดงจะสิ้นสุดลง พอผู้ชมเข้านั่งประจำที่เรียบร้อยแล้วการแสดงก็เริ่มขึ้นโดยแบ่งออกเป็นชุดเปิดโรง เช่นมีการจุดประทัด สะบัดธง มังกรพ่นไฟ นกปล่อยธง และขบวนทหารตามเสด็จ ชุดวิถีชีวิตชาวไร่ชาวนาเช่นการเลี้ยงเป็ดเลี้ยงไก่เลี้ยงควาย จับปลาเล่นว่าวฯ

ชุดสัตว์ศักดิ์สิทธิ์เช่นรำสี่สหาย (มังกร สิงโต เต่า นก) และชุดบุคคลสำคัญ เช่น ตำนานพระเจ้า หลี ไท โตและทะเลสาบคืนดาบ แต่ชุดที่ดืงดูดความสนใจและเรียกเสียงฮาได้มากที่สุดคือชุดวิถีชีวิตชาวบ้าน ที่มี ถังเต๋อหรือเรียกเป็นาษาอีสานว่า บักเต๋อ แสดงนำ เป็นตัวตลกที่มีบุคลิกคล้ายกับไอ้เท่ง ในหนังตะลุงบ้านเรา สำหรับการละเล่นหุ่นกระบอกน้ำอยู่เคียงคู่กับชาวเวียดนามตอนเหนือในพื่นที่ลุ่มแม่น้ำแดงมาเนิ่นนาน สาเหตุเพราะในแต่ละปีมีช่วงเวลาที่แม่น้ำแดงล้นหลากมาท่วมไร่นาของชาวบ้านเป็นเวลานานซึ่งแทนที่จะมามัวนั่งเหงาเศร้าซึมรอเวลาน้ำลดลงชาวบ้านกลับคิดค้นการละเล่นหุ่นกระบอกน้ำกันขึ้นสะท้อนความผูกพันกับท้องไร่ท้องนาและพื้นน้ำเพราะคำว่า “เนื้อก”ในาษาเวียดนามก็คือน้ำนั่นเอง

จากการละเล่นหุ่นน้ำของชาวบ้านได้เริ่มพัฒนาจนกลายมาเป็นการแสดงในราชสำนักการแสดงหุ่นกระบอกนี้มีมาตั้งแต่สมัยราชวงศ์หลีเมื่อเกือบหนึ่งพันปีล่วงมาแล้ว แต่การแสดงหุ่นกระบอกนน้ำครั้งใหม่เริ่มขึ้นใน ปีพ.ศ. 2499 โดยท่านประธานาธิบดีโฮจิมินห์ได้ให้การสนับสนุนให้มีการจัดตั้งคณะหุ่นละครกระบอกน้ำขึ้นโดยการเชิญคณะ ราโตสศิลปินหุ่นกระบอกชาวเช็คมาช่วยพัฒนาตัวหุ่นกระบอกน้ำให้มีสีสันเพิ่มความหลากหลายขึ้น รวมทั้งดำเนินการก่อสร้างโรงละครหุ่นกระบอกน้ำทังลอง ขึ้นมาใหม่ ณ บริเวณทะเลสาบคืนดาบแห่งนี้ ซึ่งกล่าวได้ว่าเป็นโรงละละครหุ่นกระบอกน้ำที่ได้มาตรฐานที่สุดโดยศิลปินหุ่นกระบอกน้ำกระทรวงวัฒนธรรมประเทศเวียดนาม กล่าวได้ว่าหากเดินทางมาท่องเที่ยวกรุงฮานอยแล้วไม่ได้มาชมการแสดงหุ่นกระบอกน้ำเปรียบเสมือนกับยังไม่ได้มาถึงเวียดนาม เรานั่งชมการแสดงหุ่นกระบอกน้ำพร้อมกับทึ่งในความสามารถของคนเชิดหุ่นซึ่งต้องใช้ศิลปะและความสามารถส่วนตัวอย่างมากในการเชิดหุ่นให้เคลื่อนไหวพลิ้วไปตามผิวน้ำคล้ายกับมีชีวิต หลังจากการแสดงสิ้นสุดลง นักเชิดหุ่นกระบอกทุกคนที่แอบเชิดหุ่นอยู่หลังฉากก็ออกมาแสดงความขอบคุณผู้ชมที่เข้ามาชมการแสดงละครหุ่นกระบอกในครั้งนี้

หลังจากออกจากโรงละครหุ่นกระบอก คุณเล็กก็พาพวกเราเดินทางไปรับประทานอาหารค่ำที่ร้าน min h anh ซึ่งเป็นร้านอาหารเวียดนามเล็กๆแต่ายในร้านถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามอยู่ไม่ไกลจากโรงละครทังลองมากนัก

สำหรับเมนูอาหารส่วนใหญ่ก็จะเป็นอาหารเวียดนามเช่น กุ้งอบชานอ้อย ต้มยำเวียดนาม ฯและที่จะขาดเสียไม่ได้ก็คือผัดผัก หลังอาหารค่ำเสร็จสรรพพวกเราออกมาเดินเล่นหน้าร้านอาหาร เพื่อรอรถเดินทางกลับที่พัก บรรดาแม่ค้าก็เข้ามามะรุมมะตุ้มรุมล้อมเสนอขายสินค้าให้กับพวกเรา แกล้ง ต่อรองราคากันครึ่งต่อครึ่งนึกว่าจะไม่ให้กลับให้หน้าตาเฉยเมื่อกล้าขายก็กล้าซื้อ พวกเราเลือกซี้อสินค้ากันคนละอย่างสองอย่าง จากนั้นจึงขึ้นรถเดินทางเข้าสูที่พัก

สำหรับโรงแรมที่พักของพวกเราในคีนนี้คีอโรงแรม cwd hotel ตั้งอยู่ห่างจากสุสานโฮจิมินห์ระยะทางประมาณ 500 เมตร อัตราค่าที่พักสำหรับวอคล์อิน คืนละ 40 ยูเอสดอลล่าร์ รวมอาหารเช้า จากนั้นพวกเราจึงจัดการเก็บสัมาระเข้าห้องพัก ปฏิบัติารกิจส่วนตัวเสร็จสรรพ สวดมนต์ขอพรล้มตัวลงนอนพร้อมกับกล่าวคำว่า ราตรีสวัสดิ์ ฮานอย พรุ่งนี้เราจะพาคุณๆไปเที่ยวอ่าวฮาลองเบย์กัน

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา