IDO Travellers ฉบับที่ 5 : 6 วัน 7 คืน ซาปา – คุนหมิง

 

วันที่หนึ่งของการเดินทาง
จาก  เดียนเบียนฟู สู่ ซาปา
อรุณสวัสดิ์เดียนเบียนฟู  หลังจากปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเสร็จสรรพจัดการเก็บสัมภาระเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราทั้งสองคนสะพายเป้ออกเดินเท้ามุ่งหน้าสู่สถานีขนส่งเดียนเบียนฟูซึ่งตั้งอยู่ภายในตัวเมืองเดียนเบียนฟูห่างจากโรงแรมที่เราทั้งสองพักระยะทางประมาณ หนึ่งกิโลเมตร



ระหว่างทางเราเดินเท้าผ่านบริเวณหน้าตลาดเดียนเบียนฟูซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยชาวเวียตนามและบรรดาชนเผ่าต่างๆนำสินค้ามาวางขายกันเต็มบริเวณหน้าตลาด สินค้าส่วนใหญ่จะเป็นจำพวกพืช ผัก ผลไม้  



เราทั้งสองเดินข้ามสะพาน สวนทางกับบรรดาหญิงสาวชาวม้งซึ่งแต่งชุดประจำเผ่าสีสันสดใสคล้ายกับจะไปร่วมงานประเพณีของชาวม้งที่ไหนสักแห่ง และบนถนนเรียงรายไปด้วยหญิงสาวชาวไทดำที่สวมหมวกญวนขี่จักรยานซึ่งสองข้างของจักรยานของพวกเธอบรรทุกฟืนเต็มกระบุงทั้งสองข้างขี่จักรยานเรียงรายแถวตอนเรียงหนึ่งช่างเป็นภาพที่สวยงามน่าชมเป็นอย่างยิ่ง ถนนหนทางในเมืองเดียนเบียนฟูการจราจรไม่คับคั่งเหมือนกับตามหัวเมืองใหญ่ๆในเวียตนามเช่นฮานอยหรือโฮจิมินห์



 เราทั้งสองเดินเท้ามาถึงสถานีขนส่งเดียนเบียนฟูซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยประชาชนชาวเวียตนามที่มารอเข้าคิวซื้อตั๋วโดยสารเดินทางไปยังเมืองต่างๆ



เราทั้งสองคนเดินทางมาไม่ทันรถโดยสารใหญ่ที่เดินทางออกไปเมื่อเวลา 05.30 น จึงหันมาใช้บริการของรถตู้โดยสารค่าบริการคนละ 128,000โด่ง ตกประมาณ 350 บาท รถตู้นั่งได้ทั้งหมด 18 คนรวมคนขับ นั่งแถวละ 4คนยังไม่รวมสัมภาระของผู้โดยสารอีกยัดทะนานกันเหมือนปลากระป๋องตราสามแม่ครัว ตัดสินใจกันว่าจะเดินทางไปกับรถเที่ยวต่อไปแต่พอไปยืนมองดูตารางการเดินรถที่หน้าสถานีแล้วให้มึนงงหนักเข้าไปใหญ่เพราะเป็นภาษาเวียตนามทั้งนั้นไม่มีภาษาอังกฤษสักคำอ่านไม่รู้เรื่อง สอบถามพนักงานขายตั๋วก็พูดภาษาอังกฤษไม่ได้อีกยิ่งมึนงงหนักไปกันใหญ่ เลยจำเป็นต้องโดยสารไปกับรถตู้คันนี้



  โชคดีที่คนขับเห็นว่าเราทั้งสองคนตัวใหญ่จึงเห็นใจกรุณาให้เราทั้งสองคนนั่งแถวละสามคนซึ่งถือว่าเป็นความโชคดีของเราไปแต่ ก็ยังโชคดีกว่านั่งรถสองแถวของเจ้เกียวในลาวทรมาณกว่าหลายเท่าก็ต้องขอบอกผู้ที่มีความประสงค์จะเดินทางมาเดียนเบียนฟูบนเส้นทางสายนี้โดยรถเมล์ท้องถิ่นก็ขอให้เตรียมใจกันมาได้เลย  ไอ้เรื่องความสะดวกสบายเหมือนนั่งรถทัวร์ในเมืองไทยนั้นไม่ต้องพูดถึง  ถ้าเวลามีจำกัดลำบากนักไม่ค่อยจะได้แต่สตังค์มีเยอะก็ขอแนะนำให้ซื้อโปรมแกรมทัวร์จากบริษัททัวร์ เดินทางมาโดยเครื่องบินจะสะดวกสบายกว่าเดินทางมาอย่างทุลักทุเลลำบากบากลำบน ค่ำไหนนอนนั่นเฉกเช่นเดียวกับคนสตังค์น้อยอย่างเราทั้งสองคนแต่มีความดันทุรังสูง
 06.30 น. จากนั้นรถตู้โดยสารก็พาเราทั้งสองคนเดินทางออกจากเมืองเดียนเบียนฟูไปตามถนนหมายเลข 12 เชื่อมต่อกับเมืองไลโจว  ไปตามเส้นทางภูเขาอันคดเคี้ยววกวนและแม่น้ำดก  หรือซ่งดาในภาษาเวียตนาม ซึ่งไหลลัดเลาะไปตามหลีบเขาใหญ่น้อยผ่านท้องไร่ท้องนาของชาวเขาเผ่าต่างๆ



 และเนื่องจากฤดูนี้อยู่ในช่วงของฤดูฝนบางช่วงของถนนเส้นนี้จึงเกิดปัญหาดินถล่มทับเส้นทางทำให้เราทั้งสองคนเสียเวลาในการเดินทางพอสมควร และด้วยระยะทาง103 กิโลเมตร จากเมืองเดียนเบียนฟูในที่สุดรถตู้ก็พาเราทั้งสองคนเดินทางมาถึง เมืองไลโจวแวะพักรถพร้อมรับประทานอาหารกลางวันเราทั้งสองหาอาหารกลางวันกันแบบง่ายๆ   และพอมีเวลาเหลืออีกนิดหน่อยเราทั้งสองจึงออกมายืนหน้าร้านอาหารเพื่อชมเมือง  สำหรับเมืองไลโจว อดีตเคยเป็นเมืองประวัติศาตร์ของชนเผ่าไท ในอดีตเมื่อประมาณปี ค.ศ 1991 และ 1996 เมืองไลโจวเคยประสบปัญหาเกี่ยวกับอุทกภัยจากแม่น้ำดาไหลบ่าเข้าท่วมเมืองจนทำให้เกิดความดสียหายอย่างหนัก  จนประชาชนต้องอพยพขึ้นไปอยู่ตามไหล่เขาเป็นส่วนใหญ่   ทางรัฐบาลได้ทำการสร้างเขื่อนเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมทำให้เมืองไลโจวบางส่วนต้องจมอยู่ใต้น้ำ จึงทำให้เมืองเอกประจำมณฑลต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองเดียนฟูแทนซึ่งการสูญเสียเมืองไลโจวไปบางส่วนเท่ากับสูญเสียสัญลักษณ์ประวัติศาตร์อันรุ่งโรจน์ของชนเผ่าไทไปเพราะชาวไทลื้อซึ่งเป็นชนเผ่าไทพวกหนึ่งได้อพยพโยกย้ายถิ่นฐานมาจากประเทศจีนตอนใต้เมื่อประมาณ 300-400 ปีก่อนคริสกาล มาตั้งถิ่นฐานในหุบเขาเดียนเบียนฟูอยู่ถึงสามศตวรรษ  ส่วนไทดำและไทขาวอพยพย้ายถิ่นบานมาอาศัยอยู่ทีหลังในราวศตวรรษที่ 11 



ปัจจุบันมีชาวไทลื้ออาศัยอยู่น้อยมากในเวียตนามแต่มีอาศัยอยู่จำนวนมากในประเทศลาวและในระหว่างสงครามครั้งสุดท้ายของฝรั่งเศสในเวียตนาม เมืองไลโจวเคยถูกใช้เป็นศูนย์บัญชาการของฝรั่งเศส ซึ่งปัจจุบันยังคงหลงเหลือร่องรอยของศูนย์บัญชาการให้เห็นอยู่  จากไลโจวเราทั้งสองออกเดินทางต่อไปยังเมืองซาปาดินแดนที่ได้รับสมญญานามว่า หลังคาของอินโดจีน บนเส้นทางถนนสายไลโจว- ซาปาเป็นเส้นทางถนนลาดยางดีกว่าเส้นทาง ถนนสาย เดียนเบียนฟู – ไลโจวมากแต่เส้นทางถนนก็ยังคดเคี้ยววกวนไปตามไหล่เขาเหมือนเช่นเดิมสำหรับวิวทิวทัศน์สองข้างทางเต็มไปด้วยธรรมชาติอันสวยงามของผืนนาขั้นบันไดตลอดจนบ้านเรือนวิถีชีวิตของชนเผ่าต่างๆตลอดสองข้างทาง   ซึ่งถือว่าเป็นกำไรชีวิตในการเดินทางมาโดยทางรถยนต์ แต่ถ้าเดินทางมาโดยเครื่องบินแล้วโอกาสที่จะได้เห็นและสัมผัสบรรยากาศแบบนี้ได้ยากเต็มทน



 ยิ่งใกล้เมืองซาปาเข้าไปมากเท่าใดวิวทิวทัศน์ก็ยิ่งสวยงามขึ้นเรื่อยๆ ความคดเคี้ยววกวนก็เพิ่มมากขึ้นไปด้วย ถ้านำมาเปรียบเทียบกับเส้นทางกระเหรี่ยงลอยฟ้าสู่อุ้มผางของเราแล้วเส้นทางสู่อุ้มผางคดเคี้ยววกวนน้อยกว่ามาก เปรียบเทียบระยะทางจากเดียนเบียนฟูสู่ ซาปาเหมือนกับนั่งรถไป-กลับ แม่สอด-อุ้มผาง ในวันเดียวกันเรียกว่าพอลงจากรถก็ทำเอาเราทั้งสองคนเดินไม่เป็นไปตามๆกัน และในที่สุดเราทั้งสองคนก็เดินทางมาถึงเมืองซาปาเมื่อเวลาบ่ายคล้อยรวมระยะทางจากเมืองเดียนเบียนฟูมาซาปา เกือบ 300 กม. ใช้เวลาเดินทางประมาณ 8 ชั่วโมง  รถตู้โดยสารแวะส่งเราทั้งสองคนลงที่บริเวณวงเวียนน้ำพุใจกลางเมืองซาปา ซึ่งเป็นเวลาเลิกเรียนของนักเรียนชั้นประถมซึ่งตั้งอยู่ตรงวงเวียนของเมืองพอดี



พอลงจากรถตู้โดยสารสัมผัสแรกที่เราได้รับก็คือสายหมอกที่ลอยละลิ่วพาละอองไอน้ำพัดผ่านมาสัมผัสกับตัวเราทั้งสองคนสายฝนที่ตกลงมาปรอยๆ เราทั้งสองไม่รอช้าจัดแจงขนสัมภาระลงจากรถตู้โดยสาร จากนั้นมองข้ามถนนไปยังฝั่งตรงข้ามวงเวียนน้ำพุเห็นโรงแรมตั้งเรียงรายตลอดแนวจัดการขนสัมภาระข้ามถนนไปยังฝั่งตรงกันข้ามดีกว่า



 โรงแรม  man&toi hotelตรงข้ามวงเวียนน้ำพุคือสถานที่พักค้างแรมของเราในคืนนี้ห้องพักสะอาดพร้อมทีวีน้ำอุ่นเตียงสองเตียงราคาคืนละ 10-12 ดอลล่าร์ซึ่งเป็นราคาที่ไม่แพงเลยเมื่อพิจารณาด้วยสายตาและทำเลที่ตั้งของโรงแรมที่ตั้งอยู่ใจกลางเมือง แถมเจ้าของโรงแรมก็ให้การต้อนรับเราทั้งสองคนด้วยอัธยาศัยไมตรีอย่างดียิ่ง จากนั้นจึงขนสัมภาระเข้าสู่ห้องพักปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเสร็จสรรพจากนั้นจึงออกมาจากโรงแรมหาอาหารค่ำรับประทานที่ร้านข้างๆโรงแรม



จากนั้นจึงเดินเที่ยวชมชีวิตยามราตรีของซาปาในเวลาค่ำคืนที่เต็มไปด้วยแสงสีจากบาร์เบียร์ ร้านอาหาร  ร้านขายของที่ระลึก ตลอดจนชนเผ่าต่างๆที่เดินทอดน่องตื้อขายของแก่นักท่องเที่ยว


 


 และเนื่องจากเมืองซาปาเป็นเมืองเล็กๆเราทั้งสองคนจึงใช้เวลาไม่นานนักในการเดินเที่ยวประกอบกับอากาศที่เริ่มหนาวเย็นลงเดินทางกลับข้าสู่โรงแรมที่พักกันดีกว่าเพื่อพักผ่อนเอาแรงไว้ในวันรุ่งขึ้น พรุ่งนี้เราจะเดินทางท่องเที่ยวในเมืองซาปากันครับ
 “ราตรีสวัสดิ์  ซาปา”  

หน้าต่อไป

 
 

ค้นหาข้อมูล

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา