|
จากเกาะเต่าในฉบับที่แล้ว เราขอพาท่านผู้อ่านเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะพะงันเกาะที่มีประวัติศาตร์อันยาวนาน ความเป็นมาของชื่อและสถานที่ทางธรรมชาติบนเกาะพะงันได้มาจากการเสด็จประพาสของพระบาทสมเด็จพระจุลจอกเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๕ ถึง ๑๔ ครั้ง เมื่อกว่าร้อยปีที่ผ่านมาแล้ว เช่น น้ำตกธารเสด็จ น้ำตกธารประพาส น้ำตกธารประเวศ ทั่วทั้งเกาะพะงันมีการค้นพบจารึกอักษรพระปรมาภิไธยบนก้อนหินในการเสด็จประพาสอยู่ถึง ๑๑ ก้อน โดยพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์จักรีถึง ๔ รัชกาลด้วยกัน ซึ่งได้แก่รัชกาลที่ ๕ รัชกาลที่ ๖ รัชกาลที่ ๗ และรัชกาลที่ ๙ ซึ่งนอกจากจะเป็นเกาะที่พระมหากษัตริย์ ในราชวงศ์จักรีเสด็จประพาสมากที่สุดแล้ว บนเกาะพะงันยังมีธรรมชาติที่สวยงามป่าเขาลำเนาไพรอันอุดมสมบูรณ์ด้วยป่าไม้และสัตว์ป่านานาชนิด หาดทรายอันงดงาม เช่น หาดธารเสด็จ หาดท้องนายปาน หาดขวด และหาดที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลกนั่นคือหาดริ้นนอก ในคืนวันพระจันทร์วันเพ็ญเต็มดวงกับงาน Full Moon Party ที่มีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก สำหรับใต้ท้องทะเลโดยรอบของเกาะพะงันยังคงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแนวปะการังและสัตว์น้ำนานาชนิด เกาะพะงันในวันนี้กำลังรอคอยการเดินทางมาเยี่ยมเยือนของนักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติเสมอ ชาวเกาะพะงันทุกคนขอกล่าวคำว่า “ ยินดีต้อนรับทุกท่านเดินทางสู่เกาะพะงันครับ” และก็อย่าลืม ท่องเที่ยวเมืองไทยเศรษฐกิจไทยคึกคักครับ. วันแรกของการเดินทาง เรือเร็วลมพระยาพาเราทั้งสองคนออกเดินทางจากเกาะเต่ามุ่งหน้าสู่เกาะพะงันระยะทางประมาณ 45 กม.ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมงเราสองคนก็มายืนชมวิวทิวทัศน์อยู่บนท่าเรืออ่าวท้องศาลาบนเกาะพะงัน ทิ้งความทรงจำอันน่าประทับใจของเกาะเต่าเอาไว้เบื้องหลัง


บริเวณท่าเรืออ่าวท้องศาลาบนเกาะพะงันวันที่เรามาเยือนคับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่กำลังชุนลมุนวุ่นวายกับการแบกเป้ ขนกระเป๋า ขึ้นรถลงเรือเดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะต่างๆ เราสองคนจัดการขนสัมภาระขึ้นจากเรือมานั่งพักรอที่ศาลาท่าเรือให้นักท่องเที่ยวบางตาลงกว่านี้สักหน่อย



จากนั้นติดต่อรถสองแถวรับจ้างเดินทางไปยังรีสอร์ทที่พักของเรา สำหรับรีสอร์ทที่พักของเราบนเกาะพะงันก็คือ Dew Shore Bungalows ตั้งอยู่ที่หาดบ้านใต้ทางไปหาดริ้น ห่างจากท่าเรือท้องศาลาระยะทางประมาณ 3 กม.


เราสองคนใช้เวลาเดินทางประมาณ 10 นาที ก็เดินทางมาถึงบังกะโลบ้านพัก จัดการเก็บสัมภาระเข้าสู่ห้องพัก จากนั้นจึงออกมาเดินเที่ยวชมรีสอร์ทและชายหาดบ้านใต้ สำหรับ Dew Shore Bangalows มีจำนวนบ้านพักทั้งหมด 23 หลังพร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกเช่น แอร์ พัดลม ตู้เย็นและสระว่ายน้ำในราคาเริ่มต้นตั้งแต่ 1,000 -4,500 บาทสนใจติดต่อสำรองห้องพักได้ที่ คุณพิศิษฐ์ (อุ้ง) โทรศัพท์ 077 238 128 หรือ 081 747 2089 แฟกซ์ 077 377 195 คุณอุ้งเจ้าของรีสอร์ทใจดีมีบริการรถรับส่งจากท่าเรือท้องศาลาถึงรีสอร์ทบ้านพัก พร้อมบริการรถมอเตอร์ไซด์ให้เช่า ขี่ชมวิวทิวทัศน์ทั่วเกาะพะงันและมีบริการเรือทัวร์ท่องเที่ยวรอบเกาะพะงันอีกด้วย



บริเวณชายหาดบ้านใต้อันเป็นที่ตั้งของรีสอร์ทที่พักแห่งนี้มีหาดทรายที่ขาวสะอาดสวยงามบรรยากาศงียบสงบ ทอดตัวยาวหลายกิโลเมตรร่มรื่นไปด้วยสวนมะพร้าวที่ขึ้นเรียงรายอยู่อย่างหนาแน่น หาดทรายบ้านใต้มีความลาดเอียงของชายหาดน้อยจึงเหมาะสำหรับลงเล่นน้ำทะเลในช่วงเวลาน้ำทะเลขึ้นและในช่วงเวลายามเย็นน้ำทะเลลดระดับลงมากๆบริเวณหาดทรายจะกว้างใหญ่ไพศาลคล้ายกับสนามฟุตบอลขนาดใหญ่หลายสิบสนามจะแลเห็นเด็กๆ ชาวเกาะพะงันมาตั้งทีมเตะฟุตบอลกันเป็นที่สนุกสนาน


ส่วนบริเวณด้านหลังของชายหาดเป็นย่านชุมชนเก่ามีบ้านเรือนยุคเก่าๆของชาวบ้านบนเ กาะพะงันตั้งเรียงรายอยู่เป็นระยะๆ รวมทั้งยังเป็นที่ตั้งของหมู่บ้านชาวไทยมุสลิมซึ่งมีเพียงแห่งเดียวบนเกาะพะงันอีกด้วย

ชาวบ้านใต้บนเกาะพะงันส่วนใหญ่ประกอบอาชีพหลักทางด้านการทำสวนมะพร้าว สวนยาง การทำประมง ธุรกิจบ้านพักรีสอร์ทและการท่องเที่ยวเป็นอาชีพเสริมอีกด้วย ชุมชนบ้านใต้นับว่าเป็นแหล่งส่งออกมะพร้าวที่ใหญ่ที่สุดบนเกาะพะงันและสิ่งที่วิเศษที่สุดของหาดบ้านใต้ก็คือเป็นจุดที่สามารถชื่นชมความงามของพระอาทิตย์ตกที่สวยงามที่สุดแห่งหนึ่งบนเกาะพะงันอีกด้วย

โดยสามารถมองเห็นเกาะแตนอกเกาะแตในและเกาะสมุยได้อย่างชัดเจน ชายหาดบ้านใต้จึงเหมาะสำหรับนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบบรรยากาศความเงียบสงบ และไม่ต้องเดินทางไกลจากแหล่งชุมชนบริเวณท่าเรือท้องศาลามากนัก นอกจากนั้นยังมีบังกะโลบ้านพักให้เลือกหลายระดับหลายราคาอีกด้วย และจากชายหาดบ้านใต้สามารถเดินทางไปท่องเที่ยวยังชายหาดใก้ลเคียงเช่นหาดบ้านค่ายและหาดริ้นได้โดยสะดวก เราสองคนเดินเที่ยวชมความสวยงามของชายหาดบ้านใต้จนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเช่ารถมอเตอร์ไซด์รับจ้างภายในรีสอร์ค่าเช่าวันละ 200 บาทน้ำมันเติมเองออกเดินทางไปยังตลาดที่ตั้งอยู่ใกล้กับท่าเรือท้องศาลาบนเกาะพะงัน ด้วยระยะทางประมาณ 3 กม.


เราสองคนใช้เวลาเดินทางประมาณ 10นาที ก็เดินทางมาถึงตลาดเกาะพะงันซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยชาวบ้านและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อของกันตลาดบนเกาะพะงันแยกออกเป็นสองส่วน



ส่วนแรกเป็นตลาดสดจำหน่ายอาหารทะเลจำพวกกุ้งหอยปูปลาสดๆ จากทะเลและอาหารแห้งจำพวกปลาเค็มและปลาหมึกตากแห้งแห่งบ้านโฉลกหลำของฝากขึ้นชื่อของเกาะพะงันตลอดจนพืชผักผลไม้นานาชนิด



สำหรับส่วนที่สองจะเป็นตลาดแห้งจำหน่ายอาหารสำเร็จรูปนานาชนิดอาหารซื้อกลับบ้าน อาหารจานเดียว จานด่วนเครื่องดื่มนานาชนิด ตลอดจนร้านกาแฟ ร้านเซเว่นฯ ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย ฯลฯ ร้านจำหน่ายเสื้อผ้า

เลยจากตลาดไปเล็กน้อย บนถนนสายท้องศาลา-บ้านใต้ เป็นที่ตั้งของบิ๊กเอซุปเปอร์มาเก็ต


ซุปเปอร์มาเก็ตชื่อดังบนเกาะพะงันภายในซุปเปอร์มาเก็ตติดแอร์เย็นช่ำจำหน่ายสินค้าทุกชนิดตั้งแต่ไม้จิ้มฟันยันเรือรบจนเป็นที่นิยมของชาวเกาะพะงันและนักท่องเที่ยวต่างชาตินิยมเดินทางมาหาซื้อสินค้าที่บิ๊กเอซุปเปอร์มาเก็ตแห่งนี้กันเป็นประจำทุกวัน



เรียกว่านักท่องเที่ยวเดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะพะงันแล้วไม่ต้องกลัวอดบนฝั่งมีอะไรบนเกาะพะงันนั้นมีหมดขอให้มีสตังค์เพียงอย่างเดียวเท่านั้น

เราสองคนหาอาหารจานเดียวรับประทานกันที่ร้านข้าวแกงแผงลอยภายในตลาดเกาะพะงันซึ่งนอกจากลูกค้าซึ่งคือเราทั้งสองคนแล้วร้านข้าวแกงแผงลอยยังเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวแบกเป้ชาวต่างชาติและฝรั่งบางคนที่ทำมาหากินอยู่บนเกาะพะงันมานมนาน จึงไม่เป็นที่น่าแปลกใจเลยที่เราจะเห็นฝรั่งสั่งแกงไตปลาไข่พะโล้ราดข้าว หรือแกงส้มปลากระบอกแกล้มด้วยปลาเค็มนั่งรับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อยพร้อมด้วยผักสดกันภายในตลาดบนเกาะพะงัน สำหรับสนนราคาจานละเพียง 30 บาทเท่านั้นแถมน้ำดื่มฟรีอีกด้วย หลังจากจัดการกับอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราจึงเดินทางไปยังวัดเกาะพะงันซึ่งมีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่าวัดราษฎร์เจริญ



ปัจจุบันมีท่านพระครูสุภัทรธรรมมาภิรม (วิธูร ธรรมวโร) เป็นเจ้าอาวาส เราสองคนเข้าไปกราบนมัสการท่านพระครูฯ พร้อมกับนั่งสนทนาธรรมกับท่านพระครูฯซึ่งท่านได้เล่าเรื่องราวถึงประวัติความเป็นมาของวัดราษฎร์เจริญให้เราทั้งสองคนฟังว่า แต่เดิมวัดราษฎร์เจริญ แห่งนี้เป็นเพียงสำนักสงฆ์เล็กๆ ส่วนวัดอื่นๆบนเกาะพะงันนั้นอยู่กระจายกันไปตามหมู่บ้านต่างๆบนเกาะ ซึ่งบนเกาะพะงันนั้นเดิมมีวัดที่ใหญ่ที่สุดอยู่ที่หมู่บ้านวกตุ่ม ชื่อว่าวัดเขานุ้ย (นุ้ย ภาษาปักษ์ใต้ หมายถึงเล็กหรือน้อย) ซึ่งต่อมาในช่วงที่ตลาดท้องศาลาได้ตั้งขึ้นอีกทั้งตัวตลาดยังใกล้กับท่าเรือของเกาะทำให้สำนักสงฆ์วัดราษฎร์เจริญได้พัฒนาจนได้รับการประกาศวิสุงคามสีมาเป็นวัดในที่สุด ซึ่งอยู่ในช่วงก่อนกึ่งพุทธกาล ราวสองพันสี่ร้อยเก้าสิบกว่าๆ ส่วนสาเหตุที่วัดราษฎร์เจริญ แห่งนี้ได้กลายเป็นศูนย์กลางของเหล่าชาวพุทธบนเกาะ ก็ไม่ใช่เพราะว่าวัดแห่งนี้ใกล้กับตัวตลาดและท่าเรือก็หาไม่ หากแต่ว่าวัดราษฎร์เจริญ ได้มีเจ้าอาวาสนักพัฒนารูปหนึ่ง ซึ่งท่านเป็นผู้เคร่งในทางธรรมมาก จนเป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านที่นับถือพุทธศาสนาและชาวเกาะพะงันทั่วไป ชาวเกาะพะงันเรียกขานท่านว่า “พ่อหลวงพร้อม”

ท่านเป็นที่เคารพรักของชาวเกาะพะงันโดยที่ไม่ได้ใช้อภินิหารชวนเชื่อแต่ประการใด หากแต่ท่านได้ใช้เมตตาธรรมและหลักคำสอนของพระพุทธองค์เป็นแนวทางจนเป็นที่ศรัทธาเลื่อมใสของชาวบ้าน ในช่วงที่หลวงพ่อพร้อมท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดราษฎร์เจริญ ในแต่ละเข้าพรรษาหรือนอกพรรษาก็ดีชาวบ้านบนเกาะมักจะให้ลูกหลานที่อายุครบบวช มาบวชที่วัดราษฎร์เจริญแห่งนี้เป็นจำนวนมาก

ชาวบ้านร้านถิ่นช่วงกึ่งพุทธกาล บนเกาะพะงันจะคุ้นเคยกับภาพขบวนแถวของพระภิกษุสามเณรที่ออกเดินบิณฑบาตผ่านตัวตลาดท้องศาลาทุกๆเช้าเป็นอย่างดี โดยที่พระภิกษุและสามเณรจะถือแต่บาตรเพียงอย่างเดียวและชาวบ้านร้านตลาดจะตักบาตรเช้าด้วยข้าวสุกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น ส่วนกับข้าวคาวหวานต่างๆ ชาวบ้านจะใส่ปิ่นโตเป็นเถาๆ หรือเป็นใบ ที่ลูกศิษย์วัดนำมาแจกตั้งแต่เมื่อเย็นวานมาวางไว้ให้ลูกศิษย์วัดตามเก็บรวมเป็นเถานำกลับไปที่วัดด้วย นับว่าเป็นการตักบาตรที่เป็นเอกลักษณ์ของวัดบนเกาะพะงัน ส่วนในวันพระหรือวันสำคัญทางพุทธศาสนา อย่างวันเข้าพรรษา วิสาขบูชา ฯลฯ ชาวบ้านบนเกาะก็มักจะเดินทางไปรับพรจากหลวงพ่อพร้อมกันเป็นหมู่คณะเนื่องจากพระภิกษุสามเณรจะไม่ออกไปบิณฑบาตเหมือนวันธรรมดา เมื่อฉันภัตตาหารเช้าเรียบร้อยแล้ว หากใครไม่มีธุระปะปังก็จะมานั่งล้อมวงทานข้าวเช้าร่วมกัน และถ้าหากลูกหลานบ้านไหนต้องออกเดินทางไปศึกษาหาความรู้ที่ต่างถิ่นอย่างกรุงเทพฯ หรือในตัวเมือง ก็มักจะพาลูกหลานมากราบขอพรจากหลวงพ่อพร้อมกันแทบจะทุกคน โดยเฉพาะชาวบ้านท้องศาลา ซึ่งหลวงพ่อก็มักจะให้ศีลให้พรพร้อมกับฝากคติคำสอนเตือนใจให้ใฝ่ศึกษาหาความรู้นำสิ่งที่ดีๆ กลับมาพัฒนาบ้านเกิด ปัจจุบันหลวงพ่อพร้อมมรณะภาพไปหลายสิบปีแล้วฝากไว้แต่คุณงามความดีที่ยังคงติดตราตรึงใจชาวเกาะพงัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งชาวบ้านท้องศาลา อย่างยากที่จะลืมเลือน

นักท่องเที่ยวต่างถิ่นที่มายังวัดราษฎร์เจริญ อย่าลืมแวะกราบนมัสการรูปหล่อเท่าองค์จริงของหลวงพ่อพร้อมนะครับ วัดราษฎร์เจริญแห่งนี้มีพระดีน่ากราบไหว้ขอข้อคิดคติธรรมนำมาใช้ในชีวิตได้เป็นอย่างดีแม้ว่าวันนี้จะไม่มีหลวงพ่อพร้อมแล้วแต่วัดราษฎร์เจริญ ก็ไม่สิ้นพระนักพัฒนาและปฎิบัติธรรม อย่างพระครูวิธูรส่วนใครที่ชอบวัตถุมงคลเห็นทีต้องแวะไปที่วัดอื่นบนเกาะซึ่งมีอยู่หลายวัด อย่างวัดโฉลกหลำ ซึ่งมีเกจิชื่อดังของเกาะพะงัน อย่าง หลวงพ่อจันทร์ น่าจะพอมีของดีให้ได้ติดไม้ติดมือกลับไป แต่ก็อย่าหวังสูงไปนะครับเพราะขนาดเหรียญ ปี 22 ชาวเกาะพงันเขายังหวงกันขนาดว่า “ขอดูพอได้ ขอซื้อไม่ขาย แต่ถ้ามีมาขายขอให้บอก” หายากแค่ไหนคิดเอาเองก็แล้วกัน

สำหรับผลงานพัฒนาของท่าน พระครูสุภัทรธรรมมาภิรม (วิธูร ธรรมวโร) นั้น ท่านเป็นพระนักพัฒนาได้ริเริ่มก่อตั้ง “วนอุทยานการุณเมตต์น้ำตกแพง” ขึ้นในบริเวณน้ำตกแพงบ้านมะเดื่อหวาน ตำบลเกาะพะงัน เมื่อ ปี พ.ศ .2510 โดยเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ มีน้ำตกอันสวยงาม สัตว์ป่าชุกชุมและอยู่ใกล้ชุมชนซึ่งในขณะนั้นได้เริ่มมีชาวบ้านบุกรุกเข้าไปจับจองที่ดิน

ท่านพระครูฯ จึงได้ทำการชักชวน พระ เณร และชาวบ้าน ตัดถนนเข้าไปที่ตัวน้ำตกแพงระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเมตร และขอร้องชาวบ้านให้ยุติการบุกรุกบริเวณน้ำตกแพง อีกทั้งยังขอให้ช่วยกันอนุรักษ์แทนการทำลาย ซึ่งชาวบ้านก็ให้ความร่วมมือด้วยดีจากนั้นในปี พ.ศ. 2520 ท่านพระครูฯได้มอบวนอุทยานการุณเมตต์น้ำตกแพงให้กับกรมป่าไม้เพื่อประกาศให้เป็น “วนอุทยานน้ำตกแพง” จากนั้นท่านพระครูฯ ก็ได้พัฒนาวัดราษฎร์เจริญหรือที่ชาวบ้านบนเกาะพะงันเรียกกันว่า วัดเกาะพะงัน เพื่อใช้เป็นสถานที่ประกอบศาสนกิจและเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวบ้านบนเกาะพะงันมาจนตราบเท่าทุกวันนี้ นอกจากนี้ท่านยังได้ริเริ่มสร้างมณฑปครอบรอยเท้าและสถูปของหลวงพ่อเพชร วชิโร ที่วัดภูเขาน้อย

ซึ่งในช่วงนั้นขาดการทำนุบำรุงรักษาจนแทบจะเรียกได้ว่าร้างคนดูแล ด้วยทุนทรัพย์และแรงศรัทธาของท่านและชาวเกาะพะงัน ซึ่งกว่าจะแล้วเสร็จจนสมบูรณ์ก็ใช้เวลาร่วมสามสิบปี เราสองคนนั่งสนทนาธรรมกับท่านพระครูฯ จนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงกราบลาท่านพระครูฯ ออกเดินทางต่อไปยังวัดภูเขาน้อย หรือชื่อวัดอย่างเป็นทางการว่า วัดพุทธเจดิยาราม ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามโรงพยาบาลเกาะพะงัน

สำหรับวัดภูเขาน้อยแห่งนี้เคยเป็นสถานที่ปฎิบัติธรรมของเกจิอาจารย์ชื่อดังบนเกาะพะงันคือหลวงพ่อเพชร วชิโร (พระครูวิบูลย์ธรรมสาร) วัดอัมพวัน เกาะพงัน ซึ่งในปัจจุบันท่านได้มรณภาพไปแล้ว ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2467 การเดินทางไปวัดภูเขาน้อย นั้นสามารถเดินทางไปได้ 2 เส้นทาง คือ ถนนข้างห้างโลตัส และถนนเลียบหาด แต่ทางถนนข้างห้างโลตัสจะสะดวกกว่าและไม่หลงทางได้ง่าย และไม่อ้อม ถ้าไปไม่ถูกถามคนบนเกาะทุกคนจะรู้จักวัดภูเขาน้อย ดี จากถนนข้างห้างโลตัสพักใหญ่เราก็เดินทางมาถึงวัดภูเขาน้อย ซึ่งจะมีทางเข้าวัดอยู่ด้านซ้ายมือก่อนจะถึงโรงพยาบาลเกาะพะงัน มีป้ายบอกทางสังเกตไม่ยาก

ทางเข้าวัดด้านนี้ถนนไม่ชัน สามารถขับรถขึ้นไปได้สะดวก แต่ถ้าไปเข้าทางหน้าโรงพยาบาลเกาะพะงันถนนจะชันกว่ามาก ไม่เหมาะสำหรับผู้ไม่ชินเส้นทาง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวที่เพิ่งเดินทางมาท่องเที่ยวที่เกาะพะงันมักจะมาสมัครเป็นช่างรังวัดถนนกันนักต่อนัก

จากตัวถนนไม่นานเราก็มาถึงลานจอดรถภายในวัดซึ่งมีบรรยากาศร่มรื่นน่าพักผ่อน สมกับที่เป็นวัดเก่าของเกาะ จากลานจอดรถเราเดินเท้าขึ้นเนินไปยังมณฑปซึ่งสร้างครอบรอยเท้าและสถูปบรรจุอัฐิของหลวงพ่อเพชร วชิโร


ข้ามธรณีประตูไปจะเป็นบันไดเดินลงไปภายใน ด้านหน้าขวามือจะเป็นแท่นตั้งสถูปด้านล่างจะมีรอยเท้าของหลวงพ่อเพชร ปรากฎอยู่ 2 รอย

เป็นรอยเท้าชัดเจน 1รอยและเป็นรอยลางเลือน 1 รอย ส่วนทางด้านซ้ายมือที่พื้นแผ่นหินจะปรากฏรอยเท้าของท่านลึกลงในเนื้อหินเพียง 1 รอย มีแผ่นทองคำเปลวปิดจนแทบจะดูไม่ออกว่าเป็นรอยเท้า ต้องเข้าไปสังเกตใกล้ๆ

สำหรับรอยเท้าที่ปรากฏบนแผ่นหินนั้นเล่ากันว่า หลวงพ่อเพชรท่านชอบที่จะมาปฎิบัติธรรมที่วัดเขาน้อยแห่งนี้เป็นประจำตั้งแต่ครั้งเมื่อท่านบวชเป็นพระใหม่ๆ เนื่องจากแต่ก่อนบริเวณนี้เงียบสงบไม่มีผู้คนมารบกวน และบริเวณที่ปรากฏรอยเท้านั้นแต่เดิมก็เป็นโขดหินระเกะระกะขรุขระไม่เรียบอย่างในปัจจุบัน ว่ากันว่าครั้งหนึ่งสมัยที่ท่านชราภาพมากแล้วท่านได้เดินขึ้นมาเพื่อปฎิบัติธรรมตามปกติเหมือนทุกครั้ง แต่เกิดก้าวขาพลาดไปส้นเท้าด้านซ้ายลื่นไถลไปบนแผ่นหินจนแทบจะเสียหลักหกล้ม ท่านจึงได้ใช้เท้าขวายันไว้เพื่อทรงตัว เหตุการณ์ในครั้งนั้นไม่ได้มีลูกศิษย์ลูกหาติดตามท่านไปด้วยจึงไม่มีใครทราบว่าท่านไปประสบอุบัติเหตุเข้า จวบจนเหตุการณ์ผ่านไปนานวันก็มีชาวบ้านขึ้นไปเก็บหาของป่าและไปพบรอยเท้านี้

จากปากต่อปากก็มีชาวบ้านขึ้นไปดูเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นรอยเท้าหรือรอยอะไรกันแน่ก็ได้แต่รู้ว่าเป็นรอยเท้าคนแต่ไม่รู้ว่าเป็นรอยเท้าใคร หนักๆ เข้าลูกศิษย์ลูกหาและชาวบ้านทนไม่ไหวไปรบเร้าถามหลวงพ่อเพชร ท่านก็ไม่ได้ว่าอะไร เมื่อท่านไม่ตอบให้ชาวบ้านหายสงสัย ก็มีผู้หัวใสไปสังเกตุรอยเท้าของท่านแล้วนำไปเทียบกับรอยเท้าที่ปรากฏบนแผ่นหิน จึงเป็นที่ประจักษ์ว่าเป็นรอยเท้าของหลวงพ่อเพชรแน่แล้วไม่ใช่ใครที่ไหน ซึ่งก็เป็นไปตามที่ชาวบ้านและลูกศิษย์ลูกหาเดาไว้ตั้งแต่ต้น ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาชื่อเสียงของท่านระบือไปทั่วเกาะ มีผู้ศรัทธามาขอวัตถุมงคลของท่านกันมาก ซึ่งสมัยนั้นส่วนใหญ่จะเป็น ด้ายมงคล ลูกอม สีผึ้งปฐวีธาตุ เสื้อยันต์ และผ้ายันต์ สำหรับเหรียญเสมารุ่นแรก ปี พศ. 2467 ที่ดังไปทั่วภาคใต้นั้นสร้างภายหลังจากหลวงพ่อเพชร ท่านได้มรณะภาพ แล้ว

โดยทำพิธีปลุกเศกที่วัดอัมพวัน มีพระคณาจารย์ชื่อดังหลายท่านทางภาคใต้ในยุคนั้นหลายองค์มาร่วมพิธี ถือว่าเป็นเหรียญตายที่มีมูลค่าสูงที่สุดและหาของแท้ได้ยากที่สุดเหรียญหนึ่งของทางภาคใต้ โดยเฉพาะที่เกาะพะงันแล้วใครที่มีก็แทบจะไม่บอกให้คนอื่นรู้เพราะกลัวจะถูกนิมนต์ไปแบบเสียดายของแต่ทนแรงเงินไม่ไหว

สำหรับประวัติของหลวงพ่อเพชร วชิโร นั้นมีไม่มากนั้นทราบแต่ว่าท่านได้บรรพชาเป็นสามเณร ตั้งแต่อายุ 17 ปี โดยมีพระอุปัชฌาย์จันทร์ เป็นผู้บวชให้ เมื่ออายุครบ 20 ปีจึงได้บวช ณ วัดมะเดื่อหวาน เมื่อปี พ.ศ.2411 โดยพระอุปัชฌาย์จันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์ ท่านได้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน เมื่อปี พ.ศ. 2430 เป็นเจ้าคณะหมวดเกาะพะงันเมื่อปี พ.ศ. 24442 ต่อมาใน ปี พ.ศ. 2451 ท่านได้เป็นพระอุปัชฌาย์ และ ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวงเกาะสมุยเมื่อปี พ.ศ.2459 สมณะศักดิ์สุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2467 (ภายหลังท่านได้มรณะภาพ ล่วงแล้ว 3 เดือน ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2467) คือ พระครูวิบูลย์ธรรมสาร รวมสิริอายุ 77 ปี (56 พรรษา) เรากราบสักการะสถูปและรอยเท้าของท่านอยู่พักใหญ่ก่อนที่จะเดินออกมายังหมู่พระเจดีย์ข้างโบสถ์ ซึ่งมีรูปแบบการก่อสร้างเป็นหมู่พระเจดีย์ที่ทางภาคใต้นิยมกันในสมัยนั้น

พระเจดีย์นี้คาดว่าน่าจะสร้างในสมัยรัชกาลที่ 3 เนื่องจากได้มีการประดับฐานเจดีย์ด้วยเครื่องกระเบื้องเคลือบ ซึ่งเป็นที่นิยมกันในยุคนั้น มีเรื่องเล่าว่า แต่ก่อนเครื่องกระเบื้องที่ประดับอยู่รายรอบเจดีย์นั้นมีมากกว่าที่เห็นกันในปัจจุบัน

แต่เนื่องจากนักพนันชอบที่จะมาแคะเอาถ้วยกระเบื้องไปเป็นที่ทอดลูกเต๋าไฮโล จนแทบจะหมดไปจากฐานรอบเจดีย์ ก็เป็นที่น่าสลดเพราะในขณะที่เครื่องกระเบื้องค่อยๆ หายไปที่ละชิ้นสองชิ้น นักพนันเหล่านั้นก็แทบจะหมดตัวไปด้วย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะอาถรรพ์ของเทวดาอารักษ์เจดีย์หรือผีพนันไฮโลกันแน่ แต่ที่แน่ๆ การพนันไม่เคยสร้างคนให้รวยได้ทนนานไม่เว้นแม้แต่เจ้ามือพนัน

เราเดินทักษิณาวัตรรอบเจดีย์ แล้วจึงมานั่งพัก กะว่าจะขออนุญาตท่านเจ้าอาวาสเข้าชมในตัวโบสถ์ ก็ต้องผิดหวังเพราะท่านเจ้าอาวาสท่านติดกิจนิมนต์ที่ตัวเมืองกว่าจะเดินทางกลับมาก็อีกสองสามวัน เมื่อนั้นเราก็คงจะเดินทางออกจากเกาะพะงันแล้วพอดี ก็คงต้องรอเอาไว้โอกาสหน้า

เราเดินชมบริเวณรอบวัดอยู่พักใหญ่จนใกล้จะเย็นย่ำจึงตกลงเดนทางกลับที่พักกัน เสียดายที่ไม่ได้ไปชมวัดอัมพวัน ซึ่งเป็นวัดเก่าแก่อีกวัดหนึ่งคาดว่าจะสร้างในรัชกาลที่ 2

อีกทั้งวัดนี้ยังเป็นวัดที่หลวงพ่อเพชร ท่านเป็นเจ้าอาวาสอยู่ด้วย เอาไว้โอกาสหน้าอีกเช่นเคยจะนำท่านเที่ยวชมวัดบนเกาะให้จุใจ จากวัดภูเขาน้อยเราสองคนเดินทางกลับมายัง Dew Shore Bungalows บังกะโลที่พักของเราบนหาดบ้านใต้เพื่อพิสูจน์ถึงความสวยงามของพระอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าว่าจะสวยงามสมกับคำร่ำลือหรือไม่

ชายหาดบ้านใต้ในยามเย็น น้ำทะเลลดลงมากจนเกิดเป็นชายหาดที่กว้างใหญ่ไพศาลสุดสายตาเบื้องหน้าของเราคือเกาะสมุยส่วนทางทิศตะวันตกก็คือเกาะแตนอกและเกาะแตในตั้งอยู่ห่างจากหาดบ้านค่ายไม่ไกลเท่าใดนักเด็กๆ กำลังเล่นฟุตบอลกันบนหาดทรายเป็นที่สนุกสนาน นักท่องเที่ยวออกมาเดินเล่นบริเวณชายหาดพร้อมรอชื่นชมความสวยงามของพระอาทิตย์ยามอัสดงเหมือนเช่นเราทั้งสองคน

ดวงอาทิตย์ค่อยๆลาลับขอบฟ้าลงไปทางทิศตะวันตกโดยมีเกาะแตนอกและเกาะแตในเป็นแบ็คกราวน์ ช่างเป็นภาพที่สวยงามน่าประทับใจยิ่งนัก


เราสองคนกดซัตเตอร์เก็บภาพความประทับใจมาฝากท่านผู้อ่านที่ยังไม่เคยมาท่องเที่ยวยังเกาะพะงันจนดวงอาทิตย์ลาลับขอบฟ้าไปแล้ว เราสองคนจึงขับรถมอเตอร์ไซด์ออกไปหาอาหารค่ำรับประทานกันบริเวณตลาดเกาะพะงันซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ออกมาเดินหาอาหารค่ำรับประทานกันอย่างขวักไขว่



เราสองคนหาอาหารค่ำรับประทานกันอย่างง่ายๆสไตล์อาหารจานเดียวตบท้ายด้วยขนมหวานแบบไทยๆอีกคนละหนึ่งถ้วย


จากนั้นจึงขับรถเดินทางกลับเข้าสู่บังกะโลที่พักเพื่อพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ในวันพรุ่งนี้เราสองคนจะเดินทางไปดำน้ำดูปะการังและนั่งเรือเที่ยวรอบเกาะพะงันกัน สำหรับวันนี้ขอกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์ “ครับ
หน้าต่อไป
|