ป้ายโฆษณา
IDO Travellers ฉบับที่ 12 : วันเดียวเที่ยวเกาะเกร็ด

วันเดียวเที่ยวเกาะเกร็ด

www.idotravellers.com ฉบับนี้ เดินทางมาครบรอบหนึ่งปีแล้วครับ ซึ่งตลอดระยะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาทีมงานได้รับการต้อนรับจากท่านผู้อ่านที่ชอบท่องเที่ยวหาข้อมูลทางอินเตอร์เนตอย่างดียิ่ง เป็นกำลังใจให้กับทีมงานทุกคนให้สร้างสรรค์ผลงานใหม่ๆนำมาฝากท่านผู้อ่านต่อไปถึงแม้ว่า www.idotravellers.com จะเป็นเพียงแค่เว็บไซด์เล็กๆ มีคนทำงานเพียงไม่กี่คน แต่พวกเราทุกคนหวังไว้ว่ามันคงจะต้องเติบใหญ่ต่อไปในอนาคตอย่างแน่นอนซึ่งทางทีมงานยังคงขาดบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในหลายๆด้านโดยเฉพาะบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถทางด้านภาษาอังกฤษ นักท่องเที่ยวท่านใดที่สนใจจะมาร่วมแรงร่วมใจและร่วมเดินทางสร้างสรรค์ผลงาน กับพวกเราติดต่อกันเข้ามาได้เลยครับ www.idotravellers.com ฉบับนี้มีความยินดีขอเชิญพาท่านผู้อ่านเดินทางไปท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงกันที่เกาะเกร็ดจ.นนทบุรี เกาะใกล้กรุงเทพฯที่ดูว่าธรรมดาแต่ทว่าไม่ธรรมดาเกาะสีเขียวที่มีแหล่งท่องเที่ยวมากมายซึ่งมีทั้งธรรมชาติศิลปวัฒนธรรมของชาวไทยรามัญ วัดวาอารามโบราณตลอดจนอาหารการกินอันเลื่องชื่อใช้เวลาวันเดียวก็สามารถเที่ยวได้ทั้งเกาะแล้วละครับ เกาะเกร็ดมีอะไรที่น่าสนใจคลิ๊กเข้าไปเที่ยวชมกันได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่ฉบับหน้าครับ.....


 “เมะ เง่อ เกาะเกร็ด ระ อาว” สวัสดีเกาะเกร็ด www.idotravellers.com  เดือนนี้ทีมงานขออาสาพาท่านผู้อ่านเดินทางไปท่องเที่ยวยังแหล่งท่องเที่ยวใกล้กรุงเทพฯ กันนั้นคือ “เกาะเกร็ด” ตั้งอยู่ในอำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี แหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมชมวิถีชีวิตชาวมอญแห่งเกาะเกร็ด ชมแหล่งเครื่องปั้นดินเผา และวัดเก่านามระบือ สำหรับตัวอำเภอปากเกร็ดห่างจากกรุงเทพฯ ระยะทางประมาณ 10  กิโลเมตร ส่วนการเดินทางไปก็สะดวกสบายเพราะมีรถโดยสารประจำทางหลายสิบสายให้ท่านผู้อ่านได้เลือกเดินทางสู่อำเภอปากเกร็ดหลายเส้นทางด้วยกัน เช่น ถ้าท่านผู้เริ่มต้นเดินทางจากสนามหลวงก็ให้ใช้บริการของรถประจำทางสาย 32 สนามหลวง-ปากเกร็ดโดยขึ้นที่บริเวณป้ายรถเมล์หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ ซึ่งมีรถโดยสารให้บริการทั้งรถร้อนและรถเย็นเดินทางเข้าไปถึงอำเภอปากเกร็ดเลยทีเดียว



แต่เราสองคนขอพาท่านผู้อ่านเริ่มต้นการเดินทางออกจากกรุงเทพฯ บริเวณกิโลเมตรที่ศูนย์ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิโดยรถประจำทางปรับอากาศขององค์การขนส่งมวลชนสาย 166 ปากเกร็ด – อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ขึ้นทางด่วนที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเดินทางไปตามถนนวงศ์สว่างพอถึงสี่แยกแคราย จากนั้นเลี้ยวซ้ายเข้าสู่ถนนติวานนท์ถึงห้าแยกปากเกร็ดเลี้ยวซ้ายไปตามถนนเข้าสู่อำเภอปากเกร็ดผ่านป้ายรถเมล์หน้าโรงหนังเมเจอร์ออลีวู้ด จากนั้นพอถึงป้ายรถเมล์ที่สองเราทั้งสองจึงลงจากรถเมล์โดยสารจากนั้นจึงเดินเท้ามาที่หน้าห้างโลตัสมีถนนคอนกรีตชื่อว่าถนนภูมิเวทระยะทางประมาณหนึ่งกิโลเมตร เราทั้งสองเดินเท้ามาถึงบริเวณลานจอดรถของวัดสนามเหนือที่เผอิญวันนี้เป็นวันอาทิตย์บริเวณลานจอดรถของวัดสนามเหนือจึงคับคั่งไปด้วยรถยนต์ส่วนตัวของผู้คนที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะเกร็ดจอดเรียงรายอยู่เต็มลานวัดไปหมด


 เราทั้งสองเดินเท้าต่อมายังท่าเรือข้ามฟากข้ามแม่น้ำลัดเกร็ดไปยังเกาะเกร็ดความกว้างของแม่น้ำประมาณ 200 เมตร ซึ่งจากท่าเรือวัดสนามเหนือมองออกไปยังเกาะเกร็ดแลเห็นท่าเรือเกาะเกร็ดอันเป็นที่ตั้งของวัดปรมัยยิกาวาส หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “วัดปากอ่าว” วัดแห่งนี้ถูกบูรณะขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ไม่ไกลเท่าใดนักจากท่าเรือของวัดสนามเหนือ สำหรับอัตราค่าโดยสารข้ามฟากคนละ2 บาทใช้เวลาเดินทางประมาณ 5 นาทีเท่านั้นระหว่างรอเรือข้ามฟากไปยังเกาะเกร็ดผมขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของเกาะเกร็ดให้ท่านผู้อ่านฟังก่อนที่จะเดินทางข้ามฟากไปเที่ยวเกาะเกร็ดดังนี้นะครับ

 พื้นที่บริเวณนี้แต่เดิมมีชื่อว่าบ้านแหลม ไม่ได้เป็นเกาะอย่างในปัจจุบัน แต่เป็นแผ่นดินรูปโค้งคล้ายแหลมยื่นออกไปตามความโค้งของแม่น้ำเจ้าพระยาที่คดคี้ยว ชื่อของเกาะเกร็ดนั้นเกิดจากการขุดคลองลัดแม่น้ำเจ้าพระยาตรงส่วนที่เป็นแหลม ในรัชสมัยของพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระแห่งกรุงศรีอยุธยาเมื่อปี พ.ศ. 2265 เรียกว่า “คลองลัดเกร็ดน้อย” สำหรับคลองลัดเกร็ดใหญ่อยู่ที่จังหวัดปทุมธานี โดยทำการขุดลัดแม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณตอนท้ายของอำเภอสามโคกมาทางตอนใต้ของอำเภอคลองขวางเชียงราก เล่ากันว่าแต่เดิมคลองลัดเกร็ดน้อยเมื่อแรกขุดมีความกว้างเพียง 6 วาเท่านั้น ! ซึ่งต่อมากระแสน้ำเปลี่ยนทิศทางแรงขึ้นกัดเซาะตลิ่งพังทำให้คลองขยายขึ้นแผ่นดินตรงแหลมจึงกลายเป็นเกาะสำหรับชื่อเดิมของเกาะเกร็ดเรียกว่า “เกาะศาลากุน” 



เกาะเกร็ดมีความเจริญมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยสังเกตุได้จากวัดวาอารามต่างๆบนเกาะส่วนใหญ่จะเป็นศิลปะสมัยกรุงศรีอยุธยาแต่มาโดนทิ้งให้รกร้างว่างเปล่าในสมัยพม่ายกทัพมาตีกรุงศรีอยุธยาแตก ซึ่งหลังจากพระเจ้าตากสินมหาราชทรงกอบกู้อิสรภาพได้จึงทรงโปรดให้ชาวมอญเดินทางอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานที่นี่ สำหรับชาวมอญที่อาศัยอยู่บนเกาะเกร็ดนั้นมีทั้งที่อพยพเข้ามาในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา กรุงธนบุรีและในสมัยรัชกาลที่ 2  ชาวมอญที่เกาะเกร็ดส่วนใหญ่แล้วจะอพยพมาจากเมืองเมาะตะมะ ซึ่งต่อมาเมื่อตั้งตำบลปากเกร็ดขึ้นมาแล้วเกาะศาลากุนจึงมีฐานะเป็นเพียงแค่ตำบลเรียกว่าตำบลเกาะเกร็ด เกาะแห่งนี้จึงเรียกกันว่า “เกาะเกร็ด” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา


 ปัจจุบันเกาะเกร็ดเป็นหมู่บ้าน OTOP ต้นแบบภาคกลาง เป็นแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในด้านการผลิตสินค้าหัตถกรรมเครื่องปั้นดินเผาที่เป็นเอกลักษณ์ของชาวไทยรามัญที่สืบทอดกันมายาวนานตลอดจนการทำขนมมงคลอันเป็นสมบัติที่ล้ำค่าอันควรแก่การอนุรักษ์และถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่คนรุ่นหลังสืบต่อไป พร้อมกับเที่ยวชมวิถีชีวิตชีวิตของชาวไทยรามัญที่อาศัยอยู่บนเกาะเกร็ดแห่งนี้


บนเกาะเกร็ดนอกจากจะเป็นที่อยู่อาศัยของชาวมอญที่เริ่มตั้งแต่บริเวณวัดเสาธงทองยาวเรื่อยไปจนถึงวัดฉิมพลีแล้วยังเป็นที่อยู่อาศัยของชาวบ้านอีกสองเชื้อชาติด้วยกันคือชาวไทยพุทธซึ่งจะตั้งบ้านเรือนอาศัยอยู่ตั้งแต่บริเวณท่าเรือวัดป่าฝ้ายเรื่อยไปจนถึงวัดเสาธงทองและชาวไทยมุสลิมที่จะอาศัยอยู่บริเวณชุมชนชาวไทยมุสลิมริมแม่น้ำอ้อมเกร็ดตรงข้ามกับมัสยิดท่าอิฐบริเวณท่าเรือวัดศาลากุล 



ถึงเกาะเกร็ดจะเป็นเกาะเล็กๆที่มีผู้คนอาศัยอยู่ถึง 3 เชื้อชาติ 2ศาสนาด้วยกันแต่ทุกคนก็อาศัยอยู่บนเกาะแห่งนี้ด้วยความสามัคคีและมีความสุขตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ครับ..และนี่ก็เป็นเกร็ดความรู้เล็กๆน้อยๆของเกาะเกร็ดเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังก่อนที่เราสองคนจะพาท่านผู้อ่านข้ามฟากไปเที่ยวยังเกาะเกร็ดกัน

 จากนั้นเราทั้งสองจึงเดินทางด้วยเรือข้ามฟากข้ามแม่น้ำลัดเกร็ดมาถึงท่าเรือวัดปรมัยยิกาวาสซึ่งกำลังคับคั่งไปด้วยนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะเกร็ดเสียงเรียกชักชวนนักท่องเที่ยวให้ใช้บริการของเรือทัวร์ท่องเที่ยวรอบเกาะเกร็ดและคลองขนมหวานในราคาคนละ 60 บาท เสียงเพลงไทยเดิมและเพลงร่วมสมัยของวงดนตรีสุนทราภรณ์ดังขจรขจายไปทั่ววัดปรมัยยิกาวาส ให้ความรู้สึกร่วมสมัยเป็นอย่างยิ่ง

 สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดปรมัยยิกาวาสที่ชาวบ้านบนเกาะเกร็ดเรียกกันว่า “วัดปากอ่าว” หรือที่ชาวมอญเรียกว่า “เภี่ยมู๊เกี๊ยะเติ้ง” ซึ่งแปลว่า วัดหัวแหลม เป็นวัดรามัญนิกาย วัดแห่งนี้สร้างโดยชาวมอญที่อพยพมาตั้งแต่สมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช เมื่อปี พ.ศ. 2317 โดยพระสุเมธาจารย์ (เถ้า) พระเถระผู้ใหญ่ฝ่ายรามัญได้รวบรวมผู้มีจิตศรัทธาสร้างเจดีย์ทรงรามัญ ชื่อเจดีย์ร่างกุ้ง รวมทั้งพระพุทธไสยาสน์ขึ้น ต่อมาท่านได้เป็นเจ้าอาวาสองค์แรกของวัดนี้



ภายหลังวัดแห่งนี้ถูกปล่อยให้ทรุดโทรม จนกระทั่งปี พ.ศ. 2417 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จพระราชดำเนินทอดกฐิน วัดมอญเมืองนนทบุรี 4 วัด คือวัดรามัญ(วัดเกาะพญาเจ่ง) วัดบางพัง วัดสนาม (วัดสนามเหนือ) และวัดปากอ่าว ได้เสด็จทอดพระเนตรบริเวณวัดปากอ่าวซึ่งเสนาสนะต่างปรักหักพังทรุดโทรม ทรงเห็นว่าทำเลที่ตั้งวัดนั้นดี อีกทั้งยังทรุดโทรมกว่าวัดอื่น จึงได้โปรดให้ปฎิสังขรณ์วัดแห่งนี้ขึ้นทรงคำนึงถึงพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมเสด็จพระสุดารัตน์ราชประยูรณ์ ซึ่งอภิบาลบำรุงพระองค์มาแต่ทรงพระเยาว์ ทรงรับสั่งอยู่เนือง ๆ ว่า ถ้าทรงพระเจริญขึ้นแล้วขอให้ทรงช่วยให้ได้สร้างพระอารามหนึ่ง จึงทรงปฏิสังขรณ์วัดปากอ่าว



การปฏิสังขรณ์วัดปากอ่าว มีพระยาอัศนีศาภัยจางวาง กรมพระแสงปืนต้นเป็นแม่กองปฏิสังขรณ์ โดยมีพระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้ากฤษฎาภินิหาร(ต้นราชสกุลกฤดากร) เป็นนายกอง พระราชสงคราม(ทัต) เป็นช่างบูรณะพระอารามใหม่ทั้งหมด คงเพียงรูปแบบมอญไว้เนื่องจากเป็นวัดมอญ ทรงโปรดให้สร้างพระไตรปิฎกเป็นภาษามอญให้พระยาศรีสุนทรโวหารเจ้ากรมพระยาลักษณ์จารึกเรื่องพระอารามนี้ลงในเสาศิลาเป็นอักษรไทยเสาหนึ่ง และพระสุเมธาจารย์แปลงเป็นภาษามอญอีกเสาหนึ่ง



จารึกทั้งอักษรไทยและมอญอยู่ที่หน้าพระอุโบสถ และโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระอารามนี้ใหม่ว่า “วัดปรมัยยิกาวาส” (ปรมัยยิกาวาส  คือ บรม+อัยยิกา+อาวาส) ซึ่งหมายถึงวัดของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร นั่นเอง สำหรับพระประวัติของ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร มีดังนี้



 สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร หรือ พระองค์เจ้าละม่อม พระราชธิดาในพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ประสูติแต่เจ้าจอมมารดาทรัพย์ เมื่อวันอังคาร ขึ้น 11 ค่ำ เดือนอ้าย ปีขาล ตรงกับวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2361 พระองค์เจ้าละม่อมทรงเป็นพระขนิษฐาร่วมเจ้าจอมมารดาเดียวกับ สมเด็จพระบรมราชมาตามหัยกาเธอ พระองค์เจ้าศิริวงศ์ กรมหมื่นมาตยาพิทักษ์ ซึ่งเป็นพระบิดาของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี พระองค์เจ้าละม่อมจึงทรงมีศักดิ์เป็นเสด็จอาของสมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินี



พระองค์เจ้าละม่อม ทรงอภิบาลบำรุงเลี้ยง สมเด็จพระเทพศิรินทรฯ มาแต่ยังทรงพระเยาว์ แล้วยังได้ทรงอภิบาลพระราชโอรส พระราชธิดาในสมเด็จพระเทพศิรินทรฯ ด้วย เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ยังทรงพระอิสสริยยศเป็น สมเด็จเจ้าฟ้าจุฬาลงกรณ์ มีพระชนมายุได้ 8 พรรษา สมเด็จพระเทพศิรินทราบรมราชินีได้เสด็จสวรรคต เมื่อวันที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2404 พระองค์เจ้าละม่อมก็ได้ทรงเลี้ยงดูพระองค์ พร้อมด้วยพระขนิษฐา และพระอนุชา ทุกพระองค์ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเคารพพระองค์เจ้าละม่อม และยกย่องเสมอพระราชชนนี ทรงออกพระนามว่า เสด็จยาย และโปรดให้พระราชโอรสพระธิดาออกพระนามว่า ทูลหม่อมย่า ทรงสถาปนาพระองค์เจ้าละม่อมเป็น พระเจ้าราชวรวงศ์เธอ กรมพระสุดารัตนราชประยูร เมื่อปี พ.ศ. 2411 และทรงเลื่อนเป็น พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร เมื่อปี พ.ศ. 2416 ชาววังออกพระนามพระองค์ว่า ทูลกระหม่อมแก้ว



พระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร เสด็จสวรรคตเมื่อวันจันทร์ ขึ้น 9 ค่ำ เดือน 9 ปีวอก ตรงกับวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ. 2439 พระชันษา 77 ปี (รัชกาลที่ 5 โปรดให้ใช้คำว่า สวรรคต เสมอพระบรมราชชนนี ต่อมาในสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงออกพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาสุดารัตนราชประยูร
 ปัจจุบันวัดปรมัยยิกาวาสเป็นพระอารามหลวงชั้นโทชนิดราชวรวิหาร ซึ่งภายในวัดนี้มีสิ่งที่น่าสนใจหลายอย่างเช่น บริเวณท่าเรือภายในวัดจะพบปราสาทไม้ห้ายอดซึ่งเคยใช้เป็นที่ตั้งของเหม(โลงศพมอญ) ของอดีตเจ้าอาวาสตั้งตระหง่านอยู่สำหรับในส่วนของพระอุโบสถมีการตกแต่งด้วยวัสดุนำเข้าจากประเทศอิตาลีศิลปะยุโรป ตามพระราชนิยมในสมัยรัชกาลที่ 5



แต่ถึงอย่างไรพระองค์ก็ยังทรงรักษาขนบธรรมเนียมดั้งเดิมไว้โดยทรงรับสั่งให้วัดนี้สวดมนต์เป็นภาษามอญและในปัจจุบันวัดแห่งนี้เป็นวัดเดียวในเกาะเกร็ดที่ยังคงเก็บรักษาพระไตรปิฏกภาษามอญ ฉบับพิมพ์ ที่สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 ครั้งงานพระราชพิธีฉลองครองราชย์ครบ 25 ปี “รัชฎาภิเษก”ไว้ ซึ่งพระไตรปิฎกฉบับดังกล่าวได้ว่าเป็นพระไตรปิฎกที่พิมพ์ด้วยภาษามอญฉบับแรกของประเทศไทยและของโลกใช้เวลาในการจัดทำถึง 5 ปี (พ.ศ. 2431 - พ.ศ. 3436)



สำหรับพระประธานภายในโบสถ์นั้นเป็นพระปางมารวิชัย ฝีพระหัตถ์ของพระองค์เจ้าประดิษฐานวรการผู้ที่ทรงสร้างพระสยามเทวาธิราช รัชกาลที่ 5 ทรงยกย่องว่าพระประธานองค์นี้งดงามด้วยพระพักตร์ดูมีชีวิตชีวาเหมือนคนจริงเป็นที่เคารพบูชาของชาวไทยรามัญบนเกาะเกร็ดและในจังหวัดนนทบุรีตลอดจนประชาชนทั่วไป


 เราเดินตามทางเดินไปยังพระวิหาร ประดิษฐานพระพุทธไสยาสน์สมัยอยุธยาตอนปลาย ขนาดยาว 9.50 เมตร ภาพจิตรกรรมที่เพดานนั้นแปลกตากว่าที่อื่น เป็นภาพลายปฐมจุลจอมเกล้า


หน้าพระวิหารประดับตราพระเกี้ยว เป็นตราประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านหลังพระวิหารเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปประจำจังหวัดนนทบุรี ประดิษฐานอยู่ในบุษบกแบบมอญ (จองพารา) พระนนทมุนินท์ เป็นพระพุทธรูปรัชกาล ปางขัดสมาธิเพชร หล่อด้วยโลหะผสม หน้าตักกว้าง 3 คืบพระสุคต (ประมาณ 40 นิ้ว) สูง 50 นิ้วห่มจีวรสังฆาฏิพาด ประทับบนฐานบัวคว่ำบัวหงาย สูง 8 นิ้ว ยาว 47 นิ้ว วัดความสูงตลอดจนถึงพระเกศ 65 นิ้ว 



โดยพระศาสนโสภณ (อ่อน) เมื่อครั้งยังเป็นพระธรรมไตรโลกาจารย์ วัดพิชัยญาติการาม ซึ่งขณะนั้นดำรงตำแหน่งเจ้าคณะมณฑลกรุงเทพฯ ได้ขึ้นมาตรวจราชการคณะสงฆ์เมืองนนทบุรีเพื่อสืบค้นพระพุทธรูปประจำจังหวัด แต่ไม่พบพระพุทธรูปสำคัญจึงดำริกับพระคุณวงศ์ (สน) เจ้าอาวาสวัดปรมัยิกาวาสและพระยานนทบุรีศรีเกษตราราม (ผุ้ว่าราชหารเมืองนนทบุรี)  ร่วมจัดหาทุนทรัพยในการหล่อพระพุทธรูปประจำจังหวัด โดยกำหนดเททองเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ร.ศ. 118 ตรงกับปี พ.ศ. 2443



เมื่อทำการแต่งองค์พระเรียบร้อยแล้วจึงนำความกราบทูลขอพระราชทานนามพระพุทธรูปประจำจังหวัด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานนามเมื่อวันที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2444 ว่า “พระนนทนารถชินวร” ครั้นเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2444 พระองค์ได้ทรงมีพระราชหัตเลขาถึงพระธรรมไตรโลกาจารย์  ให้งดอย่าเพิ่งถวายพระนาม และพระองค์ได้พระราชทานนามใหม่ว่า “พระนนทมุนินท์” แล้วทรงยกให้เป็นพระพุทธรูปประจำจังหวัดนนทบุรี



ที่มุขเด็จด้านหน้าวิหาร ทางเข้านมัสการพระพุทธไสยาสน์ เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปหินอ่อนศิลปะพม่า ซึ่ง ซาน ซิว ซูน ชาวพม่าถวายให้กับรัชกาลที่ 5 พระวิหารเปิดให้ประชาชนได้เข้าสักการะพระพุทธไสยาสน์ทุกวันตั้งแต่ 09.00 - 16.00 น.



เราเข้าไปนมัสการพระพุทธไสยาสน์และพระบัวเข็มแกะสลักด้วยไม้ แล้วจึงเดินออกมายังบริเวณด้านข้างของพระวิหารมีร้านลมโชยบาร์เบอร์ร้านตัดผมย้อนยุคสไตล์ชาวบ้านสำหรับลูกค้าที่มาอุดหนุนส่วนใหญ่เป็นชาวบ้านบนเกาะเกร็ดรุ่นยุคโก๋หลังวังมาอุดหนุนไม่ขาดสายในแต่ละวัน



เฉลี่ยอายุลูกค้าและช่างตัดผมรวมกันแล้วเฉียดๆ 200 ปี  สำหรับราคาค่าตัดผมตกหัวละ 20 บาท ขาดตัวใครที่เดินทางไปท่องเที่ยวยังเกาะเกร็ดแล้วอยากจะลองตัดบ้างก็ไม่เป็นไร



จากนั้นเราทั้งสองคนจึงเดินเท้าไปยังพระอุโบสถเพื่อนมัสการพระประธานและชมจิตรกรรมฝาผนังภายในพระอุโบสถ ซึ่งเป็นฝีพระหัตถ์ของหม่อมเจ้าประวิชชุมสาย เป็นภาพธุดงควัตรและพุทธจริยาวัตรที่สวยงามมาก


เป็นการวาดภาพจิตกรรมในรูปแบบตะวันตก (แบบไทยประยุกต์) ซึ่งต่างจากธรรมเนียมโดยทั่วไปที่จะวาดภาพจิตกรรมแบบโบราณนิยม หน้าบันพระอุโบสถมีรูปปูนปั้นตราพระเกี้ยว อันเป็นตราประจำพระองค์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าฯ ประดิษฐานอยู่ แวดล้อมด้วยลวดลายปูนปั้นที่สวยงามมาก
 

รอบพระอุโบสถมีรั้วและบานประตูเหล็ก ที่เสาประตูเหล็กมีรูปหล่อศรีษะนักรบโรมันโบราณ ด้านหน้าพระอุโบสถมีศาลารับเสด็จ หลังหนึ่ง เดิมมี 2 หลัง แต่พังลงน้ำไปหลังหนึ่งเพราะตลิ่งถูกน้ำกัดเซาะ ศาลารับเสด็จนี้เคยเป็นที่รับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล กับ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช เมื่อเดือนพฤษภาคม 2489 ครั้งทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรชาวไทยและชาวรามัญในอำเภอปากเกร็ด



 จากพระอุโบสถเราทั้งสองคนชวนกันเดินไปยังพิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร ซึ่งอยู่ไม่ห่างไปจากตัวพระอุโบสถมากนัก พิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาสวรวิหาร เป็นอาคารสองชั้นซึ่งแต่เดิมเป็นกุฎิของอดีตเจ้าอาวาส สร้างในสมัยรัชกาลที่ 5 นำมาปรับเป็นอาคารจัดแสดงแบ่งเป็น 2 ชั้น ดังนี้



 ชั้นล่าง หรือ หอไทยนิทัศน์เครื่องปั้นดินเผา ได้รับการสนับสนุนจาก สวทช. จัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับเครื่องปั้นดินเผาเป็นหลัก โดยได้จำลองเตาเผาและหุ่นจำลองของช่างทำเครื่องปั้นดินเผาไว้



พื้นที่ส่วนใหญ่ในอาคารจัดแสดงวิวัฒนาการของเครื่องปั้นดินเผาที่พบในประเทศไทย และมีตัวอย่างของเครื่องปั้นดินเผาในภาคต่าง ๆ จัดแสดงด้วย



แต่ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นเครื่องปั้นดินเผาของชาวมอญเกาะเกร็ดตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน อีกทั้งในตู้จัดแสดงยังได้จัดแสดงงานปั้นที่ได้รับรางวัลจากการประกวดเครื่องปั้นดินเผาอีกด้วย


ส่วนเครื่องใช้ไม้สอยในบ้าน ที่วางกองอยู่รวมกัน อาทิ พัดลมเก่า ตะเกียง เครื่องหีบหนังสือ(ใช้สำหรับทำปกหรือซ่อมหนังสือที่ชำรุด) หรือเครื่องครัวจำพวกครก กระทะใบบัว กระต่ายขูดมะพร้าว เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีข้าวของบางชิ้นวางแซมอยู่ระหว่างตู้จัดแสดงทั่วไป



 ส่วน “พิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาส” ซึ่งอยู่ชั้นบน ประกอบไปด้วยสิ่งของจัดแสดงหลากหลายประเภท อาทิ สิ่งของเครื่องใช้ในพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร ซึ่งหลังจากสิ้นพระชนม์แล้ว ล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ 5 โปรดฯ ให้นำมาถวายไว้ที่วัด  อาทิ หีบลายรดน้ำสำหรับใส่พระภูษา และเครื่องใช้ส่วนพระองค์ เตียงพระบรรทมของพระเจ้าบรมมหัยยิกาเธอ กรมสมเด็จพระสุดารัตนราชประยูร


นอกจากนี้ของที่จัดแสดงบางส่วนยังเป็นสิ่งของที่อดีตเจ้าอาวาสได้รับการถวายมาเนื่องในวาระสำคัญ อาทิ ตู้สังเค็ตที่ระลึกในงานพระศพพระมหิตลาธิเบศอดุลยเดชวิกรมพระบรมราชชนก


ชุดเครื่องสังเค็ตมุกที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานถวายแด่พระราชาคณะที่ได้รับนิมนต์เข้าร่วมประกอบพิธีงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษสมโภช เมื่อ วันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2454 


ดอกไม้แกะด้วยหินอ่อน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนำมาจากอิตาลีครั้งกลับจากเสด็จพระพาสยุโรป ตาลปัดที่ระลึกในงานพระราชพิธี และพิธีต่างๆ เป็นต้น



นอกจากนั้นภายในห้องจัดแสดงก็ยังมีสิ่งของเบ็ดเตล็ด อาทิ พิมพ์ดีดสมัยเก่าที่ตรีตรา “กรมพัสดุ” ยี่ห้อ Smith Premier เครื่องกรองน้ำดินเผาจากต่างประเทศ เขามอจำลอง เป็นต้น


พื้นที่ราว 1 ใน 4 ของชั้นบน เป็น “ห้องคัมภีร์รามัญ” เก็บรวบรวมคัมภีร์ภาษามอญไว้จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีหีบเก็บคัมภีร์ลายรดน้ำ กากะเยีย(เครื่องสำหรับวางหนังสือใบลาน ทำด้วยไม้ 8 อันร้อยไขว้กัน)

รวมถึงพระไตรปิฎกภาษามอญที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 และ ตราประทับประจำตำแหน่ง “พระสุเมธาจารย์” เจ้าคณะจังหวัดพระสงฆ์ฝ่ายรามัญ ทำด้วยงาช้าง พระพิมพ์ เครื่องแก้ว เครื่องถ้วยชาม และ“โลงเหม” ที่ พลโท ชาติวัฒน์ งามนิยม บรรจงสร้างขึ้น นับว่าเป็นงานศิลป์ชิ้นเยี่ยมชิ้นหนึ่งเลยทีเดียว ตั้งแต่การออกแบบโครงสร้าง การต่อลาย การตอกไข่ปลาเพื่อต่อลายบนกระดาษฟรอย์ ซึ่งนำเข้าจากประเทศอังกฤษ เฉพาะราคาฟรอย์ ประมาณ 20,000 กว่าบาท ชิ้นส่วน วัสดุและขั้นตอนในการสร้างเหมนี้ ล้วนแต่ต้องทำอย่างละเอียด และประณีตใช้เวลาประมาณ 6 เดือนในการทำ



เชื่อว่าชาวมอญคงดัดแปลงลักษณะของเหมมาจากโลงของพระพุทธเจ้า ซึ่งก้นสอบปากบาน ข้างแคบ (ในพิพิธภัณฑ์แสดงภาพไว้) โลงเหมเป็นโลงที่ใช้กับศพแห้ง โดยเมื่อพระสงฆ์ซึ่งเป็นที่เคารพของชาวบ้านท่านได้มรณภาพลง ตามประเพณีของชาวมอญหลังจากพิธีสวดศพผ่านพ้นไปแล้วทางวัดจะเก็บสรีระไว้บนกุฎิของท่านเป็นเวลา 1 ปี เมื่อจะทำการประชุมเพลิงจึงจะมีการทำเหมนี้ขึ้น เมื่อเหมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ทางวัดจะนำสรีระของท่านมาทำความสะอาด โดยการต้มและเช็ดจนสะอาด จากนั้นจึงจะนำกระดูกไปบรรจุในเหม เหมพระจะมีลักษณะพิเศษกว่าเหมของชาวบ้านทั่วไปตรงที่เจาะหน้าต่างมองเห็นกระดูกด้านในได้ เหมที่เราได้เห็นจัดแสดงอยู่นี้ ผู้ใหญ่ เล่าให้เราฟังว่า เป็นเหมที่ได้สร้างขึ้นเพื่อใช้ในงานประชุมเพลิง พระครูสังฆรักษ์ (เหลือ) 2435-2536 อายุ 102 ปี พรรษาที่ 82  ท่านมรณะภาพเมื่อวันที่ 29 สิงหาคม 2536



ในอดีตเมื่อทำการประชุมเพลิงจะเผาเหมทั้งหมดไปด้วย แต่เนื่องจากทางวัดต้องการคงในส่วนที่ไม่จำเป็นต้องทำการเผาเอาไว้เพื่อจัดแสดงให้ผู้ที่สนใจได้ชม ได้แก่ส่วนฝา และส่วนฐาน ส่วนตรงกลางที่เป็นตัวโลงบรรจุศพนั้นของเดิม ได้ทำการเผาไปเรียบร้อยแล้ว และทางวัดได้สร้างตัวโลงเหมขึ้นใหม่ โดยใช้ขนาด รายละเอียดและวัสดุเหมือนกับตัวโลงที่ได้เผาไปทุกประการ เราชมโลงเหมด้วยความทึ่งในความศรัทธาที่ชาวมอญมีต่อพระสงฆ์ เรียกได้ว่า พระสงฆ์ในชุมชนมอญเปรียบเสมือนศูนย์รวมจิตใจของทุกผู้คนในชุมชนก็ว่าได้ เราหันหลังกลับมาชมสิ่งที่น่าสนใจอีกสิ่งหนึ่งในพิพิธภัณฑ์นั่นก็คือ “ฉัตรพระมหารามัญเจดีย์” ซึ่งที่จัดแสดงอยู่นี้มีทั้งของเดิมที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5  ครั้งเมื่อพระองค์เสด็จมาฉลองวัดและยกยอดฉัตรเจดีย์ฯ  พร้อมกับ พระองค์เจ้าละม่อม เมื่อปี พ.ศ. 2427  ปัจจุบันชำรุดทางวัดได้นำมาจัดแสดงคู่กับ ฉัตรพระมหารามัญเจดีย์ที่ได้สร้างขึ้นใหม่


ออกแบบโดย พลโท ชาติวัฒน์ งามนิยม ทั้งนี้ยังคงรูปแบบและจำนวนชั้นของฉัตรเท่าของเดิม คือ 5 ชั้น ปลายยอดฉัตรมีธง 3 ชาย ตุ่มยอดธงประดิษฐ์เป็นรูปพระเกี้ยว ซึ่งเป็นตราประจำพระองค์ แต่ละชั้นของฉัตรที่ยอดกระจังมีธง 3 ชาย ระหว่างกระจังมีดอกไม้ไหว ทุกส่วนลงรักปิดทองประดับด้วยพลอยและกระจกสี 


เราเดินชมสิ่งของในพิพิธภัณฑ์  จนสมควรแก่เวลาจึงลงมายังด้านล่างเพื่อเดินทางต่อ ผู้ที่สนใจจะมาชมพิพิธภัณฑ์วัดปรมัยยิกาวาสวรวิหารและหอไทยนิทัศน์เครื่องปั้นดินเผา สามารถมาชมได้ในเวลาทำการดังนี้ วันจันทร์ - ศุกร์ เปิดเวลา 13.00 - 16.00 น. วันเสาร์- อาทิตย์ เปิดเวลา 09.00 - 16.30 น.



 จากพิพิธภัณฑ์หอไทยนิทัศน์ของวัดปรมัยยิกาวาสเราสองคนเดินทางมายังบริเวณด้านปลายแหลมเหนือสุดของพิพิธภัณฑ์ซึ่งเป็นจุดที่คลองลัดเกร็ดไหลมาบรรจบกับแม่น้ำอ้อมเกร็ดและที่บริเวณนี้มีสวนหย่อมขนาดใหญ่ใช้เป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจของนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะเกร็ดได้มานั่งพักผ่อนหย่อนใจคลายเหนื่อยและรับประทานอาหารกันบริเวณนี้

เหนือจากสวนหย่อมขึ้นไปทางด้านปลายแหลมสุดของวัดปรมัยยิกาวาสเป็นที่ตั้งของพระเจดีย์แบบมอญลักษณะเป็นพระเจดีย์ทรงระฆังเตี้ยแบบเจดีย์ชเวมอเดอร์ หรือที่คนไทยรู้จักกันในชื่อว่าพระธาตุมุตาว ที่ตั้งอยู่ในเมืองหงสาวดีในประเทศพม่า ชาวไทยรามัญได้สร้างขึ้นมาคู่กับวัดปรมัยยิกาวาส (วัดปากอ่าว)ในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนปลายภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีความสูง 9.34 เมตร ยอดพระเจดีย์มีฉัตรสูง 2.28 เมตร มีอายุประมาณ 300 ปี เป็นที่เคารพบูชาของชาวไทยรามัญและประชาชนทั่วไป  กรมศิลปกรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อวันที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2478 องค์เจดีย์มีลักษณะทรุดเอียงลงเล็กน้อย เนื่องจากน้ำกัดเซาะฐานเจดีย์ ซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นที่น่าสนใจแห่งหนึ่งบนเกาะเกร็ดแห่งนี้



บริเวณใต้องค์เจดีย์ลงมาเป็นที่ตั้งของท่าเรือของวัดปรมัยยิกาวาสมีนักท่องเที่ยวเป็นจำนวนมากมานั่งรอเรือทัวร์โดยสารไหว้พระ 9 วัดบริเวณโดยรอบเกาะเกร็ดซึ่งทางการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานกรุงเทพฯได้จัดเรือทัวร์โดยสารพร้อมไกด์ท้องถิ่นบริการฟรีให้กับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะเกร็ดได้ไหว้พระ 9 วัดรอบเกาะเกร็ดเฉพาะทุกวันเสาร์ - อาทิตย์เท่านั้น



โดยจะมีเรือทัวร์โดยสารให้บริการทุกๆ ชั่วโมงแล่นวนเวียนไปมาโดยรอบเกาะเกร็ดตลอดทั้งวันเพี่อให้นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะเกร็ดได้ไหว้พระ 9 วัดอิ่มบุญหน้าบานกันไปตามๆกัน และ ก่อนจะออกเดินทางจากวัดปรมัยยิกาวาสเราสองคนตกลงกันว่าควรจะเช่ารถจักรยานขี่ท่องเที่ยวรอบเกาะเกร็ดกันดีกว่าเพราะการที่จะเดินเท้าท่องเที่ยวรอบเกาะเกร็ดนั้นคงจะไม่ไหวแน่


ประกอบกับบนเกาะเกร็ดมีถนนคอนกรีตขนาดเล็กเป็นวงกลมรอบเกาะระยะทางประมาณ 6 กม.จึงเหมาะสำหรับขี่จักรยานท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง จากนั้นเราสองคนตกลงเช่ารถจักรยานที่จอดให้บริการอยู่ที่บริเวณวัดปรมัยยิกาวาสในอัตราค่าเช่าวันละ 40 บาท


หลังจากเช่าจักรยานเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนขี่จักรยานไปตามถนนคอนกรีตที่กำลังคับคั่งไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเกาะเกร็ด ซึ่งตลอดสองข้างทางที่เราสองคนขี่รถจักรยานผ่านเต็มไปด้วยบ้านเรือนของชาวบ้านเกาะเกร็ดปลูกเรียงรายตลอดแนวฟากฝั่งริมแม่น้ำ



สองข้างทางของถนนคอนกรีตสายนี้เต็มไปด้วยร้านขายของฝากและของที่ระลึกต่างๆ ตลอดจนร้านอาหารและร้านขนมที่ขายอาหารและขนมพื้นบ้านของชาวเกาะเกร็ดเรียงรายไปตลอดแนวของถนนคนเดินสายนี้


บางร้านก็นำดอกไม้และใบไม้มาทอดประกอบเป็นอาหารพื้นบ้านของชาวมอญ อาทิเช่น ทอดมันหน่อกะลา ห่อหมกหน่อกะลา เป็นต้น

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา