|
3 วัน 2 คืน ท่องเที่ยวนครวัด-นครธม วันแรกของการเดินทาง สวนลุมพินี กรุงเทพฯ เวลา 04.00 น. ทีมงาน www.idotravellers.com เดินทางมายังจุดนัดพบของบริษัท อินโดไชน่า เอ็กพลอเรอร์ เพื่อร่วมกับคณะทัวร์ออกเดินทางไปยังอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว 
เมื่อทุกคนพร้อมแล้วรถทัวร์โดยสารของบริษัทอินโดไชน่าเอ็กพลอเรอร์ก็ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่อำเภออรัญประเทศ ประตูสู่นครวัด นครธมในเมืองเสียมเรียบหรือที่คนไทยเรียกกันว่าเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา ดินแดนที่ร่ำรวยไปด้วยปราสาทหินถิ่นอารยะธรรมขอมโบราณ

เวลา 08.00 น.ใช้เวลาเดินทางเพียง 3 ชั่วโมงเศษๆ รถทัวร์โดยสารของบริษัทอินโดไชน่า เอ็กพลอเรอร์ก็พาเราสองคนพร้อมกับคณะทัวร์เดินทางมาถึงอำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว อากาศยามเช้าสดชื่นแจ่มใสดีเหลือเกินเจ้าหน้าที่ของบริษัทอินโดไชน่าเอ็กพลอเรอร์พาเราสองคนแวะปฏิบัติภาระกิจส่วนตัวและรับประทานอาหารเช้ากันที่ร้านขนมจีนฐานิกุล ที่พักของคนเดินทางตั้งบนถนนสุวรรณศรก่อนถึงอำเภออรัญประเทศระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร

ซึ่งนอกจากจะมีบริการอาหารเช้าให้กับนักท่องเที่ยวแล้วยังมีบริการขนมจีนน้ำยาสูตรโบราณรสชาติจัดจ้านพร้อมไก่ย่างสมุนไพรและส้มตำรสเด็ดให้บริการอีกด้วยท่ามกลางบรรยากาศสวนหย่อมที่ถูกตกแต่งไว้เป็นอย่างดี


เพราะทางร้านจำหน่ายไม้ดอกและไม้ประดับพร้อมรับจัดตกแต่งสวนในราคาย่อมเยา สำหรับร้านอาหารเปิดบริการตั้งแต่เวลา 09.00 -15.00 น.หยุดทุกวันจันทร์ พร้อมรับจัดอาหารเช้าสำหรับกรุ๊ปทัวร์ที่จะเดินทางไปท่องเที่ยวยังนครวัด-นครธมอีกด้วย



ถ้ามีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวยังอำเภออรัญประเทศแล้วลองแวะมาลองลิ้มชิมรสขนมจีนสูตรโบราณที่ร้านขนมจีนฐานิกุลแล้วรับรองว่าไม่ผิดหวังครับ ดูรูปบรรยากาศของร้านอาหารแล้วสนใจติดต่อได้ที่โทรศัพท์ 089-9349598 หรือ 087-145434 037-226-197 เราสองคนปฏิบัติภาระกิจส่วนตัวพร้อมรับประทานอาหารเช้าขนมจีนสูตรโบราณเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกเดินทางมุ่งหน้าสู่ด่านตรวจคนเข้าเมืองคลองลึกในอำเภออรัญประเทศในทันที


บรรยากาศยามเช้าบริเวณด่านคลองลึกกำลังคึกคักไปด้วยเหล่าพ่อค้าแม่ขายชาวกัมพูชาทยอยขนสินค้าข้ามฝั่งมายังตลาดโรงเกลือประกอบกับนักเสี่ยงโชคชาวไทยที่กำลังเดินทางข้ามฝั่งไปเสี่ยงโชคยังประเทศกัมพูชาซึ่งเป็นกิจวัตรประจำที่สามารถเห็นได้ในยามเช้าที่ด่านคลองลึกแห่งนี้


หลังจากให้เจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองของไทยตรวจสอบหนังสือเดินทางและเอกสารเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงเดินเท้าข้ามสะพานคลองลึกไปยังด่านปอยเปตของประเทศกัมพูชาทำการตรวจสอบหนังสือเดินทางและวีซ่าที่ขอมาจากสถานทูตกัมพูชาในกรุงเทพฯ กับเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองด่านปอยเปตประเทศกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงขึ้นรถทัวร์โดยสารของบริษัทอินโดไชน่าเอ็กพลอเรอร์ที่จอดรอคณะทัวร์อยู่บริเวณโรงแรมแกรนด์ไดมอนทางฝั่งปอยเปต


สำหรับรถยนต์โดยสารที่จะเดินทางไปยังเมืองเสียมเรียบสามารถติดต่อได้ที่คุณเม้งโชเฟอร์ชาวกัมพูชาประจำด่านปอยเปตแต่พูดไทยได้ชัดเจนแถมซื่อสัตย์จริงใจไม่เรื่องมากงอแงกับนักท่องเที่ยวทีมงาน www.idotravellers.com ขอรับประกันคุณภาพของโชเฟอร์ผู้นี้เพราะใช้บริการอยู่เป็นประจำสำหรับเบอร์โทรศัพท์ไทยติดต่อได้ที่ด่านปอยเปตหมายเลข 087 143 -6052 "เบอร์โทรศัพท์กัมพูชา (855) 99 989 696, (855) 12 486 407หรือที่ e-mail
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน
" ได้ทุกเวลา สำหรับอัตราค่าบริการรถยนต์ Toyota Camry ติดแอร์คอนนิชั่นอย่างดีพร้อมน้ำมันจากด่านปอยเปต – เสียบเรียบในอัตราค่าบริการ 40 USD หรือถ้านักท่องเที่ยวท่านใดประทับใจในการให้บริการของคุณเม้งสามารถติดต่อขอใช้บริการคุณเม้งพาท่องเที่ยวในจังหวัดเสียมเรียบได้ในราคามิตรภาพครับ


หลังจากลูกทัวร์และเราสองคนขึ้นรถเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นรถทัวร์โดยสารติดแอร์คอนดิชั่นอย่างดีก็เคลื่อนตัวจากด่านปอยเปตออกเดินทางไปบนถนนหมายเลข 5 มุ่งหน้าสู่เมืองเสียมเรียบในทันที จากนั้นไกด์ชาวกัมพูชาคือคุณสุเพียก็เริ่มปฎิบัติหน้าที่จับไมค์ร่ายเรื่องราวความเป็นมาของเส้นทางถนนสายนี้พร้อมประวัติของนครวัด - นครธมให้นักท่องเที่ยวได้ทราบในทันที


สำหรับประวัติความเป็นมาของเส้นทางถนนหมายเลข 5 และ6 สายปอยเปต-ศรีโสภณ- เสียมเรียบซึ่งกว่าจะสร้างเสร็จสมบูรณ์ใช้เวลานานหลายสิบปีและพึ่งจะมาเสร็จเรียบร้อยเมื่อประมาณต้นปีพ.ศ. 2552 มานี้เอง


เราสองคนเคยเดินทางบนเส้นทางหมายเลข 5 และหมายเลข 6 สายนี้เมื่อประมาณปี พ.ศ. 2542 โดยใช้บริการรถปิคอัพบรรทุกสินค้าเดินทางร่วมกันมากับพวกฝรั่งแบกเป้แถวถนนข้าวสารในอัตราค่าบริการคนละ 200 บาทโดยเราสองคนนั่งบนกะบะหลัง ช่างเป็นการเดินทางที่สุดแสนจะทรมานบันเทิงเริงรมย์เป็นอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนเส้นทางสายนี้จะเต็มไปด้วยขี้โคลนและหลุมบ่อน้ำขนาดใหญ่ขนาดควายลงไปนอนเล่นได้สบายๆ ส่วนในช่วงฤดูแล้งจะเต็มไปด้วยขี้ฝุ่นผิวถนนเป็นหลุมเป็นบ่อคล้ายโลกพระจันทร์

เส้นทางปอยเปต - เสียมเรียบระยะทาง 150 กิโลเมตรในเวลานั้นใช้เวลาเดินทางนานถึง 6 -8 ชั่วโมงช่างเป็นการเดินทางที่หนักหนาสาหัสที่สุดในชีวิตของการเดินทางทำสารคดีท่องเที่ยวประเทศในแถบอินโดจีนของเราทั้งสองคน แต่ในปัจจุบันนี้เส้นทางสายนี้ได้รับการพัฒนาปรับปรุงราดยางเป็นอย่างดีโดยบริษัทรับเหมาสร้างทางจากเมืองไทยเพื่อผลทางด้านประกอบธุรกิจการค้าและการท่องเที่ยวของทั้งสองประเทศจะได้เดินทางไปมาหาสู่กันได้โดยสะดวกและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ปัจจุบันการเดินทางจากด่านปอยเปตสู่จังหวัดเสียบเรียบระยะทาง 150 กิโลเมตรใช้เวลาเดินทางเพียงแค่ 2 ชั่วโมงเท่านั้นเอง เส้นทางถนนในปัจจุบันตามภาพนี้ถ่ายเมื่อเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2552 ที่ผ่านมานี้เองครับสำหรับโครงการต่อไปคือโครงการสร้างรางรถไฟจากอำเภออรัญประเทศไปเชื่อมต่อเส้นทางรถไฟที่เมืองศรีโสภณในจังหวัดบันเตียเหมียนเจยซึ่งตั้งอยู่ห่างจากด่านปอยเปตระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยทางรถไฟไปยังเมืองพระตะบองและกรุงพนมเปญ ทางรถไฟสายนี้ไม่ใช่พึ่งมามีแต่มีมานานแล้วแต่เป็นเพราะความขัดแย้งกันทางด้านการเมืองตลอดจนสภาวะสงครามในประเทศกัมพูชาจึงทำให้เส้นทางรถไฟสายนี้ถูกยกเลิกไปและในอนาคตอันใกล้นี้ถ้าไม่มีปัญหาขัดแย้งทางด้านการเมืองขึ้นอีกเราอาจจะได้มีโอกาสนั่งรถไฟจากหัวลำโพงไปเที่ยวยังกรุงพนมเปญก็เป็นได้

รถทัวร์โดยสารของบริษัทอินโดไชน่า เอ็กพลอเรอร์ ใช้เวลาเดินทางเพียง 35 นาทีก็เดินทางมาถึงเมืองศรีโสภณซึ่งตั้งอยู่ห่างจากด่านปอยเปตระยะทางประมาณ 48 กิโลเมตรสำหรับเมืองศรีโสภณหรือที่ชาวกัมพูชานิยมเรียกกันว่า “สวาย” ซึ่งแปลเป็นไทยว่า “มะม่วง” ตั้งอยู่ในจังหวัดบันเตียเหมียนเจยแปลเป็นภาษาไทยว่า “จังหวัดบ้านใต้มีชัย” ตั้งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศไทย ซึ่งครั้งหนึ่งในอดีตที่ผ่านมาจังหวัดนี้เคยอยู่ในการปกครองของไทยโดยใช้ชื่อว่าจังหวัดพิบูลสงคราม ภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงไทยจำเป็นต้องคืนดินแดนแห่งนี้ให้กับฝรั่งเศส ประชาชนส่วนใหญ่ในเมืองศรีโสภณประกอบอาชีพทางด้านเกษตรกรรม


จากเมืองศรีโสภณมีเส้นทางราดยางทางหมายเลข 5 ทางขวามือเดินทางไปยังจังหวัดพระตะบองระยะทางประมาณ 65 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางประมาณหนึ่งชั่วโมง จากเมืองศรีโสภณคณะทัวร์บริษัทอินโดไชน่า เอ็กพลอเรอร์ และเราสองคนเปลี่ยนมาใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 6 ศรีโสภณ-เสียมเรียบ เส้นทางราดยางอย่างดีแตกต่างจากเมื่อหลายปีที่ผ่านมายังกับนรกกับสวรรค์ตลอดสองข้างทางที่เราสองคนเดินทางผ่านเต็มไปด้วยท้องไร่ท้องนาอันเขียวชะอุ่มสุดลูกหูลูกตา นานๆ ถึงจะแลเห็นภูเขาสักลูกหนึ่งนอกนั้นก็เป็นพื้นที่ราบลุ่มจึงเหมาะสำหรับทำการเกษตรกรรมโดยเฉพาะการปลูกข้าวหอมมะลิ

คณะทัวร์ของเราเดินทางผ่านหมู่บ้านการันซึ่งเป็นเครื่องแสดงว่าคณะทัวร์ของเราเดินทางมาได้ครึ่งทางแล้วสำหรับเมืองการันเป็นจุดพักรถเพื่อให้ลูกทัวร์ได้ลงมายืนเส้นยืดสายคลายความเมื่อยล้าในการเดินทางบางคนก็เข้าห้องน้ำปฎิบัติภารกิจส่วนตัวโดยเสียค่าธรรมเนียมรักษาความสะอาดคนละ 5 บาทก็ให้เขาไปเถอะครับเป็นค่าดูแลรักษาความสะอาดห้องน้ำดีกว่าไปนั่งปลดทุกข์กันกลางทุ่งนาจะเห็นได้ว่าทุกสิ่งทุกอย่งในประเทศกัมพูชาเป็นเงินเป็นทองไปหมดทุกอย่างไม่มีอะไรฟรีหรอกครับในประเทศนี้

ไม่ใช่ว่าคนกัมพูชาจะเห็นแก่ตัวหรอกน่ะครับแต่เนื่องจากในประเทศกัมพูชาค่าครองชีพค่อนข้างสูงชาวกัมพูชาจึงปากกัดตีนถีบดิ้นรนทำมาหากินหลังจากตกอยู่ในสภาวะสงครามมานานหลายสิบปีก็ต้องเห็นใจเขาบ้างล่ะ แตกต่างจากเมืองไทยของเราที่ไม่เคยประสบสภาวะสงครามภายในประเทศที่บ้านแตกสาแหรกขาดเหมือนกับชาวกัมพูชาจะมีก็แต่หาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันเองเท่านั้น ดังนั้นจะเห็นได้ว่าตลอดเส้นทางในขณะที่รถทัวร์หยุดพักจะแลเห็นบรรดาเด็กๆ ชาวกัมพูชาตัวเล็กตัวน้อยหอบของมาขายล้อมหน้าล้อมหลังนักท่องเที่ยวพูดไทยชัดเป็นต่อยหอยแถมใช้สุภาษิตไทยที่ว่าตื้อเท่านั้นที่จะครองโลกมาใช้กับลูกค้าจนบางครั้งกลับกลายเป็นเรื่องที่น่ารำคาญไป

นักท่องเที่ยวบางคนทนตื้อไม่ไหวตัดสินใจซื้อสินค้าที่นำมาขายด้วยความรำคาญและน่าสงสารมากกว่าก็ต้องเห็นใจเด็กชาวกัมพูชาเหล่านี้บ้างล่ะครับที่ยังรู้จักทำมาค้าขายกับนักท่องเที่ยวดีกว่าไปฉกชิงวิ่งราวล้วงกระเป๋านักท่องเที่ยว เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่มาจากท้องไร่ท้องนาฐานะยากจนดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดของตนเองและครอบครัวมีอะไรพอช่วยเหลือกันได้บ้างก็ช่วยเหลือกันไปล่ะครับ

สำหรับบริเวณจุดพักรถที่เมืองการันแห่งนี้มีเส้นนราดยางสายย่อยหมายเลข 68 แยกไปทางด้านซ้ายมือตรงไปก็คือจังหวัดอุดรเหมียนเจยหรือเรียกเป็นภาษาไทยว่าจังหวัดอุดรมีชัยซึ่งมีพรมแดนใกล้ชิดติดกับประเทศไทยทางด้านช่องจอมจังหวัดสุรินทร์โดยมีเทือกเขาพนมดงเร็กหรือภาษาไทยเรียกว่าพนมดงรักเป็นกำแพงธรรมชาติกั้นพรมแดนทั้งสองประเทศออกจากกันซึ่งในช่วงสงครามที่ผ่านมาบริเวณพื้นที่แถบนี้เป็นเขตการปกครองของทหารเขมรแดง

จากเมืองการันคณะทัวร์เดินทางต่อไปยังเมืองเสียมเรียบโดยใช้เส้นทางถนนหมายเลข 6 ผ่านท้องไร่ท้องนาอันเขียวชะอุ่มด้วยต้นกล้าในช่วงฤดูฝนกลางเดือนสิงหาคมจนในที่สุดคณะทัวร์ของบริษัทอินโดไชน่า เอ็กพลอเรอร์ ก็เดินทางมาถึงยังเมืองเสียมเรียบเมื่อเวลา 12.00 น.ได้เวลาอาหารกลางวันพอดี

สำหรับอาหารกลางวันมื้อแรกของเราในเมืองเสียบเรียบเริ่มต้นขึ้นที่ภัตตาคารโตนเลสาปซึ่งเป็นร้านอาหารกิจการของคนไทยในเมืองเสียมเรียบซึ่งมีร้านอาหารอยู่สามแห่งและอีกหนึ่งโรงแรมด้วยกันคือ ภัตตาคารโตนเลสาป ภัตตาคารทะเลแม่โขง ภัตตาคารจัตุรมุข (ภัตตาคารเจ้าพระยาเดิม) แต่เปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นภัตตาคารจัตุรมุขเมื่อไม่นานมานี้ด้วยเหตุผลบางประการ ส่วนโรงแรมอีกแห่งหนึ่งซึ่งเปิดให้บริการไม่นานมานี้คือโรงแรม Tara Angkor hotel โรงแรมระดับ 4 ดาวในเมืองเสียมเรียบมีจำนวนห้องพักทั้งหมด 200 ห้อง ตั้งอยู่ริมถนนเส้นทางสายหลักไปยังปราสาทนครวัด


กิจการทั้ง 4 แห่งนี้เป็นกิจการของคนไทยอยู่ภายใต้การดูแลของคุณชัยพฤกษ์ ภูมิเมือง หรือชื่อเล่นว่า คุณต้อม เพื่อนเก่าแต่ยังไม่แก่ของพวกเราชาว www.idotravellers.com สนใจรายละเอียดโรงแรม Tara Angkor hotel คลิ๊กเข้าไปเยี่ยมเยือนศึกษาข้อมูลได้ที่ www. taraangkorhotel.com


คณะทัวร์และเราทั้งสองคนรับประทานอาหารกลางวันกันที่ภัตตาคารโตนเลสาปซึ่งจัดเป็นแบบบุฟเฟต์ให้เลือกมากมายหลากหลายชนิดรวมทั้งสุกี้ยากี้ แบบบุฟเฟต์


โดยมีพ่อครัวชาวกัมพูชาเป็นผู้ต้มสุกี้ให้เราสองคนรับประทานเป็นอาหารกลางวันมื้อแรกในเมืองเสียมเรียบด้วยความเอร็ดอร่อย นักท่องเที่ยวท่านใดที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังเมืองเสียมเรียบสามารถแวะมาลองลิ้มชิมรสสุกี้สไตล์เขมรได้ที่ ภัตตาคารโตนเลสาปในอัตราค่าบริการเพียงคนละ12 USD



หลังจากอิ่มอร่อยกับอาหารกลางวันมื้อแรกในแดนกัมพูชาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงทำการเช็คอินเข้าสู่ที่พักเพื่อปฎิบัติภารกิจส่วนตัวก่อนที่จะ City Tourในเมืองเสียมเรียบต่อไป

สำหรับที่พักของเราในเมืองเสียมเรียบก็คือโรงแรม Salina hotel ตั้งอยู่ในซอยลึกเข้าไปประมาณ 200 เมตรตรงข้ามกับภัตตาคารโตนเลสาปโรงแรม Salina hotel มีเจ้าของเป็นคนกัมพูชาแต่มีผู้จัดการเป็นคนไทยรูปหล่อนิสัยดีชื่อคุณชาตรี กางโสม สำหรับโรงแรม Salina hotel เป็นโรงแรมระดับสามดาวตั้งอยู่ใจกลางเมืองเสียมเรียบรองรับนักท่องเที่ยวได้ 200 คน พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกมากมาย สนใจแวะเข้าไปเยี่ยมชมได้ที่ www.Salinahotel.net สำรองห้องพักได้ที่
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน


หลังจากปฎิบัติภารกิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นคณะทัวร์พร้อมเราทั้งสองคนจึงออกเดินทางไปท่องเที่ยวในเมืองเสียมเรียบกัน แต่ก่อนที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวในเมืองเสียมเรียบ เราสองคนแวะไปกราบสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองเสียบเรียบกันก่อนนั้นคือ องค์เจ่กและองค์จอม ตั้งอยู่ใกล้กับพระราชวังของสมเด็จพระเจ้านโรดมสีหนุวรมัน ติดกับบริเวณสวนสาธารณะใจกลางเมืองเสียมเรียบ


มีลักษณะเป็นศาลาก่อด้วยปูนขนาดกลางภายในศาลามีรูปประทับในลักษณะท่ายืนขององค์เจ่ก องค์จอมยืนอยู่เคียงคู่กันซึ่งในแต่ละวันจะมีประชาชนชาวกัมพูชาจากทั่วทุกสาระทิศเดินทางนำดอกไม้มากราบสักการะบูชากันอย่างคับคั่งตลอดทั้งวัน เราสองคนกราบสัการะบูชาพระรูปขององค์เจ่ก องค์จอม เป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงออกมาเดินเล่นบริเวณสวนสาธารณะ

บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ใหญ่อายุนานนับร้อยปีเรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อยให้ความร่มรื่นต่อผู้ที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนเป็นยิ่งนักมองตรงไปคือพระราชวังของเจ้านโรดมสีหนุวรมัน กษัตริย์แห่งกัมพูชา พระราชวังทาด้วยสีขาวอมเหลืองดูสวยงามสะอาดตา

เคยใช้เป็นที่ประทับชั่วคราวของเจ้านโรดมสีหนุวรมันเมื่อคราวเสด็จแปรพระราชฐานจากพระราชวังในกรุงพนมเปญมาประทับที่เมืองเสียมเรียบ ปัจจุบันพระราชวังแห่งนี้ถูกปิดมานานหลายปีแล้วสาเหตุเพราะเจ้านโรดมสีหนุวรมัน อดีตกษัตริย์แห่งกัมพูชาทรงพระชราภาพมากแล้วไม่สะดวกในการเสด็จพระราชดำเนินเดินทางมาไกลๆ แต่จะทรงประทับอยู่แต่พระราชวังในกรุงพนมเปญเท่านั้น

แต่บริเวณพระราชวังยังมีทหารรักษาการณ์อยู่บริเวณโดยรอบพระราชวัง และห้ามนักท่องเที่ยวเดินเข้าไปใกล้ยังตัวพระราชวังแห่งนี้ ตรงข้ามกับสวนสาธารณะแห่งนี้เป็นที่ตั้งของโรงแรม Grandangkor hotel โรงแรมเก่าแก่ที่สุดในเมืองเสียมเรียบมีอายุเกือบ 80 ปีตัวโรงแรมออกแบบคลาสสิคตามสไตล์ฝรั่งเศสในสมัยยุคอาณานิคม ทาสีขาวอมเหลืองความสูง 4 ชั้น

ปัจจุบันโรงแรมได้รับการบูรณะซ่อมแซมและคงสภาพเดิมไว้เป็นอย่างดีโดยเฉพาะภายในห้องพักโต๊ะตู้เตียงตลอดจนเครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆ ยังคงสภาพเดิมเมื่อ 80 ปีก่อนโรงแรมแห่งนี้จึงเหมาะสมกับนักท่องเที่ยวที่มีสตังค์แต่ชอบระลึกถึงความหลังบรรยากาศเก่าๆเมื่อ 80 ปีที่ผ่านมา

และด้วยความที่เป็นโรงแรมเก่าแก่ที่สุดโรงแรมแห่งนี้จึงเป็นเป็นโรงแรมที่มีราคาแพงที่สุดในเมืองเสียมเรียบโรงแรมGandangkor hotel จะใช้ต้อนรับคณะทูตานุทูตบุคคลสำคัญตลอดจนมหาเศรษฐีระดับโลก


แต่ถ้าท่านผู้อ่านเป็นผู้มีสตังค์มีเงินถุงเงินถังทางโรงแรมก็ไม่ปฎิเสธที่จะต้อนรับท่านขอให้มีสตังค์อย่างเดียวนั้นเป็นพอ เมื่อปีพ.ศ. 2495 โรงแรมGrandangkor hotel แห่งนี้เคยให้การต้อนรับบุคลสำคัญของเมืองไทยคือ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช เมื่อครั้งยังคงมีชีวิตอยู่เคยเดินทางมาพักยังโรงแรมแห่งนี้และเขียนหนังสือเรื่อง “ถกเขมร” จนโด่งดังไปทั่วฟ้าเมืองไทย และจากสวนสาธารณะเราสองคนเดินข้ามถนนลัดเลาะมาตามแม่น้ำเสียมเรียบที่สองฟากฝั่งของแม่น้ำเสียมเรียบร่มรื่นไปด้วยต้นไม้สูงใหญ่หลายคนโอบอายุนานนับหลายสิบปี

สำหรับแม่น้ำเสียมเรียบแห่งนี้นับว่าเป็นแม่น้ำสายสำคัญในเมืองเสียมเรียบโดยมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาพนมกุเลน ซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองเสียมเรียบระยะทางประมาณ 40 กิโลเมตรเทือกเขาแห่งนี้เป็นเทือกเขาที่ชาวขอมโบราณเชื่อกันว่าเป็นที่สถิตย์ของเหล่าบรรดาทวยเทพที่สำคัญต่างๆในศาสนาฮินดู กระแสน้ำบนเทือกเขาพนมกุเลนจะผุดขึ้นจากตาน้ำที่มีเป็นจำนวนมากมายหลายร้อยตาน้ำจากนั้นกระแสน้ำจะไหลผ่านศิวลึงค์สิ่งศักดิ์สิทธิ์ของชาวขอมโบราณที่มีนับเป็นพันๆ องค์ ชาวขอมโบราณจะแกะสลักศิวลึงค์นับเป็นพันๆองค์ไว้ตามหินทรายใต้ผืนน้ำจากนั้นกระแสน้ำจะไหลลงมาสู่ยังเบื้องล่างชาวขอมโบราณเชื่อกันว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์กระแสน้ำจะไหลผ่านเรือกสวนไร่นาก่อให้เกิดความอุดมสมบูรณ์ไปทั่วทั้งแผ่นดินกัมพูชา


เราสองคนเดินลัดเลาะเลียบแม่น้ำเสียบเรียบอันร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ขนาดใหญ่ไปเรื่อยๆจนถึงวัดใหญ่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองเสียมเรียบวัดแห่งนี้มีชื่อว่าวัดโปมร๊อต (Pomrot) เป็นชื่อของดอกไม้ชนิดหนึ่งลักษณะคล้ายดอกบัวเป็นวัดหลวงในพระพุทธศาสนา



เราสองคนเดินเข้าไปเที่ยวชมภายในวัดบรรยากาศร่มรื่นสงบเงียบเสียงสวดมนต์ด้วยภาษาบาลีดังแว่วมาจากภายในโบสถ์

เราสองคนนั่งพักเหนื่อยใต้ต้นไม้อันร่มรื่นภายในวัดจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินเท้ามายังตลาดซาจ้ะที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากวัดเท่าใดนัก

ตลาดซาจ้ะตั้งอยู่ริมแม่น้ำเสียมเรียบเป็นตลาดที่เก่าแก่ในเมืองเสียบเรียบเป็นทั้งตลาดสดและตลาดแห้งจำหน่ายสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่ เช่น ผงชูรส น้ำปลา ซ๊อสชนิดต่างๆ ส่งตรงมาจากประเทศไทย ชาวกัมพูชานิยมสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภคที่ผลิตในปะเทศไทยเพราะมีคุณภาพดีกว่าสินค้าจากเวียดนามและจีน นอกจากนี้แล้วตลาดซาจ้ะยังจำหน่ายสินค้าของที่ระลึกมากมายหลากหลายชนิดให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อเลือกหามากมายตลาดซาจ้ะเป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวชาวไทยเป็นอย่างดีเพราะชอบเดินทางมาละลายทรัพย์กันที่นี่เป็นประจำทุกกรุ๊ปทัวร์

สำหรับสินค้ายอดนิยมของนักท่องเที่ยวชาวไทยคือ ผ้าขะม้าเขมร และปลากรอบเขมรที่หาได้จากโตนเลสาปราคากิโลกรัมละ 300-500 บาท แล้วแต่ชนิดของปลาครับ

สำหรับสินค้าประเภทอื่นๆ เช่นภาพเขียนสีน้ำมันนครวัด-นครธม จากฝีมือของจิตกรชาวกัมพูชามีวางขายอยู่ทั่วไปในตลาดซาจ้ะราคาเริ่มตั้งแต่ 20-100 USD แล้วแต่ขนาดของภาพและการต่อรองราคาของลูกค้า ภาพโปกาดร์รูปนครวัด-นครธม ตลอดจนปราสาทต่างๆ มีขายอยู่ตามร้านทั่วไปในราคาชุดละ 2-3 USD นอกจากนี้แล้วยังมีเครื่องเงินลวดลายต่างๆ มากมายหลากหลายชนิดให้เลือกซื้อเลือกหามากมาย

ส่วนจะเป็นของจริงของเทียมลอกเลียนแบบหรือจะเป็นของที่ทำในประเทศไทยก็อยู่ที่ตาของแต่ละคนที่จะมองให้ออกว่าเป็นของเทียมลอกเลียนแบบ ของแบบนี้ต้องลองนำมาใส่ดูล่ะครับ ถ้าเป็นเงินเก๊ใส่ไม่กี่วันดำนั่นแหละครับของเก๊ หรือถ้าต่อรองราคากันมากๆได้ราคาเกินครึ่งต่อครึ่งแล้วแม่ค้าเกิดใจป้ำให้ขึ้นมาขอให้เอะใจไว้ก่อนน่ะครับว่าอาจจะเป็นของปลอมก็ได้

อันนี้แหล่ะครับที่สำคัญเพราะต่อรองราคาเล่นแล้วแม่ค้าเกิดให้ขึ้นมาแล้วเราไม่ซื้ออาจโดนแม่ค้าด่าเป็นภาษาเขมรให้ก็ได้น่ะครับ ดังนั้นควรเลือกดูกันให้ดีๆก่อนที่จะตัดสินใจซื้อน่ะครับเพราะไม่ใช่ราคาแค่ 1-2 USD แต่ถ้าไม่เกิดความอยากจนถึงขีดสุดแล้วกลับมาซื้อที่เมืองไทยดีกว่าครับ

ถ้าซื้อที่บ้านเราแล้วเป็นของปลอมยังเอามาขว้างใส่หน้าด่าเจ้าของร้านที่บ้านเราได้ แต่ถ้าซื้อที่กัมพูชาแล้วเป็นของปลอมก็ไม่รู้ว่าจะเอาของปลอมไปขว้างใส่หน้าใคร ถือเสียว่าเป็นเวรกรรมของกูก็แล้วกันน่ะครับอย่าไปโทษแม่ค้าเขมรเขาเลยเขาอยู่บ้านเขาดีๆ อยู่แล้วเราเสียอีกดั้นด้นไปให้เขาหลอกถึงที่เมืองเขมร อายขายขี้หน้าชาวโลกเขาเปล่าๆ

เราสองคนเดินเที่ยวชมสินค้าภายในตลาดซาจ้ะเลือกซื้อสินค้าได้หนึ่งอย่างคือ DVD ครับไม่ใช่ DVDหนังโป๊นะครับแต่เป็น DVD ภาพยนต์เก่าเรื่อง The Killing Field ในราคาแผ่นละ 2 USD เป็นภาพยนต์ดราม่าสงคราม ภาพยนต์เรื่องนี้ถูกสร้างเมื่อปีค.ศ. 1984 หรือเมื่อประมาณ 25 ปีที่ผ่านมาแล้วกำกับโดย Rorand Joffe โดยในเนื้อเรื่องกล่าวถึงสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในเขมรวันกรุงพนมเปญแตกในปี ค.ศ.1975 โดยการนำของผู้นำเขมรแดงนามว่าพอลพต ภาพยนต์เรื่องนี้ได้รับรางวัลออสก้าถึง 3รางวัลด้วยกันและหนึ่งในสามรางวัลนั้นคือรางวัลภาพยนต์ยอดเยี่ยมของฮอลีวู้ดประจำปี ค.ศ.1984 ส่วนเนื้อเรื่องต่อไปจะเป็นอย่างไรบ้างนั้นผมเองขี้เกียจเล่าครับเพราะเนื้อเรื่องยาวประมาณเกือบ 3 ชั่วโมง ท่านผู้อ่านที่สนใจหาซื้อภาพยนต์เรื่องนี้มาดูได้น่ะครับที่แถวตลาดคลองถมในกรุงเทพฯยังพอหาซื้อได้ครับ แต่ต้องขอบอกเสียก่อนน่ะครับว่าภาพยนต์เรื่องนี้มีฉากโหดๆหลายฉากและ ถ่ายทำในประเทศไทยตลอดทั้งเรื่องแถวๆ จังหวัดนครปฐม เพชรบุรี และจังหวัดประจวบฯ บ้านเรานี่เองแหละครับที่มีภูมิประเทศท้องไร่ท้องนาต้นตาลมากๆ คล้ายกับประเทศกัมพูชาเลยถูกสมมุติให้เป็นประเทศกัมพูชาในสภาวะสงคราม ฉากชาวกัมพูชาอพยพออกจากกรุงพนมเปญแตกถ่ายทำกันที่บริเวณสถานีรถไฟสามเสนในกรุงเทพใกล้บ้านผมก็มีให้เห็นด้วยครับ ฉากกรุงพนมเปญแตกก็ถ่ายทำกันแถวนครปฐมนี่เอง ส่วนผู้กำกับการแสดงภาพยนต์เรื่องนี้ก็สุดยอดจริงๆไม่ทราบว่าสรรหาผู้แสดงคนไทยมาประกอบฉากเป็นทหารเขมรแดงมาจากไหนเพราะหน้าตาแต่ละคนคล้ายเขมรแดงจริงๆโดยเฉพาะพวกทหารเขมรแดงเด็กๆ ดวงตาบอกแววเพชรฆาตไร้ความปรานีเลยจริงๆไม่เชื่อก็ลองหาซื้อมาดูเถอะครับรับรองว่าไม่ผิดหวังผมรับประกัน สำหรับท่านผู้อ่านที่ไม่รู้เรื่องราวสงครามฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ในกัมพูชามาเลยดูภาพยนต์เรื่องนี้จบแล้วท่านจะเข้าใจประเทศกัมพูชาในช่วงเวลาสงครามได้เป็นอย่างดี ก็ขออย่าให้เหตุการณ์ในภาพยนต์เรื่องนี้เกิดขึ้นกับประเทศไทยของเราเลยครับเลิกทะเลาะกันเองเสียทีเถอะครับ.......สาธุ
นอกเรื่องมานานแล้วกลับเข้าเรื่องดีกว่าน่ะครับ สำหรับท่านผู้อ่านที่มีความประสงค์จะเดินทางมาช้อปปิ้งยังตลาดซาจ้ะเราสองคนขอแนะนำว่าให้ใช้เงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐในการซื้อสินค้าและการใช้จ่ายต่างๆ เช่นค่าโรงแรม ค่ายานพาหนะในเมืองเสียมเรียบเพราะจะไม่เสียเปรียบและดีกว่าใช้จ่ายเป็นเงินไทยน่ะครับผมขอแนะนำ

ท่านผู้อ่านบางคนอาจจะสงสัยว่าทำไมถึงในประเทศกัมพูชาชาวเขมรจึงนิยมใช้เงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐมากกว่าที่จะนิยมใช้เงินเรียลเป็นเงินสกุลประจำประเทศของตนถ้าสงสัยผมจะเล่าให้ฟังครับ ในปี พ.ศ. 2532 เกิดการเลือกตั้งครั้งใหญ่ในประเทศกัมพูชาโดยทางสหประชาชาติได้ส่งกองกำลังรักษาสันติภาพหรือเรียกกันว่า UN เข้ามาควบคุมดูแลการเลือกตั้งให้เป็นไปโดยยุติธรรม

โดยในการเลือกตั้งครั้งนั้นทางสหประชาชาติได้ทุ่มงบประมาณลงไปหลายพันล้านดอลล่าร์ให้ประเทศกัมพูชา ทหาร UN จะใช้จ่ายซื้อสินค้าอะไรก็เป็นเงินดอลล่าร์สหรัฐ ทำให้ประเทศกัมพูชาในเวลานั้นเงินดอลล่าร์สหรัฐแพร่สะพัดไปทั่วทั้งประเทศกัมพูชาไม่เว้นแม้แต่แม่ค้าขายผักขายปลาในตลาด ลามไปแถบชานเมืองต่างๆในประเทศกัมพูชาก็ยังนิยมที่จะรับเงินดอลล่าร์สหรัฐมากกว่าเงินเรียลเพราะได้ราคาดีกว่า



แตกต่างจากแม่ค้าขายปลาขายผักในเมืองไทยที่ไม่นิยมรับเงินดอลล่าร์สหรัฐแต่นิยมที่จะรับเป็นเงินบาทไทยมากกว่าเพราะจะทำให้เกิดความยุ่งยากในเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน เงินดอลล่าร์สหรัฐสามารถใช้ในเมืองไทยได้ตามแหล่งท่องเที่ยวที่มีชาวต่างชาติอาศัยอยู่กันเยอะๆ เช่นที่แถวถนนข้าวสาร พัฒนพงศ์เป็นต้น แต่ก็ไม่วายที่จะต้องแลกเปลี่ยนจากเงินดอลล่าร์สหรัฐมาเป็นเงินบาทไทยเพราะใช้ง่ายและไม่ยุ่งยากในเรื่องการแลกเปลี่ยน หลังจากการเลือกตั้งในประเทศกัมพูชาสิ้นสุดลงมาประมาณเกือบ 20 ปีแล้วทหาร UNเดินทางกลับบ้านไปหมดแต่ในประเทศกัมพูชาก็ยังคงนิยมใช้เงินสกุลดอลล่าร์สหรัฐเป็นสกุลเงินอันดับหนึ่งรองลงมาก็คือเงินเรียลสกุลเงินประจำประเทศ และก็เงินบาทไทยเป็นอันดับสาม

สำหรับอัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทไทยกับเงินเรียลของกัมพูชาเมื่อเดือนสิงหาคม 2552 100 เรียลเท่ากับ 1 บาทไทยครับ ผมขอแนะนำว่าให้ใช้จ่ายเป็นสกุลเงินดอลล่าร์ดีกว่าจะได้ไม่ขาดทุน


หลังจากเราสองคนเดินเท้าเที่ยวชมตลาดซาจ้ะเป็นพญาน้อยชมตลาดเลือกหาซื้อสินค้าที่ถูกใจคนละอย่างสองอย่างได้เป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงเดินเท้ากลับไปยังโรงแรมที่พักที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตลาดซาจ้ะเท่าใดนักและระหว่างที่เราสองคนเดินเท้ากลับสู่โรงแรมที่พักก็เลยถือโอกาสเที่ยวชมแสงสียามพลบค่ำของเมืองเสียมเรียบไปด้วย เมืองเสียบเรียบในยามนี้แตกต่างจากเมื่อปี พ.ศ.2540 หรือเมื่อ12 ปีที่ผ่านมาเราสองคนเดินทางมาท่องเที่ยวเมืองเสียบเรียบเป็นครั้งแรกซึ่งในเวลานั้นเมืองเสียมเรียบยังไม่เจริญเหมือนเช่นกับทุกวันนี้โรงแรมระดับ 3-4 ดาวในขณะนั้นมีเพียงไม่กี่แห่งที่เปิดให้บริการกับนักท่องเที่ยวร้านอาหารไทยมีเพียงไม่กี่แห่ง เช่น ร้านอาหารเจ้าพระยาในเวลานั้นก็เปลี่ยนชื่อใหม่มาเป็นจัตุรมุขในเวลานี้ ส่วนถนนสายหลักในเมืองเสียบเรียบก็ยังไม่ได้พัฒนาเป็นหลุมเป็นบ่อคล้ายกับโลกพระจันทร์ ตึกรามบ้านช่องในเมืองเสียมเรียบสไตล์โคโลเนียลสีเหลืองอ่อนสมัยยุคอาณานิคมดูเก่าคร่ำคร่าชำรุดทรุดโทรมเพราะขาดการดูแลรักษามาเป็นเวลาหลายสิบปี พอตกค่ำเมืองเสียมเรียบในเวลานั้นก็ตกอยู่ในความเงียบสงบมีแสงไฟจากร้านอาหารและร้านคาราโอเกะเพียงไม่กี่ร้านเปิดให้บริการลูกค้าอยู่อย่างเงียบเหงา พอตกดึกทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบสงบนั่นคือภาพบรรยากาศของเมืองเสียบเรียบในเวลานั้นซึ่งแตกต่างจากในเวลานี้โดยสิ้นเชิง ในปี พ.ศ.2552 นี้โรงแรมระดับ 4-5 ดาวผุดขึ้นมายังกับดอกเห็ด

ร้านอาหารเปิดให้บริการตลอด 24 ชั่วโมง ร้านพิชซ่าฮัท ร้านไอสครีมเซเว่นเซ่นไม่เว้นแม้แต่ร้านไก่ทอดแคนตั๊กกี้จากอเมริการูปผู้พันซันเดอร์ใส่สูทผูกหูกระต่ายยืนรอให้บริการลูกค้าอยู่หน้าร้านตึกเก่าๆ สไตล์โคโลเนียลสีเหลืองอ่อนสมัยยุคอาณานิคมถูกบูรณะซ่อมแซมขึ้นมาใหม่จนดูสวยงามผิดหูผิดตา

บ้างก็ถูกเปิดเป็นบริษัททัวร์ตลอดจนร้านอาหารหรูหราสไตล์ฝรั่งเศสคอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาจากทั่วทุกมุมโลก ถนนหนทางที่เคยขรุขระเป็นหลุมเป็นบ่อคล้ายหลุมบนดวงจันทร์ปัจจุบันภาพบรรยากาศเหล่านั้นหายไปหมดสิ้นถูกแทนที่ด้วยถนนคอนกรีตอย่างดีตลอดสองข้างทางเรียงรายไปด้วยอาคารพาณิชย์ใหม่เอี่ยมสองชั้นสไตล์ฝรั่งเศสสวยงามสะอาดตาเป็นที่ตั้งของธนาคารยี่ห้อต่างๆไม่เว้นแม้แต่ธนาคารไทยพาณิชย์ของไทยก็ไปเปิดสาขาที่นั้นนอกจากนี้ยังมีร้านมินิมารท์ ร้านอาหารในแบบฟาสฟู้ดร้านจำหน่ายของที่ระลึก ร้านอินเตอร์เน็ตเปิดให้บริการเรียงรายอยู่ตลอดสองข้างทางโดยเฉพาะในยามค่ำคืนแสงสีไฟจากร้านรวงต่างๆ เปิดให้ความสว่างไสวไปทั่วถนนในเมืองเสียบเรียบ

นักท่องเที่ยวต่างชาตินั่งจับกลุ่มคุยกันตามบาร์เบียร์และร้านอาหารต่างๆสองข้างถนนบรรยากาศดูคล้ายกับถนนข้าวสารใจกลางกรุงเทพฯ แหล่งสุมหัวของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติประเภทแบกเป้ในบ้านเรา ภาพบรรยากาศของเมืองเสียบเรียบเมืองเล็กๆ ที่น่ารักและสงบเงียบในอดีตเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ปัจจุบันภาพเหล่านั้นหดหายไปจนหมดสิ้นกลายเป็นอดีตไปเสียแล้ว เมืองเสียบเรียบในทุกวันนี้ถูกแทนที่ด้วยความเจริญแสงสีและความศิวิไรซ์จนกลายเป็นเมืองท่องเที่ยวอันดับหนึ่งของประเทศกัมพูชาไปแล้วครับ เราสองคนเพลิดเพลินกับการเดินเที่ยวเมืองเสียบเรียบจนกระทั่งพลบค่ำจากนั้นจึงเดินเท้ากลับโรงแรม Salina hotel ที่พักของเราในเมืองเสียมเรียบเพื่อรับประทานอาหารค่ำพร้อมกับคณะทัวร์
 

จากนั้นจึงนอนหลับพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้เดินทางท่องเที่ยวกันในวันพรุ่งนี้เราสองคนจะพาท่านผู้อ่านเดินทางไปท่องเที่ยวยังนครวัด-นครธม สิ่งมหัศจรรย์1ใน7 ของโลก พร้อมกับพิสูจน์คำพูดที่เป็นอมตะว่า “See Angkor and Die” แปลเป็นไทยว่า “เพียงได้เห็นนครวัดสักครั้งหนึ่งในชีวิตนี้ก็ตายตาหลับแล้ว” สำหรับในวันนี้เราสองคนขอกล่าวคำว่า “ราตรีซัวซะเดย บาท” หรือแปลว่า ราตรีสวัสครับ
หน้าต่อไป
|