ป้ายโฆษณา
IDO Travellers ฉบับที่ 17 : วันเดียวเที่ยวเมืองสองสมุทร

www.idotravellers.com ฉบับนี้เราขออาสาพาท่านผู้อ่านเดินทางท่องที่ยวย้อนเวลาหาอดีตท่องเที่ยวโดยทางรถไฟ “วัดเดียวเที่ยวสองสมุทร” บนเส้นทางสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย-บ้านแหลม-แม่กลอง ลงรถไฟต่อเรือโดยสารล่องแม่น้ำท่าจีนจากมหาชัย จ.สมุทรสาคร ไปยังท่าฉลอมใน จ.สมุทรสงคราม ท่องเที่ยวขอพรไหว้พระตามวัดริมฝั่งแม่น้ำท่าจีนต่อไปยังแม่น้ำแม่กลอง อิ่มบุญหน้าบานกันไปถ้วนหน้า



จากนั้นแวะเที่ยวตลาดน้ำอัมพวาเที่ยวชมโครงการอัมพวา ชัยพัฒนานุรักษ์ ซึ่งเป็นโครงการที่สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำริให้สำนักงานมูลนิธิชัยพัฒนานำที่ดินที่คุณประยงค์ นาคะวะรังค์ ชาวอัมพวา ได้น้อมเกล้าฯ ถวายมาดำเนินการพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ชุมชนอัมพวา และด้วยที่ " ชุมชนอัมพวา " เป็นชุมชนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่เกี่ยวข้องกับความเป็นชาติไทยมาจนถึงทุกวันนี้



จากนั้นเดินเท้าย้อนอดีตกลับไปหาบ้านครูเอื้อ สุนทรสนานซึ่งได้รับการยกย่องจากองค์การยูเนสโกให้เป็นบุคคลสำคัญของโลก เป็นอัจฉริยะผู้ขับร้องและควบคุมวงดนตรีสุนทราภรณ์ อันถือเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมดนตรีไทยสากลมาจนถึงทุกวันนี้



หลังจากนั้นชมแสงสีของตลาดน้ำอัมพวายามราตรีหรือจะนั่งเรือหางยาวชมหิ่งห้อยที่คอยเปล่งแสงสว่างต้อนรับนักท่องเที่ยวในยามค่ำคืนจากนั้นจะเดินทางกลับกรุงเทพฯเลยหรือจะพักแรมค้างคืนที่อัมพวาก็มีทั้งรีสอร์ทและบ้านพักให้เลือกใช้บริการหลายระดับหลายราคาตามแต่ใจปรารถนาจะเลือกขับรถไปเองหรือจะใช้บริการของการรถไฟแห่งประเทศไทยเหมือนกับเราก็ได้เที่ยวเมืองสองสมุทรให้สนุกน่ะครับแล้วพบกันใหม่ฉบับหน้า....สวัสดีครับ.

ย้อนเวลาหาอดีต..วันเดียวเที่ยวเมืองสองสมุทร
..เที่ยวรถไฟครึกครื้น ..เศรษฐกิจไทยคึกคัก


สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่

06.00 น เราสองคนใช้เวลาเดินทางไม่นานนักก็เดินทางมาถึงสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่เพื่อเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดสมุทรสาครและก่อนที่จะเดินทางโดยใช้บริการของการรถไฟแห่งประเทศไทยผมขอเล่าถึงประวัติความเป็นมาของสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่แห่งนี้ให้ท่านผู้อ่านทราบพอสังเขปน่ะครับ
สำหรับสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่แห่งนี้ เป็นสถานีรถไฟระดับ 3 ตั้งอยู่ที่บริเวณถนนพระเจ้าตากสิน ใกล้กับวงเวียนใหญ่ เป็นสถานีต้นทางของเส้นทางรถไฟสายแม่กลอง



เดิมสถานีต้นทางของรถไฟสายแม่กลองคือสถานนีรถไฟปากคลองสาน แต่ไม่มีการเดินรถช่วงปากคลองสาน-วงเวียนใหญ่ มาตั้งแต่วันที่ 1มกราคม พ.ศ. 2504 สืบเนื่องจากมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน พ.ศ. 2502 ในรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์  ธนะรัชต์ โดยรางรถไฟยังคงอยู่ แต่ราดยางมะตอยทับไว้ใต้พื้นถนน การรถไฟแห่งประเทศไทย มีบริการรถไฟออกจากสถานีวงเวียนใหญ่ทุกวันๆ ละหลายเที่ยว ตั้งแต่เวลา 05.30-20.10 น. ไปสุดปลายทางสถานีรถไฟมหาชัยหรือข้ามเรือไปฝั่งสถานีรถไฟบ้านแหลมก็จะสามารถนั่งรถไฟต่อไปถึงสถานีรถไฟแม่กลอง จังหวัดสมุทรสงครามได้โดยสะดวกรถไฟสายวงเวียนใหญ่-มหาชัย และบ้านแหลม-แม่กลองเป็นรถดีเซลราง THN/NKF และมีตู้ปรับอากาศ ATR ในเส้นทาง มหาชัย 1 ตู้ อัตราค่าโดยสารจากวงเวียนใหญ่ถึงมหาชัย 25 บาท ท่านผู้อ่านสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ 02 465 2017, 02 890 6260 หรือ www.railway.co.th




           บรรยากาศยามเช้าตรู่ที่สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ กำลังคึกคักไปด้วยพ่อค้าแม่ขายตลอดจนผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของกันบริเวณตลาดที่อยู่ริมสองข้างทางรถไฟ ซึ่งรวมทั้งบรรดาผู้โดยสารที่มาใช้บริการของรถไฟสายนี้



และเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เราสองคนได้มีโอกาสมาใช้บริการของสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่แห่งนี้หลังจากที่เดินทางผ่านไปผ่านมาบริเวณนี้เป็นประจำแต่ไม่ทราบว่ามีสถานีรถไฟเล็กๆ แอบซ่อนอยู่ในตรอกแคบๆใกล้กับอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช วงเวียนใหญ่แห่งนี้ 



บรรยากาศทั่วๆไปของสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ในปัจจุบันไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา บรรยากาศเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไรปัจจุบันก็ยังคงเป็นอย่างนั้น  ชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบสถานีรถไฟฯส่วนใหญ่จะเป็นคนไทยเชื้อสายจีนอาศัยอยู่บริเวณนี้มาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ



เราสองคนเดินเที่ยวชมบรรยากาศสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ในยามเช้าพระภิกษุสงฆ์เริ่มออกเดินบิณฑบาตรพ่อค้าแม่ขายเริ่มเปิดร้านจัดแผงขายข้าวปลาอาหารให้แก่ชาวบ้านที่เดินทางสัญจรผ่านไปมาบริเวณสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่เราสองคนและนักท่องเที่ยวที่รอเดินทางท่องเที่ยวโดยทางรถไฟเริ่มเดินหาอาหารเช้ารับประทานกัน



สำหรับเมนูอาหารเช้าของเราสองคนในเช้าวันนี้ก็คือโจ๊กหมูใส่ไข่ชามละ 20 บาท พร้อมปาท่องโก๋ทอดใหม่ๆอีกคนละสองตัวตบท้ายด้วยกาแฟโบราณอีกคนละแก้วในระหว่างรอขบวนรถไฟเดินทางไปยังสถานีรถไฟมหาชัยในจังหวัดสมุทรสาคร



ไม่นานนักเสียงหวูดรถไฟก็ดังมาแต่ไกลจากนั้นรถไฟขบวนที่ 4341 วงเวียนใหญ่-มหาชัย ก็เข้าเทียบชานชาลาของสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ จากนั้นผู้โดยสารก็ทยอยกันขึ้นบนขบวนรถไฟ ซึ่งมีทั้งนักท่องเที่ยว นักเรียน พ่อค้าแม่ค้า สำหรับสถานีปลายทาง ก็คือ สถานีรถไฟมหาชัย ซึ่งใช้เวลาเดินทางชั่วโมงเศษๆ ก็จะถึงมหาชัย



และเนื่องจากวันนี้เป็นวันเสาร์-อาทิตย์รถไฟขบวนนี้จึงคับคั่งไปด้วยประชาชนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาใช้บริการรถไฟขบวนนี้กันเป็นจำนวนมาก



     สำหรับในช่วงแรกของการเดินทางตลอดสองข้างทางรถไฟ ที่เราสองคนเดินทางผ่านมาบรรยากาศเต็มไปด้วยบ้านเรือนผู้คนที่อาศัยอยู่สองข้างทางรถไฟอย่างหนาแน่น รถไฟแล่นออกไปได้สักครู่ใหญ่ เราสองคนก็เริ่มมองเห็นท้องทุ่งนา บ่อเลี้ยงปลา ฯลฯ ไกลสุดลูกหูลูกตา



เส้นทางรถไฟจากสถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ถึงสถานีรถไฟมหาชัยระยะทางประมาณ 31 ก.ม. ขบวนรถไฟใช้เวลาเดินทางเพียงชั่วโมงเศษๆ ก็พาเราสองคนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงสถานีรถไฟมหาชัย



พอลงจากรถไฟเราสองคนก็เดินเท้าเที่ยวชมบรรยากาศยามเช้าของสถานีรถไฟมหาชัยและตลาดมหาชัยซึ่งกำลังคึกคักไปด้วยชาวบ้านที่มาจับจ่ายซื้อของกันในยามเช้า



สินค้าภายในตลาดมหาชัยส่วนใหญ่จะเป็นอาหารทะเลซึ่งมีทั้งของแห้งและของสดจำหน่ายในราคาย่อมเยาว์



ตลาดมหาชัยบางวันในช่วงน้ำทะเลหนุนน้ำจากแม่น้ำท่าจีนก็จะเอ่อท่วมเข้ามาภายในบริเวณตลาดมหาชัย แต่เพียงไม่กี่ชั่วโมงน้ำที่เอ่อล้นเข้ามาในตลาดก็จะแห้งเป็นปกติ ซึ่งเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นประจำในบริเวณตลาดมหาชัยแห่งนี้ในช่วงเวลาน้ำทะเลหนุนสูง




หลังจากเดินเที่ยวชมบรรยากาศของตลาดมหาชัยเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเราสองคนจึงเดินเท้าออกจากตลาดมหาชัย ไปตามถนนมุ่งหน้าสู่ท่าเทียบเรือเทศบาลมหาชัยซึ่งเป็นท่าเรือเพื่อข้ามไปฝั่งแม่น้ำท่าจีนข้ามไปยังฝั่งท่าฉลอม



สำหรับประวัติความเป็นมาของท่าเทียบเรือเทศบาลมหาชัยผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังคร่าวๆดังนี้น่ะครับ ท่าเทียบเรือเทศบาลมหาชัยแห่งนี้ เดิมมีสะพานและท่าลงน้ำไม่มีหลังคา แต่มีม้านั่ง 2 ข้างสะพาน เมื่อฝนตก แดดจัด คนโดยสารได้รับความลำบากเป็นอย่างมาก ต่อมาเมื่อสุขาภิบาลได้เปลี่ยนมาเป็น"เทศบาล" แล้วทางเทศบาลจึงได้ทำการต่อเติมหลังคาขึ้น เมื่อปี พ.ศ.2483 โดยมุงหลังคาสังกะสีคร่อมสะพานเป็นการชั่วคราว



ครั้นภายหลังเมื่อมีประชาชนโดยสารเพิ่มมากขึ้น เทศบาลเห็นว่า ท่าเรือนี้อยู่ฝั่งที่ตั้งตัวจังหวัด ควรจะขยายให้ใหญ่โตและสวยงามขึ้น เทศบาลจึงได้รื้อท่าเดิมออกและสร้างศาลาท่าเรือขึ้นใหม่ได้ใช้รับส่งคน โดยสาร ต่อมาจนถึง พ.ศ.2504 ศาลาท่าเรือก็ชำรุดเพราะโคนเสาถูกตัวเพรียงกัดมาก ทำให้ตัวศาลาท่าเรือด้านตะวันออกทรุดไม่ปลอดภัย และคับแคบไม่เหมาะสมกับความเจริญของท้องถิ่น จำเป็นต้องปลูกสร้างใหม่ให้ถาวรปลอดภัยและเพื่อให้ได้ประโยชน์หลายทาง โดยเห็นควรที่จะสร้างหอนาฬิกาและหอกระจายข่าว กับที่นั่งพักผ่อนและจำหน่ายอาหารอยู่ในท่าเรือแห่งนี้ เพื่อให้ได้ประโยชน์หลายทางและให้มีความสง่างาม ทั้งนี้เพื่อน้อมถวายเป็นอนุสรณ์เฉลิมพระเกียรติแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5




ดังนั้น นายสุรินทร์ เทพกาญจนา นายกเทศมนตรีจึงได้นำความคิดนี้หารือต่อสมาชิกสภาเทศบาลและปรึกษากับนายดำริ น้อยมณี อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบด้วย จึงได้ติดต่อให้นายศิววงศ์ กุญชร ณ อยุธยา สถาปนิก ออกแบบให้คัดเลือก ครั้นคัดเลือกแบบได้แล้ว ได้เสนอต่อสภาเทศบาลของอนุมัติกู้เงินจำนวน 800,000 บาท ระหว่างรอคอยการเขียนและการคำนวณแบบ นายดำริ น้อยมณี ผู้ว่าราชการจังหวัด ได้ย้ายไปดำรงตำแหน่งรองอธิบดีกรมพัฒนาชุมชน นายเอนก พยัคฆันตร ย้ายมาดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาครแทน



นายสุรินทร์ เทพกาญจนา นายกเทศมนตรี ได้นำเรื่องการก่อสร้างท่าเรือเสนอขอความเห็นชอบ ท่านผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบให้ดำเนินการต่อไปได้ และได้ทำการสร้างเสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2507


จากนั้น เราสองคนจึงลงเรือโดยสารจากท่าเทียบเรือมหาชัย ชมวิวทิวทัศน์สองฟากฝั่งแม่น้ำท่าจีนมุ่งหน้าสู่ท่าเรือวัดสุทธิวาตวรารามหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดช่องลม



นกนางนวลกำลังบินวนเวียนหากินกันกลางแม่น้ำท่าจีน  เบื้องหน้าของเราทั้งสองคนที่แลเห็นอยู่ไกลๆก็คือพระรูปของนักบุญอันนาที่ทำด้วยไฟเบอร์กลาสความสูงประมาณ 8 เมตรประดิษฐานอยู่บนศาลาอันนาตั้งโดดเด่นเป็นสง่าอยู่ริมแม่น้ำท่าจีน



พระรูปของนักบุญอันนาสร้างขึ้นตามความเชื่อของชาวคริสต์ที่มีความศรัทธาต่อนักบุญอันนา




สำหรับพระรูปของนักบุญอันนาสามารถหมุนได้รอบทิศทางแม้ว่าจะเดินทางผ่านไปมาทางทิศไหนก็ตามไม่ว่าจะเป็นทางน้ำหรือทางบกก็ดีจะสามารถแลเห็นพระรูปนักบุญอันนาได้ทุกมุมมองทั้งทางด้านหน้าและด้านหลังนับเป็นความภาคภูมิใจของชาวคริสต์ผู้ศรัทธาที่รอคอยการสร้างให้เสร็จสมบูรณ์มานานหลายปี



เรือเมล์โดยสารใช้เวลาเดินทางประมาณ 15 นาที เราสองคนก็เดินทางมาถึงท่าเรือวัดสุทธิวาตวรารามหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่าวัดช่องลม ตั้งอยู่บริเวณปากอ่าวสมุทรสาคร ตำบลท่าฉลอมอำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร สำหรับวัดสุทธิวาตวรารามหรือวัดช่องลมเป็นพระอารามหลวงซึ่งได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม และได้รับการยกย่องให้เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง




                  วัดสุทธิวาตวราราม หรือที่เรียกกันในภาษาชาวบ้านว่า วัดช่องลม พระอารามหลวงแห่งนี้นับเป็นวัดสำคัญ คู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสมุทรสาครที่มีอายุมากว่า 200 ปี แต่ก่อนในสมัยโน้น ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดท้ายบ้าน จะเห็นเป็นวัดอยู่สุดหมู่บ้านจึงเรียกกันเช่นนั้น และเพื่อความเหมาะสมในเวลาต่อมาจึงพากันเรียกว่า วัดช่องลม จนชาวบ้านเริ่มลืมวัดท้ายบ้านแทบหมดแล้วถ้าใครไปเรียกเข้าคงมีคนรู้จักน้อยเต็มที



วัดช่องลมเป็นพระอารามหลวงได้รับการตกแต่งอย่างสวยงาม และเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง เรามาย้อนประวัติคร่าวๆ กันหน่อยดีกว่าว่าวัดช่องลมนั้นมีที่มายังไง คุณปู่แซ่เล้า มาจากเมืองจีน ส่วนคุณย่าอ่วมมีภูมิลำเนาอยู่ที่ตำบลบางแก้วอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ท่านทั้งสองเมื่อทำการสมรสกันแล้ว  มีบุตรีชื่อคุณนายทองคำ ซึ่งคุณนายทองคำเป็นคุณป้าของคุณนายทองอยู่  บูรณกิจ  และเป็นคุณยายของนางพยุง ลือประเสริฐ กล่าวถึงคุณปู่ และคุณย่าอ่วม เข้าใจว่าเร่รอนหาที่ทำเลดีเพื่อประกอบอาชีพไปตามประสาของคนขยัน จึงปรากฏว่ามาอยู่ที่ ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสาคร ได้ก่อร่างสร้างตัวจนเจริญมั่งคั่งขึ้น ครั้งหนึ่งคุณปู่ คุณย่าอ่วม สองคนตายายชวนกับไปถางป่าที่ริมแม่น้ำหน้าวัดช่องลมเดี๋ยวนี้ เพื่อปลูกบ้านตามประสาของคนอยู่ไม่สุข  ในขณะที่สองตายายกำลังช่วยกัน ถากถาง ป่าแสม ป่าจาก ป่าชะคราม ป่าละเมาะ ป่ากระบูร ที่มันเกิดขึ้นโดยธรรมชาตินั้น มีบางคนท้วงว่าที่ตรงนั้นตรงกับปากอ่าวเช่นนี้ ไม่ควรปลูกบ้านอยู่ ควรที่จะเป็นศาลเจ้า หรือที่วัดจะเหมาะกว่า สองคนตายายได้ยินเข้าก็ชะงักฟัง เพราะคนสมัยเก่าชอบถืออย่างโบราณว่า "คนห้าม จิ้งจกทัก ควรชะงัก" ตั้งแต่นั้นเรื่องถางที่เพื่อปลูกบ้านก็กลายเป็นการถางที่เพื่อสร้างวัดโดยปริยาย
ชัยภูมิ ที่ตั้งของวัดช่องลม ซึ่งด้านหน้าวัดหันสู่ทิศใต้ตรงกับปากน้ำท่าจีนพอดีมองเห็นทัศนียภาพปากอ่าว ที่งดงามยิ่งนัก ส่วนทางเบื้องหลังวัดก็ช่างมีความประหลาดมากเหมือนธรรมชาติ ช่วยสรรสร้างอย่างจำเพาะเจาะจงให้หันหลังสู่แม่น้ำท่าจีนอีกด้วย แผ่นดินสำคัญตอนที่เป็นชัยภูมิสำคัญที่ตั้งวัดช่องลม จึงอยู่ตรงตอนที่แคบคอด หากที่ดินตอนนี้มิได้เป็นที่ตั้งวัด และขาดการถมเสริมเติมต่อไว้เสมอ ๆ ก็น่าจะขาดออกเปลี่ยนทางเดินของกระแสน้ำเปลี่ยนปากน้ำท่าจีนใหม่ ตำบลท่าฉลอมก็จะกลายเป็นเกาะหลุดออกจากแผ่นดินใหญ่ไปแน่ทีเดียว เมื่อแผ่นดินที่ตั้งวัดมีความสำคัญมากเช่นนี้จึงเป็นเรื่องที่น่าศึกษาไปให้ ถึงบรรพบุรุษคนแรกที่ได้มาเห็นชัยภูมิเหมาะและเจาะจงสร้างเป็นวัดขึ้นและผู้ ที่จะบอกเล่าได้อย่างละเอียดก็เห็นจะไม่มีใครอื่น ท่านผู้นั้นก็คือ พระราชสาครมุนีนั่นเอง 



ภายในวัดช่องลมยังมีหลวงพ่อหินแดง 11 นิ้ว ประดิษฐานในโบสถ์ เป็นพระพุทธรูปปางมารวิชัย ขนาดใหญ่ มีพุทธลักษณะแบบอยุธยาตอนปลาย ทำด้วยศิลาแดงทั้งองค์



มีลักษณะพิเศษคือพระหัตถ์ข้างซ้ายมีหกนิ้ว จึงเรียกว่า พระ 11 นิ้ว หลวงปู่แก้วอดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลม ได้อัญเชิญพระพุทธรูปองค์นี้มาจากที่อื่น แต่ไม่ปรากฏแน่ชัดว่าเป็นที่ใด



หลวงปู่แก้วอดีตเจ้าอาวาสวัดช่องลมอดีตและอดีตเจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร พระเทพสาครมุนี (หลวงปู่แก้ว) ฉายา สุวณฺณโชโต อายุ 79 พรรษา 59 ป.ธ. 6 น.ธ. เอก วัดสุทธิวาตวราราม ตำบลท่าฉลอม อำเภอเมือง จ.สมุทรสาคร อดีตเคยดำรงตำแหน่ง เจ้าคณะจังหวัดสมุทรสาคร ซึ่งเป็นที่เคารพนับถือของชาวมหาชัย เมื่อท่านมรณภาพไปแล้ว ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จึงได้นำสังขารของท่านบรรจุไว้ในโลงทองอย่างสวยงาม พร้อมทั้งหล่อรูปเหมือนของท่านในท่านั่งสมาธิ ประดิษฐานไว้ภายในวิหาร ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับโบสถ์ เพื่อให้ประชาชนได้เข้ากราบนมัสการและระลึกถึงคุณความดีที่ท่านทำไว้ เมื่อครั้งยังมีชีวิต



ถึงแม้หลวงปู่แก้วจะมรณภาพจากไปด้วยโรคชรา รวมอายุได้ 79 ปี 8 เดือนเศษ รวมพรรษา 59 พรรษา แต่คุณงามความดีของท่านไม่เสื่อมคลาย ยังมีประชาชนมาสักการบูชา ณ วิหารพระเทพสาครมุนี ( หลวงปู่แก้ว ) ของวัดสุทธิวาตวราราม ตราบจนปัจจุบัน



ภายในวิหารหลวงปู่แก้ว มีนกแอ่นกินรังมาอาศัยทำรังตามลวดลายแกะสลักเหนือผนังด้านหลัง และช่องเหนือฝ้าเพดาน ราว 2,000 ตัว เดิมนกแอ่นอาศัยอยู่ในโบสถ์ใกล้กับวิหาร หลวงปู่แก้วให้อาศัยอยู่ด้วยความเมตตา แต่ไม่อนุญาตให้เก็บรังนกไปขาย เว้นแต่รังนกที่ตกมาแล้ว พระ เณร สามารถนำไปฉันได้ ภายหลังหลวงปู่แก้วมรณภาพ และวิหารหลังนี้สร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2532 ทางวัดจึงวางอุบายย้ายนกเข้ามาในวิหารที่ประดิษฐานสังขารหลวงปู่แก้ว ซึ่งนกก็เข้ามาอาศัยอยู่โดยง่าย



 ชาวบ้านเชื่อว่า นกแอ่นเข้ามาอยู่เพราะบารมีของหลวงปู่แก้ว โดยทั่วไปแล้วนกแอ่นจะทำรังตามผนังถ้ำหินปูน บนเกาะกลางทะเล ในที่สูง ห่างไกลศัตรูในธรรมชาติ เช่น นก งู



ปัจจุบันนกชนิดนี้สามารถปรับตัวอาศัยอยู่ในวัด หรือบ้านคนได้ เช่น บ้านคนที่ อ.ปากพนัง จ.นครศรีธรรมราชิ และที่วิหารหลวงปู่แก้วแห่งนี้  นกแอ่นเหล่านี้ มีพฤติกรรมที่น่าสนใจศึกษา เพราะเป็นนกที่จับคู่แบบ "ผัวเมียเดียว" พ่อแม่นกจะแบ่งเวลาดูแลลูก และช่วยกันหาอาหาร เมื่อลูกโตเต็มที่ก็จะทำรังใกล้กับพ่อแม่ รังหนึ่ง ๆ สามารถเลี้ยงลูกได้สองรุ่น นกแอ่นทำรังด้วยน้ำลาย คนทั่วไปเชื่อว่ารังนกแอ่นบำรุงสุขภาพ จึงหามาบริโภคกันในราคาแพงลิบ ปัจจุบันรังนกราคากิโลละ 5 หมื่นบาท



 ไม่ไกลกันนักภายในวัดยังมี พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวตั้งเด่นเป็นสง่าอยู่ พระบรมราชานุสาวรีย์แห่งนี้สร้างขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และระลึกถึงเหตุการณ์เมื่อครั้งที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินมาที่ ต.ท่าฉลอม ในปี พ.ศ. 2448 และมีพระบรมราชโองการประกาศให้ ต.ท่าฉลอม เป็นสุขาภิบาลแห่งแรก ของประเทศไทย



พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงชุดฉลองพระองค์เมื่อครั้งเสด็จประพาสมาที่ท่าฉลอม คือทรงสวมเสื้อราชปะแตน นุ่งผ้าม่วง สวมพระมาลาจะหันหน้าออกไปสู่แม่น้ำท่าจีนและปากอ่าวสมุทรสาคร



นอกจากนี้แล้วบริเวณท่าน้ำหน้าวัดช่องลมแห่งนี้ยังเป็นจุดชมวิวทิวทัศน์และทัศนียภาพอันสวยงามของแม่น้ำท่าจีนอีกด้วย และเนื่องจากวัดช่องลมแห่งนี้ตั้งอยู่ปากอ่าวสมุทรสาครจึงมี บรรดาเรือประมงของชาวบ้านมารอให้บริการประชาชนทั่วไปได้เช่าออกไปลอยอังคารที่ปากอ่าวอีกด้วย และจากวัดช่องลมเราสองคนเดินเท้าข้ามทางรถไฟมายังอุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิม ตั้งอยู่บนพื้นที่ 2 ไร่ 2 งาน ตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดช่องลม



สำหรับปฐมเหตุการจัดสร้างอุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิมเนื่องในวโรกาสอันเป็นมหามงคลยิ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมหาราชทรงเสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติครบรอบปีที่ 50 ในปีพุทธศักราช 2539 จังหวัดสมุทรสาครร่วมกับภาคเอกชนในจังหวัดและประชาชนชาวจังหวัดสมุทรสาครมีความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ทรงมีต่อพสกนิกรของพระองค์ ตลอดระยะเวลาอันยาวนานแห่งการเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติ จึงได้พร้อมใจกันดำเนินการจัดสร้างพระโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) ซึ่งมีขนาดความสูง 9.85 เมตร ฐาน ล่างสูง 8.88 เมตร หล่อด้วยทองเหลืองหนัก 15 ตัน ประทับยืนบนฐานดอกบัว และมังกร



ภายในถ้ำใต้ฐานประดิษฐานพระโพธิสัตว์กวนอิม มีความสูง 1.08 เมตร หล่อด้วยทองเหลือง และพระโพธิสัตว์กวนอิมปางต่าง ๆ อีกมากมาย



อุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิมแห่งนี้ได้เปิดเป็นทางการ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2539 ที่ผ่านมา



เราสองคนเดินเที่ยวชมภายในอุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิมจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดินเท้าออกมาบริเวณด้านหน้าของอุทยานพระโพธิสัตว์กวนอิมเพื่อรอรถไฟขบวนที่4383 ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟแม่กลองต่อไป เราสองคนใช้เวลารอคอยขบวนรถไฟไม่นานนัก รถไฟขบวนที่4383 ก็พาเราสองคนและคณะนักท่องเที่ยวออกเดินทางมุ่งหน้าสู่สถานีรถไฟแม่กลองระยะทางประมาณ 33 ก.ม. ระหว่างทางขบวนรถไฟแล่นผ่านตลาดร่มหุบ สำหรับประวัติความเป็นมาของตลาดร่มหุบผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านดังนี้น่ะครับ



ตลาดร่มหุบ หรืออีกชื่อหนึ่งว่า ตลาดแม่กลอง แต่ชาวบ้านมักจะเรียกว่า ตลาดเสี่ยงตายเพราะเป็นตลาดที่อยู่ติดกันกับสถานีรถไฟแม่กลอง และก็เป็นส่วนหนึ่งของตลาดเทศบาลจังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อประมาณปี พ.ศ.2527 ที่ผ่านมา แม่ค้าพ่อค้าเริ่มนำสินค้าจำพวกพืช ผัก ผลไม้ออกมาวางขายอยู่บริเวณริมทางรถไฟ สายแม่กลอง-บ้านแหลม พ่อค้าแม่ค้าจะตั้งแผงสองข้างทางรถไฟ ส่วนชาวบ้านก็จะอาศัยทางรถไฟเป็นถนน สำหรับจับจ่ายซื้อของ นักท่องเที่ยวหลายคนจะเดินทางมาท่องเที่ยวโดยการมาขึ้นรถไฟที่สถานีรถไฟบ้านแหลมมายังสถานีรถไฟแม่กลอง และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่กระจาดกระบุง ตะกร้าที่ใส่ พืช ผัก ผลไม้ จะถูกจัดวางเข้าๆออกๆ อย่างเป็นระเบียบและรวดเร็วภายในพริบตาในขณะที่รถไฟแล่นผ่านไปผ่านมาบริเวณตลาดแห่งนี้



รถไฟขบวนนี้เป็นรถไฟสายสั้น จากสถานีมหาชัยถึงสถานีแม่กลองระยะทางประมาณ 33 ก.ม และเมื่อได้ยินเสียงระฆังหรือธงที่โบกสะบัด จากนายสถานี นักท่องเที่ยวก็จะเริ่มจับตามองความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น ตลอดสองข้างทางรถไฟบริเวณนี้



เรียกได้ว่าเป็นงานประจำของพ่อค้าแม่ขายทั้งหลายเหล่านี้ แต่ตรงกันข้ามกลับเป็นเสน่ห์และความทรงจำอันหวาดเสียวของบรรดานักท่องเที่ยวและเมื่อรถไฟแล่นผ่านไป ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่สภาพเดิมเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นและถ้าใครอยากมาเที่ยวที่นี่ เพื่อดูความทรงจำอันหวาดเสียวของตลาดร่มหุบแห่งนี้แล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำควรมากันให้ถูกเวลาสักหน่อยสำหรับกำหนดเวลาเดินรถไฟสายแม่กลอง-บ้านแหลม เวลาเข้า-ออก (จำนวน 2 โบกี้) คือ ออกเวลา : 6.20 น., 9.00 น. , 11.30 น., 15.30 น. เข้าเวลา :8.30 น. 11.10 น.15.30 น.
สำหรับเวลาจะเดินเข้าไปถ่ายรูปจำเป็นจะต้องเล็งหาจุดหลบรถไฟให้ดีๆ ก่อนนะครับไม่เช่นนั้นแล้วมีหวังโดนรถไฟทับขาดกลางแน่ๆ เพราะขบวนรถไฟจะพอดีกับตัวตลาดเลยแบบว่าห่างกันไม่ถึงฟุตครับ



ส่วนเราสองคนสบายหน่อยเพราะอยู่บนรถไฟด้านหน้าหัวรถจักรห้องคนขับจึงสามารถบันทึกภาพมาฝากท่านผู้อ่านได้อย่างปลอดภัย 



และแน่นอนว่าเมื่อมีโอกาสมาตลาดแม่กลองแล้ว อาหารที่ขึ้นชื่อว่าอร่อยติดอันดับ นั่นก็คือ ปลาทูหน้างอคอหัก ที่จะต้องขอบอกว่าอร่อยที่สุดในโลกโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว ไม่ได้โม้น่ะครับ.
ขบวนรถไฟแล่นผ่านตลาดเสี่ยงตายหรือตลาดร่มหุบไปตามเส้นทางรถไฟ ซึ่งสองข้างทางเต็มไปด้วยการทำนาเกลือสุดลูกหูลูกตา




จากนั้นขบวนรถไฟจึงแล่นผ่านมาในพื้นที่ๆอยู่ในช่วงน้ำทะเลหนุนสูงรางรถไฟจึงถูกน้ำทะเลท่วมหมดเราสองคนชะโงกหน้าต่างรถไฟมองดูคล้ายกับขบวนรถไฟวิ่งอยู่บนผิวน้ำอย่างไงอย่างงั้นเลยครับ
ตลาดร่มหุบ
และในที่สุดขบวนรถไฟก็พาเราสองคนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงสถานีรถไฟแม่กลองอันเป็นจุดสิ้นสุดของเส้นทางรถไฟสายนี้



บริเวณสถานีรถไฟแม่กลองกำลังคับคั่งไปด้วยผู้คนที่เดินทางมาใช้บริการของการรถไฟเดินทางไปมาหาสู่กันตลอดทั้งวันตลอดจนแม่ค้าพ่อขายที่มาค้าขายกันบริเวณสถานีรถไฟแม่กลอง



หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา