IDO Travellers ฉบับที่ 2 : 4 วัน เวียดนามเหนือ

ประวัติศาสตร์ ประเทศเวียดนาม

ประเทศเวียดนามมีชี่อเต็มอย่างเป็นทางการว่า  สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (Socialist  people  republic  of  Vietnam )  คนส่วนใหญ่นิยมเรียกสั้นๆว่า  เวียดนาม  ซึ่งเป็นชื่อที่รู้จักกันมานานกว่า200ปีมาแล้วแต่ในภาษาเวียดนามถูกเขียนแยกออกเป็นสองคำคือคำว่า “เวียด” มาจากภาษาจีนมีความหมายว่า”ไกลออกไป” ส่วนคำว่านามมีความหมายว่า”ทิศใต้” ดังนั้นเมื่อรวมคำสองคำเข้าด้วยกันแล้วจะมีความหมายว่า “ดินแดนทางตอนใต้ของชาวเวียด” สำหรับชื่อดั่งเดิมที่ถูกตั้งขึ้นเป็นชื่อแรกคือ “วันลาง”โดยชาวหุ่งซึ่งเป็นชนเผ่าที่คิดค้นการทำนา ต่อมาชาวเอาหรือเตยเอ๋าซึ่งอพยพมาจากประเทศจีนคนสองเผ่านี้ได้มารวมกลุ่มกันก่อตั้งอาณาจักรขึ้นใหม่ชื่อว่า “เอ๋าหลาก”  ต่อมาชาวเวียดได้เดินทางอพยพมาจากชายฝั่งทะเลประเทศจีนเมื่อราว2,500ปีมาแล้วด้วยการเดินเท้าระยะทางไกลลงมาทางทิศใต้ติตคาบสมุทรอินโดจีน ส่วนชื่อเวียดนามปรากฏเป็นครั้งแรกในศตวรรษที่ 19 เมื่อพระเจ้ายาลองได้รับพระบรมราชานุญาติจากจักรพรรดิจีนให้ตั้งชื่อประเทศใหม่  พระองค์จึงส่งคณะราชทูตเดินทางไปยังประเทศจีนเพื่อทรงขอพระบรมราชานุญาติในการรวมชาติระหว่างดินแดนเก่าของ อันนาม กับดินแดนใหม่ของชาวเวียดเทืองเป็น นามเวียด (Nam viet) ต่อมาจักรพรรดิทรงเล็งเห็นว่าชื่อ นามเวียด เป็นชื่อเดิมของอาณาจักรในสมัยราชวงศ์เตรียว  ซึ่งในสมัยนั้นดินแดนของเวียดนามได้รวมแคว้นกวางตุ้งและกวางสีเข้าไว้ด้วยกัน เพราะฉะนั้นชื่อว่านามเวียดอาจทำให้เกิดการแข็งข้อและมีการเรียกร้องเอาดินแดนคืนก็เป็นได้ พระองค์จึงทรงแก้ไขง่ายๆโดยการเปลี่ยนกลับลำดับคำทั้งสองใหม่จาก นามเวียด มาเป็น เวียดนาม ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา
ชาวเวียดเป็นเผ่าพันธุ์ที่รู้จักกันมาตั้งแต่ครั้งโบราณว่าเป็นพวกที่นิยมการล่าสัตว์และชอบอพยพโยกย้ายถิ่นที่อยู่อาศัยเป็นประจำ ประวัติศาตร์อันยาวนานของผู้รุกรานและนักล่าอาณานิคมต่างชาติได้ขนานนามชื่อประเทศเวียดนามไปเป็นชื่อต่างๆมากมายหลายชื่อไม่เว้นแม้แต่คนไทยที่นิยมขนานนามประเทศเวียดนามว่า “ญวน”   ในปี ค.ศ.1292 นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่นามว่า มาร์โคโปโล ได้แล่นเรือผ่านชายฝั่งประเทศเวียดนามซึ่งในบันทึกของเขามีชื่อว่า  เกากิกุ  (Cougigu)และต่อมาในช่วงอาณานิคมฝรั่งเศสเรียกประเทศเวียดนามว่า “โคชินไชน่า” ส่วนคำว่า”อินโดจีน”ถูกขนานนามเป็นครั้งแรกโดยนักภูมิศาสตร์ชาวเดนมาร์ก ซึ่งเขาได้บันทึกลงในหนังสือ ยูนิเวอร์แซล จีโอกราฟฟิคและเป็นที่แพร่หลายในเวลาต่อมา ซึ่งมีความหมายถึงดินแดนในคาบสมุทรที่อยู่ตรงกลางและมีส่วนสำคัญในการติดต่อค้าขายกันระหว่างประเทศจีนและอินเดีย รวมถึงการอพยพย้ายถิ่นฐานที่อยู่อาศัยและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมอันยิ่งใหญ่ของทั้งสองประเทศ
 ประเทศเวียดนามเคยเป็นหนึ่งในประเทศที่ตกอยู่ภายใต้การปกครองของชาวตะวันตกในยุคการแสวงหาอาณานิคมนับตั้งแต่ในยุคสมัยของพระเจ้ามินห์ หม่างพระองค์ทรงไม่พอใจฝรั่งเศสที่จะเข้ามาปกครองประเทศจึงมีนโยบายต่อต้านคาทอลิค ส่งผลให้ฝรั่เศสใช้เป็นข้ออ้างในการเข้าแทรกแทรงเวียดนาม จากนั้นวัฏจักรแห่งการรุกรานและ
การยึดครองของฝรั่เศสจึงเริ่มต้นขึ้น       การยกพลขึ้นบกของฝรั่งเศสที่เมืองทูเรน(เมืองดานังในปัจุบัน)เมื่อเดือนสิงหาคม ค.ศ.1858
เป็นลางบอกเหตุของการเริ่มต้นยึดครองอาณานิคมซึ่งกินเวลานานนับเป็นศตวรรษแต่ความต้องการที่จะแต่งตั้งกงสุลฝรั่งเศสและผู้ช่วยทูตพาณิชย์ในดานังถูกปฎิเสธจากราชสำนักแห่งกษัตริย์แห่งเว้  ฝรั่งเศสจีงโต้ตอบการกระทำครั้งนี้โดย
การยึดเมืองดานัง      และอีก 6 ปีต่อมาฝรั่งเศสได้เข้ารุกรานและยึดครองทางตอนใต้ทั้งหมดของประเทศเวียดนามซึ่งต่อมาได้ถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น  โคชิน ไชน่าถูกผนวกเข้าเป็นอาณานิคมของฝรั่งเศส ต่อมาฝรั่งเศสเริ่มขยายอำนาจขึ้นไปทางเหนือในปี ค.ศ. 1883 และแล้วตอนกลางของเวียดนามภายใต้ชื่อใหม่ว่า อันนาม ส่วนทางตอนเหนือหรือตังเกี๋ยก็กลายเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส  แต่ชาวเวียดนามก็ไม่ได้มีความสุขภายใต้การปกครองของฝรั่งเศสมากไปกว่าการอยู่ใต้การปกครองของจีน  การรุกฮือขึ้นของชาวเวียดนามต่อต้านการปกครองที่ไม่เป็นธรรมของฝรั่งเศสและเหตุการณ์ปฎิวัติในรัสเซียมีอิทธิพลต่อนักปฎิวัติหนุ่มนามว่า  “เหงียน ตัด ทานห์”ซึ่งต่อมาเป็นที่รู้จักกันในนามของ “โฮ จี มินห์” และต่อมาโฮจีมินห์ได้กลายเป็นบุคคลสำคัญที่สุดของเวียดนามในช่วงศตวรรษที่ 20     การปฎิวัติเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม ค.ศ.1945
เมื่อกองทัพเวียดมินห์ได้ประกาศตั้งคณะกรรมการแห่งชาติเพื่อสนับสนุนการปลดแอกเวียดนามจากนั้นอีกสามวันต่อมากองทัพปลดแอกของโฮจีมินห์ก็เข้ายึดกรุงฮานอยได้สำเร็จและอีกสามวันก็ถึงคราวของเมืองเว้ และรัฐบาลของพระเจ้าเบ๋าได่ถูกปิดล้อมและทรงถูกร้องขอให้ทรงสละราชสมบัติซึ่งพระเจ้าเบ๋าได่ก็ทรงยอมสละราชสมบัติแต่โดยดี ต่อมากองกำลังเวียดมินห์ของโฮจีมินห์ทำการยึดครองกรุงไซง่อนได้สำเร็จและต่อมาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นประธานาธิบดีของเวียดนาม    หลังจากนั้นกองทัพเวียดมินห์สามารถทำลายฐานที่มั่นหลายแห่งของฝรั่งเศสบริเวณพรมแดนจีนได้สำเร็จ  จีนได้กลับกลายมาเป็นพันธมิตรของเวียดนาม ปักกิ่งช่วยจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ ยุทธปัจจัยตลอดจนความช่วยเหลืออื่นๆแก่กองทัพเวียดมินห์ต่อสู้กับฝรั่งเศสโดยปฎิบัติการเชิงรุกต่อต้านกองกำลังของฝรั่งเศส  แต่เมื่อเผชิญกับกองกำลังและอาวุธยุทโธปกรณ์ที่เหนือกว่า  กองทัพเวียดมินห์จำเป็นต้องถอยร่นออกสู่ชนบทนำเอายุทธวิธีการต่อสู้แบบกองโจรของเหมาเจ๋อตุงมาใช้ โดยการโจมตีและก่อวินาศกรรมหน่วยทหารของฝรั่งเศสที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากกว่าการที่จะข้าไปพัวพันการต่อสู้แบบเต็มรูปแบบกองกำลังเวียดมินห์สามารถขยายเขตแดนของตนเองได้อย่างรวดเร็วในระหว่างปี ค.ศ1952-1953ต่อมาฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1953 กองทัพเวียดมินห์เข้าร่วมกับพรรคคอมมิวนิสต์ขบวนการประเทศลาวทำการฝึกอาวุธกองกำลังเวียดมินห์ในลาว
                และในที่สุดเดือนพฤษภาคม ค.ศ.  1954 ฐานทัพของฝรั่งเศสที่เดียนเบียนฟูก็ประสบความพ่ายแพ้อย่างราบคาบ
ต่อกองกำลังเวียดมินห์ของโฮจิมินห์จนต้องถอยร่นลงมาอยู่ใต้เส้นขนานที่ 16 จากนั้นสงครามต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวเวียดนามก็สิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ค.ศ. 1954หลังจากการเจรจาต่อรองยืดเยื้อที่กรุงเจนีวามาเป็นเวลานานกับการที่จะได้เอกราชของประเทศเวียดนามกลับคืนมา ท้ายที่สุดเวียดนามกลับต้องมาเสียความเป็นเอกภาพไป
เมื่อขอตกลงเจนีวาในเดือนสิงหาคมมีมติให้แบ่งแยกประเทศเวียดนามออกเป็นสองประเทศคือเวียดนามเหนือและเวียดนามใต้บริเวณเส้นขนานที่ 17จากนั้นกองกำลังฝรั่งเศสชุดสุดท้ายก็ถอนออกจากเวียดนาม   เมี่อฝรั่งเศสไปอเมริกาก็เข้ามามีอิทธิพลในเวียดนามแทนที่ฝรั่งเศสโดยให้การสนับสนุนอย่างลับๆแก่ โง ดินห์ เยียม ขึ้นมาดำรงตำแหน่งประธานาธิบดีของเวียดนามใต้ตลอดจนให้การสนับสนุนกำลังทหารและอาวุธยุทโธปกรณ์ในการสู้รบกับกองกำลังทหารของเวียดนามเหนือ
หรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า” เวียดกง “ทำให้เวียดนามใต้กลายเป็นรัฐอารักขาของอเมริกาโดยอัตโนมัติ ต่อมาในช่วงปี ค.ศ.
1965 เป็นช่วงที่อเมริกาเข้าไปเกี่ยวข้องโดยตรงกับเวียดนามใต้อย่างเห็นได้ชัด  เมื่อ ประธานาธิบดี  ลินคอน บี จอนห์สัน
ตัดสินใจส่งกองกำลังทหารอเมริกันจำนวนมากเข้ามาในเวียดนามใต้จนในปี ค.ศ. 1967 ก็ปรากฎว่ามีทหารอเมริกันเข้ามาประจำการในเวียดนามมากกว่า500,000 คนและทหารสัมพันธมิตร 100,000 คนแต่จุดเปลี่ยนของสงครามเวียดนามเกิดขึ้น
ในปี ค.ศ. 1968 เมื่อเวียดกงเข้าโจมตีกรุงไซ่ง่อนอย่างฉับพลันในเทศกาลเต็ดหรือวันปีใหม่ตามจันทรคติของเวียดนามรวมทั้งการโจมตีสถานทูตอเมริกันในกรุงไซ่ง่อนอีกด้วยซึ่งสร้างความอับอายมาสู่สหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมากและในที่สุดกรุงไซง่อนก็แตกเพราะฝีมือของเวียดกงชาวอินโดจีนตัวเล็กๆที่อเมริกาเคยดูถูกมาตลอดและด้วยเหตุนี้ทำให้ประธานาธิบดี จอนห์สันประกาศที่จะไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งใหม่   ซึ่งต่อมาริชาร์ด  นิกสันผู้ดำรง
ตำแหน่งประธานาธิบดีอเมริกาแทนนายลินดอน บี  จอนห์สัน ได้มีข้อตกลงสันติภาพที่กรุงปารีสในปี ค.ศ. 1973 ยุติการสู้
รบโดยสิ้นเชิง อเมริกาเริ่มทยอยถอนกำลังทหารออกจากเวียดนามแต่ทว่าในปี ค.ศ. 1975 กองกำลังคอมมิวนิสต์เวียดกงได้ทำการรุกคืบคลานลงไปทางตอนใต้ของเวียดนามอย่างไม่ลดละ รัฐบาลของ โง ดินห์ เยียม  ถูกปฎิเสธความช่วยเหลือจากรัฐสภาของสหรัฐ ซึ่งส่งผลให้กองกำลังเวียดกงบุกเข้ายึดกรุงไซง่อนได้สำเร็จในวันที่ 30 เมษายน ค.ศ. 1975 เป็นอันสิ้นสุดการต่อสู้เพื่อเอกราชของชาวเวียดนามและสามารถรวมชาติเวียดนามได้สำเร็จเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน  สำหรับยุทธการชี้ขาดความสำเร็จในครั้งนี้ก็คือ ยุทธการโฮจีมินห์ซึ่งโฮจีมินห์ได้ตั้งความหวังใฝ่ฝันและทำพินัยกรรมเอาไว้ก่อนที่ท่านจะถึงแก่กรรม ซึ่งต่อมาได้กลายมาเป็นความจริงสามารถปลดปล่อยและรวมชาติเวียดนามได้สำเร็จมีชัยชนะเหนือจักรวรรดินิยมชาติมหาอำนาจทั้งสองชาติคือ ฝรั่งเศส และอเมริกา ซึ่งต่อมาได้มีการเลือกตั้งเสรีทั่วประเทศเวียดนามและรวมเวียดนาม
เหนือและเวียดนามใต้เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่  2 กรกฎาคม ค.ศ. 1976 โดยใช้ชื่อใหม่ว่า
“ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม “      สำหรับโฮจีมินห์แล้วเป็นที่น่าเสียดายว่าเขาไม่ได้เห็นผลงานแห่งการทุ่มเททั้งชีวิตและจิตใจของเขาเพื่อให้ได้มาซึ่งเอกราชและสิทธิเสรีภาพของชาวเวียดนามอย่างแท้จริงดั่งที่เขาเคยใฝ่ฝันไว้ตลอดชีวิตเพราะเขาได้เสียชีวิตลงก่อนหน้านั้นหกปี   แต่ถึงอย่างไรก็ตามประชาชนชาวเวียดนามทุกคนก็ยังยกย่องให้เขาเบ็นผู้อยู่เบื้องหลังชัยชนะและความสำเร็จในครั้งนี้และตลอดเวลา  30กว่าปีที่ผ่านมาในความรู้สึกของชาวเวียดนามทุกคนแล้ว
“โฮจีมินห์ “ยังไม่ตายไปจากจิตใจของพวกเขา

ประเทศ เวียดนาม มีรูปร่างคล้ายอักษรตัว”S”ขนาดใหญ่ที่ยาวเหยียด กินพื้นที่ไปตามความยาวของคาบสมุทรอินโดจีน            
รูปร่างเหมือนไม้คานที่มีกระบุงใส่ข้าวแขวนอยู่ตอนปลายของไม้คานทั้งสองข้าง  ทางตอนเหนือบริเวณสามเหลี่ยมลุ่มแม่น้ำแดงมีพื้นที่อุดมสมบูรณ์ส่วนทางด้านตอนใต้บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้าโขงเชื่อมต่อกับเทือกเขาตรึงเซ็นประเทศเวียดนามมีพื้นที่ทั้งหมด 331,033 ตารางกิโลเมตรเทียบเท่าครึ่งหนึ่งของมลรัฐเท็กซัสแต่มีขนาดใหญ่กว่าประเทศอิตาลีเพียงน้อยพรมแดนทางด้านทิศตะวันออกติคกับทะเลจีนใต้ซึ่งมีหมู่เกาะนับเป็นร้อยๆเกาะเรียงรายตั้งแต่อ่าวตังเกี๋ยในทะเลจีนใต้จนถึงอ่าวไทยทางด้านทิศเหนือติคกับประเทศจีนมีพรมแดนยาว1,150กิโลเมตรทิศตะวันตกติคต่อกับประเทศลาวมีพรมแดนยาว 1,650 กิโลเมตรและติคกับประเทศกัมพูชามีพรมแดนยาว 930 กิโลเมตรโดยเหนือสุดนับจาก  เมือง หม่องไก๋ (Mong Cai )ลงไปจนจรดจังหวัด ฮาเตียน(Ha Tien)ทางภาคใต้ สำหรับส่วนที่กว้างที่สุดอยู่ทางภาคเหนือมีความกว้าง600กิโลเมตรส่วนที่แคบที่สุดมีระยะทาง 50 กิโลเมตร ประเทศเวียดนามตั้งอยู่ระหว่างละติจูดที่ 8 องศา 33ลิบดา ถึง 23องศา 20 ลิปดาเหนือ และลองติจูดที่ 102 องศาถึง 109 องศา27 ลิปดา  ทางทิศตะวันออกเป็นดินแดนที่เต็มไปด้วยทัศนียภาพอันงดงามและภูมิศาตร์อันหลากหลายสาเหตุเพราะได้รับอิทธิพลมาจากดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงอันอุดมสมบูรณ์ทางภาคเหนือกับดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงทางตอนใต้สูดของประเทศ  หุบเขาที่สำคัญที่สุดคือหุบเขาแห่งลุ่มแม่น้ำแดงซึ่งมียอดเขาที่สูงที่สุดมีชื่อว่า  “ฟานสีบัน “ที่มีความสูง3,160 เมตรตั้งอยู่ในจังหวัดลาวไกทางทิศเหนือติคกับชายแดนประเทศจีน   สำหรับทางภาคเหนือของประเทศเวียดนามมีพื้นทาราบและหุบเขาหลายแห่งโดยมีแม่น้ำกุงไหลมาบรรจบกับแม่น้ำแดงจนทำให้เกิดดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำอันกว้างใหญ่  แม่น้ำแดงมีต้นกำเนิดมาจากมณฑลยูนานในประเทศจีนไหลผ่านตอนเหนีอของประเทศเวียดนามจากนั้นจึงไหลลงสู่ทะเลจีนใต้  สำหรับความรุนแรงของน้ำทะเลที่ซัดสาดปะทะกับเทือกเขาหินปูนตามแนวชายฝั่งทะเลอันยาวเหยียดมาเป็นเวลาหลายร้อยหลายพันปี จึงทำให้บริเวณนี้เต็มไปด้วยโขดหิน ถ้ำ และอ่าวอยู่มากมาย เช่น อ่าวฮาลองเบย์ที่ตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศเวียดนาม  ซึ่งมีความมหัศจรรย์และความสวยงามตามธรรมชาติจนได้รับการยอมรับจากองค์การ ยูเนสโก ยกย่องให้เป็นมรดกโลกทางธรรมชาติ           สำหรับแม่น้ำโขงชาวเวียดนามเรียกว่า กู๋ลองยาง  หรือแม่น้ำเก้ามังกรเป็นแม่น้ำที่มีความยาวที่สุดในทวีปเอเชียโดยมีความยาวถึง 4,180 กิโลเมตรมีต้นกำเนิดมาจากเทือกเขาในประเทศธิเบต จากนั้นไหลผ่านประเทศ จีน ,พม่า,ลาว,ไทย,กัมพูชาจากนั้นจึงไหลลงสู่ทะเลจีนใต้ซึ่งอยู่ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนามบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงกินอาณาบริเวณ 75,000 ตารางกิโลเมตร

ภูมิอากาศ
ประเทศเวียดนามตั้งอยู่ในเขตมรสุมตะวันออกเฉียงใต้ของเอเชียระหว่างเส้น ทรอปิคออฟเคนเซอร์กับเส้นศูนย์สูตร ก่อให้เกิดสภาพอากาศที่แปรปรวนไปตามภูมิภาคต่างๆอุณหภูมิเฉลี่ยราว 22C  (72F) จะมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยจากฤดูหนึ่งไปอีกฤดูหนึ่ง แต่มีแนวโน้มที่จะเปลี่ยนแปลงแบบฉับพลันเช่นกัน  สำหรับสภาพอากาศทางตอนเหนือของประเทศเวียดนามได้รับอิทธิพลมาจากกระแสลมของเอเซียตอนกลางส่งผลให้สภาพอากาศคล้ายกับประเทศจีน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วในประเทศเวียดนามมีฤดูกาลที่ชัดเจนอยู่สองฤดูคือฤดูร้อนและฤดูหนาวตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนเมษายนทางตอนเหนือจะเป็นฤดูหนาว สภาพอากาศจะชุ่มชื้นและหนาวเย็นประกอบกับมีกระแสลมหนาวจากบริเวณขั้วโลกเหนือพัดผ่านไซบีเรียและประเทศจีน   ทำให้อุณหภูมิลดต่ำลงจนเหลือประมาณ 0 C (32 F)ในเขตเทือกเขาทางด้านทิศเหนือ และทางด้านทิศตะวันออกของกรุงฮานอยอากาศจะเย็นและมีฝนตกปรอยๆสำหรับฤดูร้อนเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมมีพายุไต้ฝุ่นเกิดขึ้นบ่อยครั้งก่อให้เกิดความเสียหายแก่การเกษตรกรรมในทุกๆปี ช่วงอากาศร้อนที่สุดอยู่ในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม
ส่วนภาคกลางของประเทศเวียดนามสภาพอากาศมีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างมากและรวดเร็วจังหวัดที่อยู่ทางภาคเหนือจะมีอากาศแบบบริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแดงส่วนจังหวัดที่อยู่ทางตอนใต้จะมีสภาพอากาศเหมือนกับบริเวรสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขงตัวอย่างเช่น เมืองเว้ เมืองหลวงเก่าของเวียดนาม เมืองดานังและ ฮอยอัน  จะมีฤดูฝนค่อนข้างยาวนานในช่วงระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนมีนาคม         สำหรับทางตอนใต้ของประเทศเวียดนามสภาพอากาศค่อนข้างคงที่แต่สภาพอากาศจะเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในช่วงฤดูฝนเริ่มต้นตั้งแต่เดือนพฤษภาคมถึงเดือนตุลาคมส่วนเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนกุมภาพันธุ์อากาศจะค่อนข้างแล้ง ฤดูร้อนจะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนมีนาคมถืงเดือนพฤษภาคมอุณหภูมิจะสูงประมาณ 35C   กล่าวโดยทั่วไปภูมิอากาศของประเทศเวียดนามจะมีฝนตกชุกทั่วทั้งประเทศจึงเหมาะแก่การเกษตรกรรมบริเวณที่ราบสูงเหมาะกับการปลูกใบชา, กาแฟ, ปอดอกไม้ตลอดจน ผักต่างๆ ส่วนบริเวณที่ราบลุ่มเหมาะแก่การปลูกข้าว ,พริกไทย,      ยางพาราและผลไม้นานาชนิด   สำหรับสัตว์ป่านั้นประเทศเวียดนามมีสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม273ชนิดสัตว์เลื้อยคลาน180ชนิด นกนานาชนิดอีก200 กว่าชนิดสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังและสัตว์น้ำอีกนับร้อยชนิด สำหรับสัตว์ป่าที่มีอาทิเช่น ช้าง ควายป่า กวาง สมเสร็จ ลิง เต่า จระเข้และนกเงีอก ฯลฯ    ส่วนแม่น้ำในประเทศเวียดนามมีความยาวของแม่น้ำสำคัญสายต่างๆรวมระยะทาง4,100 กิโลเมตร และมีความยาวของลำคลองต่างๆระยะทางประมาณ 3,100 กิโลเมตร โดยมีแม่น้ำแดงเป็นแม่น้ำที่มีความยาวที่สุดในประเทศโดยมีความยาว 1,149 กิโลเมตร สำหรับแม่น้ำโขงที่ไหลผ่านประเทศเวียดนามมีความยาว  ทั้งสิ้น 220 กิโลเมตร

หน้าต่อไป

 
 

ค้นหาข้อมูล

ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา