สำหรับเมืองสมุทรปราการ ตั้งอยู่บนที่ราบลุ่มตอนใต้สุดของแผ่นดินสามเหลี่ยมปากแม่น้ำเจ้าพระยา เป็นพื้นที่รับน้ำเหนือก่อนไหลลงสู่อ่าวไทยจึงอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแร่ธาตุดินตะกอนปากแม่น้ำ แม่น้ำเจ้าพระยาที่ไหลผ่านทำให้แบ่งจังหวัดสุมทรปราการออกเป็นฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออก และมีลำคลองเกิดขึ้นมากมาย พื้นที่จึงเหมาะแก่การเพาะปลูก แต่ในปัจจุบันสาพสิ่งแวดล้อมแปรเปลี่ยนไปชาวบ้านจึงหันมาทำสวนผลไม้และเลี้ยงสัตว์แทนการปลูกข้าว สำหรับคำขวัญประจำจังหวัดสมุทรปราการคือ ป้อมยุทธทนาวี พระเจดีย์กลางน้ำ ฟาร์มจระเข้ใหญ่ งามวิไลเมืองโบราณ สงกรานต์พระประแดงปลาสลิดแห้งรสดี ประเพณีรับบัวครบถ้วนทั่วอุตสาหกรรม ครับ...ยังคุยกับท่านผู้อ่านได้ไม่เท่าไหร่ พวกเราก็พาท่านผู้อ่านเดินทางเข้าเขตเมืองสมุทรปราการแล้ว สำหรับแหล่งท่องเที่ยวแห่งแรกที่พวกเราจะพาท่านผู้อ่านเที่ยวชมก็คือ พิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณ ซึ่งมีลักษณะเป็นตึกรูปช้างสามเศียรขนาดใหญ่ ความสูงประมาณตึก 17 ชั้น ตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิทสายเก่า เลยทางแยกปู่เจ้าสมิงพรายก่อนถึงแยกศาลากลางจังหวัด ซึ่งนับว่าเป็นแหล่งรวบรวมงานศิลปะนานาชนิด ทั้งประติมากรรมทองแดงบริสุทธิ์รูปช้างที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ลวดลายปูนปั้นประดับด้วยกระเบื้องเบญจรงค์ที่ประณีตสวยงาม เสาขนาดใหญ่ประดับด้วยแผ่นดีบุกดุนเล่าเรื่องของศาสนาต่างๆ และโบราณวัตถุอันล้ำค่าของตระกูลวิริยะพันธุ์

ช้างเอราวัณสามเศียรแห่งนี้ ถูกสร้างขึ้นจากความคิดและจินตนาการของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ โดยเริ่มจากที่คุณเล็กมีความประสงค์ที่จะรักษาวัตถุโบราณที่ท่านได้สะสมไว้ให้เป็นมรดกของแผ่นดินไทย เพราะมีวัตถุโบราณหลายอย่างที่ไม่เพียงแต่มีคุณค่าทางศิลปกรรมเท่านั้นแต่หากยังเป็นรูปเคารพอันศักดิ์สิทธิ์ของคนโบราณด้วย ตามประเพณีที่มีมาเมื่อในอดีต


โบราณวัตถุล้ำค่าต่างๆ เหล่านี้มีค่าควรเมือง เพราะเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดสิริมงคลและความอุดมสมบูรณ์ในแผ่นดิน หากสิ่งของมีคุณค่าเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของชาวต่างชาติ ย่อมเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่คุณเล็กก็ยังคิดไม่ออกว่าจะรักษาสิ่งที่มีคุณค่าเหล่านี้ได้อย่างไร จนกระทั่งวันหนึ่งมีชาวต่างชาติคนหนึ่งมาสนทนากับคุณเล็กและพูดถึงความคิดที่สร้างอาคารงำเมืองซึ่งมีลักษณะเป็นผลแอปเปิ้ลตามความเชื่อทางวัฒนธรรมของชาวตะวันตกแต่คุณเล็กมีความคิดที่จะสร้างเป็นรูปช้างเอราวัณของชาวตะวันออกแทน สำหรับช้างเอราวัณเป็นช้างบนสวรรค์มีสามเศียร แต่คุณเล็กไม่นึกให้เป็นเพียงพาหนะของพระอินทร์ผู้เป็นเทพศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น หากแต่จินตนาการให้เป็นช้างจักรวาลที่มีอิสระในลักษณะที่สร้างให้เป็นอาคารศักดิ์สิทธิ์บรรจุเทวรูปเคารพและวัตถุโบราณที่เป็นสวัสดิมงคลของบ้านเมือง


จากนั้นคุณเล็กได้มอบหมายให้คุณพากเพียร วิริยะพันธุ์ บุตรชายคนโตหาช่างที่มีฝีมือมาดำเนินการก่อสร้าง และเมื่ออาคารช้างสามเศียรแห่งนี้สำเร็จเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา ก็เกิดมีประชาชนทั่วไปรวมทั้งชาวต่างประเทศเดินทางมากราบไหว้บูชาจนในปัจจุบันช้างเอราวัณแห่งนี้กลายมาเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ไป นับว่าเป็นบุญบันดาลที่กลับมาสนองตอบเจตนารมณ์ในการรักษาสิ่งของมีค่าและศักดิ์สิทธิ์ไว้ในแผ่นดินของคุณเล็กและคุณพากเพียร วิริยะพันธุ์ แต่ท่านทั้งสองได้สิ้นชีวิตไปก่อนที่อาคารช้างเอราวัณจักรวาลแห่งนี้จะเสร็จเรียบร้อย แต่ลูกหลานายในตระกูลวิริยะพันธุ์ก็สืบสานดำเนินการก่อสร้างช้างเอราวัณจักรวาลแห่งนี้จนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีตามเจตนารมณ์ของท่านทั้งสองก่อนที่จะสิ้นชีวิต


เพื่อใช้เป็นที่จัดงานประเพณีทางวัฒนธรรมอันดีงาม และเพื่อเป็นพิพิธัณฑ์สถานที่เกี่ยวกับชีวิตและผลงานของคุณเล็ก วิริยะพันธุ์ สืบต่อไป สำหรับพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณถูกออกแบบให้มีช้างเอราวัณยืนอยู่บนตัวอาคารซึ่งมีความสูงจากพื้นดินถึงโหนกช้างเท่ากับ 43.60 เมตรหรือเทียบเท่ากับความสูงของตึกราว 14-17 ชั้น ในส่วนของตัวช้างเอราวัณมีความกว้าง12 เมตร ยาว 39 เมตร และสูง 29 เมตร โดยมีน้ำหนักถึง 250 ตัน สำหรับวัสดุที่ใช้นำมาทำตัวช้างโครงสร้างายในเป็นเหล็ก โดยผิวช้างใช้แผ่นทองแดงับแสนแผ่นหุ้มปิดโครงสร้างายในเอาไว้ ซึ่งถือว่าเป็นงานก่อสร้างโดยแผ่นทองแดงที่ใช้วิธีการเคาะขึ้นรูปด้วยมือที่ใหญ่ที่สุดในโลก สำหรับข้อมูลพื้นฐานพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณมีดังต่อไปนี้ ความสูงเฉพาะตัวช้างเอราวัณ 29 เมตร ความสูงของตัวช้างรวมอาคาร 43.60 เมตร ความกว้างของช้าง 39 เมตร น้ำหนักของลำตัวช้าง 150 ตัน น้ำหนักของเศียรช้าง 100 ตัน ายในอาคารพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณถูกแบ่งออกเป็นสามส่วนด้วยกันคือ ชั้นบาดาล (นาคพิพ) ชั้นล่างสุดายในเป็นห้องโถงขนาดใหญ่จัดแสดงศิลปวัตถุโบราณและนิทรรศการที่กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการก่อสร้างตลอดจนชีวิตและผลงานของคุณเล็ก และคุณพากเพียร วิริยะพันธุ์



ชั้นโลกมนุษย์ คือห้องโถงอาคารชั้นบนที่เปรียบประดุจเขาพระสุเมรุ ายในจัดแสดงศิลปวัตถุโบราณและแสดงงานฝีมือช่างที่มีความวิจิตรงดงามตระการตา โดยนำเอาศิลปะของโลกตะวันตกและโลกตะวันออกมาผสมผสานกันอย่างลงตัว สำหรับงานตกแต่งงานศิลปะประกอบไปด้วย งานฝีมือของช่างไทย ซึ่งมีอยู่สองส่วนคือ ส่วนแรกเป็นงานปูนปั้นบริเวณซุ้มประตูทางเข้าและบริเวณายในตัวอาคารซึ่งมีลักษณะพิเศษตรงที่มีการนำถ้วยเบญจรงค์มาประดับลวดลายจนเกิดความสวยงามวิจิตรบรรจง



ส่วนที่สองเป็นงานสลักดุนบนแผ่นดีบุก ทำเป็นรูปาพเกี่ยวข้องกับศาสนา นำมาประกอบเข้าไว้ด้วยกัน หุ้มเสาจำนวน 4 ต้น เปรียบเสมือนกับให้ศาสนาเป็นเสาหลักที่คอยค้ำจุนโลก และถ้าหากมองไปบนเพดานจะเห็นาพของแผนที่โลก

ซึ่งเป็นงานกระจกสีซึ่งมีความวิจิตรบรรจงตลอดจนความสวยงามตระการตา ออกแบบและวาดโดยศิลปินที่มีชื่อเสียงจากประเทศเยอรมัน


ชั้นสวรรค์หรือชั้นดาวดึงส์ คือตัวอาคารที่เป็นรูปช้างเอราวัณ ายในเป็นที่ประดิษฐานพระธาตุและพระพุทธรูปยุคสมัยต่างๆ ตลอดจนายในห้องนี้ยังมีาพจิตรกรรมฝาผนังสีฝุ่นที่เขียนขึ้นเป็นาพที่แสดงถึงระบบสุริยะจักรวาล ที่มีความสวยงามตระการตามาก ในส่วนของบริเวณพื้นที่โดยรอบของพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณ เป็นอุทยานพรรณไม้ต่างๆ ในวรรณคดีซึ่งรวมทั้งพันธุ์ไม้หายากต่างๆ ตลอดจนงานประติมากรรมลอยตัวรูปสัตว์หิมพานต์ตามมุมต่างๆ ายในพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณอันร่มรื่นแห่งนี้


สำหรับการเข้าชมายในส่วนต่างๆ ของอาคารพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณแห่งนี้ทางพิพิธัณฑ์ได้จัดเจ้าหน้าที่นำชวยและคอยอำนวยความสะดวกพร้อมกับบรรยายให้แก่ผู้ที่เดินทางเข้ามาเยี่ยมชม โดยเริ่มตั้งแต่ชั้นบาดาล ชั้นโลกมนุษย์ จนกระทั่งถึงชั้นสวรรค์ โดยใช้เวลาในการเข้าเที่ยวชมประมาณ 40 นาที

สำหรับรอบเข้าชมจะเปิดให้นักท่องเที่ยวได้เข้าชมทุกๆ ครึ่งชั่วโมง ดังนั้นในช่วงเวลาที่ยังไม่ถึงกำหนดเวลาเข้าเยี่ยมชมนักท่องเที่ยวสามารถเดินเที่ยวชมอุทยานพรรณไม้ป่าหิมพานต์ในวรรณคดีที่ถูกตกแต่งไว้อย่างสวยงามโดยรอบพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณก่อนจะเดินทางเข้าไปเยี่ยมชมายในอาคารพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณแห่งนี้เป็นการเรียกน้ำย่อยก่อนก็ได้

พิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณแห่งนี้ได้วางศิลาฤกษ์เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2537 เป็นผลงานอันดับที่ 3 ของคุณเล็ก และคุณพากเพียร วิริยะพันธุ์ โดยผลงานแห่งแรกคือเมืองโบราณบางปู จังหวัดสมุทรปราการ และผลงานแห่งที่สองได้แก่ปราสาทสัจธรรมในจังหวัดชลบุรี สำหรับพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณเปิดทำการทุกวัน (ไม่เว้นวันหยุดราชการ ตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 18.00 น. อัตราค่าเข้าชมายในพิพิธัณฑ์ ผู้ใหญ่คนละ 150 บาท เด็กอายุ 6 ถึง 12ปี คนละ 50 บาท ในส่วนของรอบเข้าชมายในพิพิธัณฑ์เปิดให้เข้าชมตั้งแต่เวลา 08.00 น. ถึง 17.00 น. ท่านผู้อ่านสนใจติดต่อสอบถามรายละเอียดได้ที่ โทรศัพท์ 0 2371 3135-6, 0 2380 0305 โทรสาร 0 2380 03054 อีเมล์ อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปก่อน www.erawan-museum.com


พวกเราเดินเที่ยวชมความยิ่งใหญ่สวยงามตระการตาทั้งายในและายนอกของพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณ พร้อมกับชื่นชมความวิริยะอุตสาห์ของคุณเล็กและคุณพากเพียร วิริยะพันธุ์ จนสามารถเนรมิตพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณแห่งนี้ขึ้นมาได้จนปัจจุบันกลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศให้ความสนใจเดินทางเข้ามาเยี่ยมชมความยิ่งใหญ่ สวยงามตระการตาายในพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณ อันเนืองแน่นในทุกๆ วันตั้งแต่ชาวจรดค่ำ


ท่านผู้อ่านที่เดินทางมาท่องเที่ยวยังจังหวัดสมุทรปราการไม่ควรพลาดการเข้ายี่ยมชมพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณแห่งนี้เป็นอย่างยิ่ง พวกเรารับประทานอาหารกลางวันบริเวณสวนอาหารท่ามกลางบรรยากาศอันร่มรื่นายในพิพิธัณฑ์ช้างเอราวัณ หลังจากอิ่มหมีพีมันกันเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นจึงขับรถยนต์ออกเดินทางต่อเข้าไปยังตัวเมืองสมุทรปราการ พวกเราเดินทางเข้ามาถึงยังตัวเมืองสมุทรปราการ แหล่งท่องเที่ยวที่สอง ที่พวกเราจะแวะเข้าเที่ยวชมก็คือพิพิธัณฑ์ทหารเรือ ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสุขุมวิท ในตำบลปากน้ำ ตรงข้ามกับโรงเรียนนายเรือจากแยกบางนาไปสำโรงระยะทางประมาณ 10 กิโลเมตร และที่ายในพิพิธัณฑ์ทหารเรือ พวกเราได้รับการต้อนรับจากเรือเอกวิทูรย์ ม่วงศรี ประชาสัมพันธ์ของพิพิธัณฑ์ทหารเรือพร้อม mascot ในชุดทหารเรือสองตัวซึ่งแต่งชุด mascot รอคอยพวกเรามาตั้งแต่เช้า


ซึ่งหลังจากทักทายปราศรัยแนะนำตัวกันพอหอมปากหอมคอเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นท่านผู้กองวิทูรย์ ม่วงศรี พร้อมกับ mascot ก็พาพวกเราเดินเที่ยวชมสิ่งน่าสนใจายในพิพิธัณฑ์ทหารเรือ

สำหรับประวัติความเป็นมาของพิพิธัณฑ์ทหารเรือ เริ่มจากในปี พ.ศ. 2485 ในระยะแรกเป็นการดำเนินการในลักษณะรวบรวมวัตถุที่มีคุณค่าทางด้านประวัติศาสตร์ทหารเรือ จากนั้นจึงนำมาเก็บรักษาไว้ที่กองประวัติศาสตร์ ต่อมาในปี พ.ศ. 2496 จึงเริ่มก่อตั้งแผนกพิพิธัณฑ์ โดยอยู่ในความรับผิดชอบของกองประวัติศาสตร์ จากนั้นในปี พ.ศ. 2500 งานพิพิธัณฑ์ได้ย้ายไปตั้งที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า จนในที่สุดในปี พ.ศ. 2515 ได้ทำการย้ายพิพิธัณฑ์มาตั้งอยู่บริเวณริมถนนสุขุมวิท ตรงข้ามโรงเรียนนายเรือในจังหวัดสมุทรปราการ และใช้ชื่อว่า “พิพิธัณฑ์ทหารเรือ” มาจนตราบเท่าทุกวันนี้



ในส่วนของการจัดแสดงวัตถุพิพิธัณฑ์ทหารเรือถูกแบ่งออกเป็น การจัดแสดงกลางแจ้งและการจัดแสดงายในอาคาร สำหรับการจัดแสดงกลางแจ้ง ได้จัดแสดงประเทอาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วย ปืนโบราณ, ปืนเรือ, เรือ, รถสะเทินน้ำสะเทินบก, เครื่องบินทะเล และเรือดำน้ำเป็นต้น



ซึ่งในปี พ.ศ. 2481 ประเทศไทยเคยมีเรือดำน้ำปฏิบัติการอยู่ในกองทัพเรือทั้งหมด 4 ลำด้วยกันคือ เรือหลวงมัจฉาณุ, เรือหลวงวิรุณ, เรือหลวงพลายชุมพล, เรือหลวงสินสมุทร นอกจากนั้นยังมีเครื่องบิน HU 16 B ซึ่งสามารถขึ้นลงได้ทั้งบนบกและในน้ำ เป็นเครื่องบินรุ่นแรกสมัยก่อตั้งกองบินทหารเรือเมื่อปี พ.ศ. 2505 และปืนขนาด 75/51 มม. ซึ่งเป็นปืนต่อสู้อากาศยาน เคยติดตั้งบนเรือตอปิโดใหญ่ (พ.ศ. 2478) เช่นเรือหลวงชุมพร, เรือหลวงตราด เป็นต้น นอกจากนั้นยังมีรถสะเทินน้ำสะเทินบก, รถสายพานลำเลียงพล ตั้งแสดงอยู่สนามหญ้าหน้าพิพิธัณฑ์อีกด้วย จากบริเวณด้านหน้าพิพิธัณฑ์ผู้หมวดก็พาพวกเราเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมายในพิพิธัณฑ์ ซึ่งถูกจัดแบ่งเป็นอาคารสองหลังสามารถเดินเชื่อมต่อถึงกันได้



สำหรับอาคารที่หนึ่งมีสองชั้น สร้างเป็นหลังแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2515 โดยในบริเวณชั้นที่หนึ่งถูกจัดแสดงเป็นห้องเทิดพระเกียรติ์และห้องสรรพวุธ ห้องที่สำคัญคือห้องของพลเรือเอกพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาากรเกียรติ์วงศ์ กรมหลวงชุมพร เขตอุดมศักดิ์ พระราชบิดาแห่งกองทัพเรือไทย ซึ่งายในห้องจัดแสดงพระประวัติ อาวุธประจำพระองค์ าพฝีพระหัตถ์ ตำรายา อุปกรณ์การเดินเรือของเรือหลวงพระร่วงเป็นต้น


ในส่วนห้องของสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ได้จัดแสดงพระราชประวัติาพเขียนสีน้ำมัน เหตุการณ์สู้รบ าพการสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์เป็นต้น ห้องสรรพาวุธได้จัดแสดงปืนโบราณสมัยต่างๆ เช่น ปืนแกตลิง เป็นปืนกลในสมัยรัชกาลที่ 5 ตลอดจนอาวุธและเครื่องกระสุนเป็นต้น

สำหรับชั้นที่สอง จัดแสดงเป็นห้องเทิดพระเกียรติ์ ห้องลายครามและห้องเครื่องแบบ ห้องจอมพลเรือสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต จัดแสดงพระประวัติ เครื่องแบบ กระบี่ประจำพระองค์เป็นต้น ห้องเครื่องแบบทหารเรือ จัดแสดงเครื่องแบบทหารเรือ และบางมุมจัดแสดงประวัติอดีตผู้บัญชาการทหารเรือที่สร้างชื่อเสียงให้แก่กองทัพเรือ ห้องลายครามจัดแสดงเครื่องลายครามที่เคยใช้บนเรือพระที่นั่ง


สำหรับอาคารที่สองมีจำนวนสามชั้น ถูกสร้างเพิ่มเติมในปี พ.ศ. 2530 โดยในชั้นที่หนึ่ง จัดแสดงประาคารแห่งแรกของประเทศไทย สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งตั้งอยู่ที่ปากอ่าว จังหวัดสมุทรปราการ และปืนเที่ยงเป็นปืนที่ใช้สำหรับยิงบอกเวลาเที่ยง ใช้ในสมัยรัชกาลที่ 4 นอกจากนั้นยังมีตอร์ปิโดขนาดต่างๆ เช่นตอร์ปิโด แบบ 53ก. แบบ 45ง. เป็นต้น ตลอดจนเรือ “สุวรรณเหรา” เป็นเรือโบราณใช้เป็นเรือพระประเทียบในกระบวนเรือพระราชพิธีโดยฝีมือช่างในสมัยรัชกาลที่ 5 ในส่วนของชั้นที่สองซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญจัดแสดงกระบวนเรือพยุหยาตราชลมารค เป็นเรือจำลองในสมัยรัชกาลที่ 6


ได้จัดแสดงเรือรบจำลองชนิดต่างๆ ของกองทัพเรือ อุปกรณ์การเดินเรือ เช่น หัวประดาน้ำ, เข็มทิศการเดินเรือ, ตะเกียงเจ้าพายุ เป็นต้น สำหรับชั้นสุดท้ายคือชั้นที่สาม ได้จัดแสดงยุทธนาวีของกองทัพเรือในอดีตตลอดจนวิวัฒนาการการบิน และเรือหลวงจักรีนฤเบศรจำลองเป็นต้น พิพิธัณฑ์ทหารเรือเปิดให้ประชาชนทั่วไปที่สนใจได้เข้าชมฟรีทุกวัน ตั้งแต่เวลา 09.00 -15.00 น. หยุดวันนักขัตฤกษ์ ผู้ที่สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ โทรศัพท์ 0 2475 3808 http://www.navy.mi.th/navalmuseum พวกเราใช้เวลาเดินเที่ยวชมายในพิพิธัณฑ์ทหารเรือจนสมควรแก่เวลา จากนั้นพวกเราทุกคนจึงกราบลาเรือเอกวิทูรย์ ม่วงศรี และ mascot ทั้งสองตัว ก่อนลาจากเรือเอกวิทูรย์ ม่วงศรี ได้มอบ mascot ของที่ระลึกในโอกาสที่เดินทางมาเที่ยวชมพิพิธัณฑ์ทหารเรือในครั้งนี้ ซึ่งพวกเราทุกคนขอกราบขอบพระคุณในไมตรีจิตและการต้อนรับอันดีจากเจ้าหน้าที่พิพิธัณฑ์ทุกคนมา ณ ที่นี้ด้วยครับ จากพิพิธัณฑ์ทหารเรือ พวกเราออกเดินทางเข้าไปยังายในตัวเมืองสมุทรปราการ แวะกราบสักการบูชาศาลหลักเมือง ซึ่งตั้งอยู่ในเขตอำเอเมืองสมุทรปราการใกล้กับศาลากลางเมืองสมุทรปราการ บนถนนประโคนชัยบรรจบกับถนนหลักเมือง

สำหรับศาลหลักเมืองสมุทรปราการแห่งนี้เดิมเป็นอาคารทรงไทย แต่ด้วยความที่ศาลหลักเมืองสร้างมานานเกือบ 200 ปี ประกอบกับทำด้วยไม้สาพจึงชำรุดทรุดโทรมไปตามกาลเวลา ต่อมาได้ทำการเปลี่ยนรูปแบบใหม่มาเป็นศาลหลักเมืองแบบศาลเจ้าพ่อจีน ด้วยสาเหตุที่บริเวณชุมชนแห่งนี้มีชาวจีนเข้ามาตั้งรกรากค้าขายละเป็นกุลีมาเป็นเวลาช้านาน ชาวไทยเชื้อสายจีนเหล่านี้เคารพบูชาศาลหลักเมืองสมุทรปราการเป็นอย่างมาก ต่อมาจึงได้ร่วมมือกันสร้างศาลหลักเมืองแห่งนี้ขึ้นมาใหม่ เมื่อศาลหลักเมืองทรงไทยชำรุดทรุดโทรมลงไป มาเป็นศาลหลักเมืองแบบจีน เป็นตัวอย่างการนำเอาวัฒนธรรมจีนมาผสมผสานกับวัฒนธรรมไทย

หน้าต่อไป

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา