ประวัติวัดยานนาวา



วัดยานนาวา พระอารามหลวงชั้นตรี ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตะวันออกเลขที่ ๔๐ ถนนเจริญกรุง แขวงยานนาวา เขตสาทร กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๒๐

ประวัติความสำคัญ
วัดยานนาวา เดิมชื่อว่า วัดคอกควาย เป็นวัดเก่าแก่แห่งหนึ่งมาตั้งแต่ครั้งกรุงศรีอยุธยา และได้รับการยกย่องเป็นพระอารามหลวงในช่วงกรุงธนบุรี ต่อมาในปีขาล จัตวาศก จ.ศ. ๑๑๔๔ พ.ศ. ๒๓๒๕ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สร้างพระอุโบสถหลังเล็กขึ้นถวาย และพระราชทานวิสุงคามสีมาให้แก่ทางวัด และทรงพระราชดำริว่าชื่อวัดคอกควายไม่เหมาะสม จึงได้พระราชทานนามให้เรียกชื่อวัดเสียใหม่ว่า “วัดคอกกระบือ”



ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๓ แห่งราชวงศ์จักรีที่ได้ชื่อว่า เป็นยุคทองของศิลปกรรมและสถาปัตยกรรมของวัดวาอารามต่างๆ ทั้งนี้ วัดยานนาวาก็ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระองค์ด้วยเช่นกัน คือ
ปี จ.ศ. ๑๒๐๖ ปีมะโรง ฉศก พ.ศ. ๒๓๘๗ อันเป็นปีที่ ๒๑ แห่งรัชกาล พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้กรมหมื่นไกรสรวิชิต (พระองค์โต พระองค์เจ้าชายสุทัศน์ พระโอรสในพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก กับ เจ้าจอมมารดากลิ่น ว่าการกำกับกรมสังฆการี กรมธรรมการ กรมอาลักษณ์ และคลังเสื้อหมวก เป็นต้นสกุล “สุทัศน์ ณ อยุธยา”) เป็น แม่กองปฏิสังขรณ์พระอุโบสถวัดยานนาวา ที่พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ได้เคยปฏิสังขรณ์ไว้แล้ว พร้อมทั้ง ทรงให้สร้างพระเจดีย์มีฐานเป็นสำเาอยู่ข้างหลังพระอุโบสถ จนแล้วเสร็จในเดือน ๙ ปีมะโรง ฉศก จ.ศ. ๑๒๐๖ พ.ศ. ๒๓๘๗ นั้นเอง และทรงโปรดฯให้สร้างและถวายกุฏีสงฆ์ที่ทรงสร้างใหม่ให้แก่พระสงฆ์ จำนวน ๒ หลัง และปิดทองหน้าบัน บานประตู หน้าต่าง ซุ้มประตูหน้าต่างพระอุโบสถในคราวเดียวกัน และทรงโปรดฯให้มีงานพระราชเพลิงศพ หลวงสุนทรักดี ด้วย



ปี จ.ศ. ๑๒๐๗ ปีมะเส็ง สัปตศก พ.ศ. ๒๓๘๘ ทรงมีพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้วัดยานนาวาให้มีเทศนาประจำวัด และเมื่อพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ (พระองค์เจ้าหญิงวิลาส) ได้สิ้นพระชนม์ เมื่อวันพฤหัสบดี ที่ ๒๑ สิงหาคม พ.ศ. ๒๓๘๘ หลังเสร็จงานพระศพแล้ว ก็ได้ทรงโปรดฯให้สร้างรูปหล่อพระเวสสันดรกัณหาชาลี ขึ้น และโปรดฯให้มีงานพระราชพิธีแห่รูปพระเวสสันดรกัณหาชาลี ไปไว้ท้ายเจดีย์เรือสำเา พร้อมกับทรงโปรดให้มีงานฉลองวัดยานนาวา เป็นเวลา ๗ วัน ในปี จ.ศ. ๑๒๐๙ ปีมะแม นพศก พ.ศ. ๒๓๙๐

เจดีย์รูปเรือสำเา



มูลเหตุที่สร้างเจดีย์รูปเรือสำเาที่วัดยานนาวานั้น พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำริเห็นว่า พระอุโบสถวัดคอกกระบือทรุดโทรมลงมาก จึงมีพระราชศรัทธาปฏิสังขรณ์พระอุโบสถ แล้วใคร่จะทรงสร้างเจดีย์เพิ่มขึ้น ทรงพระราชดำริเห็นว่า จะสร้างเป็นพระสถูปหรือพระปรางค์ก็มีอยู่ที่อื่นมากแล้ว ทรงปรารว่า แต่ก่อนมา เรือที่ใช้ไปมาค้าขายกับต่างประเทศใช้เรือสำเาเป็นพื้น ในเวลานั้นเกิดต่อเรือกำปั่นใบอย่างฝรั่งใช้กันมากขึ้นทุกที พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพยากรณ์ว่า เรือสำเาคงจะสูญไป อาศัยเหตุนี้ เมื่อทรงดำริหาแบบอย่างพระเจดีย์ที่จะสร้างวัดที่คอกกระบือ ทรงระลึกขึ้นถึงธรรมทั้งหลายที่ซึ่งพระเวสสันดรโพธิสัตว์ อุปมาเหมือนเรือสำเายานนาวาในมหาเวสสันดรชาดกกัณฑ์กุมาร จึงโปรดเกล้าฯให้สร้างพระเจดีย์มีฐานเป็นสำเาเท่าขนาดเรือสำเาจริงขึ้นไว้ที่วัดคอกกระบือ มีพระราชดำรัสว่า

“คนายหน้าอยากจะเห็นเรือสำเาเป็นอย่างไรจะได้มาดู”
อนึ่ง เมื่อมีการสร้างเจดีย์รูปเรือสำเาจีนที่วัดแล้วเสร็จ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงได้ทรงพระราชทานนามวัดใหม่ จากวัดคอกกระบือ เป็น “วัดญานนาวาราม” แทน
ส่วนของสำเาและพระเจดีย์
ส่วนยาวของสำเาตลอดลำ วัดแต่หงอนข้างบนถึงท้ายบาหลีได้ ๒๑ วา ๒ ศอก ส่วนยาวตลอดลำ วัดจากพื้นดินได้ ๑๘ วา ๑ ศอกเศษ ส่วนกว้างตอนกลางลำ ๔ วา ๓ ศอก ส่วนสูงตอน กลาง ลำ ๒ วา ๓ ศอก มีพระเจดีย์ อยู่ในสำเา ๒ องค์ องค์ใหญ่ฐานล่างกว้าง ๓ วา ๑ ศอกเศษ สูงจากพื้นบนถึงยอด ๘ วา องค์เล็กฐานล่างกว้าง ๗ ศอกเศษ สูงจากพื้นบนถึงยอด ๖ วาถ้วน
พระยาอนุมานราชธน ทรงประพันธ์เรื่องเรือสำเาวัดยานนาวาที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๒๓๖๗ กับคำพยากรณ์ของพระองค์ไว้ในหนังสือตำนานศุลกากร เอาไว้ว่า
“ท่านคงนึกแปลกใจอยู่บ้างว่า เวลานี้ก็ยังมีเรือสำเาอยู่ จะว่าสูญไปอย่างไร แต่ที่จริงสำเาที่เห็นอยู่ในทุกวันนี้ เป็นเรือสำเาแบบไหหลำ หาใช่เรือสำเาที่กล่าวถึงนี้ไม่ แบบเรือสำเาที่แท้จริง ก็คือที่มีอยู่ที่วัดยานนาวา แต่ายหลังเรือสำเานี้ชำรุดตอนหัวเรือหักพังลง ได้บูรณะปฏิสังขรณ์ใหม่ รูปหัวเรือเห็นจะผิดไปจากเดิม เพราะได้ทราบจากผู้ใหญ่เล่าให้ฟังว่า เรือสำเาของพวกเจ้าสัวที่ไปค้าขายยังเมืองจีนแต่ก่อน หัวของเรือสำเาของเดิมมีรูปเหมือนมีดโกนพระของเก่า(มีตัวอย่างอยู่ในพิพิธัณฑสถานแห่งชาติ) หาใช่เป็นรูปมีดดาบอย่างที่ซ่อมใหม่นี้ไม่…”

เจดีย์รูปเรือสำเาสื่อสารความหมายหมาย ๒ นัย
สาระที่ ๑ เจดีย์รูปเรือสำเา หมายถึง อนุสรณ์แห่งการเจริญสัมพันธ์ไมตรี ของการค้าขายระหว่างประเทศไทย กับไพรัชประเทศ โดยการขนส่งทางแม่น้ำ ด้วยพาหนะคือเรือสำเา แสดงให้เห็นถึงความรุ่งเรืองของการค้า ในยุคสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว โดยที่พระองค์ได้รับการขนานพระราชทินนาม ว่า พระบิดาแห่งการค้าไทย
สาระที่ ๒ เจดีย์รูปเรือสำเา หมายถึง สัญลักษณ์ทางปริศนาธรรม ที่แสดงความหมายในทางปรัชญาของพระพุทธศาสนา เรื่อง พาหนะในการขนส่ง เพื่อเข้าถึงจุดหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา คือ พระนิพพาน โดยคติความเชื่อของพุทธศาสนา เรื่องความเชื่อของฝั้งแห่งโลกิยธรรม และโลกุตตรธรรม ว่า เรือ เปรียบเสมือนหนึ่งธรรมะที่จะโอบอุ้มสรรพสัตว์ให้พ้นแม่น้ำแห่งความทุกข์ หรือโอฆะสงสาร เพื่อข้ามกระแสธารเข้าสู่ฝั่งพระนิพพาน

พระประธานของวัด



พระประธานในพระอุโบสถมี ๔ องค์ เป็นพระปั้นทั้ง ๔ องค์ ซึ่งมีขนาดต่างกันดังนี้ :
องค์ที่ ๑ เป็นองค์ใหญ่ปางมารวิชัยนั่งสมาธิ ส่วนกว้างวัดหน้าตักได้ ๓ ศอก ๘ นิ้ว สูง ๑ วา ๑๐ นิ้ว
องค์ที่ ๒ เป็นปางมารวิชัย (องค์ขวา) วัดหน้าตักได้ ๑ ศอก ๙ นิ้ว สูง ๑ ศอก ๑๕ นิ้ว
องค์ที่ ๓ เป็นปางมารวิชัย (องค์ซ้าย) วัดหน้าตักได้ ๑ ศอก ๑๑ นิ้ว สูง ๑ ศอก ๑๖ นิ้ว
องค์ที่ ๔ เป็นปางมารวิชัยนั่งสมาธิ ส่วนกว้างวัดหน้าตักได้ ๒ ศอก ๑๐ นิ้ว สูง ๓ ศอก ๑๐ นิ้ว (สาพการตั้งพระประธานปี๒๕๔๙)

ศิลปกรรมและศิลปวัตถุ


สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุาพ กล่าวเอาไว้ว่า สิ่งที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างไว้ในวัดยานนาวา ซึ่งควรชื่นชมและรักษาไว้ให้มั่นคงยังมีอยู่หลายอย่าง คือ ที่ในพระอุโบสถหลังบานประตู เขียนรูปกระทงใหญ่ตามแบบ ซึ่งทำในพระราชพิธีลอยพระประทีป เมื่อรัชกาลที่ ๓ หลังบานหน้าต่างเขียน รูปโถยาคู ตามแบบอย่าง ซึ่งเลี้ยงพระในพระราชพิธีสารทครั้งรัชกาลที่ ๓ ที่สำเายานนาวา มีรูปพระเวสสันดรโพธิสัตว์กับรูปกัณหาชาลีหล่อประดิษฐานไว้ที่ห้องท้ายบาหลี และมีศิลาจารึกเป็นาษาไทยแผ่น ๑ าษาจีนแผ่น ๑



นอกจากเรือสำเา อันเป็นถาวรวัตถุที่จะแลเห็นได้ในปัจจุบันนี้แล้ว ยังมีบันทึกกล่าวว่า ยังมีสิ่งก่อสร้างในรัชกาลที่ ๓ อีกคือ ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง ศาลาคู่อยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ๑ คู่ กับกุฏิ ๕ ห้อง ๖ หลัง

พระอุโบสถ ศิลปกรรมชิ้นเอก




มีบันทึกของนักโบราณคดี บรรยายกล่าวถึงความงามและคุณค่าทางศิลปะในพระอุโบสถวัดยานนาวาว่า “ตัวพระอุโบสถถือได้ว่าเป็นงานศิลปกรรมชั้นเยี่ยมในสมัยรัตนโกสินทร์ ทั้งหน้าบันฝีมือช่างหลวงในสมัยรัชกาลที่ ๑ ที่ทำเป็นลายเทพพนมประดับด้วยลวดลายสัตว์หิมพานต์ ที่ซุ้มประตูพระอุโบสถทำเป็นตัวนาค ประดับกระจก ส่วนบานประตูและหน้าต่างเป็นฝีมือช่างสมัยรัชกาลที่ ๓ เขียนลายรดน้ำปิดทองที่งดงามมาก โดยที่บานประตูด้านนอกเขียนเป็นรูปเสี้ยวกางเหยียบสิงห์ ด้านในทำเป็นรูปกระทงใหญ่ตามแบบพระราชพิธีในรัชกาลที่ ๓ ส่วนบานหน้าต่างด้านนอกเป็นเรื่องทศชาติพร้อมคำอธิบาย บานหน้าต่างด้านในเขียนเป็นรูปโถยาคูที่ใช้เลี้ยงพระในงานพระราชพิธีสารท”

ถาวรวัตถุที่มีอยู่ในวัด




ถาวรวัตถุนอกจากที่เป็นอสังหาริมทรัพย์ เช่น พระอุโบสถ เจดีย์รูปเรือสำเา ศาลาการเปรียญและกุฏิเป็นต้น ยังมีถาวรวัตถุที่เป็นสังหาริมทรัพย์ ที่ได้รับพระราชทานและมีผู้ถวายดังนี้ คือ พระบรมรูปรัชกาลที่ ๕ ทรงเครื่องจอมพลหล่อ องค์หนึ่ง ธรรมาสน์พระราชทานในงานพระบรมศพพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าพระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ หนึ่งธรรมาสน์ ตู้พระไตรปิฎก ๑ ตู้ พร้อมทั้งพระไตรปิฎก ๑ จบ ธรรมาสน์พร้อมด้วยเบาะหมอน ๑ ธรรมาสน์ หนังสือพระปาฏิโมกข์ตัวขอมเขียนด้วยสมุดไทย ๑ ฉบับ ตู้ ๑ ตู้ เชิงเทียนทองเหลือง ๑ อันได้ในงานพระศพสมเด็จพระปิตุจฉาเข้าสุขุมาลมารศรี พระอัครราชเทวีฯ ในพระอุโบสถ มีกระถางธูปทองเหลืองขนาดใหญ่ของเก่า ๑ ใบ พวกสัปบุรุษทายกได้เรี่ยไรทุนซื้อโต๊ะมุกหมู่เก้า ๒ หมู่ ธรรมาสน์มุก ๒ ธรรมาสน์ ถวายเป็นของสงฆ์ในวัดยานนาวา
อาคารมหาเจษฎาบดินทร์ และหอพระไตรปิฎก



ในวโรกาสที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีพระชนมายุครบ ๒๐๐ ปี ในปี พ.ศ.๒๕๓๐ คณะอนุกรรมการสร้างสิ่งอนุสรณ์ ในคณะกรรมการเฉลิมพระเกียรติ ๒๐๐ ปี พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว มีมติดำเนินการปรับปรุงสาพวัดต่าง ๆ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงก่อสร้าง หรือทรงบูรณะ เป็นกรณีพิเศษ วัดที่อยู่ในโครงการนี้ ประกอบด้วย วัดราชโอรสาราม วัดเทพธิดาราม วัดราชนัดดาราม และวัดยานนาวา
คณะอนุกรรมการสร้างสิ่งอนุสรณ์ฯ มีมติร่วมกับคณะสงฆ์วัดยานนาวา ก่อสร้างศาลาเอนกประสงค์ และหอพระไตรปิฎก ปรับปรุงูมิทัศน์ายในวัดให้เป็นระเบียบเรียบร้อยสวยงาม อาคารเอนกประสงค์ที่มีมติก่อสร้าง วางรูปแบบเป็นอาคารที่ใช้สอยประโยชน์ร่วมในตัวอาคาร เช่น ใช้เป็นเมรุ ศาลาบำเพ็ญกุศล ศาลาการเปรียญและหอประชุม โดยมีสัญลักษณ์และสัณฐานเป็นอาคารทรงไทยประดับยอดปราสาท ๕ ยอด โครงอาคารเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูน หลังคามุงด้วยกระเบื้องกามู ๓ สีทั้งหลัง กว้าง ๓๒ เมตร ยาว ๖๖

เมตร เป็นอาคารสูง ๓ ชั้นครึ่ง ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากรัฐบาล และรับบริจาคโดยผู้มีจิตศรัทธาทั่วไป เสร็จแล้วตั้งชื่อว่า “ อาคารมหาเจษฎาบดินทร์”
หอพระไตรปิฎก เป็นอาคาร ๓ ชั้น มีสัญลักษณ์และสัณฐานเป็นอาคารทรงไทยประดับยอดปราสาท ๓ ยอด โครงอาคารเสริมเหล็กก่ออิฐถือปูน ใช้เก็บรวบรวมตู้พระไตรปิฏก ใช้พื้นที่ในชั้นที่ ๑ จัดเป็นห้องสมุดวัดยานนาวา ให้บริการสืบค้นข้อมูลจากพระไตรปิฎก คัมีร์ที่สำคัญของพระพุทธศาสนา หนังสือธรรมะ และหมวดหนังสือทั่วไป เป็นแหล่งเรียนรู้ายในวัดสำหรับพระิกษุสามเณร และประชาชน

พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว



ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ ที่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีต่อประเทศไทย พสกนิกรชาวไทย และวัดยานนาวา คณะสงฆ์วัดยานนาวา โดยพระเดชพระคุณพระพรหมวชิรญาณ และคณะกรรมการวัดยานนาวา จัดสร้างพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้นบริเวณหน้าเจดีย์รูปเรือสำเา พร้อมปรับปรุงูมิสถาปัตย์โดยรอบทั้งบริเวณ
สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จฯ ทรงเปิดพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดยานนาวา ในวันพฤหัสบดี ที่ ๒๔ เดือนพฤษาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ เวลา ๑๘.๐๐ น.



เจ้าอาวาส
พระพรหมวชิรญาณ
(ประสิทธิ์ เขมงฺกโร)
พ.ศ. ๒๕๔๕ – ปัจจุบัน
ได้รับพระบัญชาแต่งตั้ง ๔ ธันวาคม ๒๕๔๔ ขณะเป็น พระธรรมวชิรญาณ วันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๔ ได้รับพระราชทานเลื่อนเป็น พระพรหมวชิรญาณ และย้ายมาดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดยานนาวา เมื่อวันที่ ๒๒ กุมาพันธ์ พ.ศ.๒๕๔๕

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา