|
“เกาะเกร็ดเปิดแล้วจ้า” อพท. ร่วมแต้มสี เติมยิ้ม หลังประสบัยน้ำท่วม ฟื้นสู่การท่องเที่ยวให้ยั่งยืน

หลายปีที่ผ่านมา ชุมชนเกาะเกร็ดเป็นชุมชนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากัยน้ำท่วม แต่เมื่อปลายปี 2554 นี้ ระดับน้ำมีปริมาณสูงมากขึ้นกว่าทุกปี และท่วมขังอยู่เป็นเวลานานกว่า 4 เดือน กว่าจะเข้าสู่สาวะปกติ ซึ่งนอกเหนือจากผลกระทบด้านความเป็นอยู่แล้ว การท่องเที่ยวก็ได้รับผลกระทบจากัยธรรมชาติในครั้งนี้เช่นกัน

เมื่อวันที่ 14 มกราคม 2554 ที่ผ่านมา องค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) หรือ อพท. ร่วมกับชุมชนเกาะเกร็ด ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดงานแถลงข่าว “เกาะเกร็ดเปิดแล้วจ้า” ขึ้น ณ วัดไผ่ล้อม เกาะเกร็ด จ.นนทบุรี

พันตำรวจเอกธงชัย เย็นประเสริฐ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนนทบุรี เปิดเผยว่า “เหตุการณ์น้ำท่วมที่ผ่านมา เกาะเกร็ดมีน้ำท่วมสูงมากกว่า 2 เมตร ระดับน้ำบางจุดสูงเกือบถึงหน้าอก นานประมาณ 4 เดือน ตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงกลางเดือนธันวาคม 2554

การประเมินความเสียหายในาพรวมนั้นค่อนข้างยากมาก เนื่องจาก ความเสียหายไม่ใช่บ้าน วัด โรงเรียน และสิ่งของต่างๆ ที่อยู่ในบ้าน เท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการเสียโอกาสทางการท่องเที่ยว เนื่องจากประชาชนส่วนหนึ่งของเกาะประกอบธุรกิจด้านการท่องเที่ยว ดังนั้นในช่วงน้ำท่วม 4 เดือนที่ผ่านมานั้น ไม่สามารถค้าขายได้เลย ครอบครัวก็ไม่มีรายได้ โรงเรียนในเกาะก็ต้องหยุดเรียน เตาเผาเครื่องปั้นดินเผาโบราณอายุประมาณ 60-70 ปี ก็ได้รับความเสียหาย รวมทั้งเรือกสวนไร่นา โดยเฉพาะสวนทุเรียนนนท์ที่ยืนต้นตาย ซึ่งการจะปลูกขึ้นมาใหม่นั้นก็ไม่ใช่เรื่องง่าย สาพดินมีการเปลี่ยนแปลงไปหรือไม่ แล้วจะเติบโตให้ผลเหมือนเดิมหรือเปล่า สำหรับการฟื้นฟูเยียวยาผู้ประสบัยประชาชนส่วนใหญ่ต้องการเงินชดเชยมาช่วยซ่อมแซมบ้านเรือนที่ได้รับความเสียหาย แต่ก็เป็นที่แน่นอนว่างบประมาณจากรัฐบาลที่จะต้องแจกจ่ายให้กับผู้ประสบัยน้ำท่วมทุกหลังคาเรือนจำนวนมากนั้น ย่อมไม่เพียงพอกับความเสียหายที่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน ฉะนั้น ชุมชนก็ต้องช่วยตัวเองก่อน อย่างในวันนี้ เราจัดงานแถลงข่าวครั้งนี้ขึ้น เพื่อที่ที่จะเร่งประชาสัมพันธ์ว่า เกาะเกร็ดพร้อมที่จะเปิดให้บริการนักท่องเที่ยวตามปกติแล้ว จึงอยากจะฝากให้สื่อมวลชนที่มาในวันนี้ช่วยกันประชาสัมพันธ์ต่อๆ กันไป”

ทั้งนี้ ในระยะเร่งด่วนสำหรับการช่วยฟื้นฟูแหล่งท่องเที่ยวของเกาะเกร็ดหลังประสบัยน้ำท่วม อพท. ได้จัดกิจกรรม “แต้มสีให้เกาะ เติมยิ้มให้น้อง” ด้วยการระดมพลจิตอาสาประมาณ 50 คน ไปช่วยกันทาสีจุดสำคัญของแหล่งท่องเที่ยว ในส่วนที่ยังไม่ได้รับการช่วยเหลือ ได้แก่ บริเวณศาลาพักนักท่องเที่ยวของวัดไผ่ล้อม และวัดฉิมพลีสุทธาวาส วัตถุประสงค์คือเพื่อคืนความสดใสให้กับเกาะเกร็ด ทั้งสถานที่และผู้คน

สำหรับการพัฒนาการท่องเที่ยวายหลังอุทกัยไปสู่ความยั่งยืน นางศิริกุล กสิวิวัฒน์ รองผู้อำนวยการ อพท. ให้ความเห็นว่า “เนื่องจาก อพท. มีแนวคิดเรื่องการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนด้วยการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ (Creative Tourism) เป็นหนึ่งในนโยบายการดำเนินงาน ซึ่ง อพท. ได้เล็งเห็นศักยาพของเกาะเกร็ดว่าสามารถพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวในด้านนี้ได้ เพราะเกาะเกร็ดเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีข้อได้เปรียบหลายอย่าง ทั้งสถานที่ตั้งอยู่ใกล้กรุงเทพฯ แวดล้อมธรรมชาติ ไม่มีความวุ่นวายเหมือนชุมชนเมือง เพียงแค่ข้ามเกาะไปก็เหมือนไปอยู่อีกโลกหนึ่ง บนถนนหนทางรอบเกาะไม่มีรถยนต์ มีเพียงจักรยานและจักรยานยนต์เป็นพาหนะเท่านั้น อีกทั้งมีความเป็นมาที่ก่อให้เกิดวัฒนธรรมประเพณีที่น่าสนใจ นักท่องเที่ยวสามารถมาเที่ยวได้ตลอดปี ยกเว้นในช่วงน้ำท่วม ซึ่งต่างจากแหล่งท่องเที่ยวบางแห่ง ที่มีนักท่องเที่ยวมาเฉพาะหน้าเทศกาลเพียง 3-4 เดือนต่อปีเท่านั้น นอกจากนี้ สัดส่วนนักท่องเที่ยวเป็นชาวไทยมากกว่าชาวต่างชาติ ฉะนั้น ไม่ว่าต่างประเทศจะมีปัจจัยใดที่ส่งผลให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางมาเมืองไทยน้อยลง เกราะเกร็ดก็จะไม่ได้รับผลกระทบดังกล่าว แต่สิ่งที่น่าเป็นห่วงก็คือ ความไม่ยั่งยืนของการท่องเที่ยว ยิ่งถ้าหากว่า ชุมชนอยากจะเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวให้มากขึ้น เพื่อให้ชุมชนมีรายได้มากขึ้นนั้นเป็นวิธีคิดที่ไม่ถูกต้อง เพราะชุมชนจะสิ้นเปลืองทรัพยากรไปตามจำนวนนักท่องเที่ยว ชุมชนควรหาวิธีทางอื่น โดยหากิจกรรมสร้างสรรค์แปลกใหม่ดึงดูดให้นักท่องเที่ยวใช้เวลาบนเกาะเกร็ดนานขึ้น นานกว่าการมาเดินเที่ยวเพียงครึ่งวัน แต่เปลี่ยนเป็นอยู่บนเกาะทั้งวัน แล้วมีการใช้จ่ายมากขึ้น โดยกิจกรรมจะต้องเปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวมีประสบการณ์ร่วมได้ เช่น เพ้นท์ผ้าบาติกด้วยตนเอง ทดลองปั้นเครื่องปั้นดินเผาเอง วาดลวดลายบนเครื่องปั้นดินเผาเอง ลองทำข้าวแช่เอง หรือแม้กระทั่งมีการนำชมแปลงหน่อกะลา แล้วนำไปปรุงอาหารจากหน่อกะลาด้วยตัวเองอีก ซึ่งการท่องเที่ยวในรูปแบบนี้เรียกกว่าการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ อพท. เองก็ได้ใช้แนวคิดนี้เป็นหนึ่งในนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนสอดคล้องตามนโยบายของรัฐบาลเรื่องเศรษฐกิจสร้างสรรค์ แต่การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์จะเกิดขึ้นได้โดยสมบูรณ์ก็ขึ้นอยู่กับการรวมกลุ่มกันของชุมชน”

นายสมชาย ทัดชัง นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะเกร็ด กล่าวถึงการพัฒนาการท่องเที่ยวในเกาะเกร็ดว่า “เกาะเกร็ดมีจำนวนนักท่องเที่ยวต่อสัปดาห์ประมาณ 16,600 คน ในจำนวนนี้มีชาวต่างชาติประมาณ 300 คน ประมาณการค่าใช้จ่ายนักท่องเที่ยว 300 บาทต่อคน ฉะนั้น คิดเป็นรายได้หมุนเวียนประมาณเกือบห้าล้านบาทต่อสัปดาห์ ซึ่งเป็นผลดีในแง่เศรษฐกิจที่เกิดจากการท่องเที่ยว แต่ในมุมที่เราสังเกตได้คือ ปัญหายาเสพติด และปัญหาอาชญากรรมในชุมชนลดหายไป ปัญหาขยะที่มีเกลื่อนกลาดก็ได้รับการดูแลให้สะอาดยิ่งขึ้น คนหนุ่มสาวก็กลับมาอยู่ในชุมชน วันเสาร์อาทิตย์ก็เปิดร้านขายของ นั่นคือผลประโยชน์ที่เกิดจากการพัฒนาการท่องเที่ยวทั้งด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม นับตั้งแต่ปี 2551 ที่ อพท. เข้ามาประสานให้เกิดความร่วมมือในชุมชน เราได้จัดทำแผนแม่บทการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน สำหรับใช้เป็นคัมีร์ในการดำเนินงานอย่างมีระบบแบบแผนมากขึ้น โดยแนวคิดหลักที่เราได้รับจาก อพท. คือการทำให้รายได้จากการท่องเที่ยวเป็นรายได้เสริมให้กับชาวบ้านที่ประกอบอาชีพอื่น และการกระจายรายได้และนักท่องเที่ยวไม่ให้กระจุกตัวอยู่ ณ จุดเดียว แต่ให้กระจายไปทั่วทั้งเกาะ

เรายอมรับว่า การท่องเที่ยวนั้นเป็นเครื่องมือหนึ่งในการบริหารจัดการชุมชนที่สำคัญ ฉะนั้น เป้าหมายในการพัฒนาการท่องเที่ยวในระดับชุมชนของเกาะเกร็ดคือการพัฒนาอย่างสมดุลทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม”

นางสาวยุวลักษณ์ ศรีสุวรรณวิเชียร นักศึกษามหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ สาขาการสื่อสารการตลาด เป็นผู้หนึ่งที่ชอบมาเที่ยวที่เกาะเกร็ด กระทั่งมีโอกาสได้ทำโครงการดีๆ สำหรับเยาวชนบนเกาะเกร็ด โดยกล่าวว่า “การปลูกฝังจิตสำนึกที่ดีให้กับเยาวชนายใต้กรอบแนวคิดเรื่อง “ความยั่งยืน” ด้วยการใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชนและูมิปัญญาท้องถิ่นให้เกิดประโยชน์สูงสุด จะทำให้เด็กๆ มีทักษะพื้นฐาน สามารถประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองและครอบครัวได้ในอนาคต” ทั้งนี้ นางสาวยุวลักษณ์ ได้จัดทำกิจกรรมที่น่าสนใจ คือ “เถ้าแก่น้อย รักษ์ถิ่น” มีการจัดโปรแกรมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม “มัคคุเทศก์น้อย..พาทัวร์” โดยมีสองโปรแกรมให้เลือกในราคา 199 และ 99 บาท กิจกรรมคือมีมัคคุเทศก์น้อยคอยบรรยายให้ความรู้นักท่องเที่ยวด้วยการปั่นจักรยานรอบเกาะ มีแผ่นพับแจกให้ โดยราคา 199 บาทนั้น นักท่องเที่ยวจะได้รับเสื้อยืดเกาะเกร็ดที่ทางโรงเรียนทำขึ้น จากโครงการนี้ทำให้เกาะเกร็ดมีมัคคุเทศก์น้อยจำนวน 12 คน นักท่องเที่ยวที่สนใจสามารถติดต่อได้ที่ท่าเรือวัดปรมัยยิกาวาส (เฉพาะวันเสาร์) นางสาวยุวลักษณ์ กล่าวทิ้งท้ายว่า “หัวใจของความสำเร็จและความยั่งยืนก็คือ การมีส่วนร่วมของ “บวร” ได้แก่ บ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งทั้งหมดตรงกับแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวให้เกิดความยั่งยืนของ อพท.”
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม: สุรางคนางค์ พ่วงแผน เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ อพท. โทร. 0 2357 3580 ต่อ 401 และ เอมอร โนนมี เจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ อพท. โทร. 0 2357 3580 ต่อ 402
|