ป้ายโฆษณา

นายมานิต นพอมรบดี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงสาธารณสุข เเถลงข่าวโครงการขยับกายสบายชีวีด้วยท่าฤาษีดัดตน ซึ่งเป็น 1 ในกิจกรรมสำคัญของงาน “มหกรรมฟื้นฟูวัฒนธรรมและภูมิปัญญาการเเพทย์เเผนไทย” ที่กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี 

พิพิธภัณฑ์และศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทย สังกัดกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก  กระทรวงสาธารณสุข  พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในกระทรวงสาธารณสุข ถนนติวานนท์  ตัวอาคารพิพิธภัณฑ์เป็นอาคารทรงไทยแบบเครื่องก่อ 9 หลัง ออกแบบโดยศาสตราจารย์ ดร.ภิญโญ  สุวรรณคีรี ศิลปินแห่งชาติ สาขาทัศนศิลป์ ภายในตัวอาคารทรงไทยจัดแบ่งเป็น 3 ชั้นคือ ชั้นใต้ดิน ชั้นที่หนึ่งและชั้นที่สอง  ชั้นที่สองเป็นส่วนพิพิธภัณฑ์จัดแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับความเป็นมาและวิวัฒนาการการแพทย์แผนไทย ปรัชญาการแพทย์พื้นบ้าน จัดแสดงเครื่องยาไทยประเภทต่าง ๆ และยังแสดงให้เห็นการนำภูมิปัญญาไทยมาใช้ในชีวิตประจำวัน  ประกอบด้วยห้องต่างๆ 7 ห้อง

ห้องที่ 1 หอพระไภษัชคุรุไวทูรยประภา แสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่าง ความเชื่อทางพุทธศาสนากับการแพทย์แผนไทยหรือที่เรียกว่า พุทธศาสน์การแพทย์

ห้องที่ 2 หอบรมครูการแพทย์แผนไทย เพื่อแสดงให้เห็นถึงพิธีไหว้ครู ตามหลักความเชื่อของไทย

ห้องที่ 3 ห้องวิวัฒนาการการแพทย์แผนไทยตั้งแต่อดีตถึงปัจจุบัน แสดงวิวัฒนาการทางการแพทย์แผนไทยตั้งแต่ยุคก่อนสุโขทัย อยุธยา ธนบุรี จนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ ตั้งแต่รัชกาลที่ 1 ถึงรัชกาลปัจจุบัน

ห้องที่ 4 ห้องภูมิปัญญาไทย ด้านแพทย์พื้นบ้านทั้ง 4 ภาคของไทย

ห้องที่ 5 ห้องการนวดไทย แสดงประวัติความเป็นมาของการนวด อุปกรณ์เครื่องมือการนวดต่างๆ

ห้องที่ 6 ห้องอาหารไทย แสดงวัฒนธรรมการกินอยู่ตามฤดูกาลและตามธาตุของคนไทยทั้ง 4 ภาค ซึ่งเหมาะสมต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ประจำภาค และเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย

ห้องที่ 7 ห้องยา แสดงถึงหลัก 4  ประการในการปรุงยา เครื่องยา และยาไทยสมุนไพรประเภทต่างๆ

จากตัวพิพิธภัณฑ์ ลงไปชั้นที่หนึ่งของอาคารพิพิธภัณฑ์ประกอบด้วย ห้องอาหารเพื่อสุขภาพ ขายอาหารเพื่อสุขภาพ และมีห้องจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติ ยาดม ยาทา ลูกอม สบู่ ยาสระผม ในบริเวณเดียวกันจะเห็น ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย ห้องตรวจรักษาด้วยการแพทย์แผนไทย  ห้องอบสมุนไพร ห้องนวด มีบริการนวดรักษาโดยสมัครเป็นสมาชิกก่อน  และเปิดบริการ 08.30-17.00 น. ทุกวัน   นวดรักษา นวดสุขภาพ 200 บาท  นวดฝ่าเท้า 150 บาท  ประคบสมุนไพร 150 บาท  อบสมุนไพร 100 บาท  สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมโทร.0 2590 2606

ชั้นใต้ดิน ประกอบด้วย ห้องประชุม ห้องสมุด ศูนย์จำหน่ายหนังสือของโครงการพัฒนาต่างๆ   ด้านนอกอาคารมีเขามอซึ่งจำลองมาจากวัดโพธิ์ บนเขามอคัดเลือกท่าฤาษีดัดตนขนาดเท่าคนจริงจัดแสดง 25 ท่าและปลูกสมุนไพรที่เป็นยาต่างๆไว้บนเขาด้วย  ภายในเขามอมี “ถ้ำฤาษีเขามอหรือถ้ำครูแผนไทย” ภายในถ้ำติดแอร์และเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและรูปฤาษีดัดตนในท่าต่างๆ  รอบๆ เขามอแวดล้อมด้วยต้นไม้สมุนไพร  บางต้นติดระบบสัญญาณเมื่อกดปุ่ม  ต้นไม้สามารถพูดบอกข้อมูลรายละเอียดของต้นไม้

บริเวณรอบๆ อาคาร ยังแวดล้อมด้วยสวนสมุนไพรที่ปลูกไว้นับพันชนิด และยังมีซุ้มขายอาหารที่ทำจากพืชผักสมุนไพร  ร้านขายพืชผักปลอดสารพิษ ร้านขายยาสมุนไพร   ถ้าใครสนใจเรียนการแพทย์แผนโบราณ หรือ การนวดตัว นวดเท้า ก็สามารถสมัครเรียนได้ที่ สถาบันส่งเสริมสุขภาพแพทย์แผนไทย  มีหลายหลักสูตรทั้งนวดตัว นวดเท้า ผู้เรียนสามารถนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ โดยมีใบประกาศนียบัตรรับรองจากระทรวงสาธารณสุข สอบถามรายละเอียดโทร. 0 2591 0598-9

การเดินทาง  สามารถโดยสารรถประจำทางสาย 97 พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เปิดทุกวัน เวลา 08.30-16.30น. (กรุณาติดต่อล่วงหน้าก่อนเข้าชม) สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่พิพิธภัณฑ์และศูนย์ฝึกอบรมการแพทย์แผนไทย โทร 0 2591 4407,0 2591 7804

ฤาษีดัดตน

ประวัติความเป็นมา "ฤาษีดัดตน "
              ฤาษี หรือฤษี ความหมายตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 หมายถึง นักบวชพวกหนึ่ง มีมาก่อนพุทธกาล สละบ้านเรือนออกไปบำเพ็ญพรตแสวงหาความสงบ
              ปรากฏหลักฐานครั้งแรกในสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ใน พ.ศ.2331 เมื่อทรงปฏิสังขรณ์วัดโพธาราม (ปัจจุบัน คือ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลารามราชวรมหาวิหาร หรือวัดโพธิ์ ) และข้อมูลของโรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน ระบุว่า มีเขาฤาษีดัดตน ซึ่งก็คือ สวนสุขภาพแห่งหนึ่ง อยู่ใกล้พระวิหารทิศใต้ เป็นพระราชประสงค์ของรัชกาลที่ 1 ที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รวบรวมการแพทย์แผนโบราณและศิลปะวิทยาการครั้งกรุงศรีอยุธยาไว้ ทรงพระราชดำรินำเอาท่าดัดตนอันเป็นการพักผ่อนอิริยาบถแก้เมื่อยตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย และประยุกต์กับคติไทยที่ยกย่องฤษีเป็นครูผู้ประสิทธิ์ประสาทวิทยาการต่างๆ เป็นรูปฤาษีดัดตน แสดงท่าไว้ที่วัดเพื่อให้ราษฎรทั่วไปได้ศึกษาเล่าเรียนและรักษาโรคได้อย่างกว้างขวาง สมัยแรกสร้างนั้นปั้นด้วยดิน ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 ในปี พ.ศ.2379 พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์ใหม่ทั้งวัด และโปรดเกล้าฯให้กรมหมื่นณรงค์หริรักษ์ (พระราชโอรสในรัชกาล ที่ 1 พระนามเดิม พระองค์เจ้าดวงจักร) เป็นแม่กอง กำกับช่าง หล่อรูปฤาษีแสดงท่าดัดตน ด้วยสังกะสีผสมดีบุก (เรียกว่า ชิน) จำนวน 80 ท่า เสร็จแล้วโปรดเกล้าฯ ให้พระราชวงศ์เสนาอำมาตย์ และนักปราชญ์ราชบัณฑิต ร่วมกันแต่งโคลงประกอบรูปฤาษีดัดตน โดยพระองค์เองก็ทรงพระราชนิพนธ์ด้วย และจารึกโคลงเหล่านั้นลงบนแผ่นศาลาติดไว้ตามผนังศาลารายรอบวัด (ก่องแก้ว
วีระประจักษ์ สำนักหอสมุดแห่งชาติ กรมศิลปากร)

               และยังมีหลักฐานการจารึกในโคลงบานพับแผนก บนแผ่นศิลารายรอบผนังวัดโพธิ์ กล่าวถึงความเป็นมาของ
ฤาษีดัดตน ว่า
               ลุศักราชพ้น                      พันมี เศษเฮย
ร้อยกับเก้าสิบแปดปี                       วอกตั้ง
นักษัตรอัฐศกรวี                             วารกดิก มาศแฮ
สุกรปักษ์ห้าค่ำครั้ง                          เมื่อไท้บรรหาร
            ให้พระประยุรราชผู้             เป็นกรม หมื่นแฮ
ณรงค์หริรักษ์รัตน์                           ช่างใช้
สังกสีดิบุกผสม                               หล่อรูป
นักสิทธิ์แปดสิบให้                          เทิดถ้าดัดตน
            เสร็จเขียนเคลือบภาพพื้น   ผิวกาย
ตั้งทุกศาลาราย                             รอบล้อม
อาวาสเชตวันถวาย                        นามทั่ว องค์เอย
จารึกแผ่นผาพร้อม                       โรคแก้หลายกล  
               และปรากฏข้อความในโคลงบทต่อมาจากข้างต้นที่แสดงให้ถึงพระราชประสงค์ของพระองค์ไว้อย่างชัดเจนว่า เพื่อ
ให้เป็นตำราวิชาการที่จัดไว้ในที่สาธารณะเปิดโอกาสให้ทุกเพศทุกวัยเข้าถึงและศึกษาจดจำนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งต่อ
ตนเองและครอบครัวได้ตามความประสงค์อย่างกว้างขวางทั่วถึงทุกเวลา
                เป็นประโยชน์นรชาติสิ้น        สบสถาน
เฉกเช่นโอสถทาน                              ท่านให้
พูนเพิ่มพุทธสมภาร                            สมโพธิ์ พระนา
ประกาศพระเกียรติยศไว้                     ตราบฟ้าดินศูนย์             
             ฤาษีดัดตน ยังปรากฏอยู่ในโคลงประกอบรูปฤาษีดัดตนด้วย ตัวอย่างเช่น โคลงพระราชนิพนธ์รัชกาลที่ 3
ดัดตนแก้เอวขดขัดขา ความว่า
               ชฎิลดัดตนนี้น่า                  นึกเอะ ใจเอย
ชี้ชื่อสังปติเหงะ                               หง่อมง้อม
กวัดเท้าท่ามวยเตะ                         ตึงเมื่อย หายฮา
แก้สะเอวขดค้อม                            เข่าคู้โขยกโขยง  
โคลงสุพรรณหงส์นิพนธ์ ความว่า
           ชฎิลฤาษีไร้                         โรคร้าย
อายุยืนอื่นใคร                                เทียบนา
ขัดสมาธิไขว้แขนไพล่                    ยกตน ขึ้นอา
วิธีนี้ท่านสอนท่า                             ก่อนช้านานปี  
                  นอกจากนี้ ผู้เชี่ยวชาญด้านภาษาโบราณ สำนักหอสมุดแห่งชาติ  กรมศิลปากร ได้ให้ความเห็นว่า  “ หากนับ
เวลาจากปีที่สร้างรูปฤาษีดัดตนเป็นลำดับมาจนถึงปัจจุบันจะเห็นว่ายาวนานถึง 170 ปีแล้ว จึงกล่าวได้ว่า ฤาษีดัดตน เป็น
มรดกวัฒนธรรมของคนไทยทั้งชาติที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว     รัชกาลที่ 3      แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โปรดเกล้าฯ
พระราชทานแก่ประชาชนทั้งประเทศไม่เจาะจงแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ”  
ท่าฤาษีดัดตน
                 ท่าฤาษีดัดตน ตามแบบดั้งเดิมมีประมาณ 127 ท่า แต่ในปัจจุบันนี้มีหลายสถาบันที่นำองค์ความรู้นี้มาพัฒนาเป็นท่าออกกำลังกาย เช่น สถาบันการแพทย์แผนไทย โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) เป็นต้น ซึ่งแต่ละสถาบันจะมีรูปแบบและ สไตล์ที่ต่างกัน
                  คำว่า ดัดตน หมายถึงการทำให้ส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายน้อมไปตามต้องการ เช่น ให้ยืด ให้หด ให้งอ ให้บิด ฯลฯ ได้ตามต้องการแล้วแต่ความชำนาญที่ได้ฝึกฝนมาจนเกิดความคล่องตัว
                 ที่เรียกว่า ฤาษีดัดตน คือ การพักผ่อนอิริยาบถ แก้เมื่อย แก้ขบ ระบบตามร่างกายของเหล่าฤาษี ชีไพร ผู้ได้บำเพ็ญพรต เจริญภาวนามานานวันละหลายชั่วโมง
                 การดัดตน เป็นการบริหารร่างกาย หรือกายกรรม เพื่อให้สุขภาพสมบูรณ์ทั้งร่างกายและจิตใจ อีกทั้งมีผลพลอยได้คือ เพื่อบำบัดโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เช่น แก้โรคลมทั้งสรรพางค์กาย แก้เมื่อย แก้ปวด เป็นต้น

                ท่าฤาษีดัดตนตามแบบดั้งเดิม มีประมาณ 127 ท่า ในสมัยรัชกาลที่ 3 ระบุว่ามี 80 ท่า แต่ในปัจจุบันนี้คงเหลือ 24 ท่า 25 ตน เหตุเพราะมีหลายสถาบันที่นำองค์ความรู้นี้มาพัฒนาเป็นท่าออกกำลังกาย เช่น สถาบันการแพทย์แผนไทย โรงเรียนแพทย์แผนโบราณวัดพระเชตุพน (วัดโพธิ์) กล่าวคือ
                 สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้คัดเลือกท่าฤาษีจาก 127 ท่า มาประยุกต์ให้เกิดความต่อเนื่องของการเคลื่อนไหว เป็นท่าหลักๆ 15 ท่า ซึ่งทั้ง 15 ท่า จะมีประโยชน์ในการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกายเกือบทุกส่วน มีทั้งท่ายืน ท่านอน ท่านั่ง และปัจจุบันได้เผยแพร่ให้หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนนำไปเป็นท่าการ ออกกำลังกายสำหรับประชาชนทั่วไป

การคัดเลือกท่าพื้นฐาน
                 สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้ดำเนินการคัดเลือกท่าฤาษีดัดตนพื้นฐาน 15 ท่า จากท่าฤาษีดัดตนที่ได้รวบรวมไว้ทั้งหมด 127 ท่า โดยมีแนวคิดและหลักการคัดเลือก ดังนี้
                1. เป็นท่าที่เป็นตัวแทนของอิริยาบถต่าง ๆ และสามารถบริหารร่างกายได้ครอบคลุมทุกส่วน ตั้งแต่คอ ไหล่ แขน อก ท้อง เอว เข่าไปจนถึงเท้า
                 2. เป็นท่าพื้นฐานทั่วไปสำหรับการเริ่มต้นฝึกปฏิบัติให้เกิดความเคยชินและช่วยให้เห็นความสำคัญของการจัด
โครงสร้างร่างกายของตนเองให้สมดุล
                 3. เป็นท่าที่เลือกมาจากท่าฤาษีดัดตนซึ่งมีมาแต่ดั้งเดิมแล้วปรับประยุกต์ใช้ในท่าต่าง ๆ เช่น นั่ง นอน หรือยืน มีการสรุปความเคลื่อนไหวต่อเนื่องหรือนำท่าเดิมหลายท่ามาเคลื่อนไหวต่อเนื่องกัน
                4. การคัดเลือกท่าต่างๆ จะใช้แนวคิดเกี่ยวกับความสมดุลของโครงสร้างร่างกายและการบริหารร่างกายตามแนวต่าง ๆ เช่น แนวดิ่ง แนวราบ แนวเฉียง โดยเพิ่มเติมการตรวจร่างกาย อย่างง่าย ๆ เพื่อให้ทราบถึงโครงสร้างร่างกายของตนเองที่ไม่สมดุล โดยอาศัยแนวคิดด้านดุลยภาพของ รศ . พญ . ลดาวัลย์ สุวรรณกิตติ มาใช้ในการคัดเลือกท่าที่เหมาะสม เพื่อให้ผู้ปฏิบัติสามารถฝึกหัดได้โดยไม่ทำให้โครงสร้างที่เสียสมดุลอยู่เดิมมีความเสียหายมากขึ้น
                5. ในการคัดเลือกท่าฤาษีดัดตน ได้เพิ่มท่าบริหารกล้ามเนื้อบนใบหน้า ซึ่งคิดค้นโดยร . ศ . นพ . กรุงไกร เจนพาณิชย์ ผู้ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกระดูกและข้อ และเคยศึกษาการนวดไทยจากอาจารย์ณรงค์สักข์ บุญรัตนหิรัญ หมอนวดราชสำนัก ก่อนที่จะเสียชีวิตสามารถคิดค้นท่านวดกล้ามเนื้อ บนใบหน้า 7 ท่าขึ้นมา
                6. การคัดเลือกท่าต่าง ๆ ไม่เน้นการรักษาเฉพาะโรค แต่เป็นการเตรียมพร้อมการปรับสมดุลโครงสร้างร่างกาย
อย่างง่ายด้วยตัวเอง
               7. ท่าที่คัดเลือกไว้นี้ แม้จะมีการวิเคราะห์โดยใช้ความรู้ทางแพทย์แผนปัจจุบันทั้งในแง่ ประสิทธิภาพและ
ประสิทธิผลแล้วก็ตาม สถาบันการแพทย์แผนไทย ก็ยังมีแนวคิดที่จะสนับสนุนให้เกิดการวิจัยควบคู่ไปกับการส่งเสริม
ให้มีการฝึกปฏิบัติด้วยตนเอง

ลักษณะท่าทาง
               ในปัจจุบันท่าฤาษีดัดตนเป็นการนำท่าต่างๆ จากต้นฉบับที่มีการบันทึกไว้ที่วัดโพธิ์มาคัดเลือกท่าที่ปลอดภัยเหมาะสม มาเป็นท่าการออกกำลังกาย โดยเป็นการเคลื่อนไหวร่างกายอย่างช้าๆ ควบคู่กับ การหายใจ เข้า- ออก อย่างช้าๆ และมีสติ
การฝึกลมหายใจ
               การฝึกท่าฤาษีดัดตนนั้นในตำรามิได้มีการระบุชัดเจนเกี่ยวกับการหายใจ แต่อย่างไรก็ตาม ในศาสนาพุทธมีการนั่งสมาธิ โดยการฝึกการบริหารลมหายใจเช่นกัน ดังนั้นท่าฤาษีดัดตนจึงน่าจะให้ความสำคัญเกี่ยวกับการกำหนดลมหายใจและการกลั้นลมหายใจ ดังนั้นก่อนที่จะบริหารร่างกายด้วยท่าฤาษีดัดตน ควรเริ่มต้นนั่งสมาธิและการฝึกการหายใจให้ถูกต้อง
            หายใจเข้า – สูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ค่อย ๆ เบ่งช่องท้องให้ท้องป่องออก อกขยาย ซี่โครง สองข้างจะขยายออกปอดขยายใหญ่มากขึ้น ยกไหล่ขึ้น จะเป็นการหายใจเข้าให้ลึกที่สุด กลั้นลมหายใจไว้สักครู่ ในช่วงนี้ผนังช่องท้องจะยุบเล็กน้อยหน้าอกจะยืดเต็มที่
            หายใจออก – ค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ โดยยุบท้อง หุบซี่โครงสองข้างเข้ามา แล้วลดไหล่ลง จะทำให้หายใจออกได้มากที่สุด
               กายบริหารแบบไทย ท่าฤาษีดัดตน เป็นการบริหารร่างกายของคนไทยที่มีมาแต่โบราณ ซึ่งเน้นการฝึกลมหายใจและใช้สมาธิร่วมด้วย จึงเป็นทั้งการบริหารร่างกายและบริหารจิต รวมทั้งช่วยในการบำบัดอาการเจ็บป่วยเบื้องต้นได้ในระดับหนึ่ง

ประโยชน์
               การบริหารร่างกายด้วยท่าฤาษีดัดตน นอกจากใช้เป็นท่าในการบริหารร่างกายแล้ว ทำให้ ร่างกายตื่นตัว แข็งแรง และเป็นการพักผ่อน ท่าต่าง ๆ ที่ใช้ยังมีสรรพคุณในการรักษาโรคเบื้องต้นได้อีกด้วย นับว่ามีประโยชน์เป็นอันมาก ได้แก่
                1. ช่วยให้เกิดการเคลื่อนไหวตามธรรมชาติของแขนขาหรือข้อต่างๆ เป็นไปอย่าง คล่องแคล่ว มีการเน้นการนวด โดยบางท่าจะมีการกดหรือบีบนวดร่วมไปด้วย
                2. ทำให้โลหิตหมุนเวียน เลือดลมเดินได้สะดวก นับเป็นการออกกำลังกาย สามารถทำได้ในทุกอิริยาบถของคนไทย
                3. เป็นการต่อต้านโรคภัย บำรุงรักษาสุขภาพให้มีอายุยืนยาว
                4. มีการใช้สมาธิร่วมด้วยจะช่วยยกระดับจิตใจให้พ้นอารมณ์ขุ่นมัว หงุดหงิด ความง่วง ความท้อแท้ ความเครียด และช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการหายใจหากมีการฝึกการหายใจอย่างถูกต้อง
                 จากการที่สถาบันการแพทย์แผนไทย ได้เผยแพร่มาตั้งแต่ปี พ.ศ.2538 ถึงปัจจุบันยังไม่พบข้อเสีย หรืออันตรายจากการใช้ท่าฤาษีดัดตน และโดยลักษณะการเคลื่อนไหว เป็นการเคลื่อนไหวอย่างช้า และไม่ได้ตัด หรือฝืนท่าทางอย่างมากมาย ดังนั้นจึงมีความปลอดภัยกับผู้ที่จะใช้ออกกำลังกายโดยเฉพาะผู้สูงอายุ

การนำท่าฤาษีดัดตน ไปใช้ประโยชน์
               1. ด้านการเรียนการสอน
                   •  หลักสูตรด้านการแพทย์แผนไทยของกระทรวงสาธารณสุข 11 หลักสูตร
                   •  หน่วยงานรัฐ/เอกชน ที่ขออนุมัติหลักสูตรผ่านสำนักงานส่งเสริมธุรกิจบริการสุขภาพ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข
                   •  หน่วยงานรัฐ/เอกชน ที่ทำความร่วมมือด้านการแพทย์แผนไทยกับกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
                   •  หน่วยงานภาครัฐเอกชน ที่ขออนุมัติใช้หลักสูตรด้านการแพทย์แผนไทยของกระทรวงสาธารณสุข
                   •  หลักสูตรการเรียนการสอนของ โรงเรียนนวดแผนโบราณ (วัดโพธิ์)
                   •  หลักสูตรการเรียนการสอนของ โรงเรียนพิศิษฐ์เวชกรรม
                   •  หลักสูตรด้านการแพทย์แผนไทย วิทยาลัยการสาธารณสุขสิรินธร
                   •  สื่อการสอน : เอกสาร/หนังสือ คู่มือ / ตำรา / VCD “ ฤาษีดัดตน : กายบริหารแบบไทย ”
                2. ด้านการให้คำแนะนำแก้อาการเจ็บป่วยสำหรับประชาชนที่มารับบริการด้านการแพทย์แผนไทย
ตามสถานบริการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน

พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท
[/color]

   พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  พระนามเดิมว่า  พระองค์เจ้านวม  พระโอรสองค์ที่ 49 ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  และเจ้าจอมมารดาปราง (ใหญ่)  (สายราชินิกุล บางช้าง)  ประสูติเมื่อวันเสาร์  แรม 2 ค่ำ  เดือน 8 ปีมะโรง  จ.ศ. 1170  ตรงกับวันที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2351    สิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2414  ทรงเป็นต้นราชสกุล  “สนิทวงศ์”

   การศึกษาเบื้องต้นเมื่อยังทรงพระเยาว์นั้น  ไม่ปรากฏหลักฐานเป็นที่แน่ชัด  แต่สันนิษฐานว่า  ทรงเข้าถวายตัวเป็นศิษย์ในสำนักสมเด็จ พระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส  (เมื่อครั้งดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหมื่นนุชิตชิโนรส  ศรีสุคตขัตติยวงศ์  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส  ณ วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม)  ทรงได้รับการถ่ายทอดกระบวนความรู้ทั้งคดีโลกคดีธรรม  อาทิ  การศึกษาอักขรวิธีทั้งภาษาไทย  ขอม  และมคธ  อีกทั้งความรู้ทางด้านศิลปะศาสตร์วรรณคดี  ตลอดจนวิชาโบราณคดี  และราชประเพณีต่าง ๆ  โดยเฉพาะอย่างยิ่งความรู้ด้านวรรณคดีนั้นทรงพระปรีชาสามารถแตกฉานในการแต่งคำประพันธ์เป็นอย่างดี

   พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ได้ทรงเข้าศึกษาวิชาการแพทย์แผนโบราณ  ซึ่งเป็นวิชาประจำตระกูลทางฝ่ายพระมารดา   เจ้าจอมมารดาปราง  (ใหญ่)  ได้รับถ่ายทอดความรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณจากท่านบิดาจนเป็นผู้มีความรู้ความเชี่ยวชาญ  ขรัวตาบุญเกิด  และขรัวยายทองอิน  ท่านบิดา และมารดาเป็นหมอแผนโบราณผู้เชี่ยวชาญการปรุงยา 
 
 
บันทึกการเข้า  
 
นรีนันท์ มรรคดวงแก้ว
อสุรผัด

ตอบ: 36


 ความคิดเห็นที่ 4  เมื่อ 10 ก.พ. 08, 13:30
 

--------------------------------------------------------------------------------
พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ทรงเป็นหนึ่งในสามของเจ้านายรุ่นแรกที่เล็งเห็นประโยชน์ของวิทยาการด้านเทคโนโลยีตะวันตก  ทรงเริ่มสนพระทัยศึกษาวิชาการแพทย์แผนตะวันตกจากมิชชันนารีอเมริกันตั้งแต่รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว 

   ทรงได้รับการยอมรับในด้านพระปรีชาสามารถจากกลุ่มพระบรมวงศานุวงศ์  กลุ่มขุนนาง  และชาวตะวันตกเป็นอันมาก  จึงทำให้ได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในช่วงเวลาที่บ้านเมืองกำลังเผชิญกับปัญหาการขยายอำนาจของจักรวรรดินิยมตะวันตก  ทรงได้รับแต่งตั้งให้รับผิดชอบราชการสำคัญหลายตำแหน่งดังนี้ 
•   ตำแหน่งแม่ทัพหลวงในสงครามเชียงตุง 
•   ทรงเป็นประธานในการเจรจาสนธิสัญญากับชาติตะวันตก 
•   ทรงกำกับราชการกระทรวงมหาดไทย 
•   ทรงกำกับราชการกรมพระคลังสินค้า
•   ทรงกำกับราชการกรมหมอ
•   เป็นที่ปรึกษาราชการแผ่นดินทั่วไป 
•   ทรงเป็นพระอาจารย์องค์หนึ่งในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
•   ฯลฯ

 บันทึกการเข้า  
 
นรีนันท์ มรรคดวงแก้ว
อสุรผัด

ตอบ: 36


 ความคิดเห็นที่ 5  เมื่อ 10 ก.พ. 08, 13:40
 

--------------------------------------------------------------------------------
ด้านวรรณกรรม

   พระเจ้าบรมวงศ์เธอ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ทรงเป็นศิษย์ในสำนักของ สมเด็จพระมหาสมณเจ้า  กรมพระปรมานุชิตชิโนรส  จินตกวีเอกสมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น ทรงสนพระทัยและศึกษาทางด้านวรรณคดีจนทรงพระปรีชาสามารถอย่างแตกฉานทั้งด้านการแต่งโคลง  ฉันท์  กาพย์  กลอน  แต่ที่ยังคงปรากฏเด่นชัดอยู่ในปัจจุบันนี้มี 3 เรื่อง  ซึ่งได้ทรงไว้ก่อนที่จะเข้ารับราชการ  คือ  นิราศพระประธม  เพลงยาวสามชาย  และตำรากลบทสิงโตเล่นหาง
งานกวีนิพนธ์ทั้ง 3 เรื่องนี้มีความแตกต่างกัน  นิราศพระประธม  เป็นโคลงนิราศรุ่นแรก ๆ ที่ทรงใช้เวลาในการแต่งประมาณ 2 ปี  ใน พ.ศ. 2377 -  2379  เมื่อพระชันษา  26 พรรษา  ในโอกาสที่ได้เสด็จไปนมัสการพระปฐมเจดีย์  โดยเริ่มตั้งแต่เสด็จออกจากท่าที่ประทับ ณ วังท้ายหับเผย วังที่ 3  โดยทางชลมารค  และได้พรรณนาถึงสถานที่สำคัญ ๆ ในระหว่างทางจนถึงพระปฐมเจดีย์
  
   ลักษณะเด่นของ นิราศพระประธมนี้  นอกจากจะเป็นวรรณกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนไทยช่วงต้นรัตนโกสินทร์แล้ว  ยังชี้ให้เห็นถึงพัฒนาการของวรรณกรรมประเภทนิราศอีกด้วย  กล่าวคือ โคลงนิราศพระประธมคงลักษณะรูปแบบเดิมของการแต่งนิราศไว้ แต่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความคิดของกวีที่ให้ความซาบซึ้งถึงประสบการณ์จริงควบคู่กับการพรรณนาโวหาร  เพราะนิราศแบบดั้งเดิมไม่ได้ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เป็นจริงเท่าไหร่นัก  และเน้นทางด้านวรรณศิลป์เพียงอย่างเดียว

   พระนิพนธ์ เพลงยาวสามชาย ไม่ปรากฏหลักฐานว่าแต่งขึ้นเมื่อใด  แต่มีลักษณะเด่นที่สะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์อันดีของกวีวัยหนุ่ม  สาวรุ่นเดียวกันทั้ง 4 ท่าน  ในการร่วมกันจรรโลงงานกวีนิพนธ์  คือ  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  พระสุริยภักดี  (สนิท  บุนนาค)  และคุณพุ่ม  โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่าง  พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว และ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ซึ่งเป็นพระสหายสนิทกันมาแต่เยาว์วัย  เนื่องจากเจ้าจอมมารดาปราง (ใหญ่)  ได้ถวายการอภิบาลทั้งสองพระองค์คู่กันมา

   พระนิพนธ์ ตำราเพลงยาวกลบทสิงโตเล่นหาง  เป็นงานกวีนิพนธ์ที่แต่งร่วมกับกวีที่สำคัญในราชสำนักหลายท่าน  เพื่อถวายเป็นพระราชศรัทธาแด่พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ในการบูรณะปฎิสังขรณ์วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม  ในพ.ศ. 2374 – 2378

             ในปีพ.ศ. 2385  ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว    กรมหลวงวงษาธิราชสนิททรงมีพระประสงค์ที่จะพระนิพนธ์แบบเรียนให้การศึกษา  จึงได้ทรงพระนิพนธ์เรื่อง จินดามณี เล่ม 2 ขึ้น  โยทรงนำแบบมาจากำจินดามณีฉบับของ  พระโหราธิบดี  เล่มแรก มาแก้ไขการอธิบายหลักเกณฑ์ภาษาไทยให้กะทัดรัดและ เข้าใจง่ายกว่าเดิม  แต่ข้อแตกต่างที่สำคัญคือ  ทรงสอดแทรกคำสอนที่เน้นด้านศีลธรรม  ตลอดจนข้อปฏิบัติของผู้ที่จะเข้ารับราชการอีกด้วย   
 
บันทึกการเข้า  
 
นรีนันท์ มรรคดวงแก้ว
อสุรผัด

ตอบ: 36


 ความคิดเห็นที่ 6  เมื่อ 10 ก.พ. 08, 13:43
 

--------------------------------------------------------------------------------
ด้านการแพทย์แผนโบราณ
กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ทรงถือกำเนิดจากพระมารดาที่มาจากตระกูลแพทย์แผนโบราณ  ทรงได้รับการอบรมปลูกฝังให้เรียนรู้ด้านการแพทย์แผนโบราณมาแต่เยาว์วัย  ทำให้ทรงตระหนักถึงข้อดีข้อด้อยของวิชาการแพทย์แผนโบราณเป็นอย่างดี  กอปรกับพระอุปนิสัยส่วนพระองค์ที่มีความกระตือรือร้นใฝ่รู้ด้านการศึกษาอยู่เป็นนิจ  เพื่อเพิ่มพูนความรู้  ความสามารถของพระองค์

  
   วิชาการแพทย์แผนโบราณ  เป็นวิชาที่ต้องอาศัยทักษะ  ความชำนาญ  และประสบการณ์เป็นพิเศษ  จึงนิยมที่จะถ่ายทอดความรู้ให้แก่บุตรหลานในตระกูลเป็นส่วนใหญ่  เพราะต้องใช้เวลา  และความรู้หลายขั้นตอนเพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในการบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บ  ทรงได้รับการถ่ายทอดวิชาแพทย์แผนโบราณจากขวัญตาบุญเกิดผู้เป็นตามาแต่เยาว์วัย  จนทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย  พระบรมราชชนกให้ทรงทำหน้าที่ในการปรุงยาถวายตั้งแต่พระชันษายังน้อย    
  
   ในรัชสมัย  พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาพระองค์เจ้านวม  ให้ทรงกรมเป็น  กรมหมื่นวงษาสนิท  เมื่อพ.ศ. 2385  ขณะมีพระชันษา 34 พรรษา  กำกับราชการกรมหมอ  ซึ่งเป็นกรมที่มีบทบาทสำคัญกรมหนึ่ง  เนื่องจากมีหน้าที่รับผิดชอบโดยตรงในการดูแลบำบัดรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่พระมหากษัตริย์  พระบรมวงศานุวงศ์  ตลอดจนขุนนาง  และข้าราชการชั้นสูงในราชสำนัก 

             ทรงเป็นแพทย์ไทยพระองค์แรกที่สำเร็จการศึกษาด้านวิชาแพทย์แผนตะวันตก  จนเป็นที่ยอมรับในหมู่ชาวไทยและชาวต่างประเทศ  เป็นแพทย์ไทยพระองค์แรกที่นำความรู้ทางการแพทย์แผนตะวันตกมาประยุกต์ใช้เพื่อประโยชน์ในวงการแพทย์ไทย  และได้ถ่ายทอดความรู้ดังกล่าวสู่สมาชิกในราชสกุลของพระองค์อีกด้วย  ทำให้บุคคลเหล่านี้ได้มีส่วนร่วมในการสร้างคุณประโยชน์แก่วงการแพทย์  และสาธารณสุขต่อมา

บันทึกการเข้า  
 
นรีนันท์ มรรคดวงแก้ว
อสุรผัด

ตอบ: 36


 ความคิดเห็นที่ 7  เมื่อ 10 ก.พ. 08, 13:47
 

--------------------------------------------------------------------------------
ในช่วงเวลานั้นคณะมิชชันนารีได้นำเอาวิชาการแพทย์ตะวันตกเข้ามา กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ทรงตระหนักถึงคุณประโยชน์ของวิชาการแพทย์ตะวันตกว่า  การรักษาด้วยการแพทย์แผนโบราณแต่เพียงอย่างเดียวนั้นไม่สามารถแก้ปัญหาโรคภัยไข้เจ็บได้อย่างมีประสิทธิภาพนัก  โดยเฉพาะอย่างยิ่งยามที่เกิดโรคระบาดขึ้นในแต่ละครั้งมีผู้คนเสียชีวิตมากมาย  มิชชันนารีที่มีบทบาทเป็นที่รู้จักได้แก่ นายแพทย์แดน บีช บรัดเลย์  (Dr. Dan Beach Bradley)  นายแพทย์ซามูเอล  เรโนลด์ เฮ้าส์  (Dr. Samuel Renold House) 

กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ทรงเริ่มศึกษาวิชาแพทย์แผนตะวันตกอย่างจริงจังหลังจากที่หมอบรัดเลย์ทำการผ่าตัดและปลูกฝีเพื่อป้องกันไข้ทรพิษสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย  ทรงศึกษาหาความรู้จากหมอบรัดเลย์ และหมอเฮ้าส์  เพื่อพัฒนาความรู้ให้เป็นเหตุเป็นผลในเชิงวิทยาศาสตร์เพิ่มขึ้น  และได้ทรงนำวิชาการแพทย์แผนโบราณมาประยุกต์กับการแพทย์ตะวันตกเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพของประเทศไทยในขณะนั้น  ด้วยพระปรีชาสามารถจึงทำให้ได้รับประกาศนียบัตรถวายเป็นพระเกียรติยศด้านการแพทย์พระองค์แรกของประเทศไทย  และทรงได้รับเชิญเป็นสมาชิกของสถาบันการแพทย์แห่งนิวยอร์ก  (New York Academy of Medicine)  ประเทศสหรัฐอเมริกา   ทำให้ประเทศไทยเป็นที่ยอมรับในประชาคมโลกระดับหนึ่ง

กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ได้ทรงคิดค้นทดลองสรรพคุณ  “ยาควินิน”  หรือ  “ยาวขาวฝรั่ง”  จากหลักฐานตอนหนึ่งที่กล่าวถึงการใช้ยาควินินของหมอบรัดเลย์ว่า   “...ปลัดเลนำวิชาการแพทย์และยาสมัยใหม่เข้ามาครั้งนั้น  เมื่อหัวทีคนทั้งปวงก็พากันทึ่ง  ลางคนถึงกับไม่กล้าจะกินเข้าไป  เกรงจะไปเกิดโทษร้ายในกายตัว  ครั้นมาเห็นผู้ป่วยที่กินเข้าไปกลับหายสบายตัวจากโรคร้ายมากขึ้น  จึงได้พากันทดลองก็ได้เห็นผลชงัดนัก  เลยเล่าลือกันมากขึ้น... เสียแต่รสขมจับจิตเสียจริง  ด้วยมันคือ ควินนินน้ำ... นับว่าเป็นคราวแรกที่ยาฝรั่งเข้ามาในเมืองเรา  เวลานั้นผู้ที่มีความรู้ในทางยาไทยอย่างสำคัญของบางกอก  ก็มีกรมขุนวงษาธิราชสนิท  (ต้นตระกูลสนิทวงศ์พระองค์หนึ่ง)  เมื่อท่านได้เห็นยาปลัดเล  สรรพคุณชงัดก็เลยเข้าตีสนิทศึกษาเล่าเรียนเอาความรู้  พระองค์ท่านเป็นผู้แสวงวิชาโดยแท้  ผิดกับหมอไทยอื่น ๆ ..”

   เมื่อได้ทรงเล็งเห็นสรรพคุณยาควินินว่ามีประโยชน์เพียงใดแล้ว  ได้ทรงนำมาประยุกต์ทดลองเป็นตำรายาแก้โรคไข้จับสั่น  ดังปรากฎในตำรายาของพระองค์ที่กล่าวถึงประโยชน์ของยาควินินตอนหนึ่งว่า  “...ผู้ใดเป็นโรคไข้จับสั่นก็ให้ถ่ายด้วยดีเกลือไทยก็ได้  ดีเกลือเทศก็ได้  เอายาที่ให้อาเจียนตามที่ชอบใจ  กินใส่ปนดีเกลือสักหน่อยหนึ่ง  ก็ให้อาเจียนออกมาสามหนสี่หน  ถ่ายให้ลงห้าหกหน  ให้อดของแสดง  มีเนื้อสัตว์  น้ำมัน  ข้าวเหนียว  กะปิ  สุรา  เป็นต้น  ให้รักษาดังนี้  สักสองสามวันก่อน  ภายหลังให้กินยาเทศชื่อควินนิน  เอาควินินหนักหุนหนึ่ง  แบ่งเป็นหกส่วน  เมื่อไข้ส่างออกแล้วให้กินส่วนหนึ่งและในสองชั่วโมงกินทีหนึ่งจนถึงเวลากลางคืน  เมื่อตื่นขึ้นแต่เช้ากินเหมือนเก่าอีก  ควินินนี้เดี๋ยวนี้มีขายที่ตึกหันแตรประมาณห้าสิบขวด  เขาว่าถ้าผู้ใดซื้อทั้งหมดจะขายเป็นขวดละสิบเหรียญ  ควินินในขวดเดียว  หนัก 2 บาท  แบ่งรับประทานได้ 480 ครั้ง  พอรักษาคนไข้ให้หายขาดได้ประมาณ 40 คน ดังนี้ราคาไม่ถูกมากแล้วหรือ”

   กรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า  “...เมื่อฉันบวชเป็นสามเณรเคยได้ยินกรมสมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์  ตรัสว่า  ยาเม็ดแก้ไข้ของกรมหลวงวงศาฯ  ที่นับถือกันนั้นเมื่อผ่าออกดูมี  “ยาขาวฝรั่ง”  (ควินิน) อยู่ข้างในทุกเม็ด...”
 
 
บันทึกการเข้า  
 
นรีนันท์ มรรคดวงแก้ว
อสุรผัด

ตอบ: 36


 ความคิดเห็นที่ 8  เมื่อ 10 ก.พ. 08, 13:51
 

--------------------------------------------------------------------------------
บทบาทในการทำสนธิสัญญากับต่างประเทศ

         กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ทรงเคยมีประสบการณ์เข้าร่วมในการเจรจาสนธิสัญญาตั้งแต่ปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว  รัชกาลที่ 3  เมื่อครั้งเจรจากับเซอร์  เจมส์  บรุ๊ค  (Sir James Brooke)  เมื่อปีพ.ศ. 2393  และทรงมีความคุ้นเคยกับชาวตะวันตกซึ่งทำให้พระองค์ทรงมีความรู้ความเข้าใจกับเหตุการณ์การเมืองในต่างประเทศเวลานั้นเป็นอย่างดี  ประกอบกับในฐานะที่พระองค์ทรงเป็นพระอนุชาที่มีความซื่อสัตย์ จงรักภักดีเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยมากที่สุดพระองค์หนึ่ง  และที่สำคัญทรงเป็นที่เคารพยกย่องในหมู่ขุนนาง  จึงได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมาธิการฝ่ายไทยเข้าร่วมเจรจาพร้อมด้วยขุนนางตระกูลบุนนาคอีก 4 คน  ประกอบด้วย  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ (ดิศ  บุนนาค)  สมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาพิไชยญาติ  (ทัต  บุนนาค)  เจ้าพระยาศรีสุริยวงศ์  (ช่วง  บุนนาค)  และเจ้าพระยาทิพากรวงศ์  (ขำ  บุนนาค)  เป็นผู้แทนฝ่ายไทยในการเจรจาทำสนธิสัญญากับอังกฤษในปี พ.ศ. 2398  สนธิสัญญาทางไมตรีและพาณิชย์  ระหว่างจักรพรรดินีอังกฤษ และกษัตริย์แห่งสยาม  (Treaty of friendship and Commerce between Her Majesty and The King of Siam )  เมื่อ 18 เมษายน พ.ศ. 2398 (ค.ศ. 1855) ในรัชสมัยสมเด็จ พระราชินีนาถวิกตอเรีย และ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่เราเรียกกันว่า   สนธิสัญญาเบาว์ริ่ง (Bowring Treaty)

หลังจากนั้นได้มีประเทศต่าง ๆ เดินทางมาทำสัญญาในลักษณะเดียวกันอีกหลายประเทศ  เช่น  สหรัฐอเมริกา   ฝรั่งเศส  เดนมาร์ก  โปรตุเกส  ฮอลลันดา  เยอรมัน    สวีเดน  นอร์เวย์  และเบลเยี่ยม  โดยกรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการต่อเนื่องตลอดรัชกาล

   เซอร์ จอห์น เบาว์ริ่ง  ได้บันทึกถึงกรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ในฐานะประธานกรรมการฝ่ายไทยไว้ตอนหนึ่งว่า  “พระเจ้าแผ่นดินทรงแต่งตั้งพระอนุชา คือ  พระเจ้าน้องยาเธอ  กรมหลวงวงษาธิราชสนิท  ให้ดำรงตำแหน่งประธานของคณะกรรมการชุดนี้  และพระองค์  (พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  )  ไม่อาจจะผู้ใดได้เหมาะสมยิ่งไปกว่านี้แล้ว  เนื่องจากเจ้านายพระองค์นี้ (กรมหลวงวงษาธิราชสนิท)  ทรงติดต่อกับชาวต่างประเทศอย่างมาก  และทรงเป็นที่รู้จักกันดีทั้งในหมู่ชาวต่างประเทสและชาวสยาม...”     “พระเจ้าน้องยาเธอ  พระองค์นี้ทรงมีชื่อเสียงในด้านความซื่อสัตย์และวิจารญาณที่ดี”

บันทึกการเข้า  
 
นรีนันท์ มรรคดวงแก้ว
อสุรผัด

ตอบ: 36


 ความคิดเห็นที่ 9  เมื่อ 10 ก.พ. 08, 14:09
 

--------------------------------------------------------------------------------
กรมหลวงวงศาธิราชสนิท  เป็นภาพเขียนสีน้ำมัน

--------------------------------------------------------------------------------


  บันทึกการเข้า 
 
 
 
pipat
แขกเรือน
นิลพัท

ตอบ: 1872


  ความคิดเห็นที่ 10  เมื่อ 14 ก.พ. 08, 00:19
 

--------------------------------------------------------------------------------
นำรูปมาช่วยครับ
 

--------------------------------------------------------------------------------


 
  บันทึกการเข้า 
 
 
 
นรีนันท์ มรรคดวงแก้ว
อสุรผัด

ตอบ: 36


 ความคิดเห็นที่ 11  เมื่อ 14 ก.พ. 08, 10:42
 

--------------------------------------------------------------------------------
ขอบพระคุณต่ะที่ช่วงรูปเข้ามาให้เห็นภาพท่านชัดเจนขึ้น

พอจะทราบเรื่องลิขสิทธิ์การทำภาพต่าง ๆ ไปใช้ไหมคะ

มีคนเคยบอกว่า  หนังสือมีลิขสิทธิ์ 50 ปี

และอีกคนบอกว่าลิขสิทธิ์ภาพเป็นของผู้ที่ครอบครองค่ะ

ได้อ่านกระทู้ของคุณพิพัฒน์ที่เคยเล่าว่าได้แนะนำทายาทของท่านเสนอพระนามท่านกับ unesco

บัดนี้ท่านได้รับการยกย่องเป็นบุคคลดีเด่น  สาขาปราชญ์และกวีค่ะ  (scholar and poet) 

กระทรวงวัฒนธรรม  ร่วมกับราชสกุล "สนิทวงศ์"  และหน่วยงานราชการส่วนต่าง ๆ  จะได้จัดงานเฉลิมฉลอง ในวาระครบ 200 ปี วันคล้ายวันประสูติ  ตั้งแต่ 9 ก.ค. 2550  ถึง  9 ก.ค. 2551

ขอขอบคุณคุณพิพัฒน์อีกครั้งที่ที่เป็นอีกท่านหนึ่งซึ่งเห็นความสำคัญของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงวงศาธิราชสนิท 
 
บันทึกการเข้า  
 
pipat
แขกเรือน
นิลพัท

ตอบ: 1872


  ความคิดเห็นที่ 12  เมื่อ 14 ก.พ. 08, 11:52
 

--------------------------------------------------------------------------------
ได้อ่านกระทู้ของคุณพิพัฒน์ที่เคยเล่าว่าได้แนะนำทายาทของท่านเสนอพระนามท่านกับ unesco
จำไม่ได้แล้วครับ ว่าบอกเมื่อไร
-----------------------
สิ่งประดิษฐ์ใดก็ตาม รวมไปถึงงานสร้างสรรค์เช่นศิลปกรรม หรือคำประพันธ์
กฏหมายลิขสิทธิ์ส่วนใหญ่ รวมถึงของไทยด้วย ให้ความคุ้มครอง 50 ปี นับจากงานนั้น เผยแพร่เป็นครั้งแรก
เช่นกระทู้ที่ผมเพิ่งพิมพ์เสร็จนี้ ลิขสิทธิ์ เป็นของผมต่อไปอีก จนถึงวันที่ 14 กุมภาพันธุ์ ปี 2601
ว้าว....นานจัง

แต่ถ้าข้อความนี้ ผมมิได้ส่งออกเผยแพร่ เก็บไว้ในลิ้นชัก ลิขสิทธิ์จะนับหนึ่ง วันที่ผมตาย

ดังนั้น พระรูปฉายของ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท จึงปลอดลิขสิทธิ์โดยสมบูรณ์
เพราะท่านประสูติเมื่อ 200 ปีมาแล้ว สวรรคตเมื่อพระชนม์ 63 พ.ศ. 2414
หรือ 137 ปีมาแล้ว เกินอายุคุ้มครองไปถึง 87 ปี
นี่คิดว่าพระรูปองค์สุดท้าย ฉายในปีสิ้นพระชนม์นะครับ

หรือคิดอีกอย่างหนึ่งว่า ฟะรันซิศจิต ฉายพระรูปไว้ แล้วเก็บเข้าหีบ ไม่เผยแพร่เลย
ท่านก็เสียชีวิตไปแล้ว 114 ปี เกินการคุ้มครองไปหลายชั่วคนทีเดียว
พระรูปกรมหลวง จึงเป็นสมบัติสาธารณะ ไม่มีใครอ้างลิขสิทธิ์เหนือผลงานได้อีกต่อไป

แต่เราอาจจะเจอปัญหาแทรกซ้อนเล็กๆ น้อยๆ เช่น
เราไม่มีพระรูปนี้อยู่ในมือ ต้องไปขอจากคนที่มี ถ้าเขาให้เราถ่ายก๊อปปี้ไว้ ลิขสิทธิ์รูปถ่ายนั้น ก็เป็นของเรา
แต่ถ้าเขาส่งมอบรูปที่เขาทำก๊อปปี้ไว้เอง พิมพ์ใส่กระดาษมาให้เรา เขาก็เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เหนือการก๊อปปี้นั้น

ทีนี้ รูปก๊อปปี้อย่างนี้ พิสูจน์ยากครับ ว่าใครเป็นเจ้าของแท้จริง เพราะทำซ้ำไปมา ไม่สามารถพิสูจน์ความจริงแท้
แหม....ชื่อก็บอกอยู่แล้ว ว่าเป็นการ"ก๊อปปี้" คือการทำซ้ำเหมือนของเดิม
ดังนั้น หากใครจะนำพระรูปนี้ไปใช้ประโยชน์ ก็ทำไปเถอะครับ พิสูจน์ไม่ได้ ก็แปลว่าเอาผิดไม่ได้
ยิ่งมีใครเอาไปลงสีจนสวยงาม ก็ยิ่งกลายเป็นลิขสิทธิ์ใหม่ซ้ำบนของเดิม
จึงไม่มีใครสามารถอ้างลิขสิทธิ์บนรูปถ่ายโบราณได้ เว้นแต่คนนั้นจะสติไม่ดี
ผมเองสติดี จึงประกาศให้สิ้นเรื่องสิ้นราวในสมุดภาพรัชกาลที่ 4 ที่ลงมือทำมาหลายปี
จนสำเร็จเป็นเล่ม พิมพ์เผยแพร่เมื่อ 2547 ว่า ทุกรูปในหนังสือนี้ แม้ผมจะมีลิขสิทธิ์
เพราะได้กระทำการทางดิจิตั้ลมากมาย ให้รูปสวยงามชัดเจน ก็ขอสละสิทธิ์ ยกให้สาธารณะ
ใครอยากนำไปใช้ทำอะไร เชิญครับ ขอขอบพระคุณล่วงหน้า ที่นำงานของผมไปสร้างประโยชน์

หลายท่านเป็นผู้ดี ได้แจ้งให้ทราบล่วงหน้า ชื่นใจคนยาก
หลายท่านเป็นไพร่ เอาไปใช้ บอกกล่าวสักคำยังไม่ทำ ช้ำใจเสียจริง
 
  บันทึกการเข้า 
 
 
 
CrazyHOrse
แขกเรือน
สุครีพ

ตอบ: 1194

  ความคิดเห็นที่ 13  เมื่อ 14 ก.พ. 08, 12:12
 

--------------------------------------------------------------------------------
ขออนุญาตเดินออกข้างทางนิดนึงนะครับ

เรื่องลิขสิทธื์นี้ Richard Stallman เป็นคนแรกที่ออกมาหาแนวทางใหม่ Stallman เขียนตัวแปลภาษา Lisp เอาไว้ เมื่อบริษัท Symbolics ขอใช้ source code ของเขาเพื่อนำไปปรับปรุง เขาก็มอบให้อย่างเต็มใจโดยยกให้เป็นสมบัติสาธารณะอย่างที่คุณ pipat ทำนี่แหละครับ

ปัญหามันอยู่ที่ว่า เมื่อ Stallman จะขอ Symbolics ใช้ส่วนที่ได้ปรับปรุงเพิ่มขึ้นมาบ้าง Symbolics กลับปฏิเสธ

จุดนี้เองที่ Stallman เห็นความไม่ถูกต้องของระบบลิขสิทธิ์ที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน แต่เขาเห็นว่าป่วยการที่จะไปฝืนกระแส ล้มเลิกระบบที่ใช้กันอยู่ เขาจึงได้สร้างสัญญาสิทธิ์แบบใหม่ขึ้นมา โดยอนุญาตให้ผู้ใช้สามารถนำไปทำซ้ำ ดัดแปลง แก้ไข ได้ตามสบาย โดยมีเงื่อนไขว่าผลงานที่ได้ออกมาจะต้องเผยแพร่ภายใต้สัญญาสิทธิ์แบบนี้ต่อไป ไม่สามารถนำไป "กักตุน" เป็นสมบัติส่วนตัวได้

ปัจจุบันมีสัญญาสิทธิ์ที่ใช้หลักการนี้อยู่มากมายหลายแบบ โดยมีรายละเอียดปลีกย่อยต่างกันบ้างครับ
 
  บันทึกการเข้า 

--------------------------------------------------------------------------------
"Postel's Law": "be conservative in what you do, be liberal in what you accept from others"
 
 
pipat
แขกเรือน
นิลพัท

ตอบ: 1872


  ความคิดเห็นที่ 14  เมื่อ 14 ก.พ. 08, 12:58
 

--------------------------------------------------------------------------------
ปัญหามันอยู่ที่ว่า เมื่อ Stallman จะขอ Symbolics ใช้ส่วนที่ได้ปรับปรุงเพิ่มขึ้นมาบ้าง Symbolics กลับปฏิเสธ
ผมเห็นว่า Stallman มองโลกมุมเดียว คือมุมตัวเอง
เมื่อเรายกของให้คนอื่น ไม่ได้แปลว่าเราจะไปเอาของนั้นกลับมาได้นี่ครับ
เขาได้ของเราไป ของนั้นก็ไม่ใช่ของเราอีกต่อไป ยิ่งเขาเอาไปพัฒนาต่อ
เรามีสิทธิ์ขอส่วนนั้นมาใช้ครับ แต่เขาก็มีสิทธิ์ปฏิเสธคำขอของเรา

สมมติว่าผลงานของผม ให้กับคนสามคน เด็กอนุบาล นักเรียนศิลปะ และศาสตราจารย์ประวัติศาสตร์
สามคนนี่ ต้นทุนไม่เท่ากันครับ เด็กอนุบาลอาจจะเอาไปทำของเล่น ศิลปินเอาไประบายสี
ศาสตราจารย์เอาไปวิจัย ต่างคนก็ต่างนำต้นทุนของตัว เติมเข้าไป
ต้นทุนนั้นไม่ใช่ของผม
เติมเข้าในงานของผม งานผมก็ไม่ใช่ของผมอีกต่อไป
เหมือนลูกผม สักวันก็ต้องเป็นพ่อคนอื่น เราก็ได้แต่ร่วมรับรู้ ถ้าเขายอมให้เราเข้าไปยุ่งด้วย เราจึงมีสิทธิ์

หนังเรื่องทวิภพ มาซื้อลิขสิทธิ์ไป เขาไปลงทุนอีกไม่รู้เท่าไรจนกลายเป็นฉากน่าประทับใจ
งานนั้น ก็ไม่ใช่ของผม ต่อให้ผมยกให้เขาฟรีๆ ผมก็ไม่มีสิทธิ์ไปอ้าง
กลับมาที่ Stallman ผมกลับเห็นว่า Symbolics เสี่ยงมากที่ไปใช้ของปลอดลิขสิทธิ์
เพราะนายกอ นายขอ ที่ใหน ก็นำงานของ Stallman มาต่อยอดได้ อาจจะทำได้ดีกว่าด้วย
เพราะ Symbolics ทำตัวอย่างให้เห็นแล้ว ทางออกยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่

ขอย้อนมาที่งานผมอีกที
ส่วนที่ผมยังขอเก็บลิขสิทธิ์ไว้ คือภาพมุมกว้างชุดหนึ่ง ที่ผมประกอบขึ้นจากรูปถ่ายโบราณจำนวนหนึ่ง
รูปเช่นนี้ ใครทำตามถือว่าละเมิด เช่นที่มีสมาชิกท่านหนึ่งทำเล่น(โดยไม่ทราบว่าละเมิด) ก็ได้ชี้แจงไป
หรือวิกิไทย เอาไปเผยแพร่โดยอ้างว่าเป็นสาธารณะ ผมทักท้วงเขาก็แก้ไขในทันที

แต่มีบางคน กล่าวหาว่าผมไปอ้างสิทธิ์เหนือรูปถ่ายโบราณที่กรมศิลปากรเก็บรักษาไว้ (เคยพบในพันทิพ)
ถือว่าเป็นความเขลาของผู้แสดงความเห็นนั้น ไม่เข้าใจว่าแม้แต่กรมศิลป์ ก็ไม่มีลิขสิทธิ์ในรูปเหล่านั้น มีแต่กรรมสิทธิ์
แต่ต้องยอมให้ประชาชนใช้ประโยชน์ในสิ่งที่ตนมีกรรมสิทธิ์ เพราะกฏหมายสั่งให้ทำเช่นนั้น
(ต้องบริการข้อมูลแก่ประชาชน)

แต่ท่านผู้ใด นึกสนุก หารูปมาประกอบเป็นภาพมุมกว้าง ไม่ซ้ำกับที่ผมเคยเผยแพร่แล้ว
ผมก็จะขอชื่นชม และยินดีในความสำเร็จของท่านผู้นั้น
 
 
 
 

 
 
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา
ป้ายโฆษณา