|
จากวัดวัดสังกัสรัตนคีรี เราเดินทางต่อไปยัง วัดมณีสถิตย์กปิฎฐาราม หรือวัดทุ่งแก้ว วัดทุ่งแก้วสร้างขึ้นในสมัยรัชการที่5 ชื่อวัดก็ได้จากสภาพแวดล้อมเดิมบริเวณที่ตั้งของวัดเป็นลานกว้างๆ ข้างๆ ภูเขา ก็คือเขาแก้ว ทุ่งที่อยู่ตามเขาก็เรียกทุ่งแก้ว ต่อมา อาจารย์แย้ม แห่งวัดโมลีโลก กรุงเทพ เดินธุดงค์ผ่านมาและสร้างวัดขึ้นในบริเวณที่แห่งนี้ ซึ่งเดิมวัดที่สร้างเป็นวัดเล็กๆ มีพระปรางค์ ซึ่งจำลองไปจากกรุงเทพฯ

นอกจากนี้หลวงพ่อแย้มซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในขณะนั้นยังได้สร้างสระน้ำซึ่งเปรียบเสมือนบ่อน้ำมนต์ขนาดใหญ่ และลงอักขละเป็นยันต์ลงในแผ่นหินกลางสระ เพื่อให้บ่อน้ำมนต์นี้มีความศักดิ์สิทธิ์ วิธีนี้ก็จะเป็นวิธีเดียวกับของสมเด็จพุทธจารย์โตพรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม นี่ก็เป็นการสร้างคติแบบเดียวกัน

ที่วัดนี้มีสิ่งที่สำคัญก็คือมีพระปรางค์ และสระน้ำขนาดใหญ่ เมื่อสร้างวัดทุ่งแก้วเสร็จเรียบร้อยประจวบเวลากับที่วัดขวิด ถูกน้ำเซาะตลิ่งพังจนถึงตัวโบสถ์ ตัววิหาร ก็จึงได้มีการย้ายเอากุฏิเรือนไม้ มาไว้ที่วัดทุ่งแก้ว แล้วยุบวัดขวิดรวมเข้ากับวัดทุ่งแก้ว เมื่อรวมวัดกันแล้วจึงได้เปลี่ยนชื่อจากวัดทุ่งแก้ว เป็นวัดมณีสถิตกปิฎฐาราม มณีสถิต ก็คือ ทุ่งแก้ว ส่วน กปิฏ ก็คือมะขวิด ซึ่งหมายถึงวัดขวิด ก็เลยได้มีการตั้งชื่อขึ้นใหม่เรียกว่า วัดมณีสถิตกปิฏฐาราม

วัดทุ่งแก้วนี้มีความสำคัญก็คือเป็นวัดเจ้าคณะเมือง ซึ่งมีพระปลัดใจเป็นเจ้าอาวาสต่อจากท่านอาจารย์แย้ม ผู้ที่ครองวัดก็จะเป็นเจ้าคณะเมือง ทำให้มีการตั้งสำนักเปรียญธรรมขึ้นที่วัดแห่งนี้ วัดแห่งนี้มีความสำคัญเนื่องจากมีลูกศิษย์ที่สำคัญคือ สมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง) เขมจารี มาบวชที่วัดนี้ จนจบเปรียญเก้าประโยค และยังเป็นพระอาจารย์สอนรัชการที่ 8 ก่อนขึ้นเป็นเจ้าคณะและขึ้นเป็นอธิบดี สงฆ์ในกรุงเทพฯ ท่านเน้นที่จะส่งเสริมในการศึกษาเล่าเรียนพระปริญัตติธรรม โดยมีการตั้งกองสอบหรือเรียกกองสนามหลวง

สำหรับการสอบพระปริญัตติธรรมต่างๆ ที่สำคัญก็คือ วัดต่างๆ ในตัวเมืองอุทัยธานีที่มีชื่อไพเราะส่วนใหญ่จะเป็นชื่อสมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง) เขมจารี เป็นผู้ตั้งชื่อให้แทบจะทั้งสิ้น ยกตัวอย่าง ในปี พ.ศ. 2480 ได้เปลี่ยนชื่อวัด วัดโรงโค ก็เป็น วัดธรรมโฆษก ท่านตั้งชื่อให้หมดแต่ส่วนใหญ่คนอุทัยฯ ก็มักจะเรียกชื่อเดิมเสียมากกว่า นอกจากนี้ภายในวัดยังมีศาลาของ สมเด็จพระวันรัตน์ (เฮง) เขมจารี ที่ทำเป็นห้องสมุดอยู่ และมีศาลากองสนามหลวงอยู่ข้างหน้า ซึ่งถือได้ว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดใหญ่แห่งหนึ่งของตัวเมืองอุทัยธานี
จากวัดวัดมณีสถิตย์กปิฎฐาราม เราเดินทางต่อไปยัง วัดขวิด หรือ วัดมะขวิด ซึ่งตั้งชื่อวัดตามพื้นที่ เนื่องจากเดิมพื้นที่บริเวณนี้มีต้นมะขวิดขนาดใหญ่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำ ชาวบ้านจะเก็บนำไปกินกัน วัดแห่งนี้ชื่อจึงได้ชื่อว่าวัดขวิด หรือวัดมะขวิด ไปโดยปริยายนั่นเอง

นอกจากนี้วัดนี้ยังเป็นสำนักเรียนขนาดใหญ่เนื่องจากหลวงวิจิตรวาทการได้เป็นลูกศิษย์ของวัดแห่งนี้ ดังนั้นวัดขวิดในสมัยนั้นก็เป็นสำนักเรียนใหญ่ เปรียบเสมือนเป็นโรงเรียนประถมในประจำตัวเมืองอุทัยธานีก็ไม่ผิด ที่ตั้งวัดขวิด ตรงนี้แต่เดิมน่าจะเป็นวัดเก่า ที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ไม่ถึงกรุงศรีอยุธยา เพราะโบสถ์ วิหาร จะยกชั้นสูง ต่างจากโบสถ์แถบจังหวัดอยุธยา แต่เดิมตัวโบสถ์เป็นโบสถ์ขนาดใหญ่แต่ได้มีการพังลงไปเรื่อยๆ ในสมัยรัชกาลที่ 1 พระพุทธรูปที่ทรงมีพระราชดำริให้นำมาก็ไว้ก็น่าจะอยู่ด้านหน้าเป็นพระรองประธาน ซึ่งพระประธานของวัดเป็นพระพุทธรูปปูนปั้นที่ปัจจุบันอยู่ในตลาด เป็นพระประธานของโบสถ์ที่พังไปแล้ว

ซึ่งโบสถ์ที่สร้างใหม่เป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 5 โบสถ์วิหารเดิมเป็นโบสถ์ที่สร้างขึ้นในสมัยปลายกรุงศรีอยุธยา หรือต้นรัตนโกสินทร์ เพราะฉะนั้นรัชการที่ 1 จะไม่นำเอา พระพุทธมงคลศักดิ์สิทธ์สมัยสุโขทัยมาไว้ ถ้าไม่ใช่วัดที่สำคัญ และที่สำคัญวัดแห่งนี้เป็นสำนักเรียน เหตุการณ์ที่ทำให้วัดขวิดหลงเหลือเพียงตัวโบสถ์ก็เกิดจากเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ตัวตลาดซึ่งตั้งอยู่ข้างวัด ก่อนที่ตลาดจะเกิดไฟไหม้นั้น ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้ที่มณฑปที่วัดสังกัสรัตนคีรีขึ้นก่อน หลังจากนั้นไม่นานก็เกิดเหตุเพลิงไหม้ครั้งใหญ่ที่ตัวตลาดและลามมายังหลังวัดขวิด โบส์ถที่เห็นในปัจจุบันก็เป็นโบส์ถที่สร้างขึ้นใหม่ วิหารที่อยู่ข้างนอก ที่ไว้พระ เป็นวิหารสูงและมีศาลาเล็กๆ ที่สร้างขึ้นตามคติของสมัยอยุธยา พระก็เป็นพระสมัยอยุธยาไม่ถึงยุคสุโขทัย หลังจากเกิดเหตุไฟไหม้ตลาด ประจวบกับน้ำกัดเซาะริมตลิ่งวัดขวิด ก็เลยจำเป็นต้องรื้อถาวรวัตถุต่างๆ ที่พอจะรื้อได้จากวัดขวิด ยุบรวมไปขึ้นกับวัดทุ่งแก้ว หากนักท่องเที่ยวได้มาเที่ยวยังวัดขวิดก็อย่าเพิ่งคิดว่าวัดนี้เล็กๆ นะครับ เพราะพื้นที่รอบๆโบสถ์ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ที่เป็นโรงหนัง ตัวตึกรอบวัด ตัวตลาด ตลอดจนถึงถนนศรีอุทัย ไปจนถึงตลาดที่อยู่ข้างใน เป็นส่วนของพื้นที่วัดขวิดแทบทั้งสิ้น ที่วัดขวิดปัจจุบันหลงเหลือเพียงตัวโบสถ์ที่น่าเข้าไปชมและศึกษาหาความรู้อยู่บ้างแม้ว่าจะเป็นเพียงตัวโบสถ์เล็กๆ แต่ศิลปะที่หลงเหลือไว้น่าดูชมทีเดียว โดยเฉพาะบานประตูโบส์ถหลังใหม่จะมีรูปไม้สลักเสี้ยวกางอยู่


เป็นศิลปะพื้นบ้านที่สวยมากแห่งหนึ่งที่เดียว ส่วนข้างในตัวโบส์ถจะมีพระพุทธรูป 3 องค์ นั่งเรียงกัน เป็นคติการประดิษฐานองค์พระแบบสมัยอยุธยา พระองค์ใหญ่หน้าโบส์ถก็จะเป็นคติของสมัยอยุธยาเช่นเดียวกัน คือมีพุทธลักษณะพระโอฐแบะ มีโครงพระพักต์รูปเหลี่ยม พระพักต์ออกจะไม่สวยงามเหมือนสมัยสุโขทัย

ซึ่งลักษณะดังกล่าวบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าเป็นศิลปะแบบสมัยอยุธยา มีหลักสังเกตุถึงศิลปะและรูปแบบการวางตำแหน่งองค์พระอยู่ว่า โบสถ์ที่มีองค์พระประธานและมีวางตำแหน่งซ้ายขวา อีกทั้งรูปแบบการวางที่มีพระที่มีพระประธานนั่งอยู่และมีพระยืนล้อมรอบๆ ในโบส์ถและมีพระประธานองค์ใหญ่ นี่ก็สันนิฐานได้เช่นเดียวกันว่าเป็นศิลปะสมัยอยุธยา ทั้งนี้ ต้องสังเกตดูหน้าบันอีกจุดหนึ่ง ถ้าหน้าบันเป็นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ ก็จะเป็นวัดที่พระมหากษัตริย์ทรงสร้าง ถ้ามีลายไม้ธรรมดาเป็นรูปกระต่ายหรือรูปที่นอกเหนือจากพระนารายณ์ทรงครุฑ ก็แสดงว่าเป็นวัดที่ชาวบ้านสร้าง วัดที่ชาวบ้านสร้างส่วนใหญ่จะเป็นรูปรามเกียรติ์ รูปพระพุทธเจ้า รูปนาคเกี้ยว

เราเข้าไปนมัสการพระประธานในตัวโบสถ์อยู่ครู่ใหญ่จนสมควรแก่เวลา จึงได้เดินทางต่อไปยังวัดอุโปสถารามซึ่งเป็นวัดที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในเรื่องของความสวยงามจนนิตยสารท่องเที่ยวหลายเล่มมักจะถ่ายภาพของวัดแห่งนี้ไปนำเสนอ ยิ่งถ้านำเสนอจังหวัดอุทัยธานีถ้าขาดวัดวัดอุโปสถาราม ไปก็เหมือนขาดสีสันในเรื่องรายและภาพสวยๆ จากวัดแห่งนี้ เราเดินทางมาถึงวัดวัดอุโปสถารามเอาเมื่อบ่ายคล้อย นักท่องเที่ยวดูบางตาไป ซึ่งส่วนใหย่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมายังวัดแห่งนี้ในช่วงเช้าเพราะจะได้มุมแสงที่สวยงามสาดส่องไปยังตัววัดโดยเฉพาะกุฎิทรงแปดเหลี่ยมที่ถือเป็นไฮไลท์ของวัดนี้
หน้าต่อไป
|