|

วัดอุโปสถาราม หรือ วัดโบสถ์ สำหรับประวัติความเป็นมา ชื่อเดิมของวัดแห่งนี้ชาวบ้านในพื้นที่แต่เดิมทีจะเรียกชื่อว่าวัดโบส์ถมโนรมณ์ ซึ่งชื่อที่เรียกนั้นก็มาจากสถานที่ตั้งวัด อยู่ในซีกเกาะเทโพ ซึ่งอยู่ในเขตอำเภอมโนรมณ์ วัดแห่งนี้น่าจะสร้างขึ้นในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ปลายอยุธยา ที่บอกว่าปลายอยุธยาได้เนื่องจากวัดขวิด และวัดโบสถ์ ตั้งอยู่เฉียงกัน และมีรูปแบบภายในตัวโบสถ์ที่ไม่ต่างกันมากนัก อีกทั้งวัดทั้งสองวัดนี่เป็นคู่แข่งกันโดยเฉพาะทางด้านคนตรี

ในอดีตเมื่อตกเย็นก็จะมีชาวบ้าน ซึ่งเป็นชาวสวนมานั่งบรรเลงวงพิณพาทย์ประชันกันบ่อยๆ ก็สันนิฐานได้ว่าวัดทั้งสองแห่งนี้คงจะสร้างในเวลาที่ไล่เรี่ยกันคือสมัยปลายอยุธยา อีกทั้งวัดโบสถ์แห่งนี้ยังเปรียบเสมือนโรงเรียนประจำจังหวัด สมัยก่อนนิยมเรียกโรงเรียนประจำเมืองเพราะฉะนั้นวัดโบสถ์ก็จะมีลูกของปลัดเมือง ลูกของอัยการมาเรียนกัน เหตุนี้วัดโบสถ์กับวัดมะขวิดจึงเป็นคู่แข่งขันกันในที เพราะเป็นสำนักเรียนด้วยกันทั้งคู่ ทางด้านวัดขวิดก็จะเน้นทางธรรมะ ส่วนวัดโบสถ์ก็จะเน้นในเรื่องของชั้นเรียน วัดโบสถ์เป็นวัดที่ออกจะสร้างแปลกกว่าที่วัดอื่น คือจะสร้างฐานไทกี ยกพื้นสูงขึ้นไปเพื่อป้องกันน้ำท่วม

วิหารที่ไว้พระก็จะหลังสูง รูปทรงเหมือนทรงยุโรป เหมือนวังลพบุรี เพราะฉะนั้นรูปแบบแบบนี้เป็นศิลปะสมัยอยุธยาค่อนข้างจะชัดเจน อีกทั้งยังปรากฏว่าภาพวิหารจะเป็นภาพพระยืนปางห้ามญาติ สมัยอยุธยาและจะมีภาพพระยืนทรงเครื่อง

สรุปว่าวัดน่าจะสร้างขึ้นสมัยปลายอยุธยา นอกจากนี้ข้อสันนิฐานยังเกี่ยวพันกับเมืองอุทัยธานีด้วย เพราะในสมัยหนึ่งท่านออกญาราชนิกูล ซึ่งเป็น ลูกน้องของเจ้าฟ้าเพชร ในสมัยอยุธยา สมัยพระนารายณ์ เข้ามาอยู่ในจังหวัดอุทัยธานี เพราะฉะนั้นน่าจะเกี่ยวข้องกับวัดต่างๆ ในพื้นที่นี้ เพราะออกญาราชนิกูลท่านนี้เป็นบิดาของพระชนก ซึ่งเป็นพระบิดาของรัชกาลที่ 1 เพราะฉะนั้นวัดโบสถ์นี้ก็น่าจะสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา ส่วนที่ชื่อวัดต่อท้ายด้วย ชื่อ มโนรมณ์ เพราะชื่อมโนรมณ์เกิดขึ้นในสมัยอยุธยา เมืองมโนรมณ์ มีประวัติเกี่ยวข้องกับ นาย ผันซุย ซึ่งเป็นควาญช้างพระที่นั่งของสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จับช้างได้ที่ เมือง นครสวรรค์ ก็มีความชอบสมเด็จพระนารายณ์มหาราช จึงได้สอบถามนาย ผัน ชุย ว่าอยากได้สิ่งใดเป็นบำเน็จความชอบ นายผัน ซุย ก็กราบทูล ขอพระราชทานเมืองที่มีอาณาเขตเท่าช้างร้อง จึงเป็นที่มาของชื่อเมืองมโนรมณ์ ดังนั้นนาย ผัน ซุย มีมีบทบาทในการสร้างวัด สร้างบ้าน สร้างเมือง ดังนั้นวัดโบสถ์จึงใช้ชื่อว่าวัดโบสถ์มโนรมณ์ ต่อท้าย

ตัวโบสถ์และวิหารขณะนี้ ซึ่งถูกบูรณะแต่เดิมของน่าจะเป็นสมัยอยุธยา เนื่องจากมีการวางตำแหน่งพระเรียงกัน 3 องค์ เหมือนสมัยนิยมในยุคอยุธยาเป็นราชธานี ส่วนด้านในโบสถ์ซึ่งมีพระประธานในวัดจะมี 3 องค์ไม่ใช่ 5 รูปอย่างที่เข้าใจกันในปัจจุบัน อีกทั้งภายในตัวโบสถ์ยังมีภาพเขียน ซึ่งภาพเขียนเป็นภาพสมัยต้นรัตนโกสินทร์ ไม่ถึงอยุธยา

แต่ภาพเขียนใหญ่ในวิหารน่าจะเก่าถึงสมัยอยุธยา ดูได้จากภาพสมัยอยุธยาจะเป็นภาพลายใหญ่ ใช้สีแดงและสีน้ำเงินเป็นหลัก ทั้งนี้ภาพในโบสถ์จะเป็นภาพขนาดเล็ก หากเราเข้าไปดูจะมีการสร้างในรูปแบบจีน น่าจะสร้างขึ้นในสมัยรัชการที่ 3 ซึ่งได้รับความนิยมมากในภาพวาดจะมีภาพคนจีนไว้ผมเปีย บ้านเรือนรูปแบบจีน วังแบบจีน

ซึ่งสอดคล้องกับประวัติของเมืองที่มีชาวจีนเข้ามาทำมาหากินในเมืองอุทัยธานีมากในสมัยนั้น โดยเฉพาะในวิหารฝีมือการวาดถึงยุคสมัยอยุธยา ภาพวาดในวิหารที่วัดโบส์ถดูจะแปลกไปจากทุกที่เนื่องจากเป็นภาพวาดสงฆ์ชุมนุมไม่ใช่เทพชุมนุม เนื่องจากมีตาลปัต ซึ่งผิดจากที่วัดอื่นเพราะที่อื่นจะนิยมวาดเป็นภาพเทพชุมนุมเพราะมีคติความเชื่ออย่างนี้

ส่วนรูปวาดสันนิฐานได้ว่าน่าจะเป็นสมัยอยุธยาซึ่งนิยมวาดภาพสวรรค์ชั้นดาวดึงส์จุฬามณี ภาพเขียนข้างๆ จะมีลักษณะแบบปลงสังขาร การวาดภาพอย่างนี้ในโบส์ถหรือวิหารก็ดีเป็นอุปกรณ์ช่วยในการสอน เวลาพระจะสอนเรื่องพุทธประวัติเรื่องใดเมื่อนึกอะไรไม่ออกก็จะดูตามภาพ เพราะในการสอนของธรรม หรือสอนพุทธประวัติ ในวัดก็จะมีหมด บางทีก็จะมีภาพทศชาติ บางทีก็จะมีเรื่องของพระเวสสันดรชาดก ก็แล้วแต่ว่าช่างวาดภาพหรือพระที่วัดแห่งนั้นจะถนัดในเรื่องอะไรก็จะวาดภาพนั้นๆ

เพราะฉะนั้นเมื่อเข้าวัดก็จะสามารถดูได้เป็นตัวช่วยในเรื่องของสื่อการสอน ดังนั้นสมัยก่อนเวลาเข้าวัดพระก็จะดูภาพไปแล้วก็เล่าเรื่องไปถึงเรื่องนรก สวรรค์ ยิ่งในสมัยสุโขทัยก็จะเป็นเรื่องไตรภูมิพระร่วงสังเกตุดูได้จากคติของการวาดภาพในวัด ถ้าไม่ข้างหน้าพระประธานหรือข้างหลังพระประธานก็จะเป็นภาพมารผจญ ถ้าด้านนี้ไม่เป็นมารผจญ ก็จะเป็นภาพสวรรค์ที่มีภูเขาเป็นรูปแท่งๆ ยอดแหลม

ภาพลักษณะนี้เรียกว่าไตรภูมิ ส่วนมากแล้วจะเป็นภาพวาดสมัยอยุธยา พระบางรูปเห็นภาพก็จะสามารถเล่าเรื่องได้เป็นฉากๆ จนโยมสัปหงกหลับแทนลิงไปเลยก็มี นี่คือการสร้างสื่อการสอนอย่างหนึ่ง ก็ถือว่าวัดอุโปสถารามแห่งนี้มีความเจริญรุ่งเรืองเป็นอย่างยิ่งในยุคนั้น นักท่องเที่ยวที่ได้เข้าชมภายในวิหารเห็นมีรอยพระพุทธบาทเก่าอยู่หน้าหมู่พระพุทธรูป ส่วนด้านนอกจะเห็นเสมาศิลา สมัยอยุธยา ข้างหลังวิหารก็จะมีกุฏิแปดเหลี่ยม ทรงยุโรปที่หลวงอันณพสร้างถวาย สำหรับให้พระครูจันทร์ใช้เป็นที่จำวัด แต่พระครูจันทร์มรณะภาพไปเสียก่อน

ก็ถือว่าวัดแห่งนี้เป็นวัดสำคัญแห่งหนึ่งของเมืองอุทัยธานี ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ปรากฎว่าเจ้าคณะเมืองที่มีชื่อหลังจากเจ้าคณะวัดทุ่งแก้ว ก็จะมีเจ้าคณะจังหวัด ซึ่งคือพระครูจันทร์ ซึ่งเป็นผู้ที่รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดที่จะมาสนทนาธรรมด้วยทุกครั้งเมื่อได้เสด็จประพาสผ่านมายังเมืองอุทัยธานีแห่งนี้ โดยพระองค์ได้เสด็จมายังวัดอุโปสถารามครั้งแรกเมื่อคราวเสด็จประพาสต้น และในครั้งหลังๆ ต่อมาพระองค์ก็ได้ทรงเสด็จแวะมาหาพระครูจันทร์ ทั้งเวลาที่มีการแจ้งล่วงหน้าและในบางคราวก็มิได้ทรงมีการแจ้งล่วงหน้าพระองค์ก็ทรงเสด็จ เมื่อมีเหตุการณ์อะไรที่เกี่ยวกับพระราชพิธีสำคัญๆ เช่น พระราชพิธีพระราชทานเพลิงศพเจ้าฟ้าหรือพระบรมศานุวงศ์ พระองค์ก็จะนิมนต์ท่านไปร่วมงานด้วยทุกครั้งไป เพราะฉะนั้นเครื่องพระราชทาน หรือ เครื่องสังเค็ต (เครื่องประกอบงานศพ) ที่เป็นของขวัญ มอบให้พระครูจันทร์มา ทั้ง ตะเกียง คนโทน้ำ ตู้พระธรรม หรือ ตาลปัต ก็ได้เก็บรักษาอยุ่ที่วัดแห่ง เป็นเสทือนสิ่งยืนยันถึงความสนิทที่พระองค์ทรงมีต่อพระครูจันทร์และวัดอุโปสถารามแห่งนี้ ที่วัดโบสถ์นี้มีภาพจิตกรรมฝาผนังขนาดใหญ่ที่สำคัญ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปหล่อเงินที่สร้างในสมัยรัชการที่ 5 โดยชาวเมืองอุทัยธานีได้ร่วมใจกันหล่อขึ้นเพื่อถวายแด่พระองค์ ต่อมาพระองค์ท่านได้ประทานคืนให้แก่ชาวเมืองอุทัยธานี ซึ่งมีจำนวนสององค์

วัดโบส์ถในปัจจุบันได้รับการบูรณะมาเป็นอย่างดี ด้านหลังวัดก็มีเจดีย์ซึ่งน่าจะสร้างในสมัยเดียวกันกับตัววัด ซึ่งในสมัยนั้นการจำลองรูปแบบของเจดีย์ก็เป็นค่านิยมอย่างหนึ่งว่านี่เป็นสถาปัตตยกรรมอย่างหนึ่งของสมัยอยุธยา ที่นี่จะมีทั้งเจดีย์ทรงกลม ทรงสี่เหลี่ยม ทรงแปดเหลี่ยม เจดีย์ซุ้มจรนัม เป็นแหล่งรวมรูปแบบของเจดีที่น่าจะมีมากที่สุดในเมืองอุทัยธานี วัดไหนจะสร้างเจดีย์ใหม่ก็จะมาดูรูปแบบของเจดีย์ ของวัดนี้กันแทบจะทั้งสิ้น ส่วนแพที่เห็นอยู่หน้าวัด เรียกว่าแพบวบน้ำ ไม่ใช่แพรับเสด็จอย่างที่เข้าใจกัน แต่ก็อาจจะเป็นไปได้ที่แพหลังนี้ได้เคยใช้รับเสด็จ เมื่อครั้งที่พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 เสด็จมายังวัดโบสถ์แห่งนี้

สมัยก่อนนั้นแพบวบน้ำเป็นหนึ่งในวิถีชีวิตของท้องถิ่นชาวอุทัยธานี เนื่องจากสถาพเดิมของแม่น้ำสแกกรังเป็นตลาดน้ำ แพทุกแพจะขายของอยู่ในแพ สถานที่ราชการไม่ว่าจะเป็นกรมที่ดิน ที่ว่าการอำเภอ ไปรษณีย์ ก็จะอยู่ในแพหมด ชาวบ้านจะพายเรือกันไปมาอยู่ในลำน้ำสแกกรัง เพราะฉะนั้นแพนี้ก็มีความสำคัญเป็นอย่างมาก คือถ้ามีใครตาย หรือมีงานแต่งงาน มีงานบวชก็จะต้องมีแพขนาดใหญ่มาลากแพนี้ไปยังไปกลางแม่น้ำ สำหรับทำพิธี ซึ่งเมื่อก่อนเวลาที่ชาวบ้านจะข้ามแม่น้ำ ไม่มีสพานข้ามแม่น้ำอย่างปัจจุบันชาวบ้านก็จะต่อแพยาวเอาลูกบวบมาทาบแล้ววางกระดานพาดลงไปตั้งแต่วัดโบสถ์จนถึงฝั่งตลาด เมื่อเรือจะผ่านก็จะมีไม้แผ่นหนึ่งยกออกให้เรือผ่าน แพลูกบวบนี้จะทอดยาวไปถึงหน้าตลาดส่วน ตรงกลางเป็นไม้พาดผ่านพอเรือผ่านก็จะยกไม้ขึ้น จนกระทั่งมีการตัดถนนทำให้การเดินทางโดยเรือในแม่น้ำสแกกรังลดความสำคัญลง อีกทั้งเมื่อมีการสร้างสะพานข้ามแม่น้ำสะแกกรังแพลูกบวบเหล่านี้จึงลดความจำเป็นไปโดยปริยายและแทบจะหายไปในที่สุด

ปัจจุบันยังคงหลงเหลือแพลูกบวบที่เป็นของเก่าแก่แต่ดั้งเดิมที่ยังใช้การได้อยู่ที่วัดโบสถ์เพียงหลังเดียวเท่านั้น นักท่องเที่ยวที่เดินทางมายังวัดโบสถ์จึงไม่ควรพลาดเป็นอย่างยิ่งที่จะไปไปสัมผัสกับแพลูกบวบที่มีประวัติอันน่าสนใจ เราถ่ายภาพอยู่ในวิหารจนพระต้องมากระซิบขอปิดวิหารก่อนนะโยม เอาไว้วันพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่ เราสองคนโจรอ้วนผอม เอ๊ย!ไม่ใช่นักท่องเที่ยวขี้เกรงใจโดยเฉพาะพระสงฆ์องเจ้า จึงต้องรีบเก็บอุปกรณ์ลงกระเป๋าสาวเท้าออกมาก่อนที่หลวงพี่จะเกณฑ์เด็กวัดมาช่วยอุ้มออกไปจากวิหาร นี่ถ้าไม่ใช่ว่าเราเดินทางมายังวัดแห่งนี้จนคุ้นหน้าค่าตาหลวงพี่หลวงพ่อแล้วละก็มีสิทธิ์โดนประกบเป็นรายบุคคลแน่ เพราะสมัยนี้โจรโขมยชุกชุมยิ่งกว่ายุงเสียอีก เผลอเป็นไม่ได้วัดไหนก็วัดนั้นข้าวของ วัตถุโบราณมีหวังไปโผล่ที่ตลาดมืด วัดต่างๆ จึงต้องคอยระวังจนนักท่องเที่ยวอย่างเราพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย ซึ่งก็ต้องทำใจปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุด ค่ำนี้เราจะไปพักกันที่พญาไม้รีสอร์ท ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากวัดโบส์ถ ไปสักเท้าไหร่นัก เพียงแค่เดินตามถนนจากตัววัดไปไม่ทันเหนื่อยก็ถึงพญาไม้รีสอร์ทแล้ว ที่พญาไม้รีสอร์ทแห่งนี้นักท่องเที่ยวที่มาพักก็มักจะเดินทางมาเที่ยวที่วัดแห่งนี้ช่วงเช้าและเย็น เนื่องจากการเดินทางที่สะดวก สามารถใช้จักรยานที่ทางรีสอร์ทมีไว้ให้บริการเดินทางมาเที่ยวได้ หรือถ้าต้องการเที่ยวตลาดเช้าเย็นหาของทานก็เพียงแค่ข้ามสะพานปูนก็จะมีของให้เลือกทานในราคาประหยัดกระเป๋าเบาสตางค์อีกด้วย เรารอถ่ายตัวโบสถ์ วิหาร ของวัดโบส์ถในยามใกล้ค่ำจนแสงหมดจึงเดินทางกลับพญาไม้รีสอร์ท เพื่อพักผ่อน พรุ่งนี้เราจะเดินทางเที่ยวไหว้พระในตัวเมืองอุทัยธานีกันต่อให้ครบ 9 วัด สมกับที่ตั้งใจ ค่ำนี้ราตรีสวัสดิ์ครับ

เช้าวันที่สองของการเดินทาง เราตื่นแต่เช้ารีบกลับไปเก็บภาพยามเช้าที่วัดโบสถ์ต่อจาดเมื่อวาน ก่อนที่จะข้ามไปเที่ยวที่ตลาดเช้าเมืองอุทัยธานี ที่มีขนมฝีมือให้เลือกทานหลายเจ้า มาเที่ยวเมืองอุทัยธานี แต่ละครั้งพลาดไม่ได้ ถ้ามีโอกาสต้องแวะชิมขนมที่ตัวตลาด ส่วนขากลับก็ไม่ลืมขนมปังไส้สังขยาที่มีให้เลือกหลายร้าน ซึ่งแต่ละร้านก็อร่อยพอๆกัน เลือกวื้อเจ้าไหนไม่ผิดหวัง เพราะอร่อยลืมโลกจริงๆ หลังจากทานอาหารที่ตัวตลาดเรียบร้อยแล้วเราก็เดินทางไปยังวัดธรรมโศภิต ซึ่งอยู่ไม่ห่างจากตัวตลาดมากนัก เดินไม่ทันเหนื่อยก็ถึง
หน้าต่อไป
|