|

สำหรับประวัติความเป็นมาของ วัดธรรมโศิต ก็คือ วัดแห่งนี้ริเริ่มก่อสร้างโดยนาย หม่อง โค่ง เปียง ซึ่งเป็นชาวพม่า มีอาชีพรับจ้างผูกแพประกบไม้ซุง และล่องไม้ซุงไปส่งที่กรุงเทพฯ วัดนี้ปัจจุบันตรงบริเวณข้างวัดยังเห็นร่องรอยเป็นแอ่งสำหรับขังท่อนซุง ในสมัยที่ยังมีการล่องไม้ซุงไปส่งยังกรุงเทพฯ นั้นวิธีการในการล่องไม้ซุงก็โดยการผูกท่อนไม้ซุงให้เป็นแพขนานใหญ่ และนำเรือยนต์ลากแพไม้ไป ซึ่งกิจการทำไม้นี้เป็นของอังกฤษเพราะอังกฤษได้สัมปทานตัดไม้ไปสบทบกับขบวนแพซุงที่แม่น้ำเจ้าพระยา บริเวณมโนรมณ์ และไปพูกพ่วงต่อกับแพซุงที่นครสวรรค์แล้วจึงล่องไปถึงกรุงเทพฯ หม่อง โคก เปียง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ดำเนินกิจการล่องไม้ซุงเหมือนกับพ่อค้าอีกหลายราย โดยการล่องไม้ซุงนั้นจะนำไม้มาพักไว้ที่หน้าวัดดุสิต เป็นธรรมดาที่คนในสมัยนั้นเมื่อไปถึงแห่งหนตำบลไหนก็ต้องเข้าวัดฟังธรรมเหมือนกับเราเข้าร้านสะดวกซื้อสมัยนี้ก็ประมาณนั้น เมื่อเข้าวัดมากเข้าก็เกิดศรัทธา ยิ่งตัวเองทำกิจการล่องไม้ ขายที่ดิน ร่ำรวยขึ้นมาก็มักจะคิดถึงพระถึงเจ้า ส่วนใหญ่ในยุคนั้นจะนิยมทำบุญกันโดยไม่สร้างวัดก็บริจาคที่ ทรัพย์สินบางส่วนที่ได้มาให้กับวัดที่ตัวเองศรัทธา วัดแห่งนี้ก็เช่นเดียวกัน ด้วยสาเหตุนี้เองวัดแห่งนี้จึง ได้ชื่อว่า วัดโค่ง เปียง ครั้นต่อมาจึงเรียกสั้นๆ ว่าวัดโค่ง สันนิฐานว่าวัดแห่งนี้เสร้างขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ 5 เนื่องจากสมัยนั้นยังมีการทำสัมปทานให้กับอังกฤษ ครั้นเมื่อ หม่อง โคก เปียง ล่องเรือกลับจากกรุงเทพฯ ก็ได้นำพระจากวัดพลับกลับมาเป็นปี๊บๆ มาจากกรุงเทพฯ พระที่นำกลับมาด้วยมาด้วยนั้น นาย หม่อง โค่ง เปียง ได้นำมาบรรจุลงในเจดีย์ ริมน้ำที่วัดโคก เมื่อนานวันเข้าเจดีย์ที่อยู่ริมน้ำถูกน้ำซัดและกรุแตกคนอุทัยธานี สมัยนั้นส่วนมากก็จะมีพระวัดโค่งกันหมด เพราะชาวบ้านนิยมว่าเนื้อดี เหมือนพระสมเด็จ สาเหตุที่พระวัดโคกมีเนื้อหาละม้ายคล้ายพระสมเด็จวัดระฆังก็เพราะเพราะพระวัดพลับสร้างโดยเป็น สมเด็จพระสังฆราช (สุก) ผู้เป็นอาจารย์ของสมเด็จพุทธจารย์โตพรหมรังสี วัดระฆังโฆสิตาราม ด้วยเหตุนี้พระที่แตกกรุในคราวนั้นจึงได้ชื่อว่าพระกรุวัดโค่ง เมืองอุทัยธานีไป แต่พิมพ์ทรงเนื้อหาก็เป็นพระวัดพลับนี่แหละจะต่างกันก็คราบกรุที่ทำให้แยกออกว่าเป็นพระที่แตกกรุจากวัดพลับหรือแตกกรุจากวัดโค่ง ต่อมาในายหลังพระเหลือน้อยลง ก็เลยมีการสร้างพระขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งโดย พระธรรมโสพิศ ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสในสมัยนั้นซึ่งต่อมา ก็สร้างได้สร้างพระนาคปรกซึ่งเป็นพระจำวันเสาร์องค์ใหญ่ขึ้นเพื่อบรรจุพระที่เหลืออยู่

แต่เดิมวัดโค่งแห่งนี้มีอาณาบริเวณกว้างขวางมาก มาตอนหลังก็ถูกกระแสน้ำกัดเซาะตลิ่งจนเนื้อที่ของวัดบางส่วนไปยู่ในลำน้ำสะแกกรังเหมือนกับวัดหลายๆ วัด ที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำสะแกกรัง จนกระทั่งปัจจุบันนี้โบสถ์เก่าหลังเดิมของวัดโค่งก็ต้องปิดตามใช้ทำสังฆกรรมไม่ได้เหมือนกัน

สมัยก่อนที่วัดจะมีท่าน้ำยื่นเข้าไปถึงกลางแม่น้ำสะแกกรัง ยามเช้าพระจะพายเรือมาบิณฑบาต ตามแพอย่างเดียว เมื่อก่อนพระจะต้องลงบิณฑบาตรในเรือตลอดเพราะคนจะอยู่ในแพกันหมด ข้างบนไม่เป็นที่นิยมใช้สัญจรเดินทางกัน จะมีก็แต่ชาวสวนเท่านั้นที่ใช้ แต่ส่วนมากแล้วเมื่อถึงเวลาที่ต้องลำเลียงสินค้าการเกษตรก็หนีไม่พ้นอยู่เองที่ต้องอาศัยทางน้ำ จนกระทั่งการคมนาคมทางบกดีขึ้นจึงได้เปลี่ยนจากการสัญจรทางน้ำมาใช้ถนนบนบกแทน

หลังจากที่ได้กราบนมัสการและสนทนากับเจ้าอาวาสจากวัดธรรมโศิต อยู่พักใหญ่ เห็นสมควรแก่เวลาเราจึงออกเดินทางต่อไปยังวัดใหม่จันทาราม ซึ่งเป็นวัดที่สร้างขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ต่อสมัยที่รัชการที่ 6

ก่อนที่จะมีวัดใหม่จันทราราม เดิมที่แห่งนี้เคยมีวัดอยู่แล้ว แต่ชาวบ้านไม่เรียกวัดแต่เป็นเพนียดช้าง เนื่องจากสถานที่แห่งนี้จะเป็นทางลงตรงไปยังท่าช้าง ซึ่งควาญช้างจะต้อนช้างข้ามไปยังฝั่งเกาะเทโพ ก่อนที่ช้างจะถูกส่งไปยามหน้าแล้ง เพราะตรงมโนรมณ์ ท่าฉนวน มีสถานที่แห่งหนึ่งชื่อ ท่าน้ำอ้อย สถานที่แห่งนั้นมีชื่อว่าท่าน้ำอ้อย ก็เพราะบริเวณนั้นปลูกอ้อยไว้มากเพื่อให้ช้างกินเวลามีการต้อนช้าง ในสมัยอยุธยาสถานที่นี้เคยเป็นเพนียด ดังนั้นที่แห่งนี้ก็จะมีเสาตลุงช้างและช้างอยู่มากมาย

เจ้าพิธีกรรม หรือควาญช้างซึ่งต้องบวงสรวงศาลปะกำก็จะอยู่กับความศักดิ์สิทธิ์ ก็สร้างศาลเป็นเหมือนศาลา ชาวบ้านเรียกศาลพระธรรม มีเพนียดอยู่ ต่อมาายหลังเมื่อเข้าสู่ยุคสมัยรัตนโกสินทร์การต้อนช้างไปยังอยุธยาก็ลดความสำคัญลงจนหมดไปในที่สุด ต่อมาในสมัยรัชการที่ 3 มีชาวจีนกลุ่มหนึ่งมาอาศัยอยู่ที่ บริเวณท่าซุงราว 3,000 คน มาทำการถลุงเหล็กให้เป็นแท่งส่งเข้ามายังกรุงเทพฯ เพื่อเป็นเป็นสินค้าส่งออก


เมื่อมีชาวจีนมาอาศัยอยู่ที่ท่าซุงมากเข้า จึงกลายเป็นชุมชนใหญ่และหนาแน่นจนต้องขยับขยายมายังบริเวณที่เคยเป็นเพนียดช้างมาแต่เดิม ในช่วงรัชกาลที่ 3 มีชาวจีนเข้ามาอยู่ที่แห่งนี้กันมาก โดยมีนายจันทา เป็นผู้ดูแลชุมชนที่ตั้งขึ้นใหม่ หลังจากนั้น จึงมีการบูรณะโดยสร้างวัดขึ้นมาใหม่บนพื้นที่ที่เคยเป็นเพนียดเดิม จึงเรียกชื่อวัดที่สร้างนี้ว่า วัดใหม่ ต่อมาจึงเรียกชื่อวัดว่า วัดใหม่นายจันทาราม จนกระทั่งปัจจุบันมีชื่อเป็นทางการว่าวัดใหม่จันทาราม

นอกจากวัดใหม่จันทารามแล้วบริเวณนี้ก็จะมีวัดที่สำคัญอีกวัด คือวัดหลวง แต่โบราณสถานของที่นั่นจะเก่าแก่กว่าวัดใหม่ เนื่องจากมีพระปรางค์ ลวดลายจีน สันนิฐานว่าวัดทั้งสองแห่งนี้สร้างมาพร้อมกัน โบสถ์ของวัดใหม่จะงดงาม

สมัยก่อนวัดใหม่จันทารามนี้มีชื่อมากในเรื่องของการเทศน์มหาชาติ พระเทศน์เก่งๆ ก็ที่วัดแห่งนี้แทบจะทั้งสิ้น จากวัดใหม่จันทาราม เราทั้งสองคนเดินทางต่อมายังวัดธรรมโฆษก หรือวัดโรงโค ซึ่งแต่เดิมเคยเป็นโรงโคที่รวบรวมโคเพื่อไว้สำหรับเทียมเกวียน การเลี้ยงโคจำนวนมากก็จำเป็นต้องมีคนเลี้ยงโคพักอาศัยอยู่ ต่อมาายหลังโรงโคดังกล่าวไม่เป็นที่นิยม พื้นที่ที่เคยเป็นโรงโคจึงถูกปล่อยให้รกร้างอยู่ระยะหนึ่ง กลายเป็นพื้นที่สาธารณะจนกระทั่งมีการสร้างเป็นวัดขึ้นในพื้นที่ที่เคยเป็นโรงโคเดิม
หน้าต่อไป
|