วันที่สามของการเดินทาง ตื่นนอนตอนเท้าจากนั้นลุกขึ้นมายืนที่ระเบียงด้านหน้าของโรงแรมชากังราวชมวิวทิวทัศน์ของแม่น้ำปิงที่ไหลผ่านเมืองกำแพงเพชร จากนั้นจึงปฏิบัติภารกิจส่วนตัวพร้อมเก็บภาระเพื่อเดินทางกลับกรุงเทพฯ 
หลังรับประทานอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เจ้าหน้าที่ ททท. ก็พาพวกเราเดินทางออกจากโรงแรมชากังราวมุ่งหน้าสู่วัดป่าเขาเขียวใน อ.คลองลาน จ.กำแพงเพชร


ใช้เวลาเดินทางผ่านท้องไร่ท้องนาอันเขียวขจีใน อ.กำแพงเพชร ในที่สุดเจ้าหน้าที่ ททท. ก็พาพวกเราเดินทางมาถึงวัดป่าเขาเขียว บรรยากาศภายในวัดสงบเงียบ เหมาะสมกับเป็นวัดป่าจริง ๆ 
พวกเราเดินเข้าไปราบนมัสการ พระครูปัญญาศิลคุณ เจ้าคณะตำบลจันโท หรือที่ชาวบ้านน้อมเรียกกันว่าหลวงพ่อภัง บรรยากาศภายในกุฏิที่ใช้สำหรับจำพรรษาของท่านมีถังไม้ตองข้าวสารลงยันต์อยู่เต็มไปหมด ชาวบ้านทั่ว ๆ ไปมีความเชื่อว่า ท่านมีความสามารถพิเศษในการลงยันต์และเสกคาถาอาคมลงบันถังไม้ตวงข้าวสาร 
หากใครนำไปบูชาแล้วจะทำให้ทำมาค้าขาดี ในทุก ๆ วันจะมีประชาชนซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพ่อค้าแม่ขาย จำนวนมาก เดินทางมาทำบุญพร้อมบริจาคเงินซื้อถังข้าวสารลงยันต์ไปบูชา เพื่อให้ทำมาค้าขายดี ซึ่งนอกจากชาวบ้านแล้วก็ยังมีนักท่องเที่ยวชาวมาเลย์ และสิงค์โปร์ที่มีความศรัทธาในหลวงพ่อถังเดินทางมากราบสักการะบูชาหลวงพ่อถังอีกด้วย 
สำหรับประวัติ วัดป่าเขาเขียว ตั้งอยู่หมู่ที่ 10 บ้านปางใหม่พัฒนา ต.ปางตาไว อ.ปางศิลาทอง จ.กำแพงเพชร การเดินทางใช้เส้นทางกำแพงเพชร ปางศิลาทอง ระยะทางประมาณ 34 กิโลเมตร ถึงแยกบ้านเขาน้ำอุ่นเลี้ยวขวา 2 กิโลเมตร จะมีทางแยกด้านซ้ายสู่บ้านปางตาไว ระยะทาง 14 กิโลเมตร สองข้างทางมีร้านจำหน่ายถังตวงข้าวตลอดเส้นทาง วัดป่าเขาเขียวเป็นวัดที่มีชื่อเสียงโด่งดังในด้านความเชื่อและศรัทธาของประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดใกล้เคียงโดยมีเจ้าอาวาสชื่อ พระครูสังฆรักษ์ ปัญญาสีลโซโต (ธ) หรือเป็นที่รู้จักกันดีในชื่อ “หลวงพ่อถัง” ชาวบ้านมีความเชื่อว่าท่านเจ้าอาวาสมีความสามารถพิเศษในการลงยันต์ และเสกคาถาอาคมลงบนถังตวงข้าวสาร หากใครนำไปบูชาแล้วจะทำมาค้าขายดี นอกจากนี้ภายในวัดป่าเขาเขียว จัดให้มีพิพิธภัณฑ์ถังตวงข้าวสารแบบโบราณ และแบบสมัยใหม่ หลายขนาดมากมาย 1,000 ถัง เพื่อนักท่องเที่ยวจะได้เรียนรู้วิวัฒนาการ การใช้มาตรการตวงในอดีต และปัจจุบัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ : วัดป่าเขาเขียว โทร 0892705420

จากวัดป่าเขาเขียวเราเดินทางมายังจังหวัด อุทัยธานี เพื่อนมัสการพระเกจิเรืองวิทยาคมแห่งลุ่มแม่น้ำสะแกกรัง อีกองค์หนึ่งที่ พุทธศาสนิกชนกราบไหว้บูชาได้โดยสนิทใจ คือ หลวงพ่ออั้น อภิปาโล วัดธรรมโฆษก (วัดโรงโค) พระเกจิอาจารย์ผู้มีความเคร่งครัดในการปฏิบัติศาสนธรรมและเมตตาบารมีธรรมสูง มีคณะศิษยานุศิษย์ทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ รวมไปถึงวงการนักนิยมสะสมวัตถุมงคล รู้จักในนามของพระเกจิอาจารย์เรืองวิทยาคม แก่กล้า และพลังจิตตานุภาพ สุดยอดพระเกจิพระเถราจารย์ซึ่งชาวอุทัยธานีขนานนามท่าน “พระจี้กงแห่งลุ่มน้ำสะแกกรัง” หรือ “หลวงพ่ออั้นเทวดา” หรือ เทวดาตาทิพย์ ผู้สำเร็จธาตุกสิณดินน้ำลมไฟ ตำรับหลวงปู่สุข วัดปากมะขามเฒ่า พระเถระอาจารย์ผู้บำเพ็ญทานมหาบารมีสืบสานมหาเวทย์ “พิรุณกำบัง” และ “เทพรัญจวน” สายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า เคยเป็นศิษย์ก้นกุฏิรับใช้ใต้รอยบาทพระอริยเจ้าเมืองเหนือครูบาศรีวิชัย ติดตามธุดงค์ไปทางภาคเหนือหลายปีท่านเคยรับราชการตำรวจเป็นลูกน้องคู่ใจในการดับเสือร้ายของขุนพันธรักษ์ราชเดช ยอดมือปราบหนังเหนียวก่อนที่จะมาอุปสมบทในปี พ.ศ. 2498 
อัตโนประวัติ เกิดในสกุล โพธิพิทักษ์ เมื่อวันที่ 10 มกราคม 2476 ณ บ้านดอนฉนวน ต.ท่าฉนวน อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท โยมบิดา-มารดา ชื่อ นายชอ้อนและนางกระถิน โพธิพิทักษ์ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนา ในช่วงวัยเยาว์ จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่โรงเรียนท่าเรือนุกูล อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา ต่อมา เมื่อปี พ.ศ.2492 พ.ต.ต.ตุ๊ วงศ์อุทัย เป็นโยมลุง ได้พาท่านไปสมัครเป็นตำรวจที่ปารุสกวัน กรมตำรวจ รับราชการได้ 4 ปี มีผลงานด้านการปราบปรามดีเด่น และได้เลื่อนยศเป็นร้อยตำรวจโท ต่อมาได้ลาออกจากการรับราชการตำรวจในช่วงอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ ต้องเข้ารับการเกณฑ์ทหารเป็นทหารเกณฑ์ที่ค่ายจิรประวัติ จ.นครสวรรค์นาน 1 ปีครึ่ง เมื่อท่านพ้นจากรั้วทหาร เริ่มเกิดความเบื่อหน่ายทางโลก จึงเข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ เมื่อวันที่ 10 มิถุนายน 2498 ณ พัทธสีมาวัดหัวเมือง อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี โดยมีพระครูอุปการโกวิท (หลวงพ่อแอ๋ว) เป็นพระอุปัชฌาย์, พระสมุห์ออม สุขาโต เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระสมุห์ฟื้น ฐานวุฑโฒ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า อภิปาโล หมายความว่า ผู้รักษาที่ยิ่งใหญ่ เมื่ออุปสมบทอยู่จำพรรษาที่วัดแจ้ง อ.หนองฉาง ได้มุ่งมั่นศึกษาพระปริยัติธรรม สามารถสอบได้นักธรรมชั้นตรี-โท-เอก ตามลำดับ พ.ศ.2506 ได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนปริยัติธรรม วัดหนองขุนชาติ อ.หนองฉาง พ.ศ.2508 ได้ย้ายมาอยู่ที่วัดธรรมโฆษก อ.เมือง จ.อุทัยธานี ได้รับแต่งตั้งเป็นครูสอนพระปริยัติธรรม ประจำสำนักศาสนศึกษาวัดธรรมโฆษก และเป็นกรรมการสอบธรรมสนามหลวง อ.เมืองอุทัยธานี หลวงพ่ออั้น เล็งเห็นว่า การแพทย์พื้นบ้านเป็นระบบแพทย์พื้นฐาน สามารถแก้ปัญหาความเจ็บป่วยตามวิถีชีวิตและความเชื่อตาวัฒนธรรมและระบบนิเวศของแต่ละท้องถิ่น ได้มีดำริจัดตั้งศูนย์การแพทย์แผนไทยที่วัดโรงโค เป็นการกด คลึง บีบ ประคบ หลักสูตรวัดโพธิ์ หลวงพ่ออั้น มีความเคร่งครัดในระเบียบวินัยการปกครองวัด โดยพระภิกษุ-สามเณร ทุกรูปต้องศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยทุกรูป และต้องตั้งอยู่ในสาราณียธรรม 6 ทำวัตรสวดมนต์ทุกเช้า-เย็น เว้นแต่อาพาธ หรือมีเหตุจำเป็น รวมไปถึงให้ความสะดวกในการบำเพ็ญบุญกุศลแก่พุทธศาสนิกชนตามความสามารถ มีการทำอุโบสถกรรม (สวดปาฏิโมกข์) ตลอดพรรษา ย้อนหลังกลับไปเมื่อครั้งหลวงพ่ออั้น เป็นฆราวาส อายุ 11 ขวบ ได้มีโอกาสเดินธุดงควัตรกับหลวงพ่อครูบาศรีวิชัย จากเขาฆ้องชัย อ.ลานสัก จ.อุทัยธานี จนถึง จ.ลำพูน รวมเวลา 3 เดือนเศษ พร้อมศึกษาเล่าเรียนวิทยาคมกับท่านด้วย และช่วงที่รับราชการตำรวจ ได้ใช้เวลาว่างเรียนวิชาโหราศาสตร์ กับหม่อมหลวงขาบ กุญชร และสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก(อยู่ ญาโณทยมหาเถร) วัดสระเกศ พ.ศ.2501 ได้ศึกษาวิปัสสนากัมมัฏฐานกับหลวงพ่อเขียน สำนักขุนเณร จ.พิจิตร จนกระทั่ง พ.ศ.2520 พระราชอุทัยกวี (พุฒ สุทัตโต) อดีตเจ้าอาวาสวัดมณีสถิตกปิฏฐาราม (ทุ่งแก้ว) เจ้าคณะจังหวัดอุทัยธานี พระเถราจารย์ผู้เข้มขลังวิทยาคม ศิษย์เอกสายหลวงปู่ศุข วัดปากคลองมะขามเฒ่า ได้เมตตาถ่ายทอดสรรพวิชา พร้อมกับนำตำราหลวงพ่อเคน วัดดงเศรษฐี, ตำราหลวงพ่อพลอย วัดห้วยขานาง และตำราหลวงพ่อพูนวัดหนองตางู มาถ่ายทอดเพิ่มเติมอีกด้วย

หลวงพ่ออั้น เป็นศิษย์อาจารย์เดียวกับหลวงปู่ตี๋ ญาณโสภโณ วัดหลวงราชาวาส เกจิดังในอดีต ได้รับกิจนิมนต์ให้เข้าร่วมพิธีพุทธาภิเษกวัตถุมงคลในวัดต่างๆ มาโดยตลอด ปัจจุบัน หลวงพ่ออั้น อภิปาโล สิริอายุ 74 พรรษา 52 เป็นเจ้าอาวาสวัดธรรมโฆษก (วัดโรงโค) ต.อุทัยใหม่ อ.เมือง จ.อุทัยธานี และเจ้าคณะตำบลน้ำซึม-ท่าซุง ผู้ที่มีจิตศรัทธาจะเดินทางมายังวัดก็แสนจะสะดวก ด้วยการเดินทางที่ไม่ไกลจากกรุงเทพฯ มากนัก สามวันที่เราตะเวนเดินทางกราบนมัสการพระสุปฏิปัณโณ ทำให้จิตใจที่ว้าวุ่นด้วยสารพันเรื่องราวสงบลงเยอะทีเดียว ว่างๆ ก็หาเวลาเดินทางไปกราบนมัสการพระเกจิแห่งลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ต่างก็ขึ้นชื่อในความมีเมตตา และที่สำคัญเป็นที่พึ่งทางใจให้แก่เราในภาวะการณ์ปัจจุบันที่ต่างก็ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยวทางใจให้ต่อสู้ไปข้างหน้า ก็ต้องลองเดินทางกันมาละครับ
|