|

วันที่สองของการเดินทาง เช้านี้เราเดินทางจากที่พักสู่อำเภอโพธิ์ประทับช้าง เพื่อไปยังวัดหิรัญญาราม หรือที่ชาวบ้านมักจะเรียกชื่อวัดกันจนติดปากว่า วัดบางคลาน ประวัติความเป็นมา ของวัดหิรัญญาราม หรือ วัดบางคลาน เดิมมีชื่อว่า “วัดวังตะโก” ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่านเก่า เป็นที่ประดิษฐานรูปหล่อเท่าองค์จริงของ “หลวงพ่อเงิน” อยู่ชั้นบนของพิพิธภัณฑ์นครไชยบวร ส่วนชั้นล่างจัดเป็นที่จัดแสดงศิลปวัตถุ และโบราณวัตถุที่พบในเมืองนครไชยบวร ทุกยุค ทุกสมัย ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน วัดบางคลานแห่งนี้มีพระเกจิชื่อดังที่ใครต่อใครต่างรู้จักกันในนาม หลวงพ่อเงิน เป็นเกจิอาจารย์ที่ประชาชนชาวไทยทั่วไปรู้จัก และให้ความเคารพนับถือเป็นอย่างยิ่ง จนได้รับการยกย่องว่าเป็น “เทพเจ้าอำเภอโพทะเล และเพชรน้ำเอกของจังหวัดพิจิตร” 
สำหรับประวัติของหลวงพ่อเงิน ท่านถือกำเนิดที่บ้านบางคลาน หมู่ที่ 1 ต.บางคลาน อ.โพทะเล จ.พิจิตร ตรงกับสมัยรัชกาลที่ 1 แห่งรัตนโกสินทร์ เมื่อปี พ.ศ. 2356 หลวงพ่อเงินอายุได้ 5 ขวบ นายช่วงซึ่งเป็นครูของท่าน ได้พาหลวงพ่อเงินไปอยู่กรุงเทพฯ จนกระทั่งหลวงพ่อเงินเติบโตเข้าศึกษาเล่าเรียนได้ จึงได้นำหลวงพ่อเงินไปฝากไว้ที่วัดตองปู (วัดชนะสงคราม) เพื่อให้เล่าเรียนหนังสือที่วัดชนะสงครามตลอดมาจนถึงปี พ.ศ. 2363 เมื่อหลวงพ่อเงินอายุได้ 12 ปีจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร อายุถึงอายุครบบวชท่านก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดชนะสงคราม ฉายา พุทธโชติ แล้วท่านได้จำพรรษา เพื่อปฏิบัติธรรมวินัย เรียนทางวิปัสสนากรรมฐานอยู่ได้ 3 พรรษาขณะที่ท่านได้จำพรรษาอยู่ที่วัดชนะสงครามท่านได้ไปถวายตัวเป็นศิษย์เพื่อศึกษาศิลปวิทยาคมตลอดจนเรียนวิปัสสนาธุระ ในทางเมตตามหานิยมและคงกระพันชาตรีจากเจ้าพระคุณสมเด็จพระพุฒจารย์(โต) พรหมรังสีวัดระฆังโฆสิตารามจนเป็นที่พอใจแล้ว ท่านจึงได้กลับไปจำพรรษาที่วัดคงราราม (วัดบางคลานใต้) บ้านบางคลาน ตำบลบางคลาน อำเภอบางคลาน จังหวัดพิจิตร บ้านเดิมของท่าน อยู่ได้ 1 พรรษาที่วัดคงคารามนี้มีหลวงพ่อพระอุปัชฌาย์ให้ เป็นเจ้าอาวาสอยู่ก่อนแล้ว ท่านเป็นพระที่เรืองวิชาแก่กล้าองค์หนึ่งเหมือนกันและท่านชอบเล่นแร่แปรธาตุด้วย แต่หลวงพ่อท่านอุปัชฌาย์ให้ท่านชอบเทศน์แหล่ เป็นทำนองการเทศน์แหล่หรือการซ้อมแหล่ ทำให้เกิดเสียงดังมาก หลวงพ่อเงินท่านไม่พอใจ เพราะท่านเป็นพระที่เคร่งครัดทางธรรมวินัยและทางวิปัสสนากรรมฐานชอบแต่ทางสงบ ท่านจึงได้ย้ายมาจากวัดคงคารามไปอยู่ยังหมู่บ้านวังตะโก ซึ่งลึกเข้าไปทางลำน้ำแควพิจิตรเก่า โดยท่านได้หักกิ่งโพธิ์ไปด้วย 3 กิ่ง และปักลงตรงบริเวณป่าตะโก แล้วท่านก็ได้อธิฐานจิตว่า ถ้าข้าพเจ้าได้มาสร้างวัด ณ สถานที่แห่งนี้ ถ้ามีความเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคตข้างหน้า ขอให้กิ่งโพธิ์ทั้ง 3 กิ่ง จงเจริญงอกงามตามไปด้วย ก็ปรากฏว่าเป็นไปตามคำอธิษฐานของหลวงพ่อทุกประการ 
หลวงพ่อเงินท่านได้ได้สร้างกุฏิ วิหาร อุโบสถ และเสนาสนะภายในวัดจนสมบูรณ์แบบครบถ้วนทุกประการ และเมื่อหลวงพ่อยังมีชีวิตอยู่ ประชาชนเห็นความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ จึงได้ให้ช่างมาทำการหล่อรูปจำลองของท่านไว้จำนวน 2 องค์ ด้วยกัน ตามหลักฐานที่ได้ปรากฏอยู่จนทุกวันนี้ องค์ที่ 1 ประจำอยู่วัดวังตะโก บ้านบางคลาน หรือวัดหิรัญญาราม องค์ที่ 2 ประจำอยู่ที่วัดท้ายน้ำ 
พิพิธภัณฑ์นครไชยบวร เปิดทุกวัน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น. สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ วัดบางคลาน โทรศัพท์ 0 56669111, 08 1962 8445, 08 7194 4613 จากวัดบางคลาน เจ้าหน้าที่ ท.ท.ท. ก็พาพวกเราออกเดินทางมายังวัดใหม่ปลายห้วย ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหมู่ที่ 11 ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร วัดนี้สร้างขึ้นโดยหลวงปู่ทองดี อนิโฆสำหรับหลวงปู่ทองดี อนิโฆนี้ เดิมชื่อ ทองดี เพชรวิจิตร เกิดมีปีขาล เดือนอ้าย วันอาทิตย์ พ.ศ. 2505 ที่บ้านวังกระทิง อ.สามง่าม จ.พิจิตร พอโยมแม่ได้เสียชีวิตลงท่านก็เลยตัดสินใจบวชเมื่ออายุได้ 21 ปี โดยตั้งใจที่จะประพฤติและปฏิบัติธรรมเพื่อแสวงหาทางพ้นทุกข์ตามคำสั่งสอนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า พอบวชเสร็จหลวงปู่ก็ได้ไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่สี ธัมรัตโต เป็นพระที่หลวงปู่ทองดีไปจำพรรษาอยู่กับท่าน ท่านก็ได้สอนการปฏิบัติให้ พิจารณารูปนามและสอนให้หลวงปู่เจริญวิปัสสนา หลวงปู่ฯ อยู่กับหลวงปู่สี ธัมรัตโตได้ 4 – 5 ปี จากนั้นหลวงปู่เรือง อาภัสสรโร ท่านก็สอนแนวมหาสติปัฎฐานสี่ หลวงปู่ทองดีฯ จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่เรืองอาภัสสโร อยู่นานหลายปี จากนั้นหลวงปู่ทองดี ก็เดินทางสร้างและจำพรรษาอยู่ที่วัดใหม่ปลายห้วยตราบ จนกระทั่งทุกวันนี้

สำหรับบริเวณที่เป็นสถานที่ตั้งของวัดใหม่ ปลายห้วยในปัจจุบันนี้ตามนิมิตของหลวงปู่ทองดีกล่าวว่า ในอดีตพื้นที่แห่งนี้เคยเป็นเมือเก่าลึกลงไปในชั้นใต้ดินจะเป็นคูเมือง, กำแพงเก่า มีวัดวาอารามอยู่หลายแห่ง มีชื่อว่าเมืองสว่างพอดี เพราะถ้าคนจากนครสวรรค์จะไปสุโขทัยไปศรีสัชนาลัย ก็จะมาสว่างที่นี่พอดี ก็เลยเรียกกันว่าเมืองสว่างพอดีหรือสว่างบุรี

ทางกรมศิลปกรได้เข้ามาค้นคว้าและศึกษาประวัติศาสตร์เมืองนี้สันนิฐานว่าจะมีอายุเก่าแก่ประมาณ 800 – 1,000 ปี และมีอาณาเขตกว้างขวางมาก สำหรับสาเหตุที่หลวงปู่ทองดีมีควาประสงค์สร้างวัดใหม่ ปลายห้วยก็เพราะว่าชาวบ้านปลายห้วย ได้อพยพมาจากหมู่บ้านวังกะทึง แต่ยังไม่มีสถานที่ที่จะประกอบศาสนพิธี ต้องเดินทางไปทำบุญที่วัดวังกระทึง ซึ่งอยู่ไกลจากหมู่บ้านระยะทางประมาณสิบกิโลเมตร ชาวบ้านจึงช่วยกันบริจาคที่ดินให้หลวงปู่ทองดี เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ อยู่ตั้งแต่เดือน มกราคม พ.ศ. 2538 ถึงเดือนมีนาคม พ.ศ. 2539 โดยมีพระภิกษุจำพรรษาอยู่เพียงหนึ่งรูป 
ปัจจุบันมีเจ้าอาวาสชื่อพระสมุห์อุดมฐานุตตโร ต่อมาหลวงปู่ทองดีฯ ได้ดำเนินการก่อสร้างถาวรวัตถุ และมาทุนทรัพย์จากผู้มีจิตศรัทธาซื้อที่ดินเพิ่มเติมเพื่อขยายวัดเพิ่มขึ้นมาอีกเป็นพื้นที่ธรณีสงฆ์ 30 ไร่ ตั้งชื่อว่า “วัดใหม่ปลายห้วย” และต่อมาปี พ.ศ. 2551 ได้ขยายพื้นที่เพิ่มขึ้นอีก 25 ไร่ รวมมีเนื้อที่ทั้งหมดเกือบ 70 ไร่ หลวงปู่ทองดีมีโครงการที่จะสร้างตึกสงฆ์อาพาธขึ้นภายในพื้นที่ของวัดใหม่ปลายห้วย เพราะหลวงพ่อทองดีเล็งเห็นคือความยากลำบากของพระสงฆ์ไทยในชนบทยามอาพาธที่จะต้องเข้ารับการรักษาพยาบาลรวมกับคนไข้อื่น ๆ ท่านจึงมีความคิดที่จะสร้างตึกสงฆ์อาพาธแห่งนี้ขึ้นเอง สำหรับสิ่งที่น่าสนใจภายในวัดใหม่ปลายห้วยมีดังต่อไปนี้ หลวงปู่โต พรหมรังสี องค์ขนาดใหญ่หน้าตักกว้าง 9 ศอก สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงคุณงามความดีขึ้นท่านเพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้กราบสักการบูชา หลวงปู่ใหญ่ เทพโลกอุดรองค์ใหญ่ที่สุดในโลกมีขนาดองค์กว้าง 12 ศอก สูง 48 ศอก นั่งอยู่บนตอไม้ พวกเราเดินเที่ยวชมพุทธประติมากรรมต่าง ๆ ภายในวัดใหม่ปลายห้วย อย่างเพลิดเพลินจนสมควรแก่เวลาหลังจากนั้นจึงกราบลาหลวงปู่ทองดี อนีโฆแห่งวัดใหม่ปลายห้วย เพื่อออกเดินทางต่อไป 
เจ้าหน้าที่ ททท. ได้พาพวกเราแวะรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารครัวปลาใหญ่ ตั้งอยู่ใน อ.โพธิ์ประทับช้าง ใน จ.พิจิตร สำหรับเมนูอาหารทำมาจากปลาน้ำจืดเป็นส่วนใหญ่ อาทิเช่น ปลาเนื้ออ่อนทอดกระเทียมพริกไทย, ผัดช่าปลากด ทอดมันปลากราย และเมนูพิเศษที่ไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน ก็คือ ต้มยำปลากดในกระทะใบบัวขนาดเท่าหม้อแกง รสชาติจัดจ้าน กินไปบ่นไปเอ้ย ไม่ใช่ เช็ดน้ำหูน้ำตาไป ส่วนปลาน้ำจืดที่นำมาปรุงเป็นอาหารก็มีขนาดใหญ่สมกับชื่อร้านจริง ๆ แถมยังสดอีกต่าง ๆ เพราะทางร้านทำบ่อซีเมนต์ขนาดใหญ่อยู่หลังร้านเอาไว้ขังปลาที่จะนำมาปรุงเป็นอาหารโดยเฉพาะดังนั้นจึงรับประกันในเรื่องของความสด สำหรับความจัดจ้านในเรื่องรสชาติผู้ที่นิยมอาหารจัดจ้านรับรองไม่ผิดหวังแน่ นักท่องเที่ยวท่านใดที่เดินทางผ่านไปผ่านมาใน อ.โพธิ์ประทับช้าง จ.พิจิตรลองแวะมาลิ้มชิมรสได้ที่ครัวปลาใหญ่ โทรศัพท์ 086 – 601188 รับประกันความผิดหวัง พวกเรารับประทานอาหารปลาในมื้อนี้กันอย่างเอร็ดอร่อย กินไปเช็ดเหงื่อไปจนเมนูอาหารปลาต่าง ๆ หายวับไปในพริบตา จากนั้นจึงพากันนั่งพักผ่อนหย่อนใจย่อยอาหาร ก่อนจะออกเดินทางท่องเที่ยวต่อไปในช่วงบ่าย

จากจังหวัดพิจิตร เจ้าหน้าที่ ททท. พาพวกเราเดินทางสู่ จ.นครสวรรค์ เมื่อนมัสสการร่างของหลวงพ่อจ้อย วนทสุวณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีอุทุมพรหรือวัดวังเสือ ใน จ.หนองกรด อ.เมือง จ. นครสวรรค์ ซึ่งท่านได้มรณภาพไปเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2550 รวมสิริอายุได้ 94 ปี 3 วัน แต่ศพท่านยังไม่เน่าเปื่อย บรรจุอยู่ภายในโลกแก้วภายในวัดมีประชาชนเดินทางมา นมัสการร่างของหลวงพ่อจ้อย ซึ่งบรรจุอยู่ในโลงแก้วไม่ขาดสายในแต่ละวัน หลวงพ่อจ้อยเป็นเกจิอาจารย์ชื่อดังในด้านโชคลาภ เมตตามหานิยม บูชาวัตถุมงคล เป็นที่รู้จักของชาวนครสวรรค์ ตลอดจนประชาชนทั่วไป 
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพวงมาลาและพระราชทานดินบรรจุศพหลวงพ่อจ้อย จทนสุวรณโณ ณ มลฑปวัดศรีอุทุมพร ต.หนองกรด อ.เมือง จ.นครสวรรค์ หลวงพ่อจ้อย จนทสุวณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดศรีอุทุมพร เป็นพระมหาเกระมีสมบูรณ์ด้วยศิลาจารวัตรที่งดงามจนเป็นที่ตั้งแห่งความเลื่อมใสศรัทธาของบรรดาศิษยานุศิลย์ และศรัทธาสาธุชนทั่วไป หลวงพ่อจ้อยมีอัธยาศัยน้อมไปในการเสียสละ พัฒนาสร้างสรรค์และเอื้อเฟื้อต่อการบำเพ็ญประโยชน์สิ่งในส่วนของคณะสงฆ์ และประชาชนมาตลอดมีคุณสมบัติที่เด่นชัด 2 ประการคือ 1. อัตตสมบัติ หมายถึง สมบัติส่วนตัว หลวงพ่อได้สร้างเสริมอบรมสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่นสารให้เกิดขึ้นภายในตนเองด้วย ศีล, สมาธิ, ปัญญา 2. ปริหตปฏิบัติ หมายถึง การปฏิบัติของหลวงพ่อที่เป็นประโยชน์เกื้อกูลต่อผู้อื่นด้วยการพัฒนาสร้างสรรค์ส่งเสริมให้สำเร็จเป็นประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนาตลอดจนประชาชนทั่วไป นอกจากนี้ หลวงพ่อยังประกอบด้วยความงาม 3 ประการ ที่สามารถพึงนำมาเป็นแบบอย่างให้อนุชนรุ่นหลังได้ปฏิบัติคือ 1. กัลยคาสีโล หลวงพ่อมีศีลจารวัตรที่งดงาม อ่อนน้อมถ่อมตน มีวาจาสุภาพเรียบร้อย อ่อนโยน 2. กัลยาณธัมโม หลวงพ่อมีจิตใจอันงดงาม เมตตาต่อทุกคนที่เข้าไปหาไม่ว่าจะเป็นคนรวยหรือคนจน 3. กัลป์ยาณปัญโญ หลวงพ่อมีปัญญางาม รอบรู้ทั้งในเรื่องคดีโลก และคดีธรรม สามารถนำความรู้มาใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อตนเองและประเทศชาติ

พวกเรากราบนมัสการศพของหลวงพ่อจ้อยที่บรรจุอยู่ในโลงแก้ว จากนั้นจึงออกมาถ่ายรูปหมู่ร่วมกันที่ด้านหน้าบริเวณวัดศรีอุทุมพร จากนั้นเจ้าหน้าที่ ททท. จึงพาพวกเราออกเดินทางไปยัง อ.เมือง จ. กำแพงเพชร เพื่อเปิดงาน “เทศกาลเปิดเมืองกำแพงเพชรเมองมรดกโลก ประจำปี 2551” ณ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร โดยมีนายวิทยา ผิวผ่อง ผู้ว่าราชการ จ.กำแพงเพชร เป็นประธานในพิธี ณ บริเวณหน้าอนุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 หน้าที่ว่าการอำเภอเมืองกำแพงเพชร โดยมีการประกอบพิธีอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุขึ้นประดิษฐาน ณ ซุ้มบุษบกภาษในอาคารอเนกประสงค์ อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรเดินทางมาถึงบริเวณสนามแข่งขันกีฬาทางน้ำคูเมือง อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร เดินทางมาถึงบริเวณสนามแข่งขันกีฬาทางน้ำคูเมือง อุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร จากนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดจึงกล่าวเปิดงาน และกระทำพิธีเปิดงาน “เทศกาลเมืองกำแพงเพชร เมืองมรดกโลก” สำหรับเทศกาลเปิดเมืองกำแพงเพชรเมืองมรดกโลกจะเริ่มงานตั้งแต่วันที่วันที่ 3 – 12 พฤษภาคม พ.ศ.2551

พวกเรามาร่วมในพิธีเปิดและชมการแสดง กำแพงเพชรเมืองมรดกโลก และการแข่งขันกีฬาทางน้ำ 

จากนั้นจึงเดินเที่ยวชมภายในงานซึ่งมีสินค้า OTOP ใน อ.กำแพงเพชร ตลอดจนจังหวัดใกล้เคียงมาเปิดร้านจำหน่ายสินค้ากันเป็นจำนวนมาก 

พวกเราซื้อสินค้า OTOP คนละอย่างสองอย่างติดไม้ติดมือกลับบ้านจากนั้นเจ้าหน้าที่ ททท. ก็พาพวกเราออกเดินทางสู่ โรงแรมชากังราว ในตัวเมืองกำแพงเพชร สถานที่พักค้างแรมของพวกเราในคืนนี้ 

ที่โรงแรมชากังราว คุณเกศินี ก่อสูงศักดิ์ เจ้าของโรงแรมชากังราว ได้ให้การต้อนรับคณะของพวกเราอย่างดียิ่ง สำหรับโรงแรมชากังราวเป็นโรงแรมระดับห้าดาวในตัวอ.เมือง จ.กำแพงเพชร อยู่ติดกับแม่น้ำปิง นักท่องเที่ยวที่เข้าพักจะได้สัมผัสวิวทิวทัศน์ ของแม่น้ำปิง ในยามเช้า ท่านที่เดินทางมาเยี่ยมเยือนเมืองกำแพงเพชรและสนใจที่จะเข้าพักที่โรงแรมชากังราว 

สามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 055 – 714900 – 9 www.chakunggraoriverview.com วันที่ 3 ตามรอยเกจิฯ ลุ่มน้ำเจ้าพระยา
|