นั่งรถไฟไปเที่ยวปีนัง p5

วันที่ห้าของการเดินทาง
ผม ตื่นนอนในในตอนเช้าจากนั้นจึงออกมายืนชมวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองหาดใหญ่ซึ่ง อยู่บนชั้นที่6 ของโรงแรมแห่งหนึ่งในตัวเมืองหาดใหญ่ วิวทิวทัศน์ของตัวเมืองหาดใหญ่ในยามเช้าสวยงามมาก



จาก นั้นจึงเดินออกมาหาอาหารเช้ารับประทานกันที่ร้านอาหารซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ โรงแรมที่เราสองคนพัก ในระหว่างรับประทานอาหารเช้าเราสองคนตกลงกันว่าจะเดินทางกลับกรุงเทพฯ กันในตอนเย็นวันนี้โดยขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ – หาดใหญ่ และในระหว่างที่รอรถไฟเดินทางกลับกรุงเทพในตอนเย็นวันนี้ยังพอเวลาเหลืออีก เกือบทั้งวัน เราสองคนเดินทางท่องเที่ยวในตัวเมืองสงขลาและหาดใหญ่กันดีกว่าครับ เราสองคนโทรศัพท์ติดต่อบริการรถเช่ากับบริษัท Enjoy Travel & Service ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ ร.ร. เสริมสวยนิรันดร์รัตน์ในตัวเมืองหาดใหญ่ โทรศัพท์ 074-225596-7
มือถือ 089-468-1003 ติดต่อเช่ารถพร้อมคนขับพาเราสองคนท่องเที่ยวถ่ายภาพในตัวเมืองหาดใหญ่และ ตัวเมืองสงขลาในราคา 1,500 บาท พร้อมน้ำมันและคนขับ ท่านผู้อ่านที่เดินทางมาท่องเที่ยวหาดใหญ่แล้วอยากใช้บริการสามารถติดต่อได้ ตามเบอร์โทรศัพท์ที่ลงไว้น่ะครับ การบริการดีมาก นอกจากมีบริการรถเช่าแล้วยังมีแล้วบริษัทEnjoy Travel & Service ยังให้บริการขายตั๋วรถโดยสารเดินทางไปเมืองปีนัง กัวลาลัมเปอร์และสิงค์โปร์ด้วยครับบริการดีมีความจริงใจต่อลูกค้าอย่างนี้ ต้องช่วยเขียนเชียร์กันหน่อยครับ



แหล่ง ท่องเที่ยวใน อ.หาดใหญ่ แห่งแรกที่เราสองคนจะไปเที่ยวชมกันก็คือ เขาคอหงส์ ซึ่งตั้งอยู่ในตัวเมืองหาดใหญ่ คนขับรถขับพาเราสองคนไปตามถนนกาญจนวนิชเส้นทางหาดใหญ่-สงขลา ห่างจากตัวเมืองหาดใหญ่ไปประมาณ 6 กม. จากนั้นจึงเลี้ยวขวาเข้าไปยังสวนสาธารณะเทศบาลนครหาดใหญ่ชึ่งมีเนื้อที่ ประมาณ 900 ไร่



เป็น สถานที่พักผ่อนหย่อนใจของชาวหาดใหญ่และอำเภอใกล้เคียง บริเวณสวนตกแต่งด้วยไม้ดอกไม้ประดับ อย่างงดงามมีศาลากลางน้ำ สวนนก มีร้านอาหารไว้บริการ บริเวณเชิงเขาใกล้กับสวนนกเป็นที่ ประดิษฐานพระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จากนั้นจึงขับรถขึ้นไปตามเส้นทางราดยางอันคดเคี้ยววกวนขึ้นสู่บนเขาคอหงษ์



สถาน ที่แห่งแรกที่เราสองคนแวะเข้าเที่ยวชมก็คือศาลท้าวมหาพรหมสี่หน้าตั้งอยู่ใน ศาลารูปหกเหลี่ยมจัตุรัสด้านข้างมีต้นโพธิ์ขนาดใหญ่อายุมากกว่าร้อยปียืนต้น อยู่ท่ามกลางรูปปั้นช้างสีทองล้อมอยู่โดยรอบโคนต้นและบนกิ่งก้านสาขาของต้น โพธิ์เต็มไปด้วยผ้าแดงเขียนไว้ด้วยอักษรจีนปลิวไสวตามแรงลมเต็มต้น



ตลอด ทั้งวันจะมีชาวมาเลเซียและสิงโปร์เดินทางมาสักการะบูชากันอย่างคับคั่งและบน ศาลท้าวมหาพรหมแห่งนี้มีจุดชมวิวทิวทัศน์สามารถมองลงไปเห็นพระพุทธมงคล มหาราชประดิษฐานอยู่บนยอดเขาคอหงษ์ และจากศาลท้าวมหาพรหมเราสองคนเดินทางต่อไปยังพระพุทธมงคลมหาราชซึ่ง ประดิษฐานอยู่อีกลูกหนึ่งของเขาคอหงษ์ไม่ห่างจากศาลพระพรหมเท่าใดนัก


พระ พุทธมงคลมหาราชประดิษฐานอยู่บนบนยอดเขาคอหงษ์ ในบริเวณสวนสาธารณะในเทศบาลเมืองหาดใหญ่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระพุทธรูปประจำเมืองหาดใหญ่ ณ วันที่ 12 ตุลาคม พ.ศ. 2542 โดยมีสมเด็จพระญารสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังคปรินายกเสด็จเป็นองค์ประธาน พิธีเททองพระหัตถ์ พระพุทธมงคลมหาราช ณ มณฑลพิธีพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม เมื่อวันอาทิตย์ที่ 19 มีนาคม พ.ศ. 2543



จาก นั้นสมเด็จพระเทพรัตนสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีเสด็จทรงประกอบพิธีเททองหล่อพระเกตุมาลาเมื่อวันพฤหัสที่ 10 สิงหาคม พ.ศ.2543 บริเวณด้านหน้าของ พระพุทธมงคลมหาราชเป็นจุดชมวิวสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองหาดใหญ่ ได้อย่างชัดเจนอีกด้วย



เรา สองคนกราบนมัสการพระพุทธมงคลมหาราชเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงเดินเท้า มายังจุดชมวิวเพื่อชมวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองหาดใหญ่มองไกลออกไปถึงทะเลด้าน อ่าวไทย




จาก พระพุทธมงคลมหาราชคนขับรถพาเราสองคนเดินทางมายังองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมปาง ประทานพรขนาดใหญ่ซึ่งทำจากหยกขาวจากประเทศจีน แกะสลักโดยช่างชาวจีนจากมณฑลเห่ยเป่ย ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน



ทั้ง องค์แบ่งเป็นหินหยกขาวจำนวน 8 ท่อน ขนาดความสูง 9.9 เมตร น้ำหนักโดยรวมประมาณ 80 ตัน ภายใต้ที่ประดิษฐานองค์พระโพธิสัตว์กวนอิม จัดทำเป็นห้องโถงแปดเหลี่ยม ซึ่งแต่ละมุมจะเป็นที่ ประดิษฐานรูปปั้นของเซียนทั้งหมด 8 องค์


ตรง กลางของห้องโถงจัดทำเป็นเสาขนาดใหญ่ ซึ่งมีองค์ พระโพธิสัตว์กวนอิมปางประทานพรขนาดความสูงประมาณ 19.9 นิ้ว เป็นจำนวนมาก วางอยู่รอบเสา ซึ่งตำแหน่งของเสานี้ตรงกับตำแหน่งเดียวกับองค์พระโพธิสัตว์กวนอิมหินหยกขาว ที่ประดิษฐานอยู่เบื้องบนอาคารแปดเหลี่ยมหลังนี้



จากอาคารแปดเหลี่ยมแห่งนี้สามารถมองเห็นถนนหนทางในเมืองหาดใหญ่ได้อย่งชัดเจน



จาก องค์พระโพธิสัตว์กวนอิมเราสองคนเดินเท้าเข้ามายังปากประตูที่ทำเป็นรูปหัว มังกรกำลังอ้าปากกว้างแทนบานประตู เราสองคนเดินทะลุปากมังกรเข้ามาด้านในปากมังกรเป็นลานกว้างเป็นที่ประดิษฐาน ของรูปปั้นพระสังกัจจายน์ขนาดใหญ่


ส่วนทางด้านขวามือมีรูปปั้นจีนมองดูคล้ายเง็กเซียนฮ่องเต้


ด้านหลังของรูปปั้นทั้งสองเป็นกำแพงภูเขาธรรมชาติล้อมอยู่โดยรอบ



เรา สองคนช่วยกันบันทึกภาพเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงนั่งรถลงมาจากเขาคอ หงษ์มุ่งหน้าไปยังตัวเมืองสงขลาซึ่งตั้งอยู่ห่างจากเมืองหาดใหญ่ระยะทาง ประมาณ 30 กิโลเมตร ขับรถผ่านสวนประวัติศาสตร์ พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ จากนั้นขับรถข้ามสะพานไปยังเกาะยอ พอข้ามสะพานไปแล้วก็ขึ้นฝั่งเกาะยอ ซึ่งเกาะนี้มีพื้นที่ทั้งเกาะประมาณ 15 ตารางกิโลเมตร มีสภาพภูมิประเทศส่วนใหญ่เป็นภูเขาขนาดย่อม ๆ กระจายกันอยู่ทั่วไป



ยอด เขาที่สูงที่สุดชื่อ ยอดเขากุฎิ ด้านทิศใต้ของเกาะ เป็นแหล่งเพาะปลูกสวนผลไม้เกษตรกรรมแบบสุมรุม หมายถึงผลไม้จะผลัดกันให้ผลผลิตตลอดปี เช่น ส้มโอ มะพร้าว ขนุน ผลไม้ที่มีชื่อของเกาะยอคือจำปาดะ ลักษณะคล้ายขนุนแต่ลูกเล็กกว่า สามารถนำไปทอดเหมือนกล้วยแขก หรือจะกินสดก็ได้ และผ้าทอเกาะยอ เป็นผ้าพื้นเมืองที่มีชื่อเสียงและได้รับความนิยมจากผู้นิยมสวมใส่ผ้าไทย มีลายที่เป็นเอกลักษณ์ เช่น ลายราชวัตถ์ ดอกพิกุล ดอกพะยอม เนื้อผ้าดูแลรักษาง่าย นอกจากนั้นเกาะยอยังเป็นแหล่งเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังในทะเลสาบสงขลารวม ทั้งมีร้านอาหารทะเลอร่อยๆอีกหลายร้านให้ลองลิ้มชิมรสอีกด้วยครับ นอกจากนี้แล้วบนเกาะยอยังมีวิวทิวทัศน์อันสวยงามมากสามารถมองเห็นทะเลสาบ สงขลา ซึ่งเป็นทะเลสาบน้ำจืดที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเมื่อข้ามสะพานจากฝั่งสงขลามายังฝั่งเกาะยอ พอลงสะพานมาได้เล็กน้อย คนขับรถก็ขับรถพาเราสองคนเลี้ยวซ้ายเข้าไปยัง วัดพระนอนแหลมพ้อ ซึ่งตั้งอยู่ที่ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา




ทำเล ที่ตั้งของวัดตั้งอยู่ริมทะเลสาปสงขลาภายในบริเวณลานวัดอันกว้างขวางเป็น ที่ประดิษฐานพระนอนปางปรินิพพาน และพระพุทธรูปปางมารวิชัยที่ชาวบ้านเรียกกันว่า "พระสมเด็จเจ้าเกาะยอ" เป็นพระพุทธรูปที่สร้างขึ้นมาใหม่



นอก จากนี้แล้วภายในวัดพระนอนแหลมพ้อ ยังมีพระอุโบสถเก่ามีอายุมากกว่า สองร้อยปีมาแล้ว วัดนี้มีงานประติมากรรมที่ทรงคุณค่า ในส่วนของการตกแต่งพระอุโบสถ ใบเสมา หอระฆัง เจดีย์ โดยเฉพาะที่พระอุโบสถมีประติมากรรมปูนปั้นรูปเทพพนมอยู่ท่ามกลางหมู่พันธุ์ พฤกษา เหนือช่องกรอบประตูหน้าต่าง จั่วหน้าบันด้านหน้าเป็นลายปูนปั้น พระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ จั่วหน้าบันด้านหน้าเป็นลายปูนปั้นรูปพระนารายณ์ทรงครุฑ โบสถ์ หอระฆัง และเจดีย์ ของวัดแหลมพ้อ ถือว่าเป็นการสร้างตามพระราชนิยมในรัชกาลที่ 3 ซึ่งจะไม่มีช่อฟ้า ใบระกา



เป็น การสร้างตามแบบแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยช่างพื้นเมืองภาคใต้ในยุคนั้น จึงมีความงาม ความวิจิตร ที่มีคุณค่าควรแก่การชื่นชม ศึกษาและอนุรักษ์ไว้เป็นมรดกของชาติตลอดไปเราสองคนเดินเท้าชมความสวย งามภายในวัดพระนอนแหลมพ้อจากนั้นจึงออกมายืนชมวิวทิวทัศน์ของทะเลสาปสงขลา บริเวณริมเขื่อนหน้าวัดจนสมควรแก่เวลา




จาก นั้นคนขับรถก็พาเราสองคนเดินทางต่อไปยังสถาบันทักษิณคดีศึกษา ซึ่งตั้งอยู่บ้านอ่างทรายบนเกาะยอพอขับรถลงจากสะพานติณสูลานนท์ช่วงที่1 แล้วผ่านทางแยกเข้าวัดแหลมพ้อเลยไปเล็กน้อยก่อนถึงสะพานติสูลานนท์ช่วงที่ 2ไม่กี่เมตรจะมีประตูทางเข้าสถาบันทักษิณคดีศึกษาอยู่ทางซ้ายมือ ส่วนสถานที่ที่อยู่ตรงข้ามกับสถาบันทักษิณคดีศึกษาคือที่พักริมทาง รัชมังคลาภิเษก แหล่งพักผ่อนริมทะเลของคนสงขลาและนักท่องเที่ยวทั่วไป คนขับรถพาเราสองคนเข้าไปยังภายในสถาบันทักษิณคดีศึกษา แต่ก่อนที่จะขับรถเข้าไปภายในเราสองคนจะต้องชำระค่าธรรมเนียมเข้าชมผู้ใหญ่ คนละ 20 บาท จากนั้น คนขับรถพาเราสองคนขับรถขึ้นไปตามถนนราดยางอันคดเคี้ยวเล็กน้อยระยะทางประมาณ 200 เมตรและในที่สุดเราสองคนก็เดินทางมาถึงยังสถาบันทักษิณคดีศึกษาพอหาที่จอดรถ ได้จากนั้นเราสองคนก็ลงจากรถเดินเท้าเที่ยวชมโดยรอบบริเวณและภายในอาคาร แสดงของสถาบันทักษิณคดีศึกษา



สำหรับ สถาบันทักษิณคดีศึกษานับได้ว่าเป็นสิ่งที่เชิดหน้าชูตาของชาวสงขลา มีพื้นที่ทั้งหมด 23 ไร่ 1 งาน 39.9 ตารางวา สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2521



ภายใน สถาบันทักษิณคดีศึกษาได้ทำการรวบรวมและจัดแสดงศิลปวัตถุและโบราณวัตถุ รวมทั้งวิถีชีวิตของชาวใต้ไว้เป็นหมวดหมู่ ทั้งหมดอยู่ภายใน พิพิธภัณฑ์คติชนวิทยาและบริเวณภายนอกของ สถาบันทักษิณฯ นอกจากนี้ภายในสถาบันทักษิณคดีศึกษายังมีหอชมวิวไว้ให้ชมทิวทัศน์สวยๆ ของเกาะยอและทะเลสาบสงขลาอีกด้วยครับ


และ ด้วยทำเลที่ตั้งของสถาบันทักษิณคดีศึกษาตั้งอยู่บนยอดเขาและไหล่เขา จึงทำให้การออกแบบพื้นที่ใช้สอยลักษณะลดหลั่นกันลงมาเป็นชั้นๆได้อย่างสวย งาม



ผนวก กับความพิถีพิถันในการออกแบบและการตกแต่งอาคารต่างๆ ตามสถาปัตยกรรมของภาคใต้ และเมื่อเราสองคนก้าวเท้าเข้าสู่ขอบเขตพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา บ้านทรงไทยหลังคาจั่วสถานที่ซึ่งย้อนอดีตเรื่องราวประเพณีที่ผ่านมาในอดีต



พิพิธภัณฑ์ คติชนวิทยาของสถาบันทักษิณคดีศึกษาแสดงให้เห็นวิถีองค์รวมในความเป็นภาคใต้ โดยใช้วัสดุพื้นบ้านที่หาได้ง่ายจากธรรมชาติทุกชนิด อันเป็นภูมิปัญญาของชาวบ้าน ที่ตกทอดกันมาหลายชั่วอายุคน และตกทอดกันมาเป็นมรดกอันล้ำค่าของแผ่นดินและ ณ ที่นี้เรื่องราว ประเพณี ความเชื่อ และของสะสมต่าง ๆในสมัยหลายร้อยปีที่ผ่านมาแล้ว ถูกถ่ายทอดผ่านสิ่งของต่างๆที่จัดแสดงไว้ภายในพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยา



ทั้ง ยังมีตัวละครดินหรือรูปปั้น ซึ่งมีขนาดเล็กกระทัดรัด แต่ให้ความรู้สึกถึงเรื่องราวประเพณีสมัยนั้นๆที่แสดงอยู่ในสิ่งของเหล่า นั้นได้อย่างลึกซึ้งสร้างความตื่นตาตื่นใจกับผู้ที่ได้มาพบเห็นเป็นอย่าง ยิ่ง



เรา สองคนเดินผ่านแผ่นไม้บนเรือนทรงไทย นำพาไปสู่ห้องต่างๆซึ่งเก็บข้อมูลเรื่องราวต่างๆไว้เป็นอย่างดี ห้องจัดแสดงมากกว่าสิบห้องล้วนน่าสนใจทั้งสิ้น


ซึ่ง ในแต่ละห้องจะมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเอง ทั้งห้องแสดงหุ่น ห้องประเพณี ห้องเก็บเหรียญเก่าแก่ที่หาดูไม่ได้แล้วในปัจจุบันนี้ ทั้งยังมีห้องที่แสดงกระต่ายขูดมะพร้าว ห้องวัฒนธรรมเครื่องแก้ว ห้องมีดและศาสตราวุธ ห้องเครื่องปั้นดินเผาและอื่นๆอีกมากครับ


เรา สองคนเดินเที่ยวชมภายในพิพิธภัณฑ์คติชนวิทยาจากนั้นจึงเดินออกมาชมวิวทิว ทิวทัศน์ของทเลสาปสงขลาและสะพานติสูลานนท์ที่ทอดตัวยอดจากเกาะยอสู่ผืนแผ่น ดินใหญ่ช่างเป็นภาพที่สวยงามและน่าประทับใจเป็นอย่างยิ่งครับ



ดัง นั้นนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดสงขลาจึงไม่ควรพลาดการ เดินทางมาเที่ยวชมภายในสถาบันทักษิณคดีศึกษาแห่งนี้เพราะท่านจะได้ทราบถึง เรื่องราววิถีชีวิตตลอดจนประวัติความเป็นมาของพี่น้องของเราบนแผ่นดินด้าม ขวานทองของไทยแห่งนี้ครับ




สถาบัน ทักษิณคดีศึกษาตั้ง อยู่ที่บ้านอ่าวทราย หมู่ที่ 1 ตำบลเกาะยอ อำเภอเมืองสงขลา ทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของเกาะยอ ใกล้กับสะพานติณสูลานนท์ ช่วงที่ 2 อยู่ริมทางหลวง หมายเลข 4146 เปิดให้บริการทุกวันตั้งแต่ เวลา 08.00-17.00 น. นอกจากนั้นภายในสถาบันทักษิณคดีศึกษายังมีบริการที่พักและห้องประชุมสัมมนา อีกด้วย ติดต่อได้ที่ มหาวิทยาลัยทักษิณ โทรศัพท์ 074-331184-9



ได้ เวลาอาหารกลางวันแล้วจากสถาบันทักษิณคดีศึกษาคนขับรถพาเราสองคนมารับประทาน อาหารกลางวันกันบนเกาะยอ เพราะบนเกาะยอได้ชื่อว่าเป็นแหล่งของอาหารทะเลสดๆ และมีร้านอาหารทะเลอร่อยๆ หลายร้าน



ชาว สงขลานิยมพาครอบครัวเดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจและรับประทานอาหารอร่อยๆ กันเป็นประจำโดยเฉพาะในช่วงเย็นและวันหยุดสุดสัปดาห์ ซึ่งนอกจากเมนูอาหารจะอร่อยถูกปากแล้วบรรยากาศตลอดจนวิวทิวทัศน์ยังสวยงาม อีกด้วยครับ



เรา เลือกร้านอาหารศิรดา เกาะยอเป็นที่ฝากท้องของเราสองคน พร้อมคนขับในมื้อกลางวันนี้ สำหรับเมนูอาหารที่เราสองคนสั่งมารับประทานได้แก่หมี่ผัดกุ้ง ปลากระพงนึ่งมะนาว ผัดกะปิสะตอกุ้งสด และบุฟเฟ่ต์ซีฟู้ด



เรา สองคนรับประทานด้วยความเอร็ดอร่อยพร้อมชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามของทะเลสาป สงขลาจนเป็นที่อิ่มหนำสำราญกันถ้วนหน้า จากนั้นคนขับรถจึงพาเราสองคนเดินทางจากเกาะยอมายังตัวเมืองสงขลาจากนั้นจึง ขับรถพาเราไปท่องเที่ยวยังสวนสองทะเลซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือของแห ลมสมิหลา บรรยากาศร่มรื่นไปด้วยทิวสนทะเล



และ ที่บริเวณปลายแหลมสมิหราเป็นที่ ประดิษฐานอนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์ สามารถชมทัศนียภาพอันสวยงามของทะเลสาบสงขลาได้อย่างชัดเจนอีกด้วย



เราสองคนกราบสักการะบูชาพระบรมรูปของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์พระราชบิดาแห่งกองทัพเรือไทย



จาก นั้นจึงเดินเล่นรับลมทะเลเย็นๆ มายังบริเวณหัวพญานาคที่ตั้งอยู่ปลายแหลมถัดจากพระบรมรูปกรมหลวงชุมพรเขต อุดมศักดิ์มาประมาณ100 กว่าเมตรเป็นที่ตั้งของรูปปั้นพญานาค เฉพาะในส่วนของหัวพญานาคหันหน้าออกสู่ทะเลสาปสงขลาในลักษณะอากัปกิริยากำลัง พ่นน้ำออกมาจากปากจนละอองน้ำฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ มองดูแล้วคล้ายกับสิงโตทะเลสัญญลักษณ์ของสิงค์โปร์ แต่จะแตกต่างกันตรงที่ของเราเป็นพญานาคแต่ของเขาเป็นสิงโตทะเลเท่านั้นล่ะ ครับ



จากนั้นคนขับรถก็ขับรถพาเราสองคนขับรถไปตามเส้นทางเลียบทะเลที่เต็มไปด้วยป่าสนสู่แหลมสมิหรา



สำหรับ แหลมสมิหราตั้งอยู่ในเขตเทศบาลเมืองสงขลา ห่างจากตลาดทรัพย์สิน (ตลาดสดเทศบาล) ประมาณ 2.5 กิโลเมตร หาดทรายขาวโค้งเว้าเป็นรูปครึ่งวงกลมยาวหลายกิโลเมตรเรียงรายไปด้วยทิวสน ทะเลอันร่มรื่น จนสามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ได้ไกลจนสุดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือที่แหลมสน อ่อน และทิศใต้สามารถมองเห็นได้ไกลถึงหาดชลาทัศน์



ใน วันที่อากาศดีสามารถมองเห็นเขาเก้าเส้งอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก บนแหลมสมิหลามีรูปปั้นนางเงือกอันเป็นเสมือนสัญลักษณ์อันโดดเด่นอย่างหนึ่ง ของสงขลาเขาล่ะครับ คนขับรถเดินทางพาเราสองคนมาถึงยังแหลมสมิหลา



และ ในขณะที่เราสองคนเดินทางมาเป็นวันธรรมดาแต่บริเวณหาดสมิหราก็ยังคงคับคั่งไป ด้วยผู้คนที่เดินทางมาพักผ่อนหย่อนใจกันเป็นจำนวนมาก หาดทรายสีขาวโค้งเว้ายาวเหยียดสุดสายตา



มองออก ไปในทะเลเบื้องหน้าคือเกาะหนูเกาะแมว เราสองคนเดินเท้าไปยังรูปปั้นนางเงือกที่ปลายแหลมสมิหราซึ่งเต็มไปด้วยนัก ท่องเที่ยวที่มาคอยเข้าคิวถ่ายรูปกับนางเงือกกันอย่างคับคั่ง


ใคร ที่ได้มีโอกาสมาท่องเที่ยวที่เมืองสงขลาแล้วไม่ได้ถ่ายรูปกับนางเงือกก็ เหมือนกับมาไม่ถึงยังเมืองสงขลา และจากแหลมสมิหราคนขับรถเดินทางพาเราสองคนไปยังเขาตังกวนในตัวเมืองสงขลา ซึ่งบริเวณทางขึ้นมีลิฟท์ไว้คอยบริการขึ้นสู่ยอดเขาไม่ต้องเดินกันให้ เหนื่อยเมื่อยตุ้ม



ด้วย ค่าบริการคนละ 20 บาท โดยเปิดบริการตั้งแต่เวลา 10.00-19.00 น. ในวันจันทร์-ศุกร์ และ 8.00-19.00 น. ในวันเสาร์-อาทิตย์ และวันหยุดนักขัตฤกษ์ ติดต่อสอบถามได้ที่ โทร. 0 7431 6330 ครับ



เรา สองคนขึ้นลิฟท์ไปบนเขาตังกวนและก่อนที่จะขึ้นสู่ยอดเขาตังกวนผมอาจจะเล่า ประวัติเล็กๆน้อยให้ท่านผู้อ่านได้ฟังพอสังเขปดังนี้น่ะครับ



เขา ตังกวน เป็นเนินเขาสูง จากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 ฟุต บนยอดเขาตังกวนเป็นที่ประดิษฐานเจดีย์พระธาตุคู่เมืองสงขลา ซึ่ง สร้างในสมัยอาณาจักรนครศรีธรรมราช เป็นศิลปะสมัยทวาราวดี (อยู่บนยอดเขาสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 2,000 ฟุต) โดยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ได้พระราชทานเงินหลวงให้เป็นทุนในการบูรณะปฏิสังขรณ์ และในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2539 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลปัจจุบัน ได้ทรงพระราชทานพระบรมสารีริกธาตุให้มาบรรจุในองค์พระเจดีย์ จากยอดเขาตังกวนนี้สามารถมองเห็นทิวทัศน์ของเมืองสงขลาได้โดยรอบ สามารถขึ้นไปเที่ยวชมได้ มีบันไดอยู่ทางถนนราชดำเนิน



ใน ทุกๆ ปีในเดือนตุลาคม จะมีงานพิธีห่มผ้าองค์พระเจดีย์ และประเพณีตักบาตรเทโว และลากพระของสงขลา ก่อนจะถึงยอดเขายังมีศาลาวิหารแดง (พลับพลาที่ประทับ) ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชการที่ 5 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้พระยาวิเชียรคีรี (ชม) เป็นผู้สำเร็จราชการเมืองสงขลาในสมัยนั้น ในครั้งที่พระองค์เสด็จประพาสแหลมมาลายู และได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินมานมัสการพระเจดีย์บนยอดเขาตังกวน สร้างพลับพลานี้ถวายตามพระราชดำริของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสร้างเสร็จในปี พ.ศ. 2440



เรา สองคนไหว้พระพร้อมชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามของตัวเมืองสงขลาจากจุดชมวิวบนเขา ตังกวนจนสมควรต่อเวลาจากนั้นจึงลงลิฟท์สู่เบื้องล่าง บริเวณริมสวนหย่อมด้านล่างของเขาตังกวนติดกับถนนราชดำเนินซึ่งเป็นที่อยู่ อาศัยของฝูงลิงแสมเป็นจำนวนมากชอบลงมาหาอาหารจากนักท่องเที่ยวและชาวบ้านใจ บุญทั่วไปที่นำอาหารมาเลี้ยงลิง


ลิง บางตัวข้ามถนนไปหาอาหารยังสวนสาธารณะอีกฟากหนึ่งของถนนราชดำเนินจนถูกรถทับ ตายหลายตัวจนชาวบ้านช่วยกันสร้างสะพานเชือกเอาไว้ให้ลิงข้ามพร้อมเขียนป้าย ขำๆให้ประชาชนที่เดินทางผ่านไปมาบนถนนราชดำเนินได้หัวเราะเล่นคลายเครียด



เรา สองคนเดินเที่ยวรูปพร้อมทักทายกับน้องๆนักศึกษาชาวไทยมุสลิมที่เดินทางมา ถ่ายทำมิวสิควีดีโอเล่าเรื่องเมืองสงขลาที่เขาตังกวนพร้อมกับถ่ายรูปไว้เป็น ที่ระลึก




จาก นั้นคนขับรถพาเราสองคนมายังตลาดกิมหยงภายในตัวเมืองหาดใหญ่ เพื่อจับจ่ายซื้อของฝากก่อนเดินทางกลับกรุงเทพฯ สำหรับตลาดกิมหยงแห่งนี้เป็นที่รู้จักของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางท่อง เที่ยวยังอำเภอหาดใหญ่พากันมาจับจ่ายซื้อของฝากกันก่อนออกเดินทางกลับ กรุงเทพฯ

ใน อดีตที่ผ่านมาตลาดกิมหยงเป็นตลาดเครื่องใช้ไฟฟ้าที่โด่งดังมากเครื่องใช้ ไฟฟ้า เช่น วิทยุ โทรทัศน์ที่ผลิตในประเทศมาเลเซียและสิงค์โปร์มักจะนำมาวางขายยังตลาดกิมหยง แห่งนี้เป็นของดีมีคุณภาพ แต่ในปัจจุบันเครื่องใช้ไฟฟ้าถูกจีนตีตลาดจนราคาถูกลงมาก ตลาดกิมหยงจึงซบเซาลงไปบ้างแต่ก็ไม่มากนัก



แต่ ถึงอย่างไรตลาดกิมหยงก็ยังคงเป็นตลาดกิมหยงสามารถเปลี่ยนแนวการขายสินค้ามา ขายสินค้าประเภทเครื่องอุปโภคบริโภคที่นำเข้าจากประเทศมาเลเซียและสิงค์ โปร์ อาทิเช่น กาแฟ ปลากระป๋อง เครื่องกระป๋อง ตลอดจนขนมขบเคี้ยวนานาชนิด รวมทั้งลูกอินทผาลัมสดและแห้งนำมาวางขายในราคายอมเยาว์อีกด้วย



เรา สองคนเลือกซื้อของฝากคนทางบ้านคนละอย่างสองอย่างรวมทั้งซื้อไก่ทอดหาดใหญ่ พร้อมข้าวเหนียวนำไปเป็นอาหารค่ำรับประทานกันบนรถไฟ ในระหว่างเดินทางกลับกรุงเทพฯ



จาก นั้นคนขับรถจึงพาเราสองคนเดินทางไปส่งเราสองคนยังสถานีรถไฟหาดใหญ่เพื่อ เตรียมตัวเดินทางกลับกรุงเทพฯ ด้วยขบวนรถไฟสายกรุงเทพฯ-หาดใหญ่ เราสองคนร่ำลาคนขับรถพร้อมเงินค่าทิปเล็กๆน้อยๆให้กับความมีน้ำใจของเขาสนใจ อยากใช้บริการสามารถติดต่อได้ที่ บริษัท Enjoy Travel & Service ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับ ร.ร.เสริมสวยนิรันดร์รัตน์ ในตัวเมืองหาดใหญ่ โทรศัพท์ 074-225596-7 มือถือ 089-468-1003



17.00น. จากนั้นเจ้าม้าเหล็กก็เคลื่อนขบวนออกจากสถานีหาดใหญ่มุ่งหน้าสู่กรุงเทพฯ ในทันทีเก็บเรื่องราวการเดินทางแบบซำเหมา ค่ำไหนนอนนั่นไว้ในความทรงจำนำมาเขียนเป็นตัวอักษรและถ่ายทอดด้วยภาพถ่าย ให้ท่านผู้อ่านได้รับรู้เรื่องราว และในเช้าของวันรุ่งขึ้นเราสองคนก็เดินทางมาถึงกรุงเทพโดยสวัสดิภาพครับ

ขอขอบคุณ บริษัท อินโดไชน่าเอ็กพลอเร่อร์ จำกัด 
โทรศัพท์ 0-2898-1817, 0-2898-2324 โทรสาร 0-2898-0059 ต่อ 0 
ที่สนับสนุนการเดินทางในครั้งนี้ครับ
http://www.indochinaexplorer.com 
Email; This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.