มีข้อผิดพลาด
  • แทมเพลตที่ใช้แสดงผลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์กรุณาติดต่อผู้ดูแล

ไหว้พระดีที่เมืองน่าน p2

ไหว้พระดีที่เมืองน่าน

เรื่อง...สุเทพ พวงมะโหด
ภาพ....วีระศักดิ์ ภักดี

วันแรกของการเดินทาง


เราสองคนใช้บริการของรถไฟฟ้า Airportlinkจากสถานีรถไฟฟ้ามักกะสันมุ่งหน้าสู่สนามบินสุวรรณภูมิ รถไฟฟ้าใช้เวลาเดินทางประมาณ12นาทีก็พาเราเดินทางมาถึงยังสถานีสุวรรณภูมิ พบกับคณะสื่อมวลชนที่จะเดินทางไปยังจ.น่านพร้อมกันกับเรา



หลังจากที่ทุกคนทำการ CHECK IN สัมภาระขึ้นเครื่องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



จากนั้นสายการบิน Happy air ก็พาคณะสื่อมวลชนเหิรฟ้ามุ่งหน้าสู่จังหวัดน่านในทันที



เราสองคนนั่งชมวิวทิวทัศน์จากหน้าต่างเครื่องเพลิดเพลินอยู่สักครู่ใหญ่


ใน ที่สุดเจ้านกเหล็กของสายการบิน Happy airก็บินมาลอยลำมาอยู่เหนือตัวเมืองน่านผมมองจากหน้าต่างเครื่องบินลงมาเห็น วิวทิวทัศน์ของตัวเมืองน่านมองเห็นแม่น้ำน่านที่ไหลผ่านตัวเมืองน่านหล่อ เลี้ยงผู้คนชาวเมืองน่านมาตลอดชั่วนาตาปี


เจ้านกเหล็กใช้เวลาในการบินทั้งหมด1.20 ชั่วโมง ก็พาเราสองคนเดินทางมาถึงยังสนามบินจังหวัดน่าน



สำหรับสนามบินจังหวัดน่านเป็นสนามบินขนาดเล็กมีเครื่องบินบินขึ้นลงให้บริการวันละไม่กี่เที่ยวเท่านั้น



ซึ่ง ส่วนใหญ่เป็นเครื่องบินโดยสารแบบใช้ใบพัดขนาดเล็กรองรับผู้โดยสารได้ ประมาณ20-25คนท่านผู้อ่านบางท่านที่ไม่คุ้นเคยกับการโดยสารด้วยเครื่องบิน แบบใช้ใบพัดอาจจะเสียวๆอยู่บ้างพอสมควรในยามที่ทัศนวิสัยท้องฟ้าไม่ปลอด โปร่งเครื่องบินอาจจะตกหลุมอากาศบ้างเป็นบางครั้งให้ผู้โดยสารได้เสียวเล่น บ้างเป็นบางครั้งแต่ก็ไม่ถึงกับเกิดอันตรายเพราะรัดเข็มขัดนิรภัยไว้ตลอด การเดินทาง และนอกจากสายการบินHappy airแล้วยังมีสายการบินNok air บินให้บริการบนเส้นทางสายกรุงเทพ-น่านอีกด้วยครับ



ท่าน ผู้อ่านที่สนใจจะเดินทางมายังจ.น่านโดยใช้บริการของสายการบินทั้งสองแห่งสา มารถคลิ๊กเข้าไปศึกษารายละเอียดเที่ยวบินและตารางการบินได้ที่www.Happy air.comและ www.Nok air.comได้เลยครับ หลังจากรับกระเป๋าสัมภาระเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราสองคนก็ได้พบกับคุณวิสา รัตน์ตำแหน่งผู้ช่วยประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านได้มาคอยให้การต้อนรับคณะสื่อ มวลชนอยู่ที่ประตูทางออกสนามบินน่านและหลังจากขนกระเป๋าสัมภาระขึ้นบนรถตู้ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว



จาก นั้นก็พาเรามุ่งหน้าสู่โรงแรมเทวราชตั้งอยู่ภายในตัวเมืองน่านเพื่อปฎิบัต ภาระกิจส่วนตัวและรับประทานอาหารเช้าก่อนที่จะออกเดินทางไหว้พระกันในตัว เมืองน่านซึ่งมีวัดเก่าแก่สวยงามและเป็นที่สนใจของนักท่องเที่ยวที่ชอบแสวง บุญโดยการไหว้พระซึ่งมีจำนวนมากถึง102วัดด้วยกันจำนวนนี้นับเฉพาะแค่ในตัว เมืองน่านเท่านั้นน่ะครับถ้านับจำนวนวัดต่างๆของทุกๆอำเภอในจังหวัดน่านมี หวังเกือบๆ1,000วัดเดินสายไหว้พระกันเดือนหนึ่งก็ยังไม่หมด
เห็นไหมครับแค่จำนวนวัดอันมากมายเฉพาะในตัวอำเภอเมืองน่านแล้วหลวงพระบางเมืองมรดกโลกของลาวมาเห็นเข้าคงอายเมืองน่านไปเลยครับท่าน
และ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลาเราสองคนจะขออนุญาติพาท่านผู้อ่านนั่งรถรางชม เมืองเดินทางไหว้พระแสวงบุญเฉพาะวัดที่สำคัญๆในตัวเมืองน่านเท่านั้นน่ะครับ ไว้โอกาสหน้ามีเวลาค่อยมาไหว้ให้ครบหมดทุกวัดน่ะครับ



จาก นั้นคณะของเราจึงนั่งรถเข้าสู่ยังตัวเมืองน่านบรรยากาศถนนหนทางช่างเงียบสงบ โล่งตาดีแท้การจราจรไม่ติดขัดเหมือนกับในตัวเมืองเชียงใหม่



รถ พาเราสองคนผ่านลานช้างเผือกและประตูเมืองเก่าเมืองน่านซึ่งมีอายุล่วงเลยมา นานหลายร้อยปีปัจจุบันได้รับการบูรณะซ่อมแซมจากกรมศิลปกรจนมีสภาพดูดีขึ้น กว่าเก่ามาก



และเมื่อเดินทางมาถึงยังล็อบบี้ของโรงแรมเทวราช



เรา สองคนจัดแจงขนสัมภาระลงจากรถเข้าสู่ห้องพักปฎิบัติภาะกิจส่วนตัวเป็นที่ เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงลงมารับประทานอาหารเช้าภายในห้องอาหารของโรงแรมและ เนื่องจากภายในตัวเมืองน่านเป็นเมืองเล็กๆที่นักท่องเที่ยวทั่วไปมองว่า เป็นแค่เมืองผ่านมักจะแวะพักก่อนที่จะออกเดินทางท่องเที่ยวต่อไปยังแหล่ง ท่องเที่ยวที่ตั้งอยู่นอกเมืองน่านและด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้กิจการโรงแรม ที่พักภายในตัวเมืองน่านไม่ค่อยที่จะเฟื่องฟูเหมือนกับโรงแรมที่พักใน จังหวัดใหญ่ทางภาคเหนือเช่นที่จ.เชียงใหม่และจ.เชียงราย ดังนั้นโรงแรมเทวราชแห่งนี้จึงเป็นโรงแรมที่มีขนาดใหญ่มีจำนวนห้องพัก150 ห้องนับว่าเป็นโรงแรมทันสมัยที่สุดในเมืองน่านส่วนทำเลที่ตั้งของโรงแรมก็ ตั้งอยู่กลางใจเมืองน่านสามารถเดินทางไปไหนมาไหนได้โดยสะดวกสบายสนใจรายละ เอียดคลิ๊กเข้าไปที่ www.dhevarajhotel.com ได้เลยครับ



หลัง จากจัดการกับอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้วก่อนที่จะเดินทางไปไหว้พระตามวัด ต่างๆประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านก็พาคณะของพวกเราขึ้นรถรางชมเมืองซึ่งจอดให้ บริการนักท่องเที่ยวอยู่ที่ศูนย์บริการนักท่องเที่ยวตั้งอยู่ตรงข้ามกับ วัดภูมินทร์



เพื่อ ออกเดินทางไปสักการะบูชายังศาลหลักเมืองน่านกันก่อนที่จะเดินทางไปไหว้พระ ยังวัดต่างๆในตัวเมืองน่านกันต่อไปคณะของเรานั่งรถรางชมเมืองไปตามถนนสุริย พงศ์ถนนสายหลักในตัวเมืองน่าน



ผ่านลานช้างเผือกจนในที่สุดคณะของเราก็เดินทางมาถึงยังเสาหลักเมือง



สำหรับเสาหลักเมืองน่านตั้งอยู่บนถนนสุริยพงศ์อยู่ภายในบริเวณเดียวกันกับ วัดมิ่งเมือง



สร้าง ขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2400 ลักษณะเด่นของเสาหลักเมืองน่านก็คือลายรูปปูนปั้นที่ผนังด้านนอกของพระ อุโบสถวัดมิ่งเมือง เป็นฝีมือตระกูลช่างเชียงแสน มีความวิจิตรงดงามมาก



ภายใน พระอุโบสถเป็นที่ประดิษฐานองค์พระประธานขนาดใหญ่เป็นที่เคารพบูชาของชาว เมืองน่านและประชาชนทั่วไปเดินทางมากราบสักการะกันเป็นประจำ




นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังแสดงให้เห็นวิถีชีวิตของชาวเมืองน่าน ฝีมือช่างท้องถิ่นยุคปัจจุบัน



และ ในบริเวณวัดยังเป็นที่ประดิษฐาน เสาหลักเมือง ซึ่งยู่ในศาลาจตุรมุขด้านหน้าพระอุโบสถ เสาหลักเมืองสูงประมาณ 3 เมตร ฐานประดับด้วยไม้แกะลวดลายลงรักปิดทอง ยอดเสาแกะสลักเป็นรูปพรหมพักตร์มีชื่อ เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา



ซุ้มประตูวัดมิ่งเมือง ด้านหน้าซุ้มประตูสร้างในลักษณะหลังคาเป็น ชั้นๆ



วัด มิ่งเมืองและศาลพระหลักเมืองเป็นศาสนสถานที่สำคัญคนละแห่งแต่ตั้งอยู่ใน อาณาเขตเดียวกันจนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกันและกัน ศิลปะลักษณะของงานก่อสร้างอุโบสถ และศาลพระหลักเมืองก็คล้ายกันมากอีกด้วยครับ



ส่วน ลานจอดรถอยู่บริเวณด้านในแต่จอดได้ไม่มากนัก นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เดินทางมาสักการะศาลพระหลักเมือง และกราบพระในวัดแล้วก็เดินทางกันต่อ ต้องรอจังหวะรถออกแล้วก็จะมีที่ว่างให้คณะของเราเข้าจอดได้บ้างครับ



สำหรับ ประวัติเสาหลักเมืองน่านและศาลหลักเมืองน่าน สร้างขึ้นโดยสมเด็จเจ้าฟ้าอัตถะวรปัญโญ เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ ๕๗ โปรดให้ฝังเสาหลักเมือง ณ วัดมิ่งเมืองแห่งนี้เมื่อวันที่ ๑๕ เมษายน พุทธศักราช ๒๓๓๓ เดิมมีลักษณะเป็นเสาไม้สักทองขนาดใหญ่ มีเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ ๖๐ เซนติเมตร สูงประมาณ ๓ เมตร ทรงกลม หัวเสาเกลาเป็นรูปดอกบัวตูม ตัวเสาฝังลงกับพื้นดินโดยตรงไม่มีศาลครอบ ในปีพุทธศักราช ๒๕๐๖ ได้เกิดน้ำท่วมใหญ่กระแสน้ำในแม่น้ำน่าานได้ไหลบ่าทะลักเข้าท่วมถึงตัวเสา หลักเมือง ทำให้เสาหลักเมืองโค่นล้มลงเพราะรากเสาผุกร่อนมากเนื่องจากฝังกับพื้นดิน นานกว่าร้อยปี ต่อมาทางวัดมิ่งเมืองพร้อมด้วยคณะศรัทธาชาวบ้านมิ่งเมืองได้ร่วมกันก่อเสา หลักเมืองน่านจำลองด้วยอิฐถือปูนขึ้นในสถานที่เดิม
เวลาล่วงเลยมาจวบ จนถึงปีพุทธศักราช ๒๕๑๔ ดร.สุกิจ จุลละนันท์ ผู้ว่าราชการจังหวัดน่านคนที่ ๒๗ ได้นำราชการพ่อค้าประชาชนน่านทั้งปวง ร่วมกันสร้างเสาหลักเมืองน่านและสร้างศาลทรงไทยจตุรมุขครอบเสาหลักเมืองขึ้น เป็นครั้งแรก โดยได้อาราธนาหลวงปู่โง่นโสรโย วัดพระพุทธบาทเขารวก อำเภอตะพานหิน จังหวัดพิจิตร พร้อมด้วยคณะ มาเป็นช่างดำเนินการก่อสร้างโดยได้นำเอาศาลหลักเมืองน่านต้นเดิมที่โค่นล้ม ลงมานั้น มาตกแต่งใหม่และสลักหัวเสาเป็นพรหมสี่หน้า





และ ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๕ ในระหว่างดำเนินการก่อสร้างนั้น ได้รับพระเมตตาจาก สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (สมเด็จย่า) โปรดเสด็จทรงบรรจุต้นท้าวเวสสุวรรณ ๘๔,๐๐๐ องค์ ในหลุมฐานเสาหลักเมือง ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ ทางจังหวัดน่านได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อเสด็จ พระราชดำเนินทรงตั้งเสาหลักเมืองน่าน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงเป็นองค์ประธานประกอบพิธีตั้งเสาหลักเมืองน่าน เมื่อวันอาทิตย์ที่ ๗ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๖ เวลา ๑๒.๐๐ น.



ใน ปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ และ ๒๕๔๒ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ โปรดเสด็จสักการะเสาหลักเมืองน่าน ๒ ครั้ง ต่อมาในปีพุทธศักราช ๒๕๔๘ ศาลหลักเมืองน่านได้ชำรุดทรุดโทรมลง พระครูสิริธรรมภาณี (เสน่ห์ ฐานสิริ) เจ้าอาวาสวัดมิ่งเมือง เจ้าคณะอำเภอเมืองน่าน โดยความเห็นชอบของคณะสงฆ์จังหวัดน่านและทางราชการจึงได้ทำการรื้อถอนศาลหลัก เมืองน่านหลังเดิมลง และทางราชการประชาชนชาวน่าน คณะสงฆ์จังหวัดน่าน ได้ร่วมใจกันสร้างศาลหลักเมืองน่านหลังใหม่นี้ขึ้น โดยประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันเสาร์ที่ ๓ กันยายน พุทธศักราช ๒๕๔๘ เวลา ๑๔ นาฬิกา ๔๙ นาที ๙ วินาที เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเฉลิมพระเกียรติแด่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ภูมิพลอดุลยเดชมหาราช รัชกาลที่ ๙ ในวโรกาสที่ทรงครองสิริราชสมบัติครบ ๖๐ ปี ในปีพุทธศักราช ๒๕๔๙ และทรงเจริญพรรษาครบ ๘๐ พรรษาในปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ โดยนายเสาร์แก้ว เลาดี เป็นผู้ออกแบบและดำเนินการก่อสร้าง การสร้างศาลหลักเมืองน่านหลังนี้ได้สำเร็จลงเมื่อวันที่ ๓๑ ตุลาคม พุทธศักราช ๒๕๕๐ สิ้นค่าก่อสร้างทั้งสิ้นจำนวน ๔,๔๕๔,๗๙๕ บาท
ชาว จังหวัดน่าน ได้กราบบังคมทูลอัญเชิญ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เพื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงยกยอดศาลหลักเมืองน่าน ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ ทรงยกยอดพุทธประทุมสวมเศียรท้าวมหาพรหมยอดศาลหลักเมืองน่าน เมื่อวันที่ ๒๕ กุมภาพัธ์ พุทธศักราช ๒๕๕๑ ตรงกับวันจันทร์ แรม ๔ ค่ำ เดือน ๓ ใต้ เดือน ๕ เหนือน่าน เวลา ๐๘.๔๕ นาฬิกา
งานปูนบั้นพญานาคเลื้อยบันไดศาลหลัก เมืองน่าน ที่เห็นนี้เพียง บางส่วน ยากที่จะถ่ายทอดออกมาได้หมด ความสวยงามทั้งหมดนี้ไม่ไปไม่รู้จริงๆ ครับ



สำหรับ วัดมิ่งเมืองนั้นอาจจะไม่ใช่วัดแรกๆ ที่ผู้คนจะนึกถึงถ้าหากถามว่ารู้จักวัดไหนบ้างในจังหวัดน่าน แต่จากความสวยงามที่เห็นนี้ คงทำให้หลายคนอยากจะมาเห็นกับตาและเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายต่อไป
ศาล หลักเมืองน่านและอุโบสถวัดมิ่งเมือง เนื่องจากศาลหลักเมือง น่านสร้างอยู่ตรงกับหน้าพระอุโบสถพอดี เมื่อมองมุมนี้จึงเห็นทั้งสองสิ่งนี้ซึ่งมีงานสถาปัตยกรรมปูนปั้นลวดลาย วิจิตรบรรจงสวยงามเป็นลักษณะเดียวกัน



นก หัสดีลิงค์บนหลังคาอุโบสถวัดมิ่งเมือง นกหัสดีลิงค์ หัวเป็นช้าง หางเป็นหงส์ สัตว์คู่บารมีกษัตรา ตามประวัติศาสตร์ล้านนา ที่เล่าขานต่อกันมาว่า นกหัสดีลิงค์ เป็นสัตว์ในป่าหิมพานต์ มีความพิเศษ คือ มีเพศเพียงดั่งช้าง เป็นนกที่มีหัวเป็นช้าง มีหางเป็นหงส์ มีพละกำลังดั่งช้างเอราวัณ ๓-๕ เชือกรวมกัน



ซึ่ง เป็นสัตว์คู่บารมีของกษัตรา เจ้าเมืองผู้มีอำนาจบารมีสูง ความเชื่อของชาวล้านนา แต่อดีตกาล นิยมสร้าง ปราสาทนกหัสดีลิงค์ เพื่อบรรจุศพของกษัตริย์เจ้านายฝ่ายเหนือ รวมถึงพระมหาเถระชั้นผู้ใหญ่ที่มรณภาพ เพื่อให้พิธีศพสง่างาม สมฐานะบารมี และเป็นการส่งดวงวิญญาณไปสู่ชาติสรวงสวรรค์ชั้นพรหมโลก เทวโลก แต่ในปัจจุบัน ปราสาทนกหัสดีลิงค์ นิยมใช้ในพิธีศพของพระเถระชั้นผู้ใหญ่เท่านั้น ข้อมูลจากการสร้างนกหัสดีลิงค์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยเพื่อเป็นการแสดง ความอาลัยและแสดงความจงรักภักดีถวายแด่สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ สำหรับรูปปูนปั้นพญานาคที่กำลังเลื้อยขึ้นไปตามบันไดของพระอุโบสถวัดมิ่ง เมืองมีลวดลายงานปูนปั้นที่สวยงามนี้จะเห็นได้ทั้งศาลหลักเมืองและอุโบสถ ซึ่งมีอยู่ทั่วไป



เช่น ที่เสา หน้าบรรณ ผนัง กรอบประตู หน้าต่าง ฯลฯ เรียกว่าสวยทุกมุมเลยครับ จากมุมกล้องที่ถ่ายออกมาดูเหมือนเสาจะสร้างแบบเสาสอบเอียงเข้าหากันเล็กน้อย บนยอดเสา



จาก วัด มิ่งเมืองเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์น่านก็พาเราสองคนออกเดินทางโดยรถรางชม เมืองมุ่งหน้าต่อไปยัง พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่านซึ่งตั้งอยู่บนถนนผากอง ตำบลในเวียงในตัวอำเภอเมืองน่านผ่านคุ้มเจ้าเทพมาลาซึ่งตั้งอยู่บนถนน มหาพรหม ด้านทิศตะวันตกของคุ้มหลวง (หอคำ) เดิมเป็นที่พำนักของเจ้าเทพมาลา ธิดาคนที่ ๑ ของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ กับแม่เจ้ายอดหล้า ต่อมาขายให้กับเจ้าบุญศรี เมืองชัยน้องชายแม่เจ้าบุญโสม ณ น่าน ชายาเจ้าราชบุตร(หมอกฟ้า ณ น่าน)ปัจจุบัน เป็นที่พำนักของทายาทเจ้าบุญศรี เมืองชัย

สำหรับ บริเวณด้านหน้าของพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่านคือที่ตั้งอนุสาวรีย์ของพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดช ฯ หล่อด้วยโลหะสำริดขนาดเท่าองค์จริง นับเป็นเจ้านครน่านองค์แรก และองค์เดียวในประวัติศาสตร์น่าน เป็นเจ้าผู้ครองนครน่านที่มีความโดดเด่นในการบริหารบ้านเมือง ประกอบคุณงามความดีแก่ราชการ มีอัธยาศัยเป็นที่รักใคร่นับถือของทุกฝ่าย และที่สำคัญคือมีบทบาทอย่างมากในการต่อต้านภัยคุกคาม จากจักรวรรดิ์นิยมตะวันตกที่พยายามเข้ายึดครองภูมิภาคนี้และในวันที่ ๕ เมษายนของทุกปี ทางจังหวัดน่านพร้อมด้วยประชาชนทุกหมู่เหล่า และเชื้อสกุลของพระองค์ จะร่วมทำพิธีสักการะ ณ บริเวณลานอนุสาวรีย์ เพื่อน้อมรำลึกถึงคุณงามความดีของท่าน



สำหรับค่าธรรมเนียมเข้าชมภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน ชาวไทย20บาท,ชาวต่างประเทศ 100 บาท
สำหรับประวัติความเป็นมาของ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน
ตั้ง อยู่ในบริเวณคุ้มของอดีตเจ้าผู้ครองนครน่าน ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน มีพื้นที่ทั้งสิ้น 14 ไร่ 2 งาน 32 ตารางวา อาคารพิพิธภัณฑ์เดิมเป็นหอคำที่พระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ พระเจ้าน่านทรงสร้างขึ้นเป็นที่ประทับ เมื่อพุทธศักราช 2446 เป็นอาคารก่ออิฐถือปูน 2 ชั้น มีมุขออกด้านหน้า หลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงพิราลัย เจ้านายบุตรหลานของเจ้าผู้ครองนครน่านจึงไม้มอบหอคำหลังนี้พร้อมที่ดินทั้ง หมดให้แก่รัฐบาล เพื่อใช้เป็นศาลากลางจังหวัดน่าน ปีพุทธศักราช 2475 ต่อมาเมื่อกระทรวงมหาดไทยได้ก่อสร้างศาลากลางจังหวัดขึ้นใหม่ กรมศิลปากรจึงได้ขอรับมอบอาคารหอคำ เพื่อให้เป็นสถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน ขึ้นในปีพุทธศักราช 2517 และประกาศจัดตั้งเป็นพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่านขึ้นในปีพุทธศักราช 2528 อย่างเป็นทางการ
ภายหลังการจัดแสดงเสร็จสมบูรณ์แล้วสมเด็จพระเทพ รัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เสด็จพระราชดำเนินเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเปิดพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่านให้ประชาชนเข้าชมอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม พุทธศักราช 2530



งา ช้างดำมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 47 เซนติเมตร ยาว 97 เซนติเมตรมีตำนานเล่าต่อกันมาในหมู่เจ้านายเชื้อสายเจ้าผู้ครองนครว่า ได้มาจากเมืองเชียงตุงแต่ครั้งโบราณ เดิมเก็บรักษาไว้ที่ "หอคำ" หรือวังของเจ้าผู้ครองนคร เมื่อเจ้ามหาพรหมสุรธาดา เจ้าผู้ครองนครน่านองค์สุดท้ายถึงแก่พิราลัยแล้ว เจ้านาย บุตรหลาน ได้มอบให้เป็นสมบัติของแผ่นดิน พร้อมกับหอคำ ในปี พ.ศ. 2476 ต่อมา กรมศิลปากรไดัรับมอบนำมาจัดแสดงในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ น่าน เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม 2525



วิหารจำลองมีความกว้าง 52 เซนติเมตร ยาว 87 เซนติเมตรฝีมือช่างพื้นเมืองน่าน (ล้านนา) เจ้าอาวาสวัดนาซาว อ. เมือง จ. น่าน


พระ พุทธรูปปาง ประทับยืน องค์พระพุทธรูปประทับยืน ทอดพระกรทั้งสองข้างขนานไปกับพระวรกาย มีฉัตรชั้นเดียวกั้นอยู่ทางด้านบน ครองจีวรห่มเฉียง เปิดพระอังสาขวา แนวชายจีวรขนาดใหญ่ยาวลงมาจรดพระนาภี ทรงเครื่องทรงอย่างกษัตริย์ ประกอบไปด้วยมงกุฎยอดแหลม มีกรรเจียกกรองศอ พาหุรัด ทองพระกร ธำมรงค์ และฉลองพระบาท สบงทำเป็นผ้านุ่งซ้อนกัน 3 ชั้น ชักชายพลิ้วออกทางด้านข้าง มีชายไหวประดับอยู่ทางด้านหน้าของชายพับ ส่วนฐานเป็นบัวฐานปัทม์หกเหลี่ยม มีแนวลูกแก้วคั่น ตอนบนทำเป็นกลีบบัวมีเกสรสูงพร้อมฐาน23เซนติเมตรแกะสลักจากไม้ฝีมือช่างล้าน นาพระสาราธิคุณ เจ้าอาวาสวัดบุญยืน อ. เวียงสา จ. น่าน



พระพุทธรูปยืนบนฐานบัวสูงพร้อมฐาน 72 เซนติเมตร
ทำด้วยไม้ลงรักปิดทองฝีมือช่างพื้นเมืองน่าน สมัยที่ 4 (ล้านนา)
ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน รับมอบจากพระครูศิริคุณาทาน เจ้าอาวาสวัดท่าล้อ เมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2517
นอก จากวัตถุโบราณล้ำค่าดั่งที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ยังมีวัตถุโบราณล้ำค่าอีกหลาย ชิ้นให้ท่านผู้อ่านที่สนใจได้เที่ยวชมกันอย่างมากมายนจนเราสองคนอธิบายให้ ท่านผู้อ่านฟังไม่ถูกท่านผู้อ่านเลือกชมกันเอาเองตามภาพที่เราสองคนถ่ายมา ก็แล้วกันน่ะครับ




นอกจากวัตถุโบราณล้ำค่าแล้วยังมีการจัดแสดงข้าวของเครื่องใช้ภายในบ้านของชาวเมืองน่านในอดีตที่ผ่านมา




รูปถ่ายขาว-ดำบ้านโบราณของชาวน่าน



รูปถ่ายวิถีชีวิตของชาวน่านตักบาตรพระสงฆ์ในยามเช้า



ตลอดจนรูปถ่ายของชนเผ่าผีตองเหลืองซึ่งยังคงดำรงชีวิตอยู่ตามธรรมชาติทางภาคเหนือของไทย




สำหรับ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านตั้งอยู่ที่ถนนผากอง ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เปิดทำการทุกวัน เวลา 09.00 - 16.00 น. ไม่เว้นวันหยุดราชการและวันหยุดนักขัตฤกษ์
โทรศัพท์ (054) 710-561, 772-777 โทรสาร (054) 772-777



จาก พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์น่านก็พาเราสองคนออก เดินทางโดยรถรางชมเมืองมุ่งหน้าต่อไปยังวัดพญาวัดเพื่อศึกษาประเพณีการสืบ ชะตาและเข้าร่วมพิธีสืบชะตาซึ่งถือว่าเป็นพิธีกรรมที่สำคัญของชาวเหนืออัน เป็นประเพณีสืบทอดมานมนานตั้งแต่ครั้งโบราณ


สำหรับวัดพญาวัด ตั้งอยู่ที่บ้านพญาวัด ตำบลดู่ใต้ ตามเส้นทางหลวงหมายเลข 101 ก่อนข้ามสะพานเข้าเมืองน่านจะมีทางแยกซ้ายมือเข้าทางหลวงหมายเลข 1025 เข้าไปประมาณ 300 เมตร



คณะ ของเราก็เดินทางมาถึงยังวัดพญาวัดอันเป็นที่ตั้งของเจดีย์จามเทวี หรือพระธาตุวัดพญาวัด ปูชนียสถานที่เก่าแก่ และสำคัญแห่งหนี่ง ของจังหวัดน่าน



ด้วย ช่างได้นำรูปแบบมาจากจังหวัดลำพูน ในยุคที่ล้านนากำลังเจริญรุ่งเรืองจนถึงขีดสุดทั้งทางศาสนาจักร,อาณาจักรและ เมืองน่านก็ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของอาณาจักรล้านนาทั้งหมดวัดนี้เป็นที่ ประดิษฐานพระพุทธรูปเก่าแก่ ชื่อว่าพระเจ้าสายฝน



ซึ่ง ชาวบ้านเคารพนับถีอและมาขอฝน เมื่อเกิดความแห้งแล้ง ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล แต่พิธีขอฝนนี้ทำครั้งสุดท้ายเมื่อปี พ.ศ.2533 จากนั้น ก็ไม่เคย มีการทำอีกเลย เนื่องจากเกรงว่าองค์พระจะชำรุด เพราะมีความเก่าแก่มากแล้ว



นอก จากนี้ภายในวัดยังมี ธรรมมาสน์ฝีมือช่างเมืองน่านที่เก่าที่สุดเท่าที่พบมา ลักษณะคล้ายบุษบก ฐานเป็นปูนก่อติดกันพื้น ตัวธรรมสน์เป็นไม้แกะสลัก มีทรงลุ้ง คือ ด้านบนผาย ด้านล่างสอบเข้าเป็นแบบฝาตัด ลงรักเขียนลายรดน้ำปิดทอง ใช้ใส่พระธรรมคัมภีร์ พร้อมทั้ง เครื่องสูงจำลองหรือเครื่องราชกุธภัณฑ์ เป็นเครื่องสักการพระพุทธเจ้าทำจากไม้เขียนลายรดน้ำ



สำหรับ เจดีย์จามเทวีหรือพระธาตุวัดพญาวัดปูชนียสถานที่เก่าแก่และสำคัญแห่งหนี่ง ของจังหวัดน่านตั้งอยู่ด้านหลังของพระอุโบสถของวัดพญาวัดองค์พระธาตุมี ลักษณะเหมือนกับพระเจดีย์กู่คดที่วัดจามเทวีในจังหวัดลำพูนเนื่องจากพระนาง จามเทวีได้เสด็จมาทรงสร้างพระธาตุแห่งนี้หลังจากที่พระนางจามเทวีเสด็จมาที่ เขลางค์นคร (ลำปาง)เพื่อทรงช่วยพระราชโอรสคือพระอนันตยศทรงสร้างบ้านแปลงเมืองเสร็จ เจ้าอาวาสของวัดพญาวัดท่านได้เล่าให้พวกเราฟังว่าในตอนกลางคืนชาวบ้านมักจะ แลเห็นดวงไฟลอยมาจากพระธาตุเขาน้อยมายังที่วัดพญาวัดจากนั้นจึงค่อยๆลอยไป ยังวัดพระธาตุแช่แห้งเป้นเรื่องที่ชาวบ้านที่เคยพบเห็นเล่าสืบต่อกันมาครับ


เรา สองคนเดินเท้าเข้าไปในพระอุโบสถของวัดพญาวัดจากนั้นพิธีสืบชะตาเก็ได้ เริ่มขึ้นท่ามกลางนักท่องเที่ยวและชาวบ้านที่เข้ามารอคอยการทำพิธีสืบ ชะตาภายในพระอุโบสถ



สำหรับพิธีสืบชะตาเป็นประเพณีสำคัญอย่างหนึ่งของชาวล้านนา ที่มีความเชื่อกันว่าจะเป็นการต่ออายุหรือต่อชีวิตของบ้านเมืองหรือของคนให้ ยืนยาว มีความสุข ความเจริญ ตลอดจนเป็นการขจัดภัยอันตรายต่างๆที่จะบังเกิดขึ้นให้แคล้วคลาดปลอดภัย



สำหรับ พิธี สืบชะตาแบบพื้นเมืองของจังหวัดน่านได้ยึดถือและปฏิบัติสืบต่อกันมาช้านานชาว น่านในทุกหมู่บ้านทุกตำบลต่างรู้จักและยึดมั่นปฏิบัติกันเป็นประจำ เพราะเชื่อว่าทุกข์ภัยทั้งหลายที่จะเกิดขึ้นกับตัวเอง และญาติพี่น้องจะหมดหายไปชีวิตก็จะยืนยาวยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเชื่อกันว่าก่อให้เกิดขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่การงาน พร้อมที่ จะสู้กับชะตาชีวิตต่อไป



สำหรับพิธีสืบชะตานี้แบ่งเป็น ๓ ประเภทคือ
๑. สืบชะตาคน นิยมทำเมื่อขึ้นบ้านใหม่ ย้ายที่อยู่ใหม่ ได้รับยศหรือตำแหน่งสูงขึ้น วันเกิดที่ครบรอบเช่น ๒๔ ปี ๓๖ ปี ๔๘ ปี ๖๐ ปี ๗๒ ปี เป็นต้น หรือฟื้นจากป่วยหนัก หรือมีผู้ทักทายว่าชะตาไม่ดีจำเป็นต้องสะเดาะเคราะห์และสืบชะตา เป็นต้น
๒. สืบชะตาบ้าน นิยมทำเมื่อคนในหมู่บ้าน ประสบความเดือดร้อน หรือเจ็บไข้ได้ป่วยกันทั่วไปในหมู่บ้าน หรือตายติดต่อกันเกิน ๓ คน ขึ้นไป ถือเป็นเสนียดของหมู่บ้าน คนในหมู่บ้านอาจพร้อมใจกันจัดในวันปากปี ปากเดือน หรือปากวัน คือวันที่หนึ่ง สอง หรือสามวันหลังวันเถลิงศก เพื่อให้เกิดความเป็นสิริมงคล
๓. สืบชะตาเมือง จัดขึ้นเมื่อบ้านเมืองเกิดความเดือดร้อนจากอิทธิพลของดาวพระเคราะห์ตามความ เชื่อทางโหราศาสตร์ เพราะทำให้บ้านเมืองปั่นป่วนวุ่นวาย เพราะการจราจลการศึกหรือเกิดโรคภัยแก่ประชาชนในเมืองเจ้านายท้าวพระยาบ้าน เมืองจึงจัดพิธีสืบ ชะตาเมือง เพื่อให้อายุของเมืองได้ดำเนินต่อเนื่องสืบไปจะเห็นได้ว่า พิธีสืบชะตาของชาวล้านนาไม่ใช่เรื่องเหลวไหลแต่หากเป็นความเชื่อที่น่านำมา ปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง เพราะคนเราหากทำอะไรแล้วสามารถสร้างขวัญกำลังใจให้ทำกิจกรรมการงาน ได้อย่างสบายใจก็สมควรทำกันใช่ไหมครับท่าน



พระภิกษุสงฆ์ ใช้เวลานานประมาณ30นาที พิธีสืบทอดชะตาก็เสร็จสิ้นลงทุกๆคนที่มาเข้าร่วมในพิธีอิ่มบุญหน้าบานไปตามๆ กัน



หลัง จากถวายปัจจุปัจจัยไชยทานแกพระภิกษุสงฆ์เป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเจ้า หน้าที่ประชาสัมพันธ์น่านก็พาเราทั้งสองคนเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวัน กันที่ร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน
หลังจากรับประทาน อาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์น่านก็พา คณะของเรานั่งรถรางชมเมืองต่อมายังวัดมหาโพธิ์ตั้งอยู่ที่บ้านมหาโพธิ์ต.ใน เวียงอ.เมืองจ.น่าน



และเมื่อคณะของเราทั้งสองเดินทางถึงวัดมหาโพธิ์เสียงกลองมโหทึกภายในวัดมหา โพธิ์ก็ดังกระหึ่มขึ้น



พร้อมทั้งคุณปู่คุณย่าคุณตาคุณยายและชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบวัดมหาโพธิ์ที่คอยคณะของเราอยู่ก็ออกมาต้อนรับพวกเรากันอย่างคับคั่ง



พร้อม กับนำชนมพื้นบ้านของชาวล้านนามาให้คณะของเรารับประทานกันอย่างเอร็ดอร่อย หลังจากทักทายสอบถามสาระทุกข์สุกดิบกับชาวบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



จาก นั้นคณะของเราจึงเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในอุโบสถของวัดมหาโพธิ์อันเป็น ที่ประดิษฐานพระพุทธรูปไม้พระพุทธรูปเก่าแก่ประจำวัดมหาโพธิ์แห่งนี้
สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดมหาโพธิ์และพระพุทธรูปไม้ผมจะเล่าให้ท่านผู้ อ่านฟังพอสังเขปดังนี้น่ะครับ



วัด มหาโพธิ์ เป็นวัดเก่าวัดหนึ่งในจ.น่านมีประวัติความเป็นมาที่ยาวนานแต่ไม่มีการบันทึก เป็นหลักฐานไว้มีแต่การบอกเล่าต่อๆกันมาดังนี้การก่อสร้างวัดมหาโพธิ์ครั้ง แรกเป็นเพียงอารามหลังเล็กๆที่อยู่อาศัยของพระสงฆ์เท่านั้นมุงด้วยหญ้าคาโดย ใช้เป็นที่ประกอบศาสนพิธีทางศาสนาซึ่งต่อมาเจ้าเมืองหลายองค์ที่ได้ครอง เมืองน่านได้ทำการปฏิสังขรณ์ดังปรากฎตามหลักฐานเอกสารและคำบอกเล่าว่าเจ้า ราชบุตรเจ้าเมืองน่านตรงกับสมัยรัชกาลที่2ได้ย้ายคุ้มแก้วหอคำไปอยู่ทางทิศ เหนือก็คือบริเวณค่ายสุริยพงศ์และได้สร้างวัดชื่อว่า “วัดพระแก้ว”



ต่อ มาวัดถูกไฟไหม้จึงอพยพมาอยู่ตรงข้ามคือบ้านมหาโพธิ์ในปัจจุบันนี้ต่อมาได้ ย้ายพระพุทธรูปไม้มาอยู่ที่วัดมหาโพธิ์รวมกันเป็นหนึ่งเดียวและร่วมสร้างและ บูรณะวัดแห่งนี้มาตลอดทุกยุคทุกสมัยจึงถือได้ว่าวัดมหาโพธิ์เป็นวัดที่เจ้า เมืองน่านรับไว้ในพระอุปถัมภ์ตลอดมาจนถึงปัจจุบันนี้




สำหรับ ประวัติความเป็นมาของพระไม้จากคำบอกเล่าสืบต่อกันมาและคำกล่าวอ้างอิงจากลูก หลานเจ้าเมืองน่านที่เล่าสืบต่อกันมาและมีหลักฐานซึ่งพอจะเชื่อถือได้ก็คือ



พระ พุทธรูปประทับยืนทรงเครื่องเป็นพระพุทธรูปของเจ้าเมืองที่อพยพหนีน้ำท่วม ครั้งใหญ่ในเมืองน่านต่อมาได้มาสร้างวัดพระแก้ว(ตั้งอยู่ในค่ายสุริยะพงษ์ใน ปัจจุบัน)ซึ่งบริเวณเป็นที่สูงกว่าบริเวณเดิมมากพ้นจากน้ำท่วมละต่อมาได้นำ พระพุทธรูปไม้มาประดิษฐานไว้ที่นี่ และต่อมาได้เกิดเพลิงไหม้วัดพระแก้วอุโบสถพังทลายลงมาเหลือแต่ซากปรักหักพัง และเมื่อไฟสงบลงชาวบ้านได้ทำการค้นหาในซากเถ้าถ่านที่เกิดเพลิงไม้ก็เพราะ ว่าพระพุทธรูปไม้ล้มอยู่แต่ไม่ถูกไฟไหม้จึงอาราธนามาประดิษฐานไว้ที่ใต้ต้น โพธิ์ปัจุบันยังมีต้นโพธิ์นี้อยู่ในค่ายสุริยะพงษ์ใต่อมาได้นำพระพุทธรูปไม้ ไปประดิษฐานไว้ที่วัดเชียงแข็งสาเหตุเพราะวัดมหาโพธิ์ยังสร้างไม่เสร็จต่อมา เจ้าอาวาสวัดเชียงแข็งกลัวว่าพระพุทธรูปไม้จะเสียหายจึงได้นำมาคืนไว้ที่วัด มหาโพธิ์และมีเรื่องเล่าอัศจรรย์ว่าได้มีคนจีนและฝรั่งได้มาเห็นพระพุทธรูป ไม้จึงติดต่อขอซื้อจากเจ้าอาวาสและยินดีที่จะสร้างพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์ นั่งเป็นพระประธานให้แทนจึงทำการหล่อพระพุทธรูปเนื้อสัมฤทธิ์ที่บริเวณหน้า วัดมหาโพธิ์ปรากฎว่าพระพุทธรูปที่หล่อมานั้นแตกไม่สามารถเป็นรูปองค์พระได้ แต่คนเหล่านั้นก็ไม่ลดละความพยายามได้ทำการหล่อพระขึ้นอีกครั้งหนึ่งโดยไป หล่อที่วัดมณเฑียรโดยมีชาวบ้านที่วัดมหาโพธิ์ไปร่วมในพิธีปรากฎว่าในขณะที่ ทำการหล่ออยู่นั้นได้เกิดฝนฟ้าคะนองขึ้นและฟ้าได้ผ่าลงมาที่องค์พระทำให้นาย แก้ว เมืองนุที่อยู่ในพิธีนั้นกระเด็นตกลงมาจนเกือบเอาชีวิตไม่รอดและทำให้พระ พุทธรูปที่หล่อใหม่เสียหายและจากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้ชาวน่านเชื่อกันว่า พระพุทธรูปไม้เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์




ต่อ มาชาวน่านได้ทาการอัญเชิญพระพุทธรูปไม้มาประดิษฐานเป็นพระประธานประจำพระ อุโบสถในวัดมหาโพธิ์มาจนถึงปัจจุบันนี้ครับและที่ผมเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ ฟังก็คือเรื่องราวประวัติความเป็นมาเล็กๆน้อยๆของวัดมหาโพธิ์และพระพุทธรูป ไม้ครับ

และในการเดินทางมาเที่ยวชมวัดมหาโพธิ์ทางคณะของเราได้รับ การต้อนรับอย่างดียิ่งจากชาวบ้านที่อาศัยอยู่โดยรอบบริเวณวัดมหาโพธิ์ซึ่ง ทางคณะของเราขอกราบขอบพระคุณมายังณ ที่นี้ด้วยครับ




คณะ ของเราเดินเที่ยวชมภายในบริเวณวัดมหาโพธิ์และพระพุทธรูปไม้จนสมควรแก่เวลา จากนั้นจึงนั่งรถรางชมเมืองออกเดินทางต่อไปยังหอศิลปริมน่านกันครับ



สำหรับหอศิลป์ริมน่านเป็นแหล่งเผยแพร่งานศิลปะร่วมสมัยและแหล่งเรียนรู้ด้าน ศิลปะแห่ง หนึ่งในจ.น่าน




สำหรับ สถานที่จัดแสดงงานศิลปะร่วมสมัยแห่งนี้ก่อตั้งขึ้นด้วยแรงบันดาลใจและ วิสัยทัศน์ของ ศิลปินผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่งของประเทศไทยมีชื่อว่าคุณวินัย ปราบริปู



ผู้ ศึกษาด้านจิตรกรรมจากมหาวิทยาลัยศิลปากร สถาบันอันมีชื่อเสียงทางศิลปะแห่งหนึ่งของประเทศไทย เมื่อสำเร็จการศึกษาคุณ วินัย ปราบริปู ได้ทุ่มเททำงานศิลปะอย่างต่อเนื่อง โดยใช้ชีวิตคลุกคลีอยู่กับวงการศิลปะในกรุงเทพฯมามากกว่า ๒๕ ปี รวมทั้งได้มีโอกาสศึกษาและดูงานศิลปะของหอศิลป์สำคัญๆหลายแห่งทั้งในทวีป ยุโรปและสหรัฐอเมริกา สำหรับการเปิดหอศิลป์ริมน่านอย่างเป็นทางการได้รับความกรุณาจาก ฯพณฯ ศาสตราจารย์ธานินทร์ กรัยวิเชียร องคมนตรีเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิด เมื่อวันที่ ๒๐ เมษายน ๒๕๔๗ หลังจากที่วินัย ปราบริปู ได้ใช้เวลาประมาณ๕ ปี(พ.ศ.๒๕๔๑-๒๕๔๕)ได้ทุ่มเทแรงกายแรงใจปรับปรุงพื้นที่ที่ซื้อจากญาติและออก แบบดูแลการก่อสร้างอาคารและตกแต่งสถานที่ในทุกมุมมองด้วยตนเองอีกเกือบ ๒ ปี




ปัจจุบัน บริเวณหอศิลป์ริมน่านมีอาคารแสดงนิทรรศการเป็นอาคารใหญ่ ๑ หลัง และอาคารขนาดกลาง ๑ หลัง ซึ่งเรียกว่าสตูดิโอ แกลลอรี่ ตั้งอยู่ริมแม่น้ำน่าน



แวด ล้อมร่มรื่นด้วยพรรณไม้นานาชนติดโดยมีเรือนรับรอง ๑ หลัง สำหรับรองรับกิจกรรมของหอศิลป์ริมน่าน เช่น ค่ายศิลปะเยาวชน และสำหรับญาติมิตรที่ต้องการพักค้างคืนเพื่อดื่มด่ำธรรมชาติและเสวนาเรื่อง ราวทางศิลปะให้เต็มอิ่ม




"หอ ศิลป์ริมน่าน" เป็นเพชรน้ำเอกของศิลปินเมืองน่าน เป็นบ้านใหญ่ของศิลปะ สำหรับผู้หลงไหลงานศิลปะ ที่นี่ มีงานชิ้นงามของศิลปิน หมุนเวียนมาอวดงามให้ชม




สำหรับ นักเดินทางท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสมาเยี่ยมเยือนเมืองน่าน ก็ไม่ควรพลาด นั่งชม นั่งชิมบรรยากาศอันสงบเงียบริมแม่น้ำน่านหรือจะแวะไปซื้อของที่ระลึกเก๋ๆของ เมืองน่านเมืองเหนือ




หรือ จะไปนั่งจิบกาแฟที่มุมกาแฟเก๋ๆก็ได้ครับคุณ วินัย ปราบริปูยินดีต้อนับนักท่องเที่ยวทุกคนที่แวะมาเยี่ยมเยือนหอศิลป์ริมน่าน ด้วยความเต็มใจครับนักท่องเที่ยวที่ใดที่สนใจในงานศิลปะของคุณวินัย ปราบริปูสามารถคลิ๊กเข้าไปเยี่ยมเยียนและชมผลงานได้ที่ www.nanartgallery.com ครับ.



สำหรับ สถานที่ตั้งของหอศิลป์ริมน่านตั้งอยู่เลขที่122 หมู่ 2 ต.บ่อ อ.เมือง จ.น่าน 55000 เบอร์โทร :0-5479-8046, 08-1898-2912, 08-1322-2912 (เวลาปกติ) อีเมล์ : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it. , This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
เปิดบริการ :เวลา 9.00 น.-17.00 น. ทุกวันพฤหัสบดี - วันอังคาร
ปิดบริการ :ทุกวันพุธ ยกเว้นวันนักขัตฤกษ์



เราสองคนนั่งพูดคุยเรื่องงานศิลปะและผลงานของคุณ วินัย ปราบริปูจนสมควรแก่เวลา



จากนั้นจึงขอตัวลาคุณ วินัย ปราบริปูเดินทางไปรับประทานอาหารค่ำกันที่กาดน่านหรือตลาดกลางคืนย้อนยุคในเมืองน่านกันครับ
คณะ ของเราเดินทางมาถึงยังกาดน่านและก่อนที่จะแยกย้ายกันเดินท่องเที่ยวในกาด น่านคุณวิสารัตน์ผู้ช่วยประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านได้ทำการนัดหมายเวลาและจุด นัดพบเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นต่างคนต่างก็แยกย้ายกันเดินเที่ยวชม บรรยากาศแสงสีพร้อมกับหาอาหารค่ำรับประทานกันที่กาดน่าน




สำหรับ คำว่า “กาดน่าน”นั่นถ้าหากให้ผมแปลก็คือ “ ตลาดน่าน”นั่นเองล่ะครับคำว่า “กาด”ในภาษาเหนือแปลว่า “ตลาด”ตั้งอยู่ใจกลางเมืองน่าน (ตรงข้ามกับเทศบาลเมืองน่าน)เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่เปิดใหม่โดยจัดในรูปแบบ ของตลาดย้อนยุคแนวใหม่อนุรักษ์แบบร่วมสมัยวิถีแห่งน่านตามกระแสตลาดย้อนยุค ที่กำลังมาแรงจังหวัดไหนไม่มีตลาดย้อนยุคเป็นเชยแหลก



กาด น่านจึงตลาดการค้าที่รวบรวมสินค้าต่าง ๆเอาไว้ มากมาย อาทิเช่น ของฝาก,ของที่ระลึก,เสื้อผ้าพื้นเมือง,แฟชั่นและของตกแต่งบ้าน,ร้าน กาแฟ,ร้านขนมปังนมสดขนาดเล็กๆน่ารัก, ศูนย์อาหาร, หน่วยบริการนักท่องเที่ยว และสาธารณูปโภคต่างๆ



รวม ทั้งร้านค้าต่างๆอีกมากมายโดยมีการตกแต่งดีไซน์สไตล์บูติคย้อนยุคสไตล์แบบ น่านๆนั่นแหล่ะครับ หรือจะเรียกว่าเป็นถนนคนเดินในเมืองน่านก็ได้ครับ




... แต่ถ้าให้เทียบกันแล้ว “กาดน่าน”นี้ก็มีจุดมุ่งหมายเดียวกับCicada Market หรือ ตลาดจักจั่นที่หัวหินหรือถนนคนเดินที่เชียงคานจ.เลยนั่นเองแหล่ะครับ คือสร้างสถานที่ไว้ให้สวยงามแปลกตาน่าเดิน น่าถ่ายรูปเล่นและมีร้านขายของที่ระลึกกระจุ๊กกระจิ๊กถูกใจวัยรุ่นวางขาย เรียงรายอยู่สองข้างถนน



... ซึ่งในแต่ละจังหวัดก็มีเอกลักษณ์ของตนเองแตกต่างกันออกไปและที่จะขาดเสียไม่ ได้ก็คือบรรดาวัยรุ่นที่ต่างคนต่างก็ควงแฟนมาเดินเที่ยวเล่นและหาซื้อของกัน อย่างเพลิดเพลินบรรยากาศแสงสีความพลุกพล่านของนักท่องเที่ยวอาจจะสู้ตลาด ไนท์พลาซ่าที่เชียงใหม่ไม่ได้แต่น่านเป็นเมืองเล็กๆจัดถนนคนเดินยามราตรีได้ แค่นี้ก็ถือว่าดีถมไปแล้วครับ


เรา สองคนเดินเที่ยวชมภายในกาดน่านจนเมื่อยจึงหาอาหารค่ำรับประทานกันแบบง่ายๆ หลังจากจัดการกับกาหารค่ำเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงเดินเท้าไปยังจุด นัดพบเดินทางกลับโรงแรมเทวราชเพื่อพักผ่อนเก็บเรี่ยวแรงเอาไว้ท่องเที่ยว ไหว้พระในเมืองน่านต่อไปในวันรุ่งขึ้นคืนนี้ขอกล่าวคำว่า “ราตรีสวัสดิ์ครับ”

หน้าต่อไป

Additional information