7 วัน จากทุ่งช้างจังหวัดน่านสู่ทุ่งไหหินแขวงเชียงขวาง p7

เช้าวันที่ 7 ของการเดินทาง
เช้า วันสุดท้ายของเราสองคนในการเดินทางท่องเที่ยวในเมืองลาวหลังจากปฎิบัติภาระ กิจส่วนตัวเป็นที่เรียบร้อยเราสองคนเดินทางออกมาหาอาหารเช้ารับประทานกันที่ ร้านแคมโขง ข้าวต้มปลาคือเมนูอาหารเช้าของเราในมื้อนี้ ตบท้ายด้วยกาแฟลาวอีกคนละแก้วจากนั้นจึงขับรถท่องเที่ยวเมืองปากลายในแขวงไซ ยะบูลี



เรา สองคนขับรถมาเที่ยวชมตลาดเช้าในเมืองปากลายซึ่งอยู่ติดกับแม่น้ำโขงกำลังคับ คั่งไปด้วยชาวลาวที่เดินทางมาจับจ่ายซื้อสินค้ากันในยามเช้าเหมือนกับตลาด ทั่วๆไปในเมืองลาว



ตลาด เมืองปากลายเป็นตลาดเล็กๆ กว่าตลาดเช้าในเมืองไซยะบูลี ภายในตลาดจำหน่ายเครื่องอุปโภคและบริโภคที่ส่วนใหญ่นำเข้ามาจากไทยมากว่า นำเข้าจากจีนและเวียดนามเพราะเมืองปากลายห่างจากด่านท่าลี่ในจังหวัดเลย ระยะทางเพียง 60 กิโลเมตรเท่านั้น การขนส่งสินค้าจากฝั่งไทยมายังเมืองปากลายจึงทำได้โดยสะดวก ราคาของสินค้าจึงแพงกว่าบ้านเราเป็นธรรมดาเพราะต้องบวกภาษีและค่าขนส่ง สินค้าเข้าไปอีก



แต่ ถึงราคาของสินค้าไทยจะแพงกว่าสินค้าที่นำเข้าจากจีนและเวียดนามเพียงไรก็ตาม คนลาวก็ยังคงนิยมใช้สินค้าไทยเพราะมีคุณภาพดีกว่าสินค้าที่นำเข้าจากจีนและ เวียดนาม เราสองคนเดินเที่ยวชมพืชผักผลไม้ที่วางขายริมทางเดินเท้าโดยเฉพาะผลไม้ส่วน ใหญ่นำเข้ามาจากไทยเช่นทุเรียน มังคุด เงาะ ฯลฯ ส่วนผลไม้จากจีน เช่น สาลี่ แอบเปิ้ล ทับทิม ฯลฯ เราสองคนลองสอบถามราคาของมะม่วงแก้วราคากิโลกรัมละ 70 บาทในขณะที่ในบ้านเราราคาเพียงกิโลกรัมละ7-10 บาทเท่านั้น



เรา เดินเท้าเที่ยวชมตลาดเช้าเมืองปากลายจนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงขับรถไปตามถนน เลียบแม่น้ำโขงไปยังวัดสะหว่างวงศ์ ซึ่งตั้งอยู่ริมแม่น้ำโขง

วัด แห่งนี้เป็นวัดประจำเมืองปากลาย เราสองคนไม่ทราบข้อมูลความเป็นมาของวัดแห่งนี้เราจึงอธิบายให้ท่านผู้อ่าน ฟังไม่ได้เพราะฉะนั้นดูรูปไปพลางๆ ก่อนก็แล้วกันน่ะครับ




จาก วัด สะหว่างวงศ์เราเดินข้ามถนนมานั่งพักผ่อนหย่อนใจชมวิวทิวทัศน์กันที่บริเวณ ริมโขง ซึ่งฝั่งตรงข้ามก็คือเมืองสารคามในแขวงเวียงจันซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ เขียวชะอุ่มสลับกับทิวเขาอันสลับซับซ้อนในแขวงเวียงจัน เราสองคนนั่งรับลมเย็นๆ ริมแม่น้ำโขงจนสมควรแก่เวลา



จาก นั้นจึงขับรถไปตามถนนในเมืองปากลายผ่านวงเวียนใจกลางเมืองปากลาย ริมถนนทางด้านซ้ายมือมีรูปหล่อสีทองครึ่งตัวของท่านไกสอน พรมวิหาน ผู้ล่วงลับไปแล้ววีรบุรุษของชาวลาวและอดีตประธานประเทศลาว ผู้ปลดปล่อยประเทศลาวให้เป็นเอกราชจากประเทศนักล่าอาณานิคมเมื่อหลายสิบปี ที่ผ่านมา เราจะเห็นรูปหล่อของท่านไกสอนพรมวิหานอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งและทุกแขวงใน ประเทศลาว




เรา สองคนขับรถออกจากเมืองปากลายไปตามเส้นทางหมายเลข4 มุ่งหน้าสู่เมืองแก่นท้าว ตลอดเส้นทางถนนหมายเลข4 เมืองปากลาย-แก่นท้าวระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตร เป็นเส้นทางลูกรังกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างเส้นทางสายนี้จะเห็นได้จาก รถแม็คโครกำลังทำงานอยู่รวมทั้งแคมป์ที่พักของเจ้าหน้าที่ที่กำลังก่อสร้าง เส้นทางสายนี้ตลอดสองข้างทางที่เราสองคนขับรถผ่าน สภาพของถนนช่วงเมืองปากลาย-แก่นท้าว ระยะทางประมาณ 60 กิโลเมตรถึงจะอยู่ในช่วงของการก่อสร้างทางแต่ก็ยังดีกว่าถนนจากไซยะบู ลี-ปากลายเป็นอย่างมาก ซึ่งเราคาดว่าอีกประมาณปีกว่าๆ เมื่อถนนสายนี้สร้างเสร็จเรียบร้อยการเดินทางจากด่านท่าลี่ในจังหวัดเลยไป ยังเมืองไซยะบูลีและเมืองหลวงพระบางระยะทาง 363 กิโลเมตรจะรวดเร็วสะดวกสบายยิ่งขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า ซึ่งจะเป็นผลดีต่อการค้าการท่องเที่ยวและเป็นการเสริมสร้างสัมพันธ์อันดี ระหว่างประชาชนทั้งสองประเทศอีกด้วยครับ




เรา สองคนใช้เวลาขับรถประมาณหนึ่งชั่วโมงก็เดินทางมาถึงตัวเมืองแก่นท้าวซึ่ง เป็นเมืองชายแดนติดกับอำเภอท่าลี่ในจังหวัดเลยเราขับรถเข้าไปในเมืองแก่น ท้าว ถนนหนทางภายในเมืองกว้างขวางบรรยากาศเงียบสงบน่าอยู่เหมือนกับเมืองไซยะ บุรี เราขับรถผ่านที่ทำการเมือง จนในที่สุดมาหยุดรถที่บริเวณตลาดในเมืองแก่นท้าวเนื่องจากเป็นช่วงสายตลาด วายไปก่อนหน้านี้แล้วแต่ก็ยังมีร้านรวงเปิดขายสินค้ากันตามปกติสินค้าส่วน ใหญ่จะเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ในการเกษตรกรรมตลอดจนพืชผลทางการเกษตรเช่น ฟักทอง ฟักหอม ในส่วนของสินค้าอุปโภคบริโภคส่วนใหญ่จะนำเข้าจากไทย



เรา สองคนเดินเที่ยวชมสินค้าต่างๆ ที่นำมาวางขายเมื่อไม่มีอะไรเป็นที่น่าซื้อน่าสนใจ จากนั้นเราสองคนจึงขับรถเดินทางออกมายังด่านแก่นท้าวด่านตรวจคนเข้าเมืองของ ลาวที่พึ่งสร้างเสร็จใหม่จึงมองดูสะอาดสะอ้านเป็นระเบียบเรียบร้อยมีลานจอด รถใหญ่โตกว้างขวาง แตกต่างจากด่านท่าลี่ของไทยที่กำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้างที่ทำการตรวจคน เมือง



เรา สองคนนำหลักฐานพร้อมเอกสารต่างๆ ในการนำรถเข้า-ออกระหว่างประเทศเข้าไปติดต่อเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้า-ออกเมือง ของลาวซึ่งก็ได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีและเมื่อผ่านขั้นตอนต่างๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้วหลักฐานเอกสารทุกอย่างสมบูรณ์ เราสองคนก็ขับรถยนต์ข้ามสะพานข้ามแม่น้ำเหือง กั้นพรมแดนระหว่างไทยกับลาว กลับเข้ามายังฝั่งไทยที่ อ.ท่าลี่จังหวัดเลยโดยสวัสดิภาพ




สำหรับ ด่านตรวจคนเข้าเมืองไทย-ลาวจะเปิดให้บริการประชาชนทั่วไปตั้งแต่เวลา 08.00-18.00น. ทุกวัน และก่อนที่จะออกเดินทางกลับกรุงเทพเราสองคนแวะกราบไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ระ หว่าทางใน อ.ท่าลี่ คือพระธาตุสัจจะ ตั้งอยู่บริเวณวัดลาดปู่ บ้านท่าลี่ ตำบลท่าลี่ ไปตามทางหลวงหมายเลข 201 แยกซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 2115 สายท่าลี่-อาฮี ห่างจากที่ว่าการอำเภอท่าลี่ประมาณ 2 กิโลเมตร



พระ ธาตุสัจจะ ประกอบด้วยดอกบัวบานมีกลีบ 3 ชั้น สูงประมาณ 1 เมตร ตั้งอยู่รอบองค์พระธาตุสัจจะ องค์พระธาตุสูง 33 เมตร มีสัญลักษณ์คล้ายคลึงกับพระธาตุพนม มีเศวตฉัตร 7 ชั้น ประดิษฐานไว้บนยอดสุดของพระธาตุสัจจะ ส่วนประวัติของพระธาตุสัจจะมีความเป็นมาอย่างไรเราสองคนจะค้นคว้าข้อมูลมา ให้ท่านได้ทราบภายหลังน่ะครับ



หลัง จากกราบสักการะพระธาตุสัจจะเพื่อเป็นศิริมงคลแก่ตัวเองแล้วเป็นที่เรียบร้อย แล้วจากนั้นเราสองคนจึงขับรถมุ่งหน้าเดินทางกลับสู่กรุงเทพฯแล้วพบกันใหม่ใน ฉบับหน้าน่ะครับ เราสองคนจะเชิญชวนท่านผู้อ่านเดินทางไปท่องเที่ยวยังจังหวัดสระแก้ว เมืองชายแดนที่ใกล้ชิดติดกับประเทศกัมพูชากันครับ ขอบคุณมากครับที่ติดตามผลงานของพวกเรามาโดยตลอด สุดท้ายนี้ขอกล่าวคำว่าลาก่อนครับ....สวัสดีครับ