มีข้อผิดพลาด
  • แทมเพลตที่ใช้แสดงผลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์กรุณาติดต่อผู้ดูแล

ไหว้พระดีที่เมืองน่าน p3

วันที่สองของการเดินทาง
ตื่นนอนตอนเช้าหลังจากปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวเสร็จเรียบร้อยแล้วเราสองคนลง มารับประทานอาหารเช้าร่วมกับคณะสื่อมวลชนที่บริเวณห้องอาหารของโรงแรมและ หลังจากจัดการกับอาหารเช้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จากนั้นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์น่านที่มารอคณะสื่อมวลชนและเราสองคนที่ บริเวณล็อบบี้ของโรงแรมเทวราชก็พาเราสองคนออกเดินทางโดยรถรางชมเมืองมุ่ง หน้าต่อไปยังวัดภูมินทร์ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่านบน ถนนผากองต. ในเวียง
วัดภูมินทร์เป็นวัดหลวงตั้งอยู่ใกล้กับวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารในตัวเมืองน่าน



สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดภูมินทร์ตามพงศาวดารของเมืองน่านได้เล่าสืบ ต่อกันมาว่า



วัดภูมินทร์ สร้างขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2139 โดยพระเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ หลังจากที่พระองค์ทรงครองนครน่านได้ 6 ปี มีปรากฏในคัมภีร์เมืองเหนือว่า เดิมชื่อ “วัดพรหมมินทร์” ซึ่งเป็นชื่อของเจ้าเจตบุตรพรหมมินทร์ ผู้สร้างแต่ตอนหลังชื่อวัดได้เพี้ยนไปจากเดิมเป็นวัดภูมินทร์


วัด แห่งนี้ได้รับการบูรณะครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2410 หลังจากที่สร้างมา 271 ปี โดยเจ้าอนันตวรฤทธิเดช เจ้าผู้ครองนครน่าน โปรดให้ซ่อมแซมครั้งใหญ่แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. 2418 (ปลายสมัยรัชกาลที่ 4) ใช้เวลาซ่อมนานถึง 7 ปี จิตรกรรมฝาผนังในวิหารหลวงก็เขียนขึ้นในช่วงนี้ ภาพจิตรกรรมหรือ “ฮูบแต้ม” ในวัดภูมินทร์เป็นชาดกในพุทธศาสนาแต่ถ้าพิจารณารายละเอียดของวิถีชีวิตของ คนเมืองในสมัยนั้น

สำหรับวัดภูมินทร์เป็นวัดที่มีลักษณะแปลกกว่าวัด อื่น ๆ คือ โบสถ์และวิหาร สร้างเป็นอาคารหลังเดียวกันประตูไม้ทั้งสี่ทิศแกะสลักลวดลายงดงามโดยฝีมือ ช่างเมืองน่าน



นอก จากนี้ฝาผนังแสดงถึงชีวิตและวัฒนธรรมของยุดสมัยที่ผ่านมาความสวยแปลกของ วัดภูมินทร์ คือเป็นพระอุโบสถและพระวิหารสร้างเป็นอาคารหลังเดียวกันเป็นทรงจัตุรมุข (กรมศิลปากร ได้สันนิษฐานว่าเป็นอุโบสถจัตุรมุขหลังแรกของประเทศไทย) นาคสะดุ้งขนาดใหญ่ แห่แหนพระอุโบสถเทินไว้บนกลางลำตัว



ตรง ใจกลางพระอุโบสถประดิษฐานพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่สี่องค์ ประทับนั่งบนฐานชุกชี หันพระพักตร์ออกด้านประตู ทั้งสี่ทิศ เบื้องพระปฤษฎางค์ชนกัน


ภายในพระอุโบสถ มีภาพจิตรกรรมฝาผนังศิลปกรรมไทลื้อ ที่เล่าเรื่องชาดก ตำนานพื้นบ้าน และความเป็นอยู่ของชาวน่านในอดีต


สำหรับสิ่งที่น่าสนใจภายในวัดภูมินทร์ที่เราสองคนจะพาท่านผู้อ่านเดินทาง ไปเที่ยวชมก็คือ
-วิหาร จัตุรมุข เป็นงานสถาปัตยกรรมล้านนาแบบพิเศษ ที่มีความงดงามอยู่อย่างลงตัว โดยนำโบสถ์และวิหารมาสร้างรวมเข้าเป็นอาคารเดียวกัน รูปจัตุรมุข มีบันได และประตูออกทั้งสี่ทิศ ที่ราวบันไดเป็นปูนปั้นรูปพญานาค หันเศียรนาคขึ้นสู่เบื้องบน ภายในวิหารมีพระพุทธรูปปูนปั้นปางมารวิชัยขนาดใหญ่สี่องค์ หันพระปฤษฎางค์ (หลัง) ชนกัน บ่ายพระพักตร์สู่ประตูทางเข้าทั้งสี่ทิศ เบื้องหลังพระปฤษฎางค์เป็นฐานเจดีย์สี่เหลี่ยมย่อมุมสิบสอง

- จิตรกรรมฝาผนัง ภาพวาดปรากฏอยู่บนผนังด้านในวิหารจัตุรมุขทั้งสี่ด้าน ผนังด้านทิศเหนือ ตะวันออก และใต้ เป็นภาพพระพุทธเจ้าประทับนั่งปางมารวิชัย มีพระสาวกนั่งข้างละสององค์ สันนิษฐานว่าคงเป็นตอนที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเทศนา และต่ำลงมาได้เขียนเป็นภาพขนาดเล็กเล่าเรื่อง “คันธกุมารชาดก”ต่อเนื่องกันตลอดทั้งสามด้าน ส่วนผนังด้านทิศตะวันตก ตอนบนเป็นภาพพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานในปางไสยาสน์ มีพระสาวกแสดงอาการเศร้าโศกอยู่สี่องค์ ตอนล่างลงมาเป็นภาพเล่าเรื่อง “พระเตมีราชชาดก” นอกจากนี้ยังมีภาพจิตรกรรมซึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษคือ ภาพเหมือนบุคคลและภาพวิถีชีวิตชาวน่านในอดีต ที่น่าสนใจ ได้แก่

1. ภาพบริเวณยอดเสาซ้ายมือของประตูด้านทิศตะวันออก นักวิชาการสันนิษฐานว่าน่าจะเป็นภาพเหมือนของเจ้าอนันตวรฤทธิเดช ผู้ปฏิสังขรณ์วัดนี้



2. ภาพผนังขวามือของประตูทางทิศเหนือ เป็นภาพชายหญิงกลุ่มหนึ่งยืนหยอกเย้า เกี้ยวพาราสีกัน แสดงให้เห็นถึงสภาพชีวิตความเป็นอยู่และการแต่งกายในอดีต สังเกตว่าช่างได้ใส่อารมณ์ความรู้สึกลงบนใบหน้าคนในภาพอยู่างเต็มที่ ซึ่งต่างกับงานจิตรกรรมฝาผนังในภาคกลางอยู่างสิ้นเชิง เป็นภาพที่มีชื่อเสียงและงดงามมาก พลาดชมไม่ได้



3. ภาพที่ยอดเสาขวามือของประตูด้านทิศตะวันตก เป็นภาพชายวัยกลางคนมีเคราดก ใบหน้าคล้ายชาวตะวันตก สวมเสื้อสีแดง สวมหมวก และสะพายย่าม สันนิษฐานว่าเป็นมิชชันนารีที่เข้ามาเผยแผ่ศาสนา


4. ภาพบนผนังซ้ายมือของประตูด้านทิศตะวันตก เป็นรูปชายหนู่มหญิงสาวกำลังเกี้ยวพาราสีกัน ชายเปลือยอก เห็นรอยสักเต็มไปทั้งแขน ไหล่ หน้าอก พุง และหน้าขา เป็นการสักตามสมัยนิยม อันเป็นที่มาของการเรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ลาวพุงดำ” ตำแหน่งของภาพจงใจเขียนให้อยู่ข้างหลังประตู และเขียนอยู่างประณีตมาก น่าจะเป็นภาพเหมือนของช่างวาดเอง ภาพนี้จัดเป็นภาพชิ้นเยี่ยมและมีชื่อเสียงโด่งดังไปยังต่างประเทศนักท่อง เที่ยวหลายคนตั้งชื่อให้กับภาพนี้ว่า “กระซิบสวาท”



5. ภาพธรรมเนียมการอยู่ข่วง ของชาวไทลื้อ พ่อแม่ จะอนุญาตให้หนุ่มสาวพบปะกันที่ชานบ้านในเวลาค่ำ ขณะหญิงสาวกำลังปั่นฝ้าย หรือ “อยู่ข่วง” หากสาวเจ้าตกลงปลงใจด้วยก็จะจัดพิธีแต่งงาน หรือที่เรียกว่า “เอาคำ ไปป่องกั๋น” หรือเป็นทองแผ่นเดียวกัน การค้าขายแลกเปลี่ยนในชุมชน



6. ภาพชาวพื้นเมือง ซึ่งอาจเป็นชาวเขา “เป๊อะ” ของป่าบนศรีษะ เพื่อนำมาแลกเปลี่ยนกับคนเมือง



7. ภาพชีวิตความเป็นอยู่ของคนเมืองน่าน หญิงสาวกำลังทอผ้าด้วยกี่พื้นเมือง นอกชานมีเรือนเล็กๆตั้งหม้อน้ำดินเผาที่เรียกว่า “ร้านน้ำ” ส่วนชายหนุ่มไว้ผมทรงหลักแจวหรือทรงมหาดไทย แสดงให้เห็นอิทธิพลตะวันตกที่เข้ามาผสมผสานในวิถีพื้นเมืองน่าน



8. ภาพชาวต่างประเทศ ที่เข้ามาเมืองน่านช่วงรัชกาลที่ 5 ทรงผม และเครื่องแต่งกายของผู้หญิงเป็นรูปแบบเดียวกับที่กำลังเป็นที่นิยมในยุโรป ขณะนั้น



นอกจากนี้ภายนอกพระอุโบสถของวัดยังมีรูปปั้นนรกเพื่อให้มนุษย์ได้เห็นบาปบุญคุณโทษของการทำความชั่วอีกด้วยครับ



เราสองคนเพลิดเพลินกับการเดินเที่ยวชมจิตรกรรมฝาผนังภาพวาดภายในพระอุโบสถของวัดภูมินทร์จนสมควรแก่เวลา



จาก นั้นจึงเดินข้ามถนนมายังวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารซึ่งตั้งอยู่เยื้องกันกับ วัดภูมินทร์บนถนนสุริยพงศ์ตรงข้ามกับสำนักงานเทสบาลเมืองน่านนั่นล่ะครับ



สำหรับ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร (วัดหลวงกลางเวียง)ตั้งอยู่บนถนนสุริยพงศ์ตรงข้ามกับสำนักงานเทศบาลเมือง น่านพอข้ามถนนสุริยพงศ์มาถึงทางเข้าวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร



เรา สองคนจึงเดินเข้าไปเที่ยวชมภายในบริเวณวัดซึ่งผมจะขอเล่าถึงประวัติความ เป็นมาของวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารให้ท่านผู้อ่านได้ฟังพอสังเขปดังนี้น่ะ ครับ.
วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เดิมชื่อ วัดหลวงกลางเวียง เจ้าผู้ครองนครน่าน พญาภูเข่ง เป็นผู้สร้างขึ้น เมื่อปี พ.ศ.1949 พระวิหารหลวงวัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหาร เป็นวิหารขนาดใหญ่ รูปทรง สร้างตามสถาปัตยกรรม ทางภาคเหนือ ลักษณะภายในโอ่โถง ด้านหน้ามีสิงห์คู่ ยืนตรงเชิงบันได ด้านละตัว มีทางเข้า 3 ทาง ประตูกลาง ทำเป็นประตูใหญ่ และประตูเล็ก อยู่ด้านซ้ายและด้านขวา มีทางขึ้นเป็นประตูเล็ก ๆ ตรงข้ามพระประธาน ด้านทิศตะวันออกและตะวันตกอีก 2 ข้าง ทำหลังคาซ้อนกัน 2 ชั้น มุขลดด้านหน้า และด้านหลัง หน้าบัน ตีด้วยแผ่นกระดานเรียงต่อกัน แล้วประดับที่ขอบเสา ด้านหน้าทุกต้น ตามลักษณะ สถาปัตยกรรมล้านนาไทย ภายในพระวิหารกว้างขวาง มีเสาปูนกลมขนาดใหญ่ ขนาด 2 คนโอบรอบ จำหลัก ลวดลายปูนปั้นนูนสูงไว้ เหนือจากระดับพื้นพระวิหาร 1.50 เมตร เป็นลวดลาย กนกระย้าย้อย เหมือนลวดลาย ที่เสาในวิหารวัดภูมินทร์



ภายใน วัดประดิษฐาน เจดีย์ช้างค้ำ ซึ่งเป็นศิลปสมัยสุโขทัย อายุประมาณพุทธศตวรรษที่ 20 รอบเจดีย์ มีรูปปั้นช้างปูนปั้น เพียงครึ่งตัวประดับอยู่โดยรอบ นอกจากนี้ยังมีพระพุทธรูปทองคำปางลีลา คือ พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมุนี ซึ่งเป็นทองคำ 65 % สูง 145 เซ็นติเมตร ยอดพระโมฬีทำเสริมเมื่อ พ.ศ. 2442 หนัก 69 บาท เจ้างั่วฬารผาสุม เจ้าผู้ครองนครน่าน องค์ที่ 14 แห่งราชวงค์ภูคา เป็นผู้สร้าง เมื่อวันพุธ เดือน 6 เหนือ พ.ศ. 1969 เป็นศิลปะสุโขทัย ประดิษฐานอยู่ที่หอพระไตรปิฎก ใหญ่ที่สุดในประเทศ



อิทธิพล ทางด้านศิลปะสุโขทัย จากเจดีย์ทรงลังกา คือเจดีย์วัดช้างล้อมนั่นเอง พระธาตุเจดีย์ สร้างด้วยอิฐถือปูน มีสัณฐานเป็นรูปสี่เหลื่ยมจัตุรัส ซ้อนกัน 3 ชั้น กว้างด้านละ 9 วา ฐานจากชั้นแรกสูงถึงชั้นสอง มีรูปช้างค้ำอยู่ในลักษณะ เหมือนฐานรองรับไว้ด้านละ 6 เชือก รวมทั้งหมด 24 เชือก ช้างแต่ละตัว โผล่ส่วนหัว ลอยออกมาครึ่งตัว ขาหน้าทั้งคู่ ยื่นพ้นออกมาจากเหลี่ยมฐาน เหนือขึ้นไปเป็นฐานปัทม์ (ฐานบัว) ซ้อนกัน 3 ชัน และเป็นองค์ระฆังแบบลังกา ต่อจากองค์ระฆัง ทำเป็นฐานเขียง รองรับมาลัยลูกแก้ว ลดหลั่นกันไป เป็นส่วนยอด ปัจจุบันพระธาตุเจดีย์ช้างค้ำ ได้รับการบูรณะซ่อมแซม และหุ้นด้วยแผ่นทองเหลืองทั้งองค์ มีความสวยงามมาก หอไตรวัดช้างค้ำวรวิหาร สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ดังปรากฏในพระประวัติ ของพระองค์ว่า "ร.ศ. 127 พ.ศ. 2453 ก่อสร้างหอพระไตรปิฏก ในบริเวณวัดช้างค้ำ 1 หลัง 8 ห้อง ยาว 16 วา 1 ศอก กว้าง 5 วา 2 ศอก สูงตั้งแต่ดินถึงอกไก่ 13 วา หลังคาทำเป็นชั้น ๆ ก่ออิฐทาสี เครื่องบนไม้สัก มุงกระเบื้องไม้สัก ทำอย่างแน่นหนา มีเพดานจั่ว 2 ข้าง และเพดาน ทำด้วยลวดลายต่าง ๆ พระสมุห์อิน เจ้าอาวาสวัดหัวข่วง กับจีนอิ๋วจีนซาง เป็นสล่าสิ้นเงิน 12,558 บาท



ลักษณะ โครงสร้างสถาปัตยกรรมมีลักษณะอย่างเดียวกับวิหารและโบสถ์ ตั้งอยู่ด้านหน้า คู่กับ พระวิหารหลวง อาคารก่ออิฐโบกปูน ยกพื้นสูงมีสิงห์ยืนอยู่ด้านหน้า ตรงเชิงบันใดด้านละ 1 ตัว ตั้งเสาราย รับหลังคาเชิงชายแทนผนัง และก่อผนังปิด ทำเป็นห้องไว้พระธรรม และพระไตรปิฏก ตรงแนวเสาที่รับคาน มีทางเข้าด้านหน้าเป็นประตูทางเดียว บานประตูสลักเป็นรูปเทวดา 2 องค์ และมีลายปูนปั้น เป็นรูปยอดปราสาท ทำเป็นชั้นติดหน้าต่างด้านละ 3 บาน ผนังด้านหลังปิดทึบ ด้านนอกสองข้างทาง ระหว่างเสารายและผนัง เป็นทางเดินถึงกันได้ตลอดโดยรอบ อาคารสูงหลังคาช้อน 3 ชั้น ไม่มีมุขลด ที่หน้าบัน ใช้แผ่นไม้เรียงต่อกัน เป็นแผ่นๆ ประดับลายปูนปั้น เป็นรูปกนกล้อพระยาครุฑ ระหว่างช่วงเสาประดับด้วยแผ่นไม้จำหลัก ลายกนก เป็นรูปสามเหลี่ยม สลับลายพุ่มข้าวบิณฑ์คว่ำ และรูปพระยาครุฑห้อยลงมาตามแบบสถาปัตยกรรมของล้านนา ภายในมีลักษณะส่วนกว้างแคบ ส่วนยาวลึก เข้าไปภายใน และส่วนสูงชะลูดขึ้นไปมาก ใช้เป็นที่เก็บ พระไตรปิฏก ซึ่งส่วนใหญ่เป็นใบลาน จารึกตัวอักษรธรรมะซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ปัจจุบันได้ปรับปรุงเป็นวิหาร โดยใช้เป็นที่ประดิษฐาน พระพุทธนันทบุรีศรีศากยมนี



คณะ ของเราเดินเที่ยวชมความงดงามของ วัดพระธาตุช้างค้ำวรวิหารจนสมควรแก่เวลาได้เวลารับประทานอาหารกลางวันพอดีขอ เวลาท่านผู้อ่านรับประทานอาหารก่อนน่ะครับจากนั้นถึงจะพาท่านผู้อ่านเที่ยว ต่อ



หลังจากอาหารมื้อกลางวัน (ข้าวซอย)ผ่านพ้นไปแล้วจากนี้ไปเราสองคนขอพาท่านผู้อ่านเที่ยววัดกันต่อน่ะครับ
จาก นั้นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์น่านก็พาเราสองคนออกเดินทางโดยรถรางชมเมือง มุ่งหน้าต่อไปยังวัดสวนตาลตั้งอยู่บนถนนมหายศในตัวเมืองน่าน



สำหรับ วัดสวนตาลแห่งนี้สร้างขึ้นโดยพระนางปทุมวดีเมื่อปีพ.ศ ๑๗๗๐องค์พระเจดีย์มีสันฐานงดงามมากโดยชั้นล่างมีซุ้มประตูทั้งสี่ทิศภายใน วิหารมีพระพุทธรูปที่สำคัญคือ “พระเจ้าทองทิพย์”ซึ่งพระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่ทรงโปรดเกล้าให้สร้าง ขึ้นในปีพ.ศ๑๙๙๒เป็นพระพุทธรูปทองสัมฤทธิ์อง์ใหญ่ปางมารวิชัยโดยจะมีงาน นมัสการและสรงน้ำเป็นประจำทุกปีในช่วงเทศกาลสงกรานต์และมีการเฉลิมฉลองกัน ทั้งกลางวันกลางคืนอีกด้วย
สำหรับประวัติความเป็นมาของพระเจ้าทองทิพย์ เป็นพระพุทธรูปขนาดใหญ่ หน้าตักกว้าง ๑๐ ฟุต สูง ๑๔ ฟุต ๔ นิ้ว สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าติโลกราชเจ้า ผู้ครองนครเชียงใหม่ ซึ่งเป็นใหญ่แคว้นล้านนาไทยสมัยนั้น ในการสร้างพระพุทธรูปทองทิพย์องค์นี้ในพงศาวดารเมืองน่าน กล่าวไว้ว่า



เมื่อ จุลศักราช ๘๑๒ ตรงกับพุทธศักราช ๑๙๙๓ พระเจ้าติโลกราช เจ้านครเชียงใหม่ มีกำลังเข้ม แข็งได้กรีฑาทัพไปตีหัว เมืองต่างๆ ในแคว้นล้านนาไทย คือ เมืองลอ เมืองเทิง เมืองปง เมืองควร ไปทางตีนดอยลาวได้หัวเมือง เหล่านั้นไว้ในอำนาจ หมดแล้ว เลยยกเข้าไปตีเมืองน่าน พระองค์ได้ ตั้งทัพอยู่ที่สวนตาลหลวงตั้งทัพล้อมอยู่ได้ ๗ วัน โดยเร่งไพร่พลยิงปืนใหญ่ เข้าไปในเมือง
พอตกกลางคืนก็ยกพลเข้าตี หวังจะเอาเมืองให้ได้ ฝ่ายพญาอินต๊ะแก่น ท้าว ซึ่งเป็นเจ้านครน่านใน เวลานั้นเห็นกองทัพ เชียงใหม่มีไพร่พลมาก มายนัก ประกอบกับได้ยินกิตติศัพท์เล่าลือถึงความเก่ง กล้าสามารถของ พระเจ้าติโลกราชที่สามารถ ปราบหัวเมืองใกล้เคียงได้เกือบหมด เห็นชัด แจ้งว่าไม่ อาจจะรักษาเมืองไว้ได้จึงได้อพยพครอบครัวหนี พระเจ้าติโลก ราช จึงยกทัพไพร่พลเข้าเมืองได้ อย่างง่ายดาย ไม่ต้องสู้รบให้เสียเลือด เสียเนื้อเลย
เมื่อพระเจ้าติโลกราชยึดเมือง ได้แล้ว จึงได้ปรึกษาเหล่านายทัพนายกอง และเสนาอำมาตย์ทั้งหลาย ว่า การที่กองทัพของ พระองค์เข้ายึดเมืองไว้ ได้ในครั้งนี้ มิได้สู้รบให้เสียเลือดเสียเนื้อกำลังไพร่พล เลย เหมือนกับว่ามี เทพเจ้าเข้ามาช่วยเหลือ จึงเห็นควรให้สร้างอะไรไว้อย่างหนึ่งเพื่อเป็นอนุสรณ์ สักขีพยานในชัยชนะ ของพระองค์
ครั้ง นั้นขุนนางเสนอว่าควรจะสร้างถาวรวัตถุเพื่อประชาชนรุ่นหลังจะรำลึก ถึง เช่น สร้างพระพุทธรูป หล่อด้วยทอง เป็นต้น ในที่สุดพระเจ้าติโลกราชก็ ตัดสินพระทัยที่จะสร้างพระพุทธรูปหล่อด้วยทอง
พระเจ้าทองทิพย์ ซึ่งพระเจ้าติโลกราชแห่งนครเชียงใหม่ โปรดเกล้าฯ ให้ สร้างขึ้นใน พ.ศ. ๑๙๘๗ ลักษณะเป็นพระพุทธรูป ทองสัมฤทธิ์องค์ใหญ่ ปางมารวิชัย ประดิษฐานในวิหารสวนตาล หน้าตักกว้าง ๑๐ ฟุต สูง ๑๔ ฟุต ๔ นิ้ว (๔.๑๑ เมตร)
ในการสร้างพระพุทธรูปหล่อด้วยทองนี้ พระองค์ได้โปรดให้ช่างทั้งหลาย อาทิ พม่า เงี้ยว และชาวเมืองเชียงแสน กระทำพิธี หล่อหลอมทอง และพิธีหล่อองค์พระพุทธรูป ด้วย ช่างได้ กระทำการหล่อทองเทเข้าเบ้าพิมพ์หลายครั้งหลายหน ก็ไม่สำเร็จเพราะ เบ้าพิมพ์แตกเสียทุกครั้ง
ในที่สุดก็มีชายชราแปลกหน้านุ่งขาวห่มขาวมาช่วยทำ จึงสำเร็จเรียบร้อยสมปรารถนา
เมื่อ สร้างพระพุทธรูปเสร็จแล้ว พระเจ้าติโลกราชก็ทรงจัดให้มีการสวดปริตถมงคล และจัดให้มีงาน มหกรรมเฉลิมฉลองทำบุญ เป็นการใหญ่มโหฬารยิ่ง
ส่วนชายชรา นั้นก็หายสาบสูญไป ไม่มีผู้ใดพบเห็นอีกเลย ประชาชนชาวเมืองต่างโจษขานกันว่าเป็น เทพยดาแปลงกายลงมา ช่วย จึงได้ขนานพระพุทธรูปองค์นี้ว่า พระพุทธรูปทองทิพย์ หรือ พระเจ้า ทองทิพย์ ตั้งแต่นั้นมาจนถึงปัจจุบัน เจดีย์วัดสวนตาล องค์เดิมเป็นเจดีย์ทรงพุ่มข้าวบิณฑ์แบบสุโขทัย ต่อมา พระเจ้าสุริยพงษ์ปริตเดชฯ พระเจ้าน่าน โปรดให้บูรณะ ขึ้นใหม่ เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๗ ได้แก้ไขรูปทรงเป็นเจดีย์ยอดปรางค์ ดังที่ เห็นในปัจจุบัน
จากรูป ถ่ายเก่าเข้าใจว่า ส่วนฐานเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมซ้อนกัน รอง รับเรือนธาตุย่อเก็จ ซึ่งยังมีสภาพค่อนข้างสมบูรณ์ ส่วนยอดเป็นพุ่มข้าวบิณฑ์ มีปล้องไฉน และปลียอด ตามแบบเจดีย์พุ่มข้าวบิณฑ์ศิลปะสุโขทัย
เจดีย์องค์นี้คงจะสร้างขึ้นราวกลางพุทธศตวรรษที่ ๒๐ หลังจากเจ้าพระยาผา กองสร้างเมืองน่านใน พ.ศ. ๑๙๑๑
ขณะ เดียวกัน ภายในวิหารอีกหลังหนึ่งเป็นที่ประดิษฐาน พระศรีอริยเมตไตรยปางนั่งพับเพียบองค์ แรกที่พบในภาคเหนือ วัดสวนตาล จ.น่าน พร้อมกับมีพระเจ้า ๕ ที่ประดิษฐานอยู่ที่เดียวกัน ทำให้มี ประชาชนเดินทางมาสักการะกันเป็นจำนวนมาก เพื่อเป็นสิริมงคลกับตัวเองและครอบครัวครับ
คณะของเราเดินเที่ยวชมพร้อม ทั้งกราบสักการะบูชาพระพุทธรูปพระเจ้าทองทิพย์จนสมควรแก่เวลาจากนั้นจึงเดิน ทางด้วยรถรางชมเมืองต่อมายังวัดศรีพันต้น





วัด ศรีพันต้นตั้งอยู่ที่บริเวณสี่แยกศรีพันต้นหัวมุมทางแยกเด่นสะดุดตาอยู่ ห่างจากศาลหลักเมืองน่านมาไม่มากนักและถ้ามาจากเมืองแพร่ให้ขับตรงมาเรื่อยๆ จะพบวัดศรีพันต้นอยู่ตรงหัวมุมถนนทางด้านซ้ายมือจะแลเห็นพระอุโบสถของวัดศรี พันต้นเป็นสีทองเหลืองอร่ามมองเห็นเด่นเป็นสง่าจากระยะไกลมีความสวยงามมาก


วัด ศรีพันต้นเป็นอีกวัดหนึ่งในจังหวัดน่านที่มีจิตรกรรมงานปูนปั้นที่สวยงามมาก นอกจากที่ศาลหลักเมืองน่านแล้วก็มีที่วัดศรีพันต้นแห่งนี้ล่ะครับที่มีฝีมือ ปูนปั้นสวยงามมากเลยทีเดียวครับ



โดย เฉพาะรูปพระยานาคสีทองเหลืองอร่ามที่ชูคอหลายหัวเฝ้าอยู่ตรงเชิงบันไดทาง เข้าพระอุโบสถสวยงามสะดุดตาแก่ผู้ที่ได้มาพบเห็นเป็นยิ่งนัก



นอก จากนั้นภายในพระอุโบสถวัดศรีพันต้นมีภาพเขียนแสดงประวัติศาสตร์เมืองน่าน ภายนอกพระอุโบสถถูกตกแต่งไว้อย่างงดงามบางส่วนของวัดยังอยู่ในระหว่างการ ก่อสร้างเพิ่มเติม



นอก จากนี้ยังมีโรงเก็บเรือบ้านศรีพันต้นไว้เก็บเรือที่ใช้ในการแข่งขันประเพณี การแข่งเรือซึ่งจะจัดขึ้นทุกปีซึ่งเรือทุกลำมีลวดลายงดงามมากครับ



สำหรับ ประวัติความเป็นมาของวัดศรีพันต้นมีความเป็นมาอย่างไรนั้นเราสองคนไม่ อาจทราบได้สอบถามเจ้าอาวาสเผอิญท่านก็ไม่อยู่เสียอีกท่านผู้อ่านชมภาพไป พลางๆก่อนก็แล้วกันน่ะครับเอาไว้โอกาสหน้าผมจะค้นคว้าหามาให้ท่านผู้อ่านได้ ทราบครับ
และจากวัดศรีพันต้นในตัวเมืองน่านคณะของเราจำเป็นต้องเปลี่ยน รถจากรถรางชมเมืองมาเป็นรถตู้เพื่อที่เดินทางขึ้นไปบนพระธาตุเขาน้อยซึ่ง ตั้งอยู่บนภูเขาสูงชานเมืองน่านกันครับ และจากตัวเมืองน่านใช้เส้นทางเดียวกับวัดพญาวัด แต่เลยไปอีกราว 2 กม. จากนั้นก็จะมีเส้นทางราดยางขึ้นเขาไปก็จะถึงยอดเขาน้อยซึ่งเป็นที่ตั้งของ วัดพระธาตุเขาน้อยเป็นปูชนียสถานที่สำคัญและเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งของ จ.น่าน สันนิษฐานว่ามีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับพระธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่บนดอยเขาน้อยสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 240เมตรหรือถ้าขยันที่จะเดินขึ้นทางหน้าวัดมีทางขึ้นไปยังพระธาตุเป็นบันได นาคความสูง303ขั้นครับ ตามเส้นทางถนนราดยางเมื่อขึ้นไปถึงบริเวณวัดแล้วจะมีลานจอดรถกว้างขวาง



สำหรับประวัติของพระธาตุเขาน้อยถูกสร้างขึ้นโดยพระมเหสีรองของพญาภูเข็งเจ้าผู้ครองนครน่านเมื่อราวพุทธศตวรรษที่ 20




ต่อ มาเจ้าผู้ครองนครน่านอีกหลายองค์ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุมาโดย ตลอด จนกระทั่งมีการบูรณะครั้งใหญ่ ในสมัยพระเจ้าสุริยพงษ์ผริตเดชฯ ในปี พ.ศ. ๒๔๔๙-๒๔๕๔โดยช่างชาวพม่า ชื่อหม่องยิง
กรมศิลปากรได้ทำการสำรวจและ ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานเมื่อปี พ.ศ.๒๕๒๓ และด้วยความเป็นวัดที่ตั้งอยู่บนภูเขาสูงจึงมีจุดชมทิวทัศน์ที่สวยงามจาก จุดชมวิวแห่งนี้สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ของตัวเมืองน่านได้อย่างชัดเจน



นอก จากนั้นบนลานซีเมนต์แห่งนี้ยังใช้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปปางลีลาองค์ ใหญ่ คือพระพุทธมหาอุตมมงคมนันทบุรีศรีเมืองน่านตั้งอยู่บนฐานของดอกบัวสูง 9 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ.๒๕๔๒บนยอดพระเกศาทำจากทองคำหนัก 27 บาท สร้างขึ้นเนื่องในมหามงคลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่ฯ ทรงเจริญพระชนมพรรษา 6 รอบ เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๔๒



บริเวณ แห่งนี้จึงถือได้ว่าเป็นจุดชมวิวเพียงจุดเดียวที่สามารถมองเห็นวิวทิวทัศน์ ของเมืองน่านได้จากมุมสูงและนอกจากนี้แล้วเราสองคนยังสามารถเห็นเทือกเขา ใหญ่น้อยที่ตั้งเด่นเป็นสง่าโอบล้อมเมืองน่านเอาไว้ในอ้อมกอดของหุบเขาคล้าย กับเราสองคนยืนอยู่บนพระธาตุพูสี ในเมืองหลวงพระบางซึ่งสามารถมองลงมาแลเห็นเมืองหลวงพระบางตั้งเด่นเป็นสง่า อยู่เบื้องล่างได้อย่างชัดเจน



และ นอกจากนั้นบริเวณนี้ยังเป็นเครื่องแสดงให้เราเห็นได้ชัดถึงลักษณะการวางผัง เมืองของทางภาคเหนือ ซึ่งมักจะเลือกทำเลที่ตั้งบนที่ราบลุ่ม และในหุบเขาด้วยครับหลังจากกราบนมัสการพระพุทธมหาอุตมมงคมนันทบุรีศรีเมือง น่านเป็นที่เรียบร้อยแล้วคณะของเราก็เดินทางจากวัดพระธาตุเขาน้อยลงมายังตัว เมืองน่านจากนั้นคณะของเราจึงออกเดินทางต่อไปยังพระบรมธาตุแช่แห้งเพื่อเข้า ร่วมกิจกรรมสวดมนต์เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมายุ๗ รอบ๘๔พรรษา



สำหรับ พระบรมธาตุแช่แห้งเป็นปูชนียสถานอันศักดิ์สิทธิ์ตั้งอยู่บนเนินทางฝั่งตะวัน ออกของแม่น้ำน่านตั้งอยู่ที่บ้านหนองเต่า ในตำบล ม่วงตึ๊ด กิ่งอำเภอภูเพียง จังหวัดน่าน อยู่ห่างจากตัวเมืองไปราว 2กม. บนเส้นทางสายน่าน-แม่จริม



คณะ ของเราใช้เวลาเดินทางไม่นานนักก็เดินทางมาถึงยังพระบรมธาตุแช่แห้งซึ่งกำลัง คึกคักไปด้วยนักศึกษาประชาชนและข้าราชการทหารตำรวจที่เดินทางมายังพระ บรมธาตุแช่แห้งเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ฯ



พอ คณะของเราเดินทางมาถึงยังพระบรมธาตุแช่แห้งเป็นที่เรียบร้อยแล้วต่างคนต่าง ก็เดินเท้าเข้าไปในโบสถ์เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์ฯส่วนเราสองคนก็เดินหา มุมสวยๆบันทึกภาพการทำพิธีมหามงคลฯภายในโบสถ์และไม่นานนักพิธีก็เริ่มต้น ขึ้นเสียงสวดมนต์เริ่มดังกระหึ่มขึ้นโดยรอบพระบรมธาตุแช่แห้ง



สำหรับประวัติความเป็นมาของพระบรมธาตุแช่แห้งผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่าได้ฟังพอเป็นสังเขปดังนี้น่ะครับ



วัด พระบรมธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุคู่บ้านคู่เมืองของชาวน่าน สันนิษฐานว่ามี อายุในราว ๖๐๐ ปี พญาการเมืองโปรดให้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. ๑๘๙๑เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ที่ได้มาจาก กรุงสุโขทัย องค์พระธาตุมีความสูง๕๕.๕มตร ตั้งอยู่บนฐานสี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๒๒.๕ เมตร บุด้วยทอง เหลืองหมดทั้งองค์ เป็นโบราณสถาน ที่งดงามที่สุดแห่งหนึ่งของล้านนา ทุกปีจะมีงานนมัสการพระบรมธาตุแช่แห้ง ระหว่างวันขึ้น๑๑ค่ำ ถึง ๑๕ค่ำเดือน๖ทางเหนือ ซึ่งจะอยู่ราวปลายเดือนกุมภาพันธ์หรือต้นเดือนมีนาคมของทุกปี พระบรมธาตุแช่แห้งปูชนียสถานที่สำคัญของเมืองน่าน มีอายุกว่า๖๐๐ปี ตามพงศาวดาเมืองน่านกล่าวว่าพญาการ เมือง โปรดเกล้าให้สร้างขึ้นเพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากเมืองสุโขทัย ระหว่างปี พ.ศ.๑๘๙๑ -๑๙๐๑ สถาปัตยกรรมโบสถ์ของวัดพระธาตุแช่แห้งมีความสำคัญและแสดงให้เห็นถึงแบบอย่าง สถาปัตยกรรมและ ศิลปกรรมสกุลช่างน่าน



พระบรมธาตุแช่แห้งเป็นศิลปะการก่อสร้าง ที่มีความวิจิตรงดงาม อีกแห่งหนึ่ง ของภาคเหนือ ที่เป็นศิลปะ การก่อสร้าง ที่ได้รับอิทธิพล การก่อสร้างมาจากเจดีย์พระธาตุหริภุณไชย โดยมีลักษณะโดยรอบๆ ของ องค์พระธาตุ คือจะมี การบุรอบองค์ด้วยทองจังโก ในส่วนของทางเดิน ขึ้นสู่งองค์พระธาตุนั้น จะเป็นตัวพญานาค หน้าบันเหนือประตูทางเข้าลักษณะของการปันจะเป็นลายนาคเกี้ยว ที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ ช่างฝีมือและของ ศิลปะ ของจังหวัดน่านโดยแท้จริง



ซึ่ ง่ชาวเมือง ล้านนามีความ เชื่อกันว่า การได้เดินทางไปสักการบูชา กราบไหว้ นมัสการองค์พระธาตุแซ่แห้ง หรือชาวล้านนาจะเรียกกันว่า การชุธาตุ แล้วนั้นจะทำได้รับอานิสงค์อย่างแรงกล้า ทำให้ชีวิตอยู่ดีมีสุข ปราศจากโรคภัยต่างๆ มาเบียดเบียน หน้าที่การงานเจริญก้าวหน้า เป็นต้น และหากใครที่จะ เดินทางได้ นมัสการองค์พระธาตุแซ่แห้งนั้น สามารถเดินทางไปได้ทุกวัน ซึ่งจะเปิดให้เข้านมัสการ ตั้งแต่เวลา ๐๖.๐๐-๑๘.๐๐น.
๑.วิหารหลวง
อยู่ทางด้านทิศใต้ขององค์พระธาตุ เป็นวิหารขนาดใหญ่ ๖ ห้อง ห้องกลางมีขนาด ๓ห้อง และต่อชั้นลดออกไป ทางด้านหน้า ๒ห้องและด้านหลัง ๑ห้อง ภายในวิหารหลวงมีพระเจ้าล้านทองเป็นพระประธาน พุทธลักษณะปาง มารศรีวิชัยศิลปะล้านนา ประทับนั่งบนฐาน เป็นพระพุทธรูปองค์ที่สวยงามในจังหวัดน่านองค์หนึ่งและ เป็นพระพุทธรูป คู่บ้านคู่เมืองมาช้านาน พระพุทธรูปประทับยืน ประดิษฐานในวิหารหลวงจำนวน ๒ องค์ปัจจุบัน องค์จริงมอบให้พิพิธภัณฑ์ จ.น่านอีกองค์ ถูกโจรกรรมและยังไม่ได้กลับคืน องค์ที่เห็นจำลองจาก องค์จริงทำพิธี หล่อเททองเมื่อ ปี๒๕๕๐หน้าบันประตูของวิหารหลวงเป็นปูนปั้นลายนาคเกี่ยวกระหวัดกัน ๘ หัว เอกลักษณ์ของ ศิลปะเมืองน่าน



๒. วิหารพระเจ้าทันใจ
สร้าง ด้วยคอนกรีตหลังคาไม้มุงด้วย กระเบื้องดิน รูปแบบวิหารโถง ทรงจัตุรมุข กว้าง ๑๑ เมตร ยาว ๑๑ เมตร และรอยพระพุทธบาทจำลอง ปัจจุบันบูณณะดูใหม่และงดงามยิ่งขึ้น



๓. เจดีย์วัดพระธาตุแช่แห้ง
พระ ธาตุแช่แห้ง ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันออกของแม่น้ำน่าน เป็นพระธาตุที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ ตามประวัติสร้าง เมื่อ พ.ศ. ๑๘๙๖ อายุราว ๖๐๐ปีเศษ องค์กระธาตุแช่แห้งเป็นพระธาตุที่มีขนาดสูงถึง ๕๕.๕ เมตร ตั้งอยู่บนฐาน สี่เหลี่ยมจัตุรัส กว้างด้านละ ๒๒.๕ เมตร มีสีเหลืองอร่ามเนื่องจากบุด้วยแผ่นทองเหลือง ลักษณะของเจดีย์ทรง ระฆัง ส่วนฐานทำเป็นฐานหน้ากระดานสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ รองรับฐานบัวลูกแก้วย่อเก็จ ถัดขึ้นไปเป็นฐานหน้า กระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยมซ้อนลดหลั่นกัน๓ชั้นองค์ระฆังมีขนาดเล็ก บัลลังก์ทำเป็นแท่นสี่เหลี่ยมย่อเก็จ ฐานหน้ากระดานกลมเป็นกระดานสี่เหลี่ยมและแปดเหลี่ยม และชั้นบัวคว่ำเหนือฐานแปดเหลี่ยม ตกแต่งคล้าย กลีบบัวหรือลายใบไม้แทนลายดังกล่าวนี้คงได้รับอิทธิพลจากศิลปะพม่า ซึ่งนำมาต่อเติมขึ้นภายหลัง เมื่อล่วงเข้า พุทธศตวรรษที่๒๔แล้ว



๔. วิหารพุทธไสยาศน์ อยู่ ทางด้านหน้านอกกำแพงแก้วขององค์พระธาตุแช่แห้ง มีเจดีย์สีขาวศิลปะพม่าเป็นเจดีย์ที่จำลองมาให้ชาวพุทธ ได้บูชา ชาวบ้านเรียกว่า พระธาตุเชวาดากอง ตั้งอยู่ทางซ้ายมือเมื่อเดินขึ้นมาถึงบริเวณล้านด้านหน้าวัดพระธาตุ วิหารก่อสร้าง ตามแนวยางขององค์พระ มีประตูทางเข้าด้านหลังคือ ทิศใต้
๕. บันไดนาค
บันไดนาค๒ ตัว คู่กันซึ่งตั้งอยู่ด้านหน้าทางเข้าพระบรมธาตุซึ่งสามารถเห็นวิวทิวทัศน์ของเมืองน่านได้ใน บริเวณกว้าง



หลัง จากที่คณะของเราเข้าร่วมกิจกรรมสวดมนต์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระชนมา ยุ๗รอบ๘๔พรรษาเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นคณะของสื่อมวลชนก็เดินเท้าเที่ยว ชมภายในวัดพระธาตุแช่แห้ง จนสมควรแก่เวลาจึงออกเดินทางไปเดินเที่ยวพร้อมรับประทานอาหารค่ำกันที่ถนนคน เดินชุมชนบ้านหัวเวียงใต้บนถนนสุมลเทวราชใจกลางเมืองเทวราชที่ถูกจัดขึ้น เดือนละครั้งซึ่งส่วนใหญ่ถนนคนเดินแห่งนี้จะจัดขึ้นในคืนวันเสาร์ สำหรับประวัติความเป็นมาของชุมชนบ้านหัวเวียงใต้ผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ ฟังดังนี้น่ะครับ



ชุมชน บ้านหัวเวียงใต้เป็นชุมชนบ้านเก่าตั้งอยู่บนตำบลในเวียงอาเภอเมืองจังหวัด น่านสำหรับสาตุที่ได้ชื่อว่า “บ้านหัวเวียงใต้”ก็เพราะว่าประชาชนกลุ่มใดที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ทางทิศเหนือ ของกำแพงเมืองจะเรียกว่าบ้านหัวเวียงคำว่า “เวียง”ก็คือคำว่า “เมือง”นั่นองเช่นเมืองน่านก็เรียกว่า “เวียงน่าน”เมืองสาก็เรียกว่า “เวียงสา” ต่อมาปีพ.ศ๒๓๖๐เกิดอุทกภัยน้ำท่วมใหญ่ที่เมืองน่านเจ้าสุมนเทวราชเจ้าผู้ ครองนครน่านในขณะนั้นจึงได้ทำการย้ายเมืองน่านขึ้นไปทางทิศเหนือบริเวณค่าย สุริยพงศ์ในปัจจุบันซึ่งอยู่ห่างจากเมืองน่านเดิมขึ้นไปอีก๓ กิโลเมตรและเรียกเมืองใหม่นี้ว่า “เวียงเหนือ”ส่วนเมืองน่านเดิมเรียกว่า “เวียงใต้”จึงทำให้เมืองน่านมีบ้านหัวเวียงอยู่๒แห่งคือ “บ้านหัวเวียงเหนือ”ส่วนบ้านที่อยู่ตอนเหนือของเมืองน่านเดิมเรียกว่า “บ้านหัวเวียงใต้”



ชุมชน บ้านหัวเวียงใต้เป็นย่านการค้าที่เจริญรุ่งเรืองของเมืองน่านในอดีตเป็นท่า เรือขนส่งสินค้าเพราะอยู่ติดกับแม่น้ำน่านเป็นชุมชนอยู่นอกกำแพงเมืองจึงทำ ให้สะดวกต่อการติดต่อค้าขายและการคมนาคมที่มีเพียงแต่ทางเรือเท่านั้นส่วน ทางบกใช้ม้าและวัวควายเป็นพาหนะ ดังนั้นจึงทำให้ประชาชนชาวเมืองหัวเวียงใต้มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์มา อาศัยทำมาค้าขายกันอยู่ในชุมชนเช่นพม่า,เวียตนาม,ลาว,จีน,แขก,ไทลื้อ,ไทพวนฯ ลฯซึ่งแต่ละเชื้อชาติก็ทำมาค้าขายแตกต่างกันออกไปเช่นชาวพม่าทำมาค้าขายไม้ ซุงโดยเฉพาะไม้สักและเป็นชนชาติกลุ่มแรกๆที่เข้ามาอาศัยอยู่ภายในเมืองน่าน เนื่องจากพม่าขึ้นอยู่กับเมืองน่านในสมัยพระเจ้าหงสามังตรา(บุเรงนอง)ยึด เมืองเชียงใหม่ได้ในปีพ.ศ.๒๑๐๑ ส่วนชาวจีนจะเข้ามาค้าขายกันแบบเบล็ดเตล็ดเช่นร้านอาหารลร้าขายยาโบราณ,ร้าน ขายวัสดุก่อสร้างส่วนชาวเวียตนามก็จะประกอบอาชีพทางด้านการเย็บจักรและช่าง ยนต์สำหรับแขกก็จะขายผ้าส่วนชาวไทลื้อและไทพวนก็จะประกอบอาชีพทางด้านการ เกษตร,ทำนา,ทำสวน,ทำไร่และเลี้ยงสัตว์ด้วยสาเหตุนี้เองจึงทำให้ชาวบ้านหัว เวียงใต้มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ประเพณีและวัฒนธรรมมากกว่าชุมชนอื่นๆ



จน กระทั่งแม่น้ำน่านเปลี่ยนทางเดินดั่งที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้บ้านหัว เวียงใต้อยู่ไกลจากแม่น้ำน่านมากขึ้นประกอบกับการคมนาคมทางบกเจริญขึ้นกำแพง เมืองน่านทางฝั่งทิศตะวันออกถูกปรับเปลี่ยนเป็นถนนขึ้นมาแทนชื่ว่าถนนสุมนเท วราชเป็นถนนหลักต่อเชื่อมกันกับถนนเวียงเหนือกับเวียงใต้โดยมีการปลูกต้นไม้ เช่นต้นลำใย,ต้นมะม่วงตลอดสองฟากฝั่งของถนนสำหรับในเมืองน่านมักจะใช่ชื่อ ของเจ้าผู้ครองนครในอดีตที่ผ่านมาเป็นชื่อของถนนส่วนการค้าขายก็ขยายมาทาง ทิศใต้ดังเช่นในปัจจุบันเช่นตลาดราชพัสดุการค้าขายในชุมชนชาวจีนจึงซบเซาลง คงเหลือไว้แต่บางส่วนแต่ยังคงมีร้านค้าเก่าบ้านเก่าอยู่บ้างถ้าชาวเมืองน่าน ไม่รักษาไว้อดีตย่านการค้าเก่าแห่งนี้ก็จะหายไปจากความทรงจำของคนเมือง น่านอย่างแน่นอนปัจจุบันถึงแม้ว่าอาคารเก่าจะถูกรื้อสร้างเป็นอาคารพาณิชย์ ใหม่ไปบ้างแต่ถ้าชาวน่านในย่านการค้าเก่าแห่งนี้มีจิตสำนึกตรงกันว่าจะทำการ พัฒนาย่านการค้าเก่าแห่งนี้มให้กลับมาเจริญรุ่งเรืองเหมือนเช่นในอดีตที่ ผ่านมาอีกครั้งย่อมเป็นเรื่องที่ไม่เกินความจริงแต่ประการใดทั้งนี้ก็ขึ้น อยู่กับการร่วมแรงร่วมใจกันของชาวบ้านหัวเวียงใต้นั่นเองครับ
สำหรับร้าน ค้าที่มีมาตั้งแต่ในอดีตของบ้านหัวเวียงใต้ ยังคงมีบางร้านที่ยังคงเหลืออยู่ถึงปัจจุบันมีร้านองุ่นคนเมืองขายของพื้น บ้าน,ร้านจางตระกูลรับซื้อสินค้าทางการเกษตร,ร้านอำนวยพรรับซ่อมเครื่อง ยนต์,ร้านกัปตันวีขายไอสครีมเป็นต้นและยังมีอีกหลายร้านที่ไม่ได้ตั้งชื่อ ร้านของตนเองส่วนบ้านขุนนันพาณิชยืเป็นบ้านของคหบดีชาวจีนตั้งอยู่กับวัดหัว เวียงใต้ทางด้านทิศใต้ปัจจุบันคือร้านราพาณิชย์




สำหรับ บนถนนคนเดินของบ้านหัวเวียงใต้แห่งนี้จะเต็มไปด้วยบรรยากาศแสงสียามราตรีของ เมืองน่านบรรดาพ่อค้าแม่ขายจะมาเปิดร้านขายของกันตลอดสองข้างทางเช่นร้าน อาหาร,ร้านขายของที่ระลึกฯลฯนอกจากนี้บริวณถนนหน้าวัดหัวเวียงใต้ยังมีการ แสดงศิลปะล้านนาของชาวเมืองน่านมาทำการจัดแสดงให้ผู้ที่เดินเที่ยวชมบนถนนคน เดินแห่งนี้ได้ชมกันอีกด้วยเราสองคนนั่งชมพร้อมทั้งบันทึกภาพการแสดงศิลปะ ล้านนาของชาวเมืองน่านจนจบการแสดง



จากนั้นจึงแวะเข้าไปสักกาะบูชาพระประธานภายในพระอุโบสถของวัดหัวเวียงใต้



ซึ่งภายในพระอุโบสถของวัดหัวเวียงใต้ใช้เป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปแกะสลักจากหินอ่อนศิลปะแบบพม่าสวยงามมาก



ซึ่ง ตามประวัติของวัดหัวเวียงใต้ซึ่งตั้งอยู่บนถนนสุมลเทวราชมีเรื่องเล่าสืบต่อ กันมาว่าในปีพ.ศ๒๒๗๙ท้าวสุทธะและเจ้าใจได้อุทิศที่ดินและสร้างวัดประจำหมู่ บ้านขึ้นมีชื่อว่า “วัดหัวเวียงใต้”ตามชื่อของหมู่บ้านและนายหม่อง วงศ์เครื่อง เป็นผู้บริจาคเงินสร้างพระพุทธรูปพระประธานภายในโบสถ์ของวัดหัวเวียงใต้จึง ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมพระประธานภายในพระอุโบสถของวัดหัวเวียงใต้จึงเป็น พระพุทธรูปศิลปะแบบพม่า



เนื่องจากเมืองน่านเคยตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่ามานานถึง๒๑๒ปีและชาวพม่าก็อาศัยอยู่ในชุมชนหัวเวียงใต้เป็นจำนวนมากอีกด้วย



นอก จากนี้ยังมีชาวจีนได้เข้ามาค้าขายในชุมชนหัวเวียงใต้มากขึ้นก็ได้ร่วมแรง ร่วมใจกันสร้างศาลเจ้าขึ้นมาอีกหนึ่งแห่งชื่อศาลเจ้า “ปีเถ่ากง”ตั้งอยู่ติดกับวัดเวียงใต้ไปทางทิศเหนือ๓๐เมตร เราสองคนกราบสักการะบูชาองค์พระประธานภายในโบสถ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว



จาก นั้นจึงเดินเท้ากลับสู่ที่พักซึ่งตั้งอยู่ไม่ไกลจากโรงแรมที่คณะของเราพัก มากนักระหว่างที่คณะของเราเดินเท้ากลับสู่โรงแรมเทวราชบรรยากาศภายในเมือง น่านช่างเงียบสงบดีเหลือเกินทั้งๆที่เวลายังไม่ดึกมากนักผิดจากจังหวัด เชียงใหม่ที่เวลานี้เป็นเวลาที่กำลังพลุกพล่านไปด้วยนักท่องเที่ยวที่มาเดิน เที่ยวชมบรรยากาศแสงสีชีวิตยามราตรีของเมืองเชียงใหม่ คณะของเราเดินเท้ามาถึงยังโรงแรมที่พักจากนั้นก็แยกย้ายกันเข้าห้องพักพัก ผ่อนกันต่อไป “ราตรีสวัสดิ์ครับ”

หน้าต่อไป

Additional information