มีข้อผิดพลาด
  • แทมเพลตที่ใช้แสดงผลในส่วนนี้ไม่สมบูรณ์กรุณาติดต่อผู้ดูแล

ไหว้พระดีที่เมืองน่าน p4

วันที่สามของการเดินทาง

เช้า วันนี้คณะของเราตื่นนอนเช้าเป็นพิเศษเพื่อที่จะเดินทางไปยังวัดหนองบัวที่ ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองน่านระยะทาง 43 กิโลเมตรและกลับมาให้ทันเที่ยวบินของสายการบินนกแอร์ที่จะพาคณะของเราเดิน ทางกลับกรุงเทพกันในตอนบ่ายหลังจากรับประทานอาหารเช้ากันภายในห้องอาหารของ โรงแรมเทวราชเป็นที่เรียบร้อยแล้วเจ้าหน้าที่ของประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านก็ พาคณะของเราออกเดินทางมุ่งหน้าสู่วัดหนองบัวในทันที



คณะของเราใช้เวลาเดินทางโดยรถตู้ประมาณ45นาทีก็เดินทางมาถึงยังบ้านหนองบัว



สำหรับ ประวัติความเป็นมาของบ้านหนองบัวอันเป็นที่ตั้งของบ้านหนองบัวมีดังต่อไปนี้ ครับ บ้านหนองบัวชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นชาวไทลื้อที่สืบเชื้อสายมาจากเมืองล้าใน แคว้นสิบสองปันนา มลฑล ยูนาน ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนมีประวัติความเป็นมาโดยย่อดังนี้ ในจุลศักราช 1184 ( พ.ศ. 2365 ,ค.ศ. 1822,ร.ศ.41)แคว้นสิบสองปันนาเริ่มเกิดสงครามสู้รบแย่งชิงอำนาจกันระหว่าง เจ้ามหาวังและเจ้าหม่อมน้อย ซึ่งเป็นอากับหลานทำให้แคว้นสิบสองปันนาได้แตกแยกเป็นสองฝ่าย เมืองทางฟากตะวันออกของแม่น้ำโขงประกอบด้วยเมืองล้า เมืองอูไต้ เมืองอูเหนือ เมืองเชียงของ เมืองบาง และเมืองลึง เป็นกำลังของฝ่ายเจ้าหม่อมน้อย เจ้าหม่อมน้อยหวั่นเกรงว่าจะพ่ายแพ้จึงขอรับการสนัยสนุนกำลังทหารจากพระเจ้า ล้านช้างร่มขาวแห่งเมืองล้านช้าง พระเจ้าล้านช้างร่มขาวได้ส่งกำลังไปร่วมจำนวน 3,000 นาย และขอรับการสนับสนุนจากเมืองน่านอีกทางหนึ่ง ซึ่งไดรับการช่วยเหลือจากเมืองน่านเช่นกัน พระเจ้าอชิตวงศ์ขณะนั้นเป็นเจ้าราชบุตรและเจ้าราชายังเป็นเจ้าคำมน ทั้งสองท่านได้นำกำลังทหาร 70 นาย ไปตั้งหลักอยู่ที่ปากแงนในเมืองหลวงปูคา (สันนิษฐานว่าอยู่ในประเทศลาว)เพื่อเตรียมเข้าช่วยเหลือกองกำลังเจ้าหม่อม น้อย ขณะที่ตั้งหลักอยู่ที่ปากแงนนั้น เจ้าหม่อมน้อยได้มอบหมายให้พระยาอรินทร์และราชาไชยวงศ์ นำเงินจำนวนหนึ่งหมื่น ไปซื้อช้างจากพระเจ้าล้านช้างร่มขาว แต่เมื่อมาพบกับพระเจ้าราชบุตร และเจ้าคำมนเสียก่อน ท่านทั้งสองจึงอาสาป็นธุระจัดซื้อให้ท้าวโลกานำทูตของเจ้าหม่อมน้อยมาพบเจ้า ฟ้าหลวงเมืองน่านเพื่อขอความเมตตาในการซื้อช้าง ซึ่งก็ได้รับการช่วยเหลือซื้อช้างได้ถึง 6 เชือก เมื่อวันเพ็ญเดือนหก (บันทึกในสมุดข่อยไม่ได้ระบุว่าเป็นจุลศักราชใด) กองกำลัง ลื้อ ลาว ชาวน่าน ได้นัดกันบุกเข้าโจมตีกองกำลังฝ่ายเจ้ามหาวัง รบกันเพียงสองวัน เมืองล้าฝ่ายเจ้าหม่อมน้อยแตก ซึ่งตรงกับเดือนหกแรมสองค่ำ กองกำลัง ลื้อ ลาว ชาวน่านแตกกระจัดกระจายไปคนละทิศ ละทาง กองกำลังฝ่ายเจ้ามหาวังตามบดขยี้อย่างไม่ลดละ ไล่ติดตามมาถึงปากน้ำแรม เจ้าราชบุตรและเจ้าคำมนพลัดหลงกันที่นั่น เจ้าราชบุตรพาพวกครัว(เสบียง) ถอยร่นมาเรื่อยๆ ซึ่งกองกำลังฝ่ายเจ้ามหาวังได้เปรียบเชิงยุทธ เมื่อถึงภาวะคับขัน ฝ่ายเจ้าราชบุตรและพวกเมืองล้าจำเป็นต้องทิ้งช้างเสีย เหลือเพียงม้าตัวเดียว เจ้าราชบุตรและพวกครัวถอยร่นมาถึงบ่อหลวง เมื่อถึงบ่อหลวงแล้วให้นึกเสียดายช้าง จึงขอให้เจ้าเมืองล้าช่วยติดตามไปเอาช้างนาที่แผงจางคืนมา เจ้าเมืองล้าได้จัดกำลัง ๒๐๐ นาย ให้ท้าวนันต๊ะ เสนาและหมื่นเทพ ยกกำลังไปติดตามเอาช้างมาจนได้มา ๒ เชือก ณ ที่บ่อหลวงแห่งนี้ กำลังของเจ้ามหาวังตามมาประชิดเกิดการปะทะกันอย่างรุนแรง ๑วัน กับ ๑ คืน ฝ่ายเจ้ามหาวังหนีแตกเข้าป่าไป กำลังเจ้าราชบุตรและพวกเมืองล้า ได้ถอยร่นมาจนถึงท่าแสงและพักอาศัยอยู่ที่นั่น ๕ วัน เจ้าคำมนซึ่งพลัดหลงกับเจ้าราชบุตรที่ปากน้ำแรมได้มาพบกันอีกครั้งหนึ่ง กล่าวถึงวกเมืองล้าที่หนีตามเจ้าราชบุตรมาเมื่อถึงเมืองน่านแล้วจึงตั้งหลัก ทำมาหากินในที่บ้านหนองบัว บ้านต้นฮ่าง และบ้านดอนมูลปัจจุบัน
และไม่ นานนักรถตู้ก็เดินทางเข้ามาจอดนิ่งอยู่ในลานจอดรถของบริเวณวัดจากนั้นคณะของ เราจึงลงมาเดินเท้าเข้าเที่ยวชมภายในวัดพอคณะของเราก้าวเข้าไปในวัดพลันก็ ได้ยินเสียงสล้อ,ซอ,ซึงศิลปดนตรีของล้านนาที่ชาวบ้านในละแวกวัดหนองบัวนำมา จัดแสดงภายในวัดเพื่อต้อนรับคณะของเรา



สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดหนองบัวผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังดังนี้น่ะครับ
วัด หนองบัวเป็นวัดที่เก่าแก่ประจำหมู่บ้านหนองบัว ต. ป่าคา อ. ท่าวังผา จ. น่าน จากคำบอกเล่าไว้เดิมวัดหนองบัวตั้งอยู่ที่ริมหนองบัว (หนองน้ำประจำหมู่บ้าน)



ซึ่ง อยู่ห่างจากที่ตั้งวัดปัจจุบันไปทางทิศตะวันตกประมาณ ๕๐๐ เมตร ปัจจุบันไม่มีซากโบราณสถานเหลืออยู่เลย ต่อมาได้มีการย้ายวัดมาที่ปัจจุบันนี้



วัด หนองบัวสันนิษฐานว่า สร้างเมื่อประมาณ พ.ศ.๒๔๐๕ โดยการนำของครูบาหลวงสุนันต๊ะร่วมกับชาวบ้านหนองบัวสร้างขึ้น จึงทำให้วิหารหนองบัวแห่งนี้ เป็นสถาปัตยกรรมไทยล้านนาที่สมบูรณ์ที่สุดแห่งหนึ่ง ซึ่งหาดูได้ยากมากในสมัยนี้ และพระวิหารหนองบัวแห่งนี้ยังมีจิตรกรรมฝาผนังแบบโบณาณที่สวยงามอีกด้วย ประวัติวัดหนองบัวและประวัติจิตรกรรมไม่มีหลักฐานบันทึกไว้ การสืบประวัติจะต้องอาศัยข้อมูลจากสองทางด้วยกันคือ สืบจากคำบอกเล่าของผู้เฒ่าผู้แก่และสืบจากการสังเกตจากรายละเอียดที่แสดงไว้ ในภาพเขียน



การ สืบประวัติจากคำบอกเล่า ท่านพระ ครูมานิตย์บุญการ หรือ ครูบาปัญญา ผู้เป็นชาวบ้านหนองบัวโดยกำเนิดถือว่าเป็นผู้รู้ท่านหนึ่งได้เล่าไว้ว่านาย เทพผู้เป็นบิดาของท่านได้เป็นทหารของเจ้าอนันต๊ะยศ เจ้าผู้ครองนครน่านในขณะนั้น( เจ้าอนันต๊ะยศ ครองเมืองน่านเมื่อ พ.ศ.๒๓๙๕ –๒๔๓๔)ต่อมานายเทพได้ติดตามทัพไปรบที่เมืองพวนซึ่งเป็นเมืองในแคว้นหลวงพระ บาง หลังจัดการศึกเรียบร้อยแล้วจึงยกทัพกลับเมืองน่าน นายเทพได้นำช่างเขียนลาวพวนชื่อว่า ทิดบัวผัน มาเขียนจิตรกรรมฝาผนังที่วัดหนองบัวแห่งนี้ โดยมีพระภิกษุวัดหนองบัวชื่อ แสนพิจิตร และนายเทพเป็นผู้ช่วยเขียนเสร็จ




การ สืบประวัติจากรายละเอียดของจิตรกรรม ภาพเรือกลไฟและรูปทหารชาวฝรั่งที่ผนังด้านทิศเหนือเป็นสิ่งที่สามารถ นำมาประเมินอายุของจิตรกรรมได้ ตามประวัติของเรือกลไฟว่าเรือกลไฟมีแหล่งกำเนิดในยุโรปและอเมริกา ในประเทศไทยมีหลักฐานในจดหมายเหตุหลายแห่งแสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีเรือ กลไฟใช้ตั้งแต่ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงสันนิษฐานว่าช่างเขียนคงเห็นและนำแบบมาเขียนไว้



และ ยังมีรูปปืนยาวแบบฝรั่งคือมีดาบติดปลายปืนด้วย เดิมคนไทยรู้จักใช้ปืนมาตั้งแต่สมัยอยุธยา รูปแบบปืนมีปลายกระบอกยาวแต่ไม่ปรากฏว่ามีดาบปลายปืน ปืนที่ตัดดาบปลายปืนเป็นแบบฝรั่งที่นำมาใช้แพร่หลายในประเทศไทยในสมัยรัชกาล ที่ ๔ ถึง รัชการที่ ๕ เป็นต้นมา จึงประเมินอายุของจิตรกรรมนี้ว่าคงอยู่ในราวสมัยรัชการที่ ๔ ถึง รัชการที่ ๕



เรื่อง ราวในจิตรกรรม ได้แก่เรื่อง จันทคาธชาดก และเรื่องพุทธประวัติซึ่งเรื่องจันทคาธชาดกนี้ เป็นนิยายคติธรรมเก่าแก่อันดับที่ 11 ในหนังสือปัญญาสชาดกปัจฉิมภาค ชาวบ้านในภาคเหนือเรียกว่า ค่าวธรรม จันทคาชาดก เป็นนิทานธรรมที่สอนให้กุลบุตรและกุลธิดาเอาแบบอย่างจริยธรรมที่ดีงามเช่น การเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ความกตัญญูกตเวที ความซื่อสัตย์สุจริต และความเมตตากรุณาเป็นต้น



สำหรับ สิ่งสะท้อนจากภาพจิตรกรรม จิตรกรรม ฝาผนังทุกแห่งย่อมมีคุณค่าในแง่ของการเป็นกระจกสะท้อนให้เห็นสภาพความเป็น อยู่ของผู้คนสมัยนั้น โดยเฉพาะความเป็นชาวบ้าน ซึ่งมีลักษณะเรียบง่าย โดยเฉพาะจิตรกรรมฝาผนังวัดหนองบัวแห่งนี้ได้ทำหน้าที่สะท้อนความเป้นอยู่ของ ผู้คนสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ภาพจิตรกรรมฝาผนังจึงเสมือนเปิดโอกาศให้คนดูได้จินตนาการได้อย่างกว้างไกล ทำ ให้รู้สึกเพลิดเพลินสนุกสนาน ใจคอเบิกบานชอบกล สิ่งสะท้อนจากภาพเขียนที่เห็นได้ชัดคือการแต่งกาย โดยเฉพาะการแต่งกายของผู้หญิงที่นุ่งผ้าซิ่นลายน้ำไหลหรือผ้าซิ่นตีนจกที่ สวยงาม และปัจจุบันยังเป็นหัตถกรรมพื้นบ้านที่มีชื่อเสียงของชาวไทลื้ออีกด้วยครับ



คณะ ของเราเดินเที่ยวชมภายในบริเวณวัดและในอุโบสถของวัดจนสมควรแก่เวลาจาก นั้นจึงออกเดินทางด้วยรถตู้กลับเข้าสู่ตัวเมืองน่านตรงไปยังวัดพระเกิดซึ่ง ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองน่านระยะทาง๒ กิโลเมตรมาทางทิศเหนือตามถนนสุมนเทวราชถึงทางแยกโรงแรมสามัคคีวิทยาฯจากนั้น รถตู้ก็พาคณะของเราเลี้ยวซ้ายเข้าไปอีก๑๕๐เมตรก็จะถึงวัดพระเกิดซึ่งใกล้ๆ กันนั้นมี “โฮงเจ้าฟองคำ”คุ้มเจ้านายฝ่ายเหนือไว้ให้เที่ยวชมอีกด้วยครับ



สำหรับ วัดพระเกิดเป็นวัดเก่าแก่วัดหนึ่งในจังหวัดน่านตั้งอยู่เลขที่๒๑ บ้านพระเกิดตำบลในเวียงอำเภอเมืองน่านสร้างขึ้นเมื่อปีพ.ศ๒๓๗๐ได้รับพระราช ทานวิสุงคามสีมาเมื่อปีพ.ศ.๒๓๘๑เป็นวัดลำดับที่๑๙ในจำนวนวัดทั้งสิ้น๓๘๗วัด ของชาวน่านและจากการที่วัดพระเกิดมีอายุ๑๘๔ปีจึงมีตำนานและเรื่องราวประวัติ ศาตร์สืบต่อกันมามากมีโบราณวัตถุที่ทรงคุณค่ายิ่งโดยได้รับการเก็บรักษาไว้ เป็นอย่างดีชาวน่านได้มีการปรับปรุงกุฏิของครูบาอินผ่อง วิสารโทอดีตเจ้าอาวาสวัดพระเกิดให้เป็นพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านพระเกิดโดย ท่านพระครูวิจิตรนันทสารเจ้าอาวาสวัดพระเกิดได้มอบกุฏิดังกล่าวให้ใช้เป็น สถานที่จัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านพระเกิดเมื่อวันที่๑ กุมภาพันธุ์๒๕๕๔ พิพิธภัณฑ์ได้จัดแสดงวัตถุโบราณของทางวัดตลอดจนสิ่งของต่างๆที่ชาวบ้านได้ นำมาบริจาคเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านพระเกิดแห่งนี้ด้วยครับ คณะของเราเดินทางเข้าไปในพระอุโบสถของวัดพระเกิดจทำการกราบนมัสการพระ ประธานภายในพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อย



จาก นั้นจึงเดินมาเที่ยวชมพิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านพระเกิดซึ่งตั้งอยู่บริเวณด้าน ข้างทางซ้ายมือของพระอุโบสถซึ่งมีชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในละแวกวัดนำอาหารคาว หวานเดินทางมาให้การต้อนรับคณะของเราอย่างคับคั่ง



สำหรับ พิพิธภัณฑ์ชุมชนฯแห่งนี้ทำด้วยไม้สักทองอย่างดีเดิมทีเคยใช้เป็นกุฏิจำ พรรษาของครูบาอินผ่อง วิสารโทอดีตเจ้าอาวาสวัดพระเกิดจากนั้นจึงมอบให้ทางวัดพระเกิดจัดตั้งเป็น พิพิธภัณฑ์ชุมชนขึ้นเพื่อการเก็บรักษาโบราณวัตถุอันทรงคุณค่าของวัด



ตลอด จนสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆในการดำเนินชีวิตของชาวน่านในอดีตที่ผ่านมาตกทอดมา จนถึงรุ่นลูกหลานผ่านสถาบันครอบครัวล้วนเป็นมรดกอันเก่าแก่ที่ส่งผลทางจิตใจ แต่คนรุ่นใหม่ได้ละเลยและศึกษาวิถีชีวิตภูมิปัญญาท้องถิ่นของคนรุ่นเก่า ปัจจุบันจึงไม่รู้จักตัวเองและคุณค่าที่บรรพบุณุษของตัวเองได้สั่งสมมาเป็น เวลานับร้อยๆปี



ดัง นั้นคณะศรัทธาชุมชนบ้านเกิดจึงได้พร้อมใจกันจัดตั้งพิพิธภัณฑ์ชุมชนแห่งนี้ ขึ้นเพื่อเก็บรักษามรดกอันล้ำค่านี้ไว้ให้กับอนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษาและ เรียนรู้สืบต่อไปครับ
ภายในพิพิธภัณฑ์ชุมชนมีสิ่งของโบราณที่สำคัญดังต่อไปนี้
- หีบธรรมลงรักปิดทองจำนวน๑๑หีบ
- พระพุทธรูปปางสมาธิและปางอื่นๆเช่นพระพุทธรูปไม้,พระพุทธรูปสัมฤทธิ์
- สิ่งของเครื่องใช้ซึ่งเกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่นเครื่องทำมาหากิน,เครื่องใช้ภายในบ้าน



สำหรับท่านที่สนใจสอบถามรายละเอียดได้ที่
พิพิธภัณฑ์ชุมชนบ้านเกิด ตำบลในเวียง,อำเภอเมือง,จังหวัดน่าน
โทรศัพท์ ๐๘๙-๔๓๔๔๘๘๙,๐๘๑ ๘๘๒๓๑๘๘,๐๘๑ ๐๒๔๑๙๓๙
เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เดินทางเข้าชมตั้งแต่เวลา ๐๙.๐๐-๑๖.๓๐น.
คณะ ของเราเดินเที่ยวชมโบราณวัตถุและสิ่งของมีค่าภายในพิพิธภัณฑ์จนสมควรแก่ เวลาจากนั้นจึงมาร่วมวงกันรับประทานอาหารกลางวันที่ชาวบ้านได้จัดเตรียมไว้ ให้ซึ่งมีเมนูอาหารคาวหวานมากมายหลายชนิดให้คณะของเราได้อิ่มหมีพีมันกัน ถ้วนหน้า



และก่อนที่คณะของเราจะเดินทางกลับพวกเราทุกคนกราบขอบคุณในไมตรีจิตที่ชาวบ้านทุกคนมอบให้แก่พวกเรา



จาก นั้นคณะของเราจึงออกเดินเท้าไปยังบ้านเจ้าโฮงฟองคำซึ่งตั้งอยู่ด้านหลังวัด พระเกิด คณะของเราใช้เวลาเดินทางประมาณสิบนาทีก็เดินทางมาถึงยังบ้านเจ้าโฮงฟองคำเรา มองจากหน้าบ้านเข้าไปภายในบ้านเจ้าโฮงฟองคำเป็นบ้านใต้ถุนสูงที่ถูกสร้าง ขึ้นด้วยไม้สักทองทั้งหลังสภาพของตัวบ้านถ้ามองออกมาจากภายนอกถูกดูรักษา ไว้เป็นอย่างดี



บริเวณ รอบๆตัวบ้านมีสนามหญ้าอันเขียวขจีร่มรื่นไปด้วยแมกไม้น้อยใหญ่ให้ความเย็น สบายกับผู้ที่ได้มีโอกาศเดินทางมาเยี่ยมเยือนเป็นอย่างยิ่งครับ



สำหรับประวัติความเป็นมาของบ้านเจ้าโฮงฟองคำผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังดังต่อไปนี้ครับ
บ้าน เจ้าโฮงฟองคำเป็นเรือนไม้เก่าโบราณอายุมากกว่า๑๐๐ ปี ตั้งอยู่บริเวณหลังวัดพระเกิด เดิมเป็นคุ้มของเจ้าศรีตุมมา หลานเจ้ามหาวงศ์ เจ้าผู้ครองนครน่านองค์ที่ ๖๑แห่งราชวงศ์หลวงติ๋นมหาวงศ์ ตั้งอยู่ติดกันกับคุ้มแก้วที่พำนักของเจ้าผู้ครองนครน่านในเวียงเหนือ เมื่อเจ้าอนันตวรฤทธิเดชฯย้ายกลับมายังเมืองน่านปัจจุบัน คุ้มแก้วจึงถูกทิ้งร้างไว้ตัว โฮงหรือตัวเรือนนี้เดิมหลังคามุงด้วยไม้แป้นเกล็ด ต่อมาในปีพ.ศ.๒๔๖๗ได้รื้อออกแล้วมุงกระเบื้องดินเผาแทน ส่วนโครงสร้างอื่นๆ ใช้วัสดุเดิมเป็นส่วนใหญ่ ลักษณะตัวเรือนบางส่วนได้รับการดัดแปลง ซึ่งต่อมาได้ย้ายตัวโฮงลงมาสร้างในที่ปัจจุบัน และตกทอดมายังเจ้าฟองคำ ธิดาของเจ้าบุญยืนกับเจ้าอินต๊ะนางวิสิทฐศรี ธิดาคนสุดท้องของเจ้าฟองคำและนายถวิล คงจ่าง และนายมณฑล คงกระจ่างตามลำดับ



โฮ งเจ้าฟองคำ เป็นบ้านของยุคเจ้านายฝ่ายเหนือ ตั้งอยู่บ้านเลขที่ ๘ ซอย ๒บ้านพระเกิด ถนนสุมนเทวราช ตำบลในเวียง อำเภอเมือง จังหวัดน่าน เป็นเรือนไม้เก่าทั้งหลัง ใต้ถุนสูง มีประวัติความเป็นมาที่ยาวนาน ซึ่งในยุคเก่าก่อน เป็นบ้านของเจ้าขุนมูลนาย มาหลายชั่วอายุคน ทางภาคเหนือ เรียกว่า โฮง หรือคุ้ม ลักษณะเป็นเรือนไม้สามหลังติดต่อกัน มีระเบียบหรือลาน เพื่อให้สามารถได้เดินหากันได้อย่างสะดวก เจ้าของเดิม คือ เจ้าศรีบุญมา หรือเจ้าเวียงเหนือ เป็นเชื้อสายมาจากเจ้าผู้ครองน่านในสมัยนั้น จนกลายเป็นมรดกของลูกหลาน คือ เจ้าฟองคำ จึงเป็นที่มาของเฮือนเจ้าฟองคำ หรือ โฮงเจ้าฟองคำ ในปัจจุบัน


สำหรับ บ้านโฮงเจ้าฟองคำในปัจจุบันนี้ถูกใช้เป็นแหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์และ วัฒนธรรมล้านนาน่านให้ประชาชนเยาวชนและนักท่องเที่ยวได้เข้าชมและศึกษา ประวัติความเป็นมาในสมัยยุคเจ้านายฝ่ายเหนือ โดยมี นางภัทราภรณ์ ปราบริปู ได้นำกระบวนการปั่นฝ้ายด้วยมือ ย้อมเส้นด้ายจากสีที่มาจากธรรมชาติ ทอผ้าด้วยกี่โบราณ เครื่องเงินโบราณจากฝีมือ ๑๕ สกุลช่างตลอดจนการตำข้าว



นาย เสนีย์ จิตตเกษม ผู้ว่าราชการจังหวัดน่าน เป็นเดินทางมาเป็นประธานในพิธีเปิดเมื่อวันที่ ๔ม.ค. ๕๔ที่ผ่านมานี้เองครับทั้งนี้ โฮงเจ้าฟองคำ ได้เปิดให้บริการแก่ประชาชน และนักท่องเที่ยว สามารถเข้าชมได้ทุกวัน โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายแต่อย่างใดครับ



คณะ ของเราเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมภายในของบ้านโฮงเจ้าฟองคำที่มีลักษณะคล้ายกับ บ้านทรงไทยในสมัยโบราณคือเป็นบ้านที่มีใต้ถุนสูงชั้นบนมีชานบ้านเปิดโล่งมี ห้องต่างๆหลายห้องเช่นห้องพระ,ห้องนอน,ห้องแต่งตัวฯลฯ



ซึ่งในแต่ละห้องปัจจุบันก็ยังมีคนอาศัยอยู่นอกจากนี้ยังมีห้องเก็บรักษาวัตถุโบราณ



และของเก่าต่างๆอาทิเช่น กลองมโหระทึกเป็นต้นครับ



ส่วน ด้านล่างของบ้านโฮงเจ้าฟองคำซึ่งมีลักษณะเป็นใต้ถุนสูงมีกระบวนการปั่นฝ้าย ด้วยมือ ย้อมเส้นด้ายจากสีที่มาจากธรรมชาติ ทอผ้าด้วยกี่โบราณ และชาวบ้านที่กำลังขะมักขะเม้นอยู่กับการทอผ้านอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์ผ้า พื้นเมืองทอด้วยมือจำหน่ายให้กับผู้ที่เดินทางมาเที่ยวชมในราคาย่อมเยาอีก ด้วยครับ



คณะ ของเราเดินเที่ยวชมภายในบ้านโฮงเจ้าฟองคำจนสมควรแก่เวลาจากนั้นเจ้า หน้าที่ประชาสัมพันธ์ก็พาคณะของเราเดินทางไปยังสนามบินจังหวัดน่าน



ทำการเช็คอินสัมภาระจากนั้นพวกเราทุกคนจึงทำการขอบคุณและร่ำลาเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์น่านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



จึงเดินเท้าไปขึ้นเครื่องบินของสายการบินนกแอร์ที่จอดอยู่ภายในรันเวย์ของสนามบินน่าน



และ เมื่อถึงกำหนดเวลาออกเดินทางเจ้านกเหล็กยักษ์ของสายการบินนกแอร์ก็ทะยานขึ้น สู่ท้องฟ้าร่อนวนเวียนอยู่ตัวเมืองน่านให้เราชมวิวทิวทัศน์ของเมืองน่านอีก ครั้ง



ก่อนที่จะเดินทางกลับสู่สนามบินดอนเมืองโดยสวัสดิภาพ.



ขอขอบคุณประชาสัมพันธ์จังหวัดน่านมาณ.ที่นี่ด้วยครับ.

Additional information