วันเดียวเที่ยวเมืองสองสมุทร p2

เราสองคนพร้อมกับนักท่องเที่ยวขนสัมภาระลงจากรถไฟจากนั้นเดินลัดเลาะไป ตามริมลำน้ำแม่กลองจนถึงท่าเรือวัดเพชรสมุทรวรวิหารหรือที่ชาวบ้านเรียกกัน ว่าวัดบ้านแหลมตั้งอยู่ติดกับลำน้ำแม่กลอง เดินทางมาถึงวัดบ้านแหลมทั้งที่แล้วเราสองคนจึงตกลงกันว่าควรจะแวะเข้าไป นมัสการองค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมที่เคารพบูชาของชาวบ้านในจังหวัดสมุทรสงคราม เพื่อเป็นศิริมงคลแก่เราทั้งสองคนที่ได้มีโอกาสเดินทางมาท่องเที่ยวยังจัง หวัสมุทรสงคราม




จาก นั้นเราสองคนไม่รอช้ารีบเดินเท้าเข้าไปในพระอุโบสถวัดบ้านแหลม ซึ่งภายในโบสถ์กำลังคับคั่งไปด้วยประชาชนเป็นจำนวนมากเดินทางมาสักการะบูชา องค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมกันคับคั่งตลอดทั้งวัน สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดเพชรสมุทรวรวิหารหรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า วัดบ้านแหลม ผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังต่อไปนี้น่ะครับ




วัด เพชรสมุทรวรวิหาร เป็นวัดสำคัญที่สุดในจังหวัดสมุทรสงคราม เพราะวัดนี้เป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปสำคัญ เรียกกันว่า "หลวงพ่อบ้านแหลม" เป็นที่เลื่องลือรู้จักกันทั่วไปในความศักดิ์สิทธิ์ของหลวงพ่อ ซึ่งเป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของจังหวัดสมุทรสงครามบรรดาพุทธศาสนิกชน พากันมานมัสการตั้งแต่สมัยโบราณจวบจนทุกวันนี้




วัด เพชรสมุทรวรวิหาร ตั้งอยู่ตำบลแม่กลอง อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรสงคราม ติดกับตลาดแม่กลอง วัดนี้เป็นวัดโบราณ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้สร้าง เดิมชื่อว่า "วัดศรีจำปา มีอายุไม่น้อยกว่า 500 ปี เหตุที่เปลี่ยนชื่อเป็น "วัดบ้านแหลม" ก็เนื่องมาจากชาวบ้านแหลมหนีภัยพม่ามาจากเพชรบุรี อพยพมาตั้งถิ่นฐานที่ปากคลองแม่กลองฝั่งใต้ใกล้กับวัดศรีจำปา เรียกหมู่บ้านนี้ว่า "พวกบ้านแหลม" ต่อมาจะกลายเป็น หมู่บ้านแหลม และช่วยกันบูรณีวัดศรีจำปาที่ร่วงโรยทรุดโทรมให้ดีขึ้น จึงเรียกวัดศรีจำปาเสียใหม่ว่า "วัดบ้านแหลม" ได้รับวิสุงคามสีมา เมื่อ พ.ศ.2400 เมื่อปี พ.ศ.2496 กรมศิลปากรได้นำอุโบสถวัดบ้านแหลมเข้าบัญชีเป็นโบราณสถานแห่งชาติและต่อมาใน วันที่ 1 กรกฏาคม 2498 ทรงโปรดเกล้าฯ ยกฐานะวัดบ้านแหลมให้เป็นพระอารามหลวง และพระราชทานนามว่า "วัดเพชรสมุทรวรวิหาร” ตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา สำหรับสิ่งสำคัญของวัดที่ท่านผู้อ่านไม่ควรพลาดเข้าชม และมนัสการ ได้แก่
1. หลวงพ่อวัดบ้านแหลมที่ประดิษฐานอยู่ภายในพระอุโบสถ2. พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 5 ทรงถวายหลวงพ่อบ้านแหลม หลังจากเสด็จมาทรงนมัสการแล้ว
3. พระบรมสาทิสลักษณ์ สีน้ำเงิน ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงถวายหลวงพ่อบ้านแหลม
4. สายสะพายปักดิ้น 2 สาย สายหนึ่งจารึกพระปรมาภิไธย จ.ป.ร. อีกสายหนึ่งพระบรมฉายาลักษณ์ รัดประคต 
ปักดิ้น 1 สาย เป็นของ ร. 5 ถวายหลวงพ่อบ้านแหลม 
5. ลายพระหัตถ์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช (ร.6) หนึ่งฉบับ ถึงเจ้าอาวาสวัดบ้านแหลม แจ้งถึงการนำส่ง
เงินจำนวน 800 บาท ของสมเด็จพระบรมราชินี ในรัชกาลที่ 5 ถวายช่วยในการปฏิสังขรณ์วัดบ้านแหลม
6. บาตรแก้วเจียรนัย 1 ลูก สีน้ำเงินแก่ สมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระยาภานุพันธุวงศวรเดช ทรงถวายหลวงพ่อบ้าน
แหลมฯลฯ




สำหรับ หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ เสมือนหนึ่งเป็นแก้วมณีอันมีค่าคู่เมืองสมุทรสงคราม ชาวสมุทรสงครามเคารพสักการะพระพุทธรูปองค์นี้กันมาหลายชั่วคน หลวงพ่อบ้านแหลม จึงเป็นเสมือนเจ้าพ่อหลักเมือง หรือเทวดาประจำเมืองสมุทรสงครามก็ว่าได้ และถ้าจะว่าไปแล้ว หลวงพ่อบ้านแหลม ก็มีประวัติ ความเป็นมาคู่กับเมืองสมุทรสงครามเลยทีเดียว



ใคร ไปเมืองสมุทรสงครามไม่ได้ไปนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม ก็เหมือนหนึ่งไม่ได้มาถึงเมืองสมุทรสงครามและถ้าใครกล่าวถึงเมือง สมุทรสงครามและไม่ได้กล่าวถึงหลวงพ่อวัดบ้านแหลมก็เหมือนกับไม่รู้จัก จังหวัดสมุทรสงคราม ข้าราชการผู้ใดย้ายไปเมืองสมุทรสงคราม ถ้าไม่ได้ไปนมัสการหลวงพ่อบ้านแหลม ก็เหมือนหนึ่งเข้าไปอาศัยวัดอยู่แต่ไม่ได้ไปนมัสการท่านสมภารเจ้าวัด ลูกสมุทรสงครามคนใดไม่เคยเห็นหน้าหลวงพ่อบ้านแหลมก็เปรียบเหมือนลูกกำพร้า เกิดมาไม่เคยเห็นหน้าพ่อความสำคัญของหลวงพ่อบ้านแหลมถ้าจะเปรียบความก็คงจะ เปรียบได้เช่นนี้ล่ะครับ




ตาม ตำนานของผู้เฒ่าผู้แก่เล่าสืบต่อกันมาว่าหลวงพ่อบ้านแหลมลอยน้ำมาสององค์พี่ น้อง คือหลวงพ่อบ้านแหลมกับหลวงพ่อเขาตะเคราจังหวัดเพชรบุรี บ้างเล่ากันว่ามีสามองค์พี่น้องคือหลวงพ่อโสธรจังหวัดฉะเชิงเทราอีกด้วยบ้าง ว่ามีสี่พี่น้องคือหลวงพ่อวัดไร่ขิงจังหวัดนครปฐมอีกองค์หนึ่งบ้างก็ว่ามี ห้าองค์พี่น้อง คือ หลวงพ่อบางพลี จังหวัดสมุทรปราการด้วย แต่ก็สรุปได้ว่า หลวงพ่อบ้านแหลมลอยน้ำมาห้าองค์พี่น้ององค์แรกขึ้นประดิษฐานที่วัดโสธร จังหวัดฉะเชิงเทรา องค์ที่สองขึ้นประดิษฐานที่วัดไร่ขิงจังหวัดนครปฐม องค์ที่สามขึ้นประดิษฐานที่วัดบางพลีจังหวัดสมุทรปราการ องค์ที่สี่ขึ้นประดิษฐานที่วัดบ้านแหลม (วัดเพชรสมุทรวรวิหารในปัจจุบัน) จังหวัดสมุทรสงคราม องค์ที่ห้าขึ้นประดิษฐานที่วัดเขาตะเครา จังหวัดเพชรบุรี



พระ พุทธรูปทั้งห้าองค์นี้ ล้วนแต่เป็นพระพุทธรูปศักดิ์สิทธิ์ มีอภินิหารเป็นที่เคารพสักการะบูชาของชาวเมืองนั้นๆและมี ชื่อเสียงโด่งดังเป็นที่รู้จักของประชาชนชาวไทยที่เกี่ยวกับข้อสันนิษฐานพระ พุทธรูปลอยน้ำนั้น มีผู้สันนิษฐานไว้ว่า ประวัติหลวงพ่อบ้านแหลมนั้นในชั้นต้นคงลอยน้ำมาจริงดังคำเล่าลือ แต่มิใช่ว่าท่านจะลอยน้ำมาตามลำพัง คงจะมีผู้อัญเชิญขึ้นมาบนเรือจากแห่งใดแห่งหนึ่ง เพื่อนำมาประดิษฐานไว้ภายในวัดและจะต้องนำหลวงพ่อบ้านแหลมเดินทางล่องมาทาง ลำน้ำแม่กลอง



เพราะ ในสมัยนั้นการคมนาคมทางบกไม่สะดวกและองค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมมีน้ำหนักมาก จึงจำเป็นที่จะต้องนำหลวงพ่อบ้านแหลมบรรทุกเรือมาทางน้ำ ในขณะที่เรือผ่านมานั้นน่าจะมีวัดบางวัดขอนิมนต์หลวงพ่อบ้านแหลมประดิษฐาน ไว้สักการะที่วัด แต่ไม่สำเร็จเพราะผู้นำมาไม่ยอมถวายจึงเล่าลือกันว่าหลวงพ่อบ้านแหลมไม่ยอม ขึ้นอยู่ที่วัดใดทั้งสิ้นยกเว้นแต่วัดบ้านแหลมขณะที่นำหลวงพ่อบ้านแหลมล่อง เรือผ่านมาบริเวณหน้าวัดบ้านแหลมนั้น เรือคงจะอับปางลง และเหลือวิสัยที่จะงมท่านขึ้นมาได้ เพราะในสมัยหลายร้อยปีที่ผ่านมานั้นทะเลระหว่างปากอ่าวสมุทรสงครามกับปาก อ่าวเพชรบุรีคงจะต้องกว้างกว่านี้มาก และเมื่อชาวบ้านพยายามที่จะนำองค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมขึ้นมาประดิษฐานไว้บน ฝั่งแต่ไม่สามารถจะนำท่านขึ้นมาจากแม่น้ำได้ จึงจำเป็นจะต้องปล่อยให้ท่านจมอยู่ในแม่น้ำแม่กลอง จนล่วงเลยมาถึงในปี พ.ศ. 2310 (บางตำนานว่า ในปี พ.ศ. 2307) จึงมีชาวบ้านล่องเรือมาลากอวนพบองค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมจมอยู่บริเวณนี้จาก นั้นจึงได้อัญเชิญองค์หลวงพ่อวัดบ้านแหลมขึ้นมาประดิษฐานไว้ที่ วัดเพชรสมุทรวรวิหาร (วัดบ้านแหลม)ตราบจนเท่าทุกวันนี้ และที่ผมเล่าให้ท่านผู้อ่านฟังนี้แหล่ะครับคือประวัติความเป็นมาเล็กๆน้อยๆ ของหลวงพ่อวัดบ้านแหลมครับ



หลัง จากที่เราสองคนกราบนมัสการพร้อม ตั้งจิตอธิฐานขอพรจากองค์หลวงพ่อบ้านแหลมเป็นที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึง เดินเท้ามายังท่าเรือของวัดเพชรสมุทรวรวิหารโดยสารเรือออกเดินทางท่องเที่ยว ชมวิวทิวทัศน์อันสวยงามและวิถีชีวิตของชาวบ้านสองฟากฝั่งลำน้ำแม่กลอง



จาก นั้นเรือทัวร์โดยสารพาเราสองคนพร้อมนักท่องเที่ยวล่องเรือเข้ามาในคลองผี หลอกและเพียงหัวเรือที่เรานั่งหันหัวเข้าคลองผีหลอกไม่นานนักเราก็ต้องต๊กกะ ใจ เมื่อสายตาเหลือบไปเห็นตุ๊กตาสารพัดขนาดตั้งแต่ขนาดเล็กพอๆ กับตุ๊กตาชั๊คกี้ ไปจนถึงขนาดใหญ่พอๆ กับคนจริงผูกติดกับกิ่งไม้ริมฝั่งคลอกผีหลอกนี่ถ้าเป็นตอนกลางค่ำกลางคืนผม บนศีรษะตลอดจนขนแขนสแตนอัพไปแล้ว



พี่ คนขับเรือเล่าให้นักท่องเที่ยวบนเรือฟังว่าเมื่อสมัยก่อนนี้คลองผีหลอกแห่ง นี้น่ากลัวกว่านี้อีก ปัจจุบันยังถือว่าไม่น่ากลัวเพราะไม่มีใครมาดูแลตุ๊กตาหลอกผู้คนผ่านไปผ่าน มาแล้วก็ไม่ได้ดูแลตกแต่งให้มันน่ากลัวเหมือนกับเมื่อก่อน เราสองคนจึงถึงบางอ้อ เอาเมื่อตอนที่รู้ชื่อคลองว่า “คลองผีหลอก”



สอบ ถามชื่อคลองก็ไม่ใคร่จะได้ความกระจ่างนักว่าชื่อคลองนี้มีความเป็นมาอย่างไร รู้แต่เพียงว่าไม่ได้เกี่ยวกับเรื่องผีมาหลอกมาหลอนชาวบ้านแต่อย่างไรเลย แต่ได้แต่สันนิษฐานตามข้อมูลที่รู้มาถึงสองกระแสว่า ชื่อคลองผีหลอกมาจากชื่อของ “เรือผีหลอก” ซึ่งเป็นเรือหาปลาขนาดเล็กกว้าง 70 เซนติเมตร ยาวประมาณ 4 วา ติดแผ่นไม้กระดานทาสีขาวไว้ที่ข้างเรือด้านหนึ่งให้แผ่นไม้จมลงในน้ำ ส่วนอีกด้านหนึ่งใช้ไม้กระดานหรือตาข่ายขึงกั้นปลาให้ตกลงในตัวเรือไว้ ถือว่าเป็นเรือหาปลาแบบภูมิปัญญาชาวบ้านที่ปัจจุบันไม่มีให้เห็นแล้ว เรือนี้จะใช้ออกหาปลายามฤดูหนาวน้ำลดตอนกลางคืน โดยพายเรือเลียบริมตลิ่งให้แผ่นไม้กระดานประชิดริมตลิ่งเข้าไว้ เมื่อปลากระบอก ปลาตะเพียน ปลากระสูบ ปลากะพง เห็นแผ่นไม้กระดานทาสีขาวเข้ามาใกล้ตัวก็จะตกใจกระโดดขึ้นมาในเรือเสร็จชาว ประมงพื้นบ้านไปตามระเบียบ ข้อสันนิฐานที่สองก็มาจากตัวคลองผีหลอกนี้เองที่ลัดคลองอัมพวาไปออกแม่น้ำ แม่กลองอีกคุ้งน้ำหนึ่งซึ่งใช้เวลาน้อยกว่าเดินทางไปตามแม่น้ำแม่กลองเกือบ ชั่วโมง ปกติจะพายเรือไปตามแม่น้ำใช้เวลาราวชั่วโมงครึ่ง แต่ถ้าใช้เส้นทางลัดคลองผีหลอกแห่งนี้จะใช้เวลาเพียงครึ่งชั่วโมงเท่านั้น ย่นระยะเวลาการเดินทางลงอย่างมากคล้ายเหมือนผีมาหลอก คลองแห่งนี้จึงได้ชื่อว่าคลองผีหลอก ก็ไม่รู้ว่าข้อมูลไหนจะถูกต้องกว่ากัน รู้แต่ว่ามีคนหัวใสใจถึงกล้าปีนต้นไม้เอาหุ่นไปแขวนหลอกผู้คนผ่านไปผ่านมา ให้สมกับชื่อคลองผีหลอก แหมมันไม่น่ามาหลอกกันได้จริงๆ น่ะผับเผื่อย จากนั้นเรือทัวร์โดยสารก็พาเราสองคนและนักท่องเที่ยวมาหยุดพักรับประทาน อาหารกลางวันกันที่ร้านอาหารชาวเลซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งของคลองผีหลอก



สำหรับ เมนูอาหารในมื้อนี้ได้แก่หอยหลอดผัดฉ่า,ต้มยำปลาทู,ยำถั่วพลูใส่กุ้งตบท้าย ด้วยไข่เจียวอาหารหลัก และเมื่ออิ่มหนำสำราญกันเป็นที่เรียบร้อยแล้วเราสองคนจึงลงเรือจากนั้นจึง ออกเดินทางต่อเดินทางออกจากคลองผีหลอกไปตามลำน้ำแม่กลองสู่วัดบางแคน้อย



เรือ ทัวร์โดยสารพาเราสองคนและนักท่องเที่ยวเดินทางมาถึงท่าเรือของวัดบางแคน้อย ซึ่งตั้งอยู่ริมลำน้ำแม่กลองเราสองคนเดินขึ้นจากเรือทัวร์โดยสารขึ้นไปยัง ศาลาริมน้ำของวัดบางแคน้อยจากนั้นจึงเดินเท้าเข้าไปเที่ยวชมบริเวณโดยรอบของ วัดบางแคน้อย สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดบางแคน้อยผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังพอเป็น สังเขปดังนี้



วัด บางแคน้อยเป็นวัดซึ่งตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำแม่กลอง บริเวณบ้านบางแคใหญ่ ตำบลแควอ้อม ตามประวัติของวัดที่มีหลักฐานยืนยันว่าวัดแห่งนี้สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2411 โดยคุณหญิงจุ้ย (น้อย) วงศาโรจน์ พระอุโบสถหลังแรกของวัดนี้ตามข้อมูลที่ได้รับการบอกเล่ามานั้นเป็นพระอุโบสถ ที่สร้างบนแพไม้ไผ่โดยผูกยึดแพไว้กับต้นโพธิ์ที่ท่าน้ำหน้าวัด ซึ่งปัจจุบันต้นโพธิ์ดังกล่าวก็ยังมีให้เห็นอยู่ ต่อมาเมื่อพระอุโบสถหลังแรกชำรุดทรุดโทรมลง ทางวัดจึงได้ย้ายขึ้นมาปลูกบนพื้นดินนับเป็นพระอุโบสถหลังที่สองและเมื่อพระ อุโบสถหลังที่สองทรุดโทรมลงอีก พระครูสมุทรนันทคุณ (แพร) เจ้าอาวาสองค์ที่ 7 (องค์ปัจจุบัน) จึงได้สร้างพระอุโบสถหลังปัจจุบันขึ้นในปี พ.ศ. 2540



นับ เป็นพระอุโบสถหลังที่สามที่ด้านหน้าตรงกลางทางเข้าประตูพระอุโบสถมีพระพุทธ รูปซึ่งทางวัดบางแค น้อยได้อัญเชิญมาจากวัดบางกุ้ง พระพักต์องค์พระมีลักษณะยิ้มแย้มหลวงพ่อแพรจึงขนานนามท่านว่า “หลวงพ่อโชคดี” เพื่อต้อนรับสาธุชนผู้มีจิตศรัทธามาทำบุญที่วัด ส่วนพระพุทธรูปอีกองค์นั้นนามว่า “หลวงพ่อดวงดี” มีพระพักต์เคร่งขรึมดูดุ ท่านจึงได้นิมนต์ไปไว้ที่ด้านหลังพระอุโบสถเพื่อระวังพวกมิจฉาชีพ แต่สงสัยจะป้องกันพวกหัวขโมยไม่ได้เลยต้องทำกระจกครอบองค์พระกันฝุ่นกันลม ที่สำคัญก็เอาไว้กันใครมานิมนต์ยกหลวงพ่อไป



เมื่อ นักท่องเที่ยวได้เขามาในตัวพระอุโบสถแล้วจะเห็นความอลังการของงานไม้แกะสลัก ที่มองไปทางไหนก็มีงานแกะสลักไม้อยู่ในสายตา ไล่ตั้งแต่พื้นพระอุโบสถปูด้วยไม้ตะเคียนทอง 7 แผ่น หน้ากว้างแต่ละแผ่นประมาณ 1 เมตร ยาวประมาณ 15 เมตร แท่นประดิษฐานพระประธานปูด้วยไม้มะค่าเต็มหน้าแผ่น สามารถก้มลงมองย้อนขึ้นมาจากด้านหลังบริเวณใต้ฐานขององค์พระได้



บริเวณ ฐานวางองค์พระประธานทั้งหมดเป็นไม้สักแกะสลักอย่างวิจิตร ส่วนพระประธานในพระอุโบสถเป็นพุทธรูปเก่าแก่ศิลปะแบบจีน อายุประมาณ 140 ปี เป็นพระที่มีมาตั้งแต่เริ่มก่อตั้งวัดบางแคน้อย ด้านซ้ายและขวาหน้าองค์พระประธานมีบุษบกและมณฑปจำลองประดิษฐานพระ รัตนธาตุ ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่ในผอบแก้ว



ที่ ผนังด้านหลังขององค์พระประธานแกะสลักด้วยไม้สัก ภาพพุทธประวัติเมื่อครั้งเจ้าชายสิทธัตถะประสูติที่ด้านซ้ายมือ ส่วนด้านขวามือเป็นภาพพระพุทธองค์เสด็จปรินิพาน ถ้าใครสงสัยว่า “แล้วภาพพุทธประวัติตอนตรัสรู้ หายไปไหน” ก็ให้ก้มลงกราบพระประธานนั่นหละรู้แน่



สำหรับ ผนังด้านตรงข้ามพระประธานแกะสลักด้วยไม้สัก เป็นภาพพุทธประวัติตอนมารผจญ และวิถีชีวิตของชาวสมุทรสงคราม เหนือประตูด้านขวามือขึ้นไปราว 1 เมตร ช่างได้แกะสลักไม้ยืนยันถึงความอร่อยของไข่บางแคน้อยเอาไว้ นักท่องเที่ยวที่อยากจะมาพิสูจน์ให้มาหาชมเอาเองผู้เขียนไม่บอกขอเก็บเป็น ความลับ ส่วนผนังด้านซ้ายและขวาด้านบนของพระอุโบสถแกะสลักไม้สักเป็นภาพเล่าเรื่อง ราวพระเจ้าสิบชาติส่วนด้านล่างใต้หน้าต่างตลอดแนวเสาพระอุโบสถเป็นภาพเล่า เรื่องราวพระ เจ้าสิบชาติเช่นเดียวกันแต่เป็นการแกะสลักโดยใช้กรรมวิธีแบบไม้ฝังไม้ คือการฝังไม้โมกมันซึ่งมีสีที่อ่อนกว่าลงในร่องไม้ตะเคียนทองที่ช่างแกะสลัก ได้แกะร่องเอาไว้ เป็นกรรมวิธีที่หาชมได้ไม่ง่ายนักเพราะหาช่างทำงานไม้ฝังไม้ฝีมือดียาก งานไม้ทั้งหมดที่ทำภายในวัดบางแคน้อยเป็นฝีมือช่างไม้ฝีมือดีจากเมือง เพชรบุรี อ้อ!..เกือบลืมไปที่ด้านหลังเหนือพระประธานมีต้นโพธิ์ไม้แกะสลักให้นักท่อง เที่ยวที่ต้องการ จะร่วมทำบุญสามารถร่วมทำบุญประดับใบโพธิ์ไม้สักได้ โดยการบริจาคปัจจัย 1,000 บาท ต่อใบโพธิ์ 1 ใบ ท่านสามารถสลักชื่อลงในใบโพธิ์ได้ 10 รายชื่อ เพื่อที่ทางวัดจะนำใบโพธิ์ดังกล่าวไปติดที่ต้นโพธิ์เหนือองค์พระไปตลอดไม่มี การปลดลงมา เป็นการเสริมบุญหนุนบารให้ท่านได้สำเร็จโพธิญาณสมดังปรารถนา



หลังจากที่เราทั้งสองคนได้กราบสักการะบูชาพระบรมสารีริกธาตุและพระประธานในพระอุโบสถเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



เรา สองคนก็เดินเท้ามายังกุฎิเรือนไทยซึ่งตั้งอยู่ภายในวัดห่างจากพระอุโบสถ ประมาณ 30 เมตรเพื่อกราบนมัสการหลวงพ่อแพร เจ้าอาวาสวัดบางแคน้อย และขอรายละเอียดของวัดบางแคน้อยเพิ่มเติม และถือโอกาสกราบรูปปั้นหลวงปู่ทวด สมเด็จพระพุฒาจารย์ (โต พรหมรังสี ) และรูปหล่อจำลองหลวงพ่อพระพุทธโสธร ที่ประดิษฐานอยู่บนกุฎิเรือนไทยสร้างด้วยไม้สักสวยงามสะดุดตา



เมื่อ ท่านได้ทราบความประสงค์ของเราทั้งสองคนท่านก็มีเมตตานำเราสองคนเที่ยวชมงาน ไม้ที่กำลังแกะสลักค้างไว้อยู่ที่ด้านข้างของกุฎิเรือนไทย ซึ่งกำลังก่อสร้างเป็นงานไม้แกะสลักด้วยไม้สักทั้งหลัง งานไม้ที่เราสองคนเห็นอยู่ในขณะนี้ ช่างจำเป็นจะต้องใช้ความอุตสาหะและความชำนาญไม่ใช่น้อย เพราะงานแกะสลักไม้เป็นงานแกะสลักแบบมีมิติลึกมากกว่าการแกะแบบนูนสูงทั่วๆ ไปถ้าใครเคยเห็นงานปูนปั้นแบบชาวจีนฮกเกี๋ยน ที่ปั้นให้หุ่นนูนออกมาจากผนังแล้วละก็งานไม้ของช่างเมืองเพชรบุรีที่หลวง พ่อแพรว่าจ้างมาแกะสลักไม้ให้ก็ประมาณนั้น คิดดูว่ากว่าจะเสร็จแต่ละชิ้นต้องใช้เวลานานมากแค่ไหน



หลวง พ่อแพรว่า “ทำทั้งทีก็ต้องทำให้ดีไปเลย ต่อไปจะหาช่างมาทำให้อย่างนี้ไม่รู้ว่าจะหาได้หรือเปล่า” หลังจากที่สนทนากับหลวงพ่ออยู่ครู่ใหญ่เราจึงกราบลาหลวงพ่อแพรเพื่อเดิน ทางกลับที่พัก ท่านก็มีเมตตาเดินมาส่งถึงที่ท่าน้ำ



ก่อน ที่จะกราบลาหลวงพ่อเพื่อลงเรือท่าสนยังชี้ชวนให้ดูศาลาท่าน้ำที่ผู้มี จิตศรัทธาสร้างถวายให้กับทางวัดบางแคน้อย เมื่อปี พ.ศ. 2541 เป็นศาลาไม้สักทอง พื้นปูด้วยไม้ตะคียนแผ่นเต็มเ ห็นพื้นไม้ของศาลาแล้วก็ต้องทึ่งไม่คิดว่าจะหาไม้ที่ทั้งแผ่นหนา หน้ากว้าง และเนื้อสวยอย่างนี้ได้ ไม้ตะเคียนทองที่เราเห็นเนื้อไม้สวยขนาดที่ว่าเสากลางศาลาต้องหลบให้ก็แล้ว กัน ต้องมาดูให้เห็นกับตาถึงจะเชื่อ แต่พอหลวงพ่อท่านบอกราคาของศาลาท่าน้ำนี้เท่านั้น เราก็ต้องซู๊ดปาก.. ไม่มากไม่มาย “หนึ่งล้านสามหมื่นหนึ่งพันบาทถ้วน” อ้าฮะ! คราวหน้าถ้ามาเยือนวัดบางแคน้อยอีกครั้งหนึ่งจะต้องมายึดศาลาท่าน้ำของวัด เป็นที่นอนพักผ่อนตอนกลางวันเสียแล้วล่ะครับเพราะว่าลมพัดเย็นสบายดีจริงๆ จนน่านอนหลับสักงีบหนึ่งจริงๆ ครับ


หน้าต่อไป