ตามรอยเสด็จพระนางจามเทวี วีรสตรีผู้แข็งแกร่งแห่งล้านนา p2

ตามรอยเสด็จพระนางจามเทวี วีรสตรีผู้แข็งแกร่งแห่งล้านนา

เรื่องโดย....สุเทพ พวงมะโหด
ภาพโดย.....วีระศักดิ์ ภักดี


ใน อดีตเมื่อหลายร้อยปีที่ผ่านมาสายน้ำปิงคือเส้นทางคมนาคมสายหลักที่เชื่อม โยงอำนาจและอารยธรรมแห่งอาณาจักรล้านนาและศูนย์กลางแห่งอำนาจที่ราบลุ่ม บริเวณลุ่มเจ้าพระยาก่อให้เกิดตำนานการเดินทางครั้งยิ่งใหญ่แห่งสายน้ำปิง คือขบวนเสด็จของพระนางจามเทวีกษัตรีย์ยาพระองค์แรกในประวัติศาตร์แห่ง อาณาจักรล้านนา



ใน พุทธศตวรรษที่13พระนางจามเทวีพระราชธิดาของพระเจ้ากรุงละโว้ขณะที่มีพระชน มายุเพียง22พรรษาและทรงพระครรภ์ได้ 3 เดือนทรงอำลาพระสวามีและนำข้าราช บริพาร,บันทิต,พระเถระ,และช่างฝีมือต่างๆรวม2,000คนเสด็จโดยทางเรือทวนสาย น้ำปิงรอนแรมผ่านขุนเขานานกว่า7เดือนเพื่อไปสร้างเมืองหริภุญชัยหรือเมือง ลำพูนในปัจจุบันซึ่งการเสด็จเมืองลำพูนในครั้งนั้นทำให้เกิดเรื่องราวเล่า ขานเป็นตำนานพื้นบ้านที่คงอยู่คู่สายน้ำปิงมาจนถึงทุกวันนี้



ลำ น้ำปิงสายนี้ปัจจุบันกลายเป็นทะเลสาปขนาดใหญ่ที่มีความงดงามและโรแมนติ คแต่ถ้าหากได้มีโอกาสย้อนรำลึกถึงอดีตเมื่อ1,350ปีก่อนที่แม่น้ำปิงจะไหล เชี่ยวกรากผ่านแก่งหินน้อยใหญ่ภายใต้ป่าใหญ่อันร่มรื่นด้วยหุบเหวลึกทริ ปเดินทางครั้งนี้ท่านผู้อ่านจะได้สัมผัสถึงพระวิริยะอุตสหะและพระบารมีของ พระนางจามเทวีวีรสตรีแห่งอาณาจัการล้านนากันครับ.

วันแรกของการเดินทาง
สถานีขนส่งสายเหนือ


22.00 น.พวกเราชาวIdotravellers.comสองชีวิตออกเดินทางจากสถานีขนส่งสายเหนือมุ่ง หน้าสู่จังหวัดตากซึ่งตั้งอยู่ห่งจากกรุงเทพฯระยะทางประมาณ 426 กิโลเมตร


05.00 น.เช้าของวันรุ่งขึ้นรถโดยสารของบริษัทขนส่งจำกัดก็พาเราสองคนเดินทางมาถึง สถานีขนส่งในตัวเมืองตากซึ่งมีเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย(ททท.)สำนักงานตาก คอยให้การต้อนรับเราสองคนอยู่ในเบริเวณสถานีขนส่งตากและเมื่อเดินทางมาถึง ยังจังหวัดตากแล้วผมขอเล่าประวัติความเป็นมาเล็กๆน้อยๆของเมืองตากให้ท่าน ผู้อ่านได้ฟังดังนี้น่ะครับ.
สำหรับเมืองตาก เป็นจังหวัดที่อยู่ทางภาคเหนือตอนล่าง มีชื่อเดิมว่า “เมืองระแหง” ในอดีตเป็นเมืองที่มีชาวมอญอาศัยอยู่มาก่อน ดังมีหลักฐานศิลปะมอญปรากฏอยู่ ตัวเมืองเดิมตั้งอยู่ที่อำเภอบ้านตาก เมืองนี้สร้างขึ้นก่อนสมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานีและเมื่อได้สถาปนากรุง สุโขทัยเป็นราชธานีแล้ว เมืองตากมีฐานะเป็นเมืองหน้าด่านที่สำคัญด้านฝั่งตะวันตก และยังเป็นเมืองที่มีความเกี่ยวข้องกับพระมหาราชในอดีตถึง ๔ พระองค์ ที่เสด็จมาชุมนุมกองทัพ ณ ดินแดนเมืองตากแห่งนี้ ได้แก่ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระนารายณ์มหาราช และสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยได้โปรดเกล้าฯ ให้ย้ายตัวเมืองตากจากฝั่งขวา ของแม่น้ำปิงมายังฝั่งซ้ายบริเวณตำบลบ้านระแหงจนกระทั่งทุกวันนี้



และ หลังจากที่ปฎิบัติภาระกิจส่วนตัวพร้อมรับประทานอาหารเช้าในตัวเมืองตากเป็น ที่เรียบร้อยแล้วจากนั้นเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย(ททท.)สำนักงานตากก็พาเราสองคนออกเดินทางไปสักการะศาลของสมเด็จพระเจ้า ตากสินมหาราชบนถนนถนนจรดวิถีถ่องเพื่อความเป็นสิริมงคลในการเดินทางมาเท่อ งเที่ยวยังเมืองตากครับ



ศาล สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชสถานที่ศักดิ์สิทธิ์และสำคัญแห่ง นี้ถูกออกแบบก่อสร้างขึ้นมาอย่างสวยงาม ภายในมีรูปหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชที่มีขนาดใหญ่กว่า พระองค์ จริงเล็กน้อย ด้านหลังของศาลเป็นที่สำหรับจัดวางรูปหล่อสัตว์ต่างๆ เช่น ช้าง ม้า ฯลฯ ที่มีผู้แสดงความเคารพศรัทธานำสิ่งของมาถวายเพื่อเป็นการสักการะแด่พระองค์ ท่านเป็นจำนวนมากมายครับ



สำหรับ ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ตั้งอยู่ที่ถนนจรดวิถีถ่อง ใกล้กับสำนักงานการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ศาลนี้แต่เดิมอยู่ที่วัดดอยเขาแก้วฝั่งตรงข้ามกับตัวเมือง ต่อมาใน พ.ศ. 1490 ชาวเมืองเห็นว่าศาลนั้นไม่สมพระเกียรติ จึงช่วยกันสร้างศาลขึ้นใหม่พร้อมกับให้กรมศิลปากรหล่อพระบรมรูปสมเด็จพระ เจ้าตากสินมหาราชขนาดใหญ่กว่าพระองค์จริงเล็กน้อย ในพระอิริยาบถที่กำลังประทับอยู่บนราชอาสน์ มีพระแสงดาบพาดอยู่ที่พระเพลา ที่ฐานพระบรมรูปมีคำจารึกว่า “พระเจ้าตากสินกรุงธนบุรี ทรงพระราชสมภพเมื่อ พ.ศ.1177 สวรรคต พ.ศ. 1315 รวม 48 พรรษา”



นอก จากนี้บริเวณผนังภายในของศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชยังมีภาพวาดของ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ในขณะที่ทรงออกว่าราชการต่อหน้าเหล่าเสนาอำมาตย์



และภาพที่กำลังออกทัพม้าศึกรบพุ่งกับข้าศึกศัตรูอีกด้วย



ศาลนี้เป็นที่เคารพสักการะของชาวตากและประชาชนชาวไทยทุกคนครับ.




และ เมื่อเราสองคนทำการกราบสักการะบูชาศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นที่ เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงมานั่งชมน้องๆนักเรียนจากโรงเรียนแห่งหนึ่งใน จังหวัดตากมาโชว์ศิลปะการร่ายรำในแบบล้านนาให้คณะของเราได้ชมกันบริเวณด้าน หน้าของศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช



เมื่อ การแสดงศิลปะการร่ายรำสิ้นสุดลงจากนั้นเจ้าหน้าที่ของการท่องเที่ยวแห่ง ประเทศไทย(ททท.)สำนักงานตากก็พาเราสองคนออกเดินทางไปยังไปยังผาสามเงาเพื่อ ชมหน้าผาสามเงาที่ภายในบรรจุองค์พระพุทธรูปอันเกิดจากนิมิตรของพระนางจาม เทวีซึ่งตั้งอยู่ในตำบลย่านรีในอำเภอสามเงาซึ่งตั้งอยู่ห่างจากตัวเมือง ตากระยะทางประมาณ 56 กม.



และ จากอำเภอเมืองตากคณะของเราใช้เส้นทางหลวงหมายเลข 1107 (เจดีย์ยุทธหัตถี-เขื่อนภูมิพล) ระยะทางประมาณ 25 กิโลเมตรก็จะมองเห็นขุนเขาใหญ่ลูกหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านเรียกว่า "ผาสามเงา"



เพราะที่บริเวณชะง่อนผาที่ตั้งอยู่บนหน้าผานั้นถูกเจาะผนังหน้าผาเป็นช่องลึกเข้าไปในชะง่อนผาเรียงกันสามช่อง



ภายใน ประดิษฐานพระพุทธรูปปิดทองช่องละองค์ มีบันไดปูนเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้เดินเท้าขึ้นไปนมัสการองค์พระพุทธรูปที่ ประดิษฐานไว้ในชะง่อนผาได้


และจากตำนานที่เล่าสืบต่อกันมาว่า เมื่อประมาณปี พ.ศ.1206 มีพระฤาษีสององค์สร้างเมืองหริภุญชัย (ลำพูน) และในเวลาต่อมาฤาษีทั้งสององค์จึงให้คนมาทูลเชิญราชวงศ์กษัตริย์จากเมือง ละโว้หรือลพบุรีในปัจจุบัน มาครองเมืองหริภุญชัย ซึ่งพระนางจามเทวี ได้รับมอบหมายให้ไปครองเมืองหริภุญชัยตามคำทูลเชิญของฤาษี จากนั้นพระนางจามเทวีจึงได้ทรงเสด็จมาทางชลมารค ขึ้นมาตามลำน้ำปิงปรากฏว่าเมื่อมาถึงบริเวณหน้าผาแห่งนี้เกิดเหตุมหัศจรรย์ มีฝนและพายุใหญ่พัดกระหน่ำจนเรีอไม่สามารถแล่นทวนน้ำขึ้นไปได้และปรากฏเงา พระพุทธรูปสามองค์ที่หน้าผาริมน้ำปิงแห่งนี้ พระนางจึงสั่งให้เจาะหน้าผาและสร้างพระพุทธรูปบรรจุไว้ในช่อง ช่องละองค์ ด้วยเหตุนี้จึงได้ชื่อว่า "ผาสามเงา" สืบมาจนถึงปัจจุบันนี้ครับ.



หลัง จากเราสองคนเดินเท้าขึ้นไปสักการะบูชาพระพุทธรูปสามองค์บนผาสามเงาเป็นที่ เรียบร้อยแล้วจากนั้นจึงเดินเท้าลงมายังเบื้องล่างจากนั้นจึงตรงเข้า ไปภายในวัดป่าสามเงาซึ่งตั้งอยู่ตั้งกับข้ามกับผาสามเงาโดยมีถนนกั้นกลาง อยู่สำหรับประวัติความเป็นมาของวัดสามเงามีดังต่อไปนี้ครับท่านผู้อ่าน



สำหรับภายใน วัดสามเงาท่านผู้อ่านจะได้พบกับร่องรอยตามประวัติศาตร์การเสด็จของพระนางจาม เทวีซึ่งมีเจดีย์ครอบอยู่ในพื้นที่ฝังอัฐิของเล่านางสนมและทหารองค์รักษ์



นอกจากนี้บริเวณทางซ้ายมือภายในวัดยังเป็นที่ตั้งศาลของพระนางจามเทวีให้สักการะบูชาอีกด้วยครับ



โดย มีเรื่องเล่าสืบต่อกันมาว่าในการเสด็จมาครองเมืองหริภุญชัยของพระนางจาม เทวีมีเหล่าเสนาอำมาตย์,นางสนมและเหล่าทหารองค์รักษ์ติดตามมาด้วย 2,000 คนและในครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตหลายคนรวมทั้งนางสนมด้วย



พระ นางจามเทวีจึงได้จัดพิธีเผาศพจากนั้นจึงได้เก็บอัฐิเอาไว้และออกเดินทางต่อ ไปแบบค่ำไหนนอนนั่นจนกระทั่งเดินทางมาถึงยังบริเวณวัดแห่งนี้จากนั้นพระนาง จามเทวีจึงได้นำอัฐิของเหล่าเสนาอำมาตย์,นางสนมและเหล่าทหารองค์รักษ์นำมา ฝังรวมกันไว้พร้อมทรงโปรดเกล้าให้ทำการก่อองค์พระเจดีย์ไว้เป็น อนุสรณ์ภายในวัดสามเงาแห่งนี้ชาวบ้านเรียกบริเวณแห่งนี้ว่า “จามเหงา”ซึ่งในปัจจุบันคืออำเภอสามเงานั่นเองครับท่านผู้อ่าน และ ก่อนที่จะคณะของเราจะเริ่มปฏิบัติการ “ตามรอยเสด็จพระนางจามเทวี วีรสตรีผู้แข็งแกร่งแห่งล้านนา”นั้นผมจะเล่าถึงประวัติความเป็นมาของพระนาง จามเทวีให้ท่านผู้อ่านฟังดังนี้ครับ
พระนางจามเทวีเป็นพระราชธิดาของพระ เจ้ากรุงละโว้ทรงประสูติเมื่อวันแรม10 ค่ำเดือน10พ.ศ. 1184 ตามตำนานเล่าว่าเมื่อพระนางจามเทวียังทรงพระเยาว์อยู่นั้นได้เกิดอหิวาต์ตก โรคระบาดขึ้นลุงของพระนางจามเทวีได้พาพระนางจามเทวีซึ่งในขณะนั้นยังทรงพระ เยาว์อยู่หลบหนีโรคอหิวาต์แต่สุดท้ายลุงของพระนางจามเทวีก็ต้องติดโรคร้ายไป ด้วยจึงได้ทำการตัดสินใจทิ้งพระนางจามเทวีไว้บนใบบัว ต่อมาฤาษีวาสุเทพพบพระนางจามเทวีเข้าจึงนำไปเลิ้ยงดูต่อมาเมื่อพระนางจาม เทวีทรงเจริญวัยขึ้นเป็นสาวชาวบ้านนินทากันว่าฤาษีวาสุเทพเลี้ยงผู้หญิง




ฤาษี วาสุเทพจึงนำพระนางจามเทวีมาลอยแพและอธิษฐานจากนั้นจึงปล่อยพระนางจามเทวีไป ตามลำน้ำปิงโดยมีฝูงลิงให้ความอารักขาตลอดทางและเมื่อแพของพระนางจามเทวีลอย มาถึงกรุงละโว้จากนั้นแพก็มาลอยหยุดอยู่ที่เบื้องหน้าของกรุงละโว้จึงได้รับ พระนางจามเทวีไว้เป็นบุตรบุญธรรมต่อมาให้ทรงเข้าพิธีอภิเษกสมรสกับเจ้าราม อุปราชในเวลาต่อมา ทางฝ่ายฤาษีวาสุเทพนั้นก็สืบทอดพระพุทธศาสนามาตั้งแต่ครั้งพุทธกาลเมื่อบ้าน เมืองเริ่มเสื่อมลงฤาษีวาสุเทพเกรงว่าพระพุทธศาสนาจะเสื่อมสูญตามไปด้วยต่อ มาจึงได้สร้างเมืองขึ้นใหม่ชื่อว่า “เมืองหริภุญชัย”และได้ส่งสารไปทูลเรียนเชิญพระนางจามเทวีจากกรุงละโว้มา ครองเมืองเมื่อปีพ.ศ. 1203และขณะที่พระนางจามเทวีตัดสินใจมาครองเมืองหริภุญชัยนั้นพระนางจามเทวี กำลังทรงพระครรภ์และทรงพระประสูติกาลเป็นพระโอรสฝาแฝดที่เมืองหริภุญชัย พระโอรสทั้งสองคือเจ้ามหันตยศและเจ้าอนันตยศ ส่วนพระนางจามเทวีได้ช้างเผือกเชือกหนึ่งมาเป็นช้างคู่บุญบารมีชื่อว่า “ภูก่ำ”และทางด้านดอยสุเทพในยุคนั้นเป็นที่อยู่ของชนเผ่าลัวะโดยมีผู้ ปกครองคือขุนลัวะวิสังขะได้ยินกิติศัพท์ในความงดงามของพระนางจามเทวีจึงได้ ส่งทูตมาสู่ขอแต่พระนางจามเทวีทรงไม่พอพระทัยในตัวขุนลัวะวิสังขะจึงได้ทำ การบ่ายเบี่ยงเรื่อยมา ต่อมาในที่สุดได้มีการท้าประลองกันว่าถ้าขุนลัวะวิสังขะสามารถพุ่งหอกจากดอย สุเทพมาถึงเมืองหริภุญชัยได้พระนางจามเทวีจะทรงอภิเษกสมรสด้วยสำหรับขุน ลัวะวิสังขะเป็นผู้ที่มีวิทยาอาคมเป็นเลิศจึงได้รับคำท้านั้นแต่ขุนลัว ะวิสังขะไม่สามารถพุ่งหอกจนถจนเมืองหริภุญชัยได้เนื่องจากพระนางจามเทวีได้ ออกอุบายให้คนนำผ้านุ่งไปติดไว้ที่ศีรษะขุนลัวะวิสังขะทำให้ขุนลัวะวิสังขะ ไม่มีกำลังที่จะพุ่งหอกขุนลัวะวิสังขะแพ้การประลองจึงโกรธทรงโกรธมากยกทัพ มาตีเมืองหริภุญชัย พระนางจามเทวีจึงทรงโปรดให้นารทฤาษีทำการสร้างพระเครื่องจากนั้นจึงทรงให้นำ มาแจกจ่ายชาวเมืองเพื่อเป็นกำลังใจในการสู้รบสำหรับพระเครื่องรุ่นนั้นชื่อ พระรอดลำพูนและเมื่อกองทัพของขุนลัวะวิสังขะเดินทางมาถึงเมืองหริภุญชัย เจ้ามหันตยศและเจ้าอนันตยศสองพระโอรสแฝดของพระนางจามเทวีได้นำเอาช้างภูก่ำ นำทัพออกสู้ศึกและสามารถรบชนะขุนลัวะวิสังขะได้พระนางจามเทวีจึงทรงให้พระ โอรสแฝดของพระนางทรงอภิเษกสมรสกับธิดาฝาแฝดของขุนลัวะวิสังขะพร้อมทั้งยก เมืองหริภุญชัยให้เจ้ามหันยศโอรสองค์โตครองแทน



ต่อ มาเมื่อปีพ.ศ. 1224 พระนางจามเทวีทรงย้ายไปครองเมืองเขลางค์นครจนสิ้นพระชนม์เมื่อวันขึ้น8ค่ำ เดือน9พ.ศ 1276รวมพระชนมายุได้ 92ปีพระโอรสทั้งสองได้ทำการปลงพระศพพระมารดาที่วัดจามเทวีและได้สร้างเจดีย์ สุวรรณจังโกฎิบรรจุพระอัฐิของพระนางไว้ที่อนุสาวรีย์ของพระนางจามเทวีซึ่ง ตั้งอยู่ที่บริเวณสวนสาธารณะหนองดอกถนนรอบเมืองลำพูนทางด้านทิศใต้และได้ทำ พิธีเปิดอย่างเป็นทางการเมืองปี วันที่ 2 กุมภาพันธุ์ พ.ศ 2525
ครับ..... ที่ผมได้เล่าให้ท่านผู้อ่านฟังมานี้ก็เป็นพระราชประวัติเล็กๆน้อยๆ ของพระนางจามเทวีส่วนข้อมูลทั้งหมดได้รับมาจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศ ไทย(ททท.)สำนักงานตากครับและก่อนที่คณะของเราจะออกเดินทางกันต่อไปพวกเรา ร่วมใจกันปลูกต้นไม้เพื่อเป็นสิริมงคลกันที่บริเวณหน้าผาสามเงาและเป็นที่ ระลึกที่ได้มีโอกาสเดินทางมายังผาสามเงาแห่งนี้ครับ



พร้อมกับรับของที่ระลึกคือผ้ายันต์เครื่องรางของขลังจากท่านนายอำเภอสามเงาไว้พกพาติดกายทุกคนอีกด้วยครับ



จาก วัด ป่าสามเงาคณะของเราเดินทางต่อไปยังเขื่อนภูมิพลเพื่อลงแพนงนภัสล่องไปตาม ลำน้ำแม่ปิงเพื่อตามรอยเสด็จของพระนางจามเทวีทางชลมรรคคือลุ่มแม่น้ำปิงกัน ครับ



สำหรับ เขื่อนภูมิพลเป็นเขื่อนอเนกประสงค์แห่งแรกในประเทศไทยลักษณะเป็นเขื่อน คอนกรีตรูปโค้งเกือบเป็นรูปครึ่งวงกลมขนาดใหญ่ที่สูงที่สุดในประเทศไทยและใน เอเซียอาคเนย์โดยเริ่มดำเนินการก่อสร้างเมื่อ พ.ศ. 2496 แล้วเสร็จและทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2507 เขื่อนนี้เดิมมีชื่อว่า “เขื่อนยันฮี” พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9ได้ทรงพระราชทานพระปรมาภิไธยให้ชื่อเขื่อนแห่งนี้ว่า “เขื่อนภูมิพล” เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2500เมื่อ 54ปีล่วงมาแล้วครับ



เขื่อนภูมิ พลแห่งนี้ดำเนินการสร้างโดยการสร้างปิดกั้นลำน้ำปิง ที่บริเวณเขาแก้ว อำเภอสามเงาจังหวัดตาก มีรัศมีความโค้ง 250 เมตร สูง 154 เมตร ยาว 486 เมตร ความกว้างของสันเขื่อน 6 เมตร อ่างเก็บน้ำสามารถรองรับน้ำได้สูงสุด 13,462 ล้านลูกบาศก์เมตร เขื่อนภูมิพลเป็นเขื่อนโค้งที่ใหญ่เป็นอันดับ 8 ของโลก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้เสด็จพระราชดำเนินมาทรงวางศิลาฤกษ์ เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2504 การก่อสร้างในระยะแรกประกอบด้วยงานก่อสร้างตัวเขื่อนระบบส่งไฟฟ้า และอาคารโรงไฟฟ้า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินมาทำพิธีเปิดเขื่อนเมื่อ วันที่ 17 พฤษภาคม 2507



สำหรับ หน่วยงานที่ก่อตั้งขึ้นมาควบคุมการก่อสร้าง บำรุงรักษาและบริหารงานเขื่อนภูมิพล เมื่อ พ.ศ. 2500 เป็นรัฐวิสาหกิจมีชื่อว่า "การไฟฟ้ายันฮี" ซึ่งต่อมาได้ควบรวมกับรัฐวิสาหกิจ "การลิกไนต์" และ "การไฟฟ้าตะวันออกเฉียงเหนือ" เป็น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เมื่อ พ.ศ. 2511 โดยมีผู้ว่าการคนแรกคือนายเกษม จาติกวณิช ครับ.



นอก จากนี้ทางเขื่อนภูมิพลยังได้จัดทำเส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติสองฟากฝั่งลำ น้ำแม่ปิงเหนืออ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพลในเขตป่าสงวนแห่งชาติแม่ตื่น



เป็น เส้นทางเดินป่าศึกษาธรรมชาติสภาพความหลากหลายของป่าดิบเขาและฟื้นฟูสภาพป่าตลอดจนศึกษาสภาพป่าเต็งรัง,ป่าเบญจพรรณความหลากหลายของภูเขาหินปูน ตลอดจนลำธารห้วยหนองคลองบึงและน้ำตกเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสธรรมชาติ อย่างใกล้ชิดอีกทั้งยังเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอนุรักษ์อีกด้วย ครับ



คณะ ของเราเดินทางมาถึงยังเขื่อนภูมิพลเมื่อเวลาเที่ยงตรงหลังจากรับประทาน อาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อยแล้วคณะของเราจึงจัดการขนสัมภาระลงแพ “นงนภัส”เพื่อลงแพล่องไปตามลำน้ำแม่ปิงและในคืนนี้คณะของเราจะพักผ่อนค้าง แรมกันบนแพนงนภัสกันครับ



สำหรับ ท่านผู้อ่านที่สนใจจะเดินทางท่องเที่ยวในลุ่มแม่น้ำปิงเป็นหมู่คณะโดยใช้ บริการของแพนงนภัสสามารถติดต่อขอทราบรายละเอียดได้ที่
บริษัทนงนภัสทัวร์ เลขที่ 580/41 ม. 6 ซ.แอนเนกซ์ 20 ถนนพหลโยธิน
แขวงสายไหม เขตสายไหม กรุงเทพฯ 10220
โทรศัพท์ 0-2993-8313-5 , 0-2532-4723-4, โทรสาร 0-2993-5710
E-mail : This email address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it.
www. nongnapattours.com


และเมื่อคณะของเราลงไปในแพเป็นที่เรียบร้อยแล้ว



จาก นั้นแพนงนภัสก็พาคณะของเราออกเดินทางจากท่าแพในเขื่อนภูมิพลล่องขึ้นไปตาม ลำน้ำแม่ปิงเพื่อตามรอยเสด็จของพระนางจามเทวีทางชลมรรคคือลุ่มแม่น้ำปิงกัน ครับ



สำหรับ แม่น้ำปิงมีต้นกำเนิดจากเทือกเขาผีปันน้ำ ในเขตพื้นที่อำเภอเชียงดาว จังหวัด เชียงใหม่จากนั้นจึงไหลลงมาทางทิศใต้ผ่านหุบเขาเข้าสู่เขตอำเภอแม่แตง มีแม่น้ำแม่งัดไหลมาบรรจบทางฝั่งซ้าย และน้ำแม่แตงไหลมาบรรจบทางฝั่งขวา เข้าสู่พื้นที่ราบลุ่มจังหวัดเชียงใหม่ และมีแม่น้ำแม่กวง ซึ่งเป็นสาขาของแม่น้ำปิงไหลมาบรรจบทางฝั่งซ้าย บริเวณพื้นที่ อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน จากนั้นแม่น้ำปิงจะไหลไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ โดยมีแม่น้ำลี้ ซึ่งไหลผ่านจากอำเภอลี้ มาบรรจบกับแม่น้ำปิงที่อำเภอจอมทองทางฝั่งซ้าย และจากอำเภอจอมทอง จากนั้นแม่น้ำปิงจะไหลลงไปทางใต้ มีแม่น้ำแม่แจ่มไหลมาบรรจบทางฝั่งขวา ที่อำเภอฮอด ก่อนที่จะไหลลงสู่อ่างเก็บน้ำของเขื่อนภูมิพล ที่อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่


ส่วน แม่น้ำปิงตอนล่างใต้เขื่อนภูมิพล จะไหลผ่านที่ราบลุ่มมาบรรจบกับแม่น้ำวัง ไหลผ่านจังหวัดกำแพงเพชร ไปบรรจบกับแม่น้ำยมและแม่น้ำน่านที่ปากน้ำโพ จังหวัดนครสวรรค์ รวมเป็นแม่น้ำเจ้าพระยา สายเลือดใหญ่ของประเทศไทย ลุ่มน้ำปิงและลุ่มน้ำสาขาครอบคลุม พื้นที่ประมาณ 33,989 ตารางกิโลเมตร ความยาวลำน้ำประมาณ 740 กิโลเมตร ปัจจุบันประเทศไทยมีเขื่อนขนาดใหญ่ ประมาณ 25 เขื่อน เขื่อนที่สำคัญสร้างปิดแม่น้ำปิงมีจำนวน 4 เขื่อนด้วยกันคือ เขื่อนแม่แตง เขื่อนแม่งัด เขื่อนแม่กวง และเขื่อนภูมิพลซึ่งเป็นเขื่อนใหญ่ที่สุดในลุ่มน้ำสายนี้ครับ




คณะของเราชื่นชมกับวิวทิวทัศน์และธรรมชาติสองฟากฝั่งของลำน้ำแม่ปิงภายใน เขื่อนภูมิพล


จน เดินทางมาถึงยังพระพุทธบาทเขาหนาม วัดพระพุทธบาทเขาหนาม ตั้งอยู่ที่กลางทะเลสาบแม่ปิง ในบริเวณเขื่อนภูมิพล ต.บ้านนา อ.สามเงา จ.ตากอยู่ห่างจากสันเขื่อนออกไปประมาณ 5 ก.ม. มีประวัติความเป็นมายาวนาน ในอดีตใต้ผืนน้ำแห่งนี้มีชุมชนอาศัยอยู่เป็นจำนวนมากต่อมามีการสร้าง เขื่อนภูมิพลขึ้น พื้นที่แห่งนี้ถูกน้ำท่วมหมดจากนั้นชาวบ้านจึงได้อพยพออกไปทำมาหากินที่อื่น เหลือแต่เพียงตำนานให้คนรุ่นหลังเล่าขานสืบต่อไป



สำหรับ วัดพระพุทธบาทเขาหนามแห่งน ในอดีตไม่ได้เป็นวัด มีแต่รอยพระพุทธบาทประดิษฐานอยู่บนยอดเขาเท่านั้น ผู้คนทั่วไปมิอาจปืนขึ้นมาสักการะได้เพราะอยู่สูงจากแผ่นดินปกติมาก สำหรับดอยลูกนี้ที่ได้ชื่อว่าเขาหนามก็เพราะว่า มีลักษณะแหลมเหมือนหนามและสูงเทียมเมฆจนได้ชื่อว่า "ดอยเขาหนาม" ต่อมาเมื่อมีการสร้างเขื่อนภูมิพลขึ้นน้ำในเขื่อนท่วมแผ่นดินทั้งหมดรวม ทั้งตัวดอยกินเนื้อที่ประมาณ 80 % ของความสูงเหลือเพียง 20 % ที่โผล่ขึ้นเหนือน้ำและจากดอยหนามในอดีตในปัจจุบันเหลือแต่เพียงเขาหนาม เพราะความสูงไม่พอที่จะเรียกว่าดอยได้อีกต่อไป แต่บางคนก็ยังเรียกติดปากว่าดอยเขาหนามก็มี



สำหรับประวัติรอยพระพุทธบาทเขาหนามผมจะเล่าให้ท่านผู้อ่านได้ฟังดังต่อไปนี้ครับ
ใน ปีพุทธ ศักราช ๒๔๙๐ นายเสาแก้ว เขาหลวง ราษฎรหมู่ที่ ๓ ตำบลบ้านนาเดิม ได้มาพบรอยพระพุทธบาททางทิศใต้บนดอยเขาหนาม ในปีพุทธศักราช ๒๕๑๖ ครูบาทิพย์ อินทะปัญโญ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสรรค์รูปแรก ได้สร้างหลังคาครอบรอยพระพุทธบาท พร้อมกับตกแต่งเพิ่มเติมบริเวณปิดทองรอยพระพุทธบาทจนสวยงาม พุทธศักราช ๒๕๑๙ พระอธิการสมพร อาสโภ เจ้าอาวาสวัดชลประทานรังสรรค์ รูปที่ ๒ ได้เป็นประธานสร้างศาลาขึ้น ๑ หลัง กับสร้างพระประธานไว้ในศาลาอีก ๑ องค์สำหรับไว้เป็นที่ประกอบศาสนกิจ
คณะของเราเดินขึ้นเขาอันลาดชันขึ้นไป เที่ยวชมรอยพระพุทธบาทและสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งประดิษฐานอยู่ภายในวัดพระธาตุเขาหนามจนสมควรแก่เวลาจาก นั้นแพนงนภัสก็พาคณะของเราล่องไปตามลำน้ำปิงอันคดเคี้ยววกวนตลอดสองข้างทาง เรียงรายไปด้วยเทือกเขาหินปูนที่บนยอดเขาถูกปกคลุมไปด้วยเมฆหมอก




จนในที่สุดแพนงนภัสก็พาคณะของเราเดินทางมาถึงยังพระธาตุแก่งสร้อย



จากนั้นคณะของเราก็เดินเท้าขึ้นไปเที่ยวชมบนพระธาตุแก่งสร้อยซึ่งกว่าทุกคนจะเดินขึ้นมาถึงก็เล่นเอาบางคนลิ้นห้อยไปตามๆกันครับ


สำหรับวัดพระธาตุแก่งสร้อยตั้งอยู่ที่ตำบลบ้านนา ห่างจากเขื่อนภูมิพลมาประมาณ 56 กิโลเมตร


วัด นี้ได้มีการบูรณะหลายครั้งและครั้งที่สำคัญที่สุดคือครั้งที่ ครูบาชัยยะวงศา วัดพระบาทห้วยต้มในจังหวัดลำพูน ได้มาทำการบูรณะเจดีย์โดยการสร้างฉัตรขึ้นใหม่ และสร้างเสนาสนะอีกมากมาย



ตาม ตำนานกล่าวกันว่าในพระเจดีย์ของพระธาตุแก่งสร้อยภายในบรรจุพระสารีริกธาตุ และพระเกศาขององค์สมเด็จพระ สัมมาสัมพุทธเจ้า กรมศิลปากรสันนิษฐานว่าบริเวณนี้น่าจะเป็นเมืองหน้าด่านสำคัญของแคว้น หริภุญชัย เมื่อ 800 กว่าปีมาแล้ว มีชื่อว่า “เวียงสร้อย” เพราะการเดินทางสมัยก่อนต้องเดินทางตามลำน้ำแม่ปิง เวียงสร้อยมีความเจริญรุ่งเรืองมาก มีวัดมากมายถึง 99วัด โดยมีผู้ครองนครหลายชั่วอายุคน มีชาวพื้นเมืองเป็นชาว “ลั้วะ” เจ้าผู้ครองนครองค์สุดท้ายมีชื่อว่า “พญาอุตุม” ปัจจุบันหลักฐานทางโบราณคดีส่วนใหญ่จมอยู่ใต้น้ำ จะปรากฏให้เห็นบ้างเมื่อน้ำลดลงมาก ๆครับ



ส่วน แก่งสร้อยหรือเมืองสร้อยเป็นเมืองหน้าด่านของอาณาจักรล้านนาในสมัยโบราณและ จาการสำรวจทางโบราณสถานและโบราณวัตถุเชื่อกันว่ามีอายุมากกว่า1200ปี



สร้าง ขึ้นในสมัยเมืองหริภุญชัยโดยพระนางจามเทวีปัจจุบันร่องรอยของเมืองสร้อยจม อยู่ใต้น้ำทั้งหมดคงเหลือไว้แต่องค์พระธาตุแก่งสร้อยให้ชาวบ้านได้สักการะ บูชาซึ่งในเดือนเมษายนของทุกปีจะมีประเพณีขึ้นพระธาตุแก่งสร้อยชาวบ้านเป็น จำนวนมากจะเดินทางมาสักการะบูชาและเข้าร่วมพิธีสืบชะตาหลวงโดยทางวัดยังคง รักษาประเพณีดั้งเดิมไว้ทั้งหมด



อีก ทั้งยังมีการละเล่นพื้นบ้านโดยเฉพาะการร้องเพลงซึ่งเป็นเพลงพื้นเมืองของชาว ล้านนาคล้ายๆกับเพลงฉ่อยของทางภาคกลางและหาชมได้ยากมากในปัจจุบันนี้ครับ



และนอกจากนี้ยังมีรูปปั้นของพระนางจามเทวีสีทองเหลืองอร่ามตั้งประดิษฐานอยู่ด้วยครับ



และจากพระธาตุแก่งสร้อยแพนงนภัสก็พาคณะของเราล่องไปตามแม่น้ำปิงสู่ถ้ำช้างร้องหรือถ้ำพระเจ้าตาก



และในที่สุดแพนงนภัสก็พาคณะของเราเดินทางมาถึงถ้ำช้างร้องเมื่อเวลาจวนเจียนจะใกล้ค่ำ




บริเวณจุดจอดแพแห่งนี้จะใช้เป็นจุดนอนพักค้างแรมบนแพสำหรับคณะของเรา
ในคืนนี้ครับ



หลังจากแพนงนภัสเข้าจอดที่ท่าจอดแพของวัดถ้าช้าร้องเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
จากนั้นคณะของเราจึงเดินเท้าขึ้นเขาไปยังถ้ำช้างร้องให้ทันก่อนตะวันจะลาลับขอบฟ้า



เราสองคนใช้เวลาเดินขึ้นเขาประมาณ10นาทีก็มาถึงยังปากทางเข้าถ้าช้างร้องจากนั้นเราสองคนจึงเดินเท้าเข้าไปเที่ยวภายในถ้ำ




สำหรับ ถ้ำช้างร้องหรือที่ชาวบ้านเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าถ้ำพระเจ้าตากตั้งอยู่ ห่างจากพระธาตุแก่งสร้อยมาประมาณ5กม.ปากถ้ำกว้าง30เมตรสูง20เมตรตั้งอยู่บน ผาสูงภายในถ้ำมีพระประธานประดิษฐานอยู่บนศาลาที่ทำมาจากไม้สักทั้งหลัง



นอกจากนี้ยังมีศาลาไม้สักทองโบราณศิลปะแบบล้านนาสร้างโดยไม่ใช้ตะปู




สันนิษฐาน กันว่าอาจเป็นศาลาหรือพลับพลาที่ประทับของพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อครั้งที่ ทรงนำทัพขึ้นมายังอาณาจักรล้านนาเพื่อขับไล่อริราชศัตรูปัจจุบันพลับพลาแห่ง นี้ถูกใช้เป็นที่ประดิษฐานพระประธานเพื่อให้ชาวบ้านได้สักการะบูชากันครับ



เรา สองคนเดินเที่ยวชมภายในถ้ำจนเวลาจวนเจียนจะพลบค่ำจากนั้นจึงเดินลงมายังแพ นงนภัสเพื่อเก็บภาพดวงอาทิตย์กำลังลาลับขอบฟ้าในลุ่มน้ำแม่ปิงซึ่ง เป็นภาพที่สวยงามมากจริงๆครับ


หลังจากอาหารค่ำผ่านพ้นไปแล้วคณะของเราพากันขึ้นฝั่งมานั่งก่อกองไฟพูดคุย กันถึงเรื่องราวของการเดินทางที่ผ่านมา



พวกเราบางคนนอนชมท้องฟ้ายามคืนเดือนหงาย



พร้อมฟังเสียงหรีดหริ่งเรไรมโหรีดนตรีวงใหญ่จากการบรรเลงของธรรมชาติขับกล่อมคณะของเราจนบางคนเคลิบเคลิ้มและหลับไปในที่สุด.

หน้าต่อไป